ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 241 : เงาสังหารสลายวิญญาณ

จารึกที่ 241 : เงาสังหารสลายวิญญาณ : การพิพากษาด้วยเส้นใยร่วงหล่นในสมรภูมิอัสนีพ่าย


ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งมวลสารธาตุปฐพีอันร้อนระอุจนอากาศรอบด้านบิดเบี้ยวดูระยิบระยับ แสงอัสดงสีเลือดที่เคยฉาบไล้ยอดขุนเขาหินอัคนีดำทมิฬเบื้องหลัง บัดนี้กำลังถูกกลืนกินด้วยม่านหมอกควันธาตุกำมะถันอันหนาเตอะที่ลอยวนเวียนอยู่เบื้องบนประหนึ่งมังกรเมฆา ท้องฟ้าเหนือหุบเขาเพลิงผลาญในยามที่แสงสว่างจากเบื้องบนถูกบดบังจนสิ้น กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีม่วงครามหมองหม่นด้วยกระแสอัสนีบาตที่ยังคงหลงเหลือและแตกซ่านอยู่ในชั้นอากาศ


ภายหลังจากที่ค่ายกลใหญ่ของสำนักอัสนีบาตที่เคยเกรียงไกรพังทลายลงด้วยน้ำมือของคณะวิปลาส และการต้อนฆ่าฝ่ายเดียวได้จบลง ความเงียบสงัดดุจป่าช้าร้างก็เข้าครอบคลุมสมรภูมิหินร้อนอย่างฉับพลัน ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนแห่งความพินาศและกลิ่นคาวเลือดที่ถูกความร้อนแผดเผาจนไหม้เกรียม


อาเจีย ยืนสงบชายเสื้อคลุมสีสะอาดตาของเขาสะบัดพริ้วตามแรงลมร้อนที่หอบเอาเถ้าถ่านกระดูกปลิวว่อนไปทั่วบริเวณ ใบหน้าของเด็กหนุ่มเรียบเฉยปราศจากคลื่นอารมณ์ใดๆ ทว่าแววตาที่ทอดมองออกไปกลับซ่อนเร้นความเด็ดขาดที่ไม่อาจสั่นคลอน ในมือขวากระชับ พู่กันนิรันดร์ 百万刻符笔 (ไป๋หมื่นเค่อฝูปี๋)ไว้มั่นคง ท่ามกลางซากศพของศัตรูที่เกลื่อนกลาด อาเจียคิดว่าทุกอย่างจบสิ้นแล้ว ทว่าในโลกมิติภายในพู่กันนั้น ความวุ่นวายกลับเพิ่งเริ่มต้นขึ้น


ภายในห้วงมิติสีขาวโพลนอันเป็นเอกเทศที่กว้างใหญ่ไพศาล อิสตรีตัวน้อย จิตวิญญาณที่แท้จริงของพู่กัน บัดนี้กำลังกระโดดโลดเต้นอย่างร่าเริงเกินพอดี นางพยายามจะเอื้อมมือเล็กๆ ไปคว้าปอยเคราขาวสะอาดของ มู่เฉิน ที่กำลังนั่งขัดสมาธิประคองปราณอย่างสงบ นางหัวเราะคิกคักด้วยน้ำเสียงประดุจระฆังเงิน พลางวิ่งวนรอบตัวมู่เฉินด้วยท่าทางซุกซนดื้อรั้นอย่างที่สุด ร่างของนางเรืองรองด้วยแสงหยกบริสุทธิ์ ก่อนที่นางจะหยุดชะงักฝีเท้าลงทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงกระแสจิตที่อาเจียส่งเข้ามา


นางหยุดชะงักพลางกระทืบเท้าสะเอวด้วยท่าทีแง่งอนประหนึ่งดรุณีน้อยที่ถูกขัดใจ "เหอะ! นายท่านขี้งก ในที่สุดก็ยอมแบ่งสมาธิอันน้อยนิดเข้ามาหาข้าเสียทีนะ!" นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยพลางทำจมูกฟุดฟิดสูดอากาศรอบตัว "ข้าได้กลิ่นปราณผลึกปฐพีเข้มข้นจากข้างล่างนั่น... หากนายท่านไม่ให้ข้าช่วยดูดซับมันเข้ามาข้างในนี้ ข้าจะโกรธจริงๆ ด้วย และข้าจะแกล้งจารึกอักขระให้บิดเบี้ยวจนเรือเหาะของนายท่านร่วงหล่นลงไปในลาวาให้หมดเลยเชียว!"


มู่เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พลางผสานมือคารวะนางอย่างนอบน้อมด้วยความยำเกรงในฐานะของนาง "ท่านหญิงน้อยระงับอารมณ์... อาเจียเขากำลังจัดการธุระสำคัญอันเกี่ยวพันถึงความเป็นตายภายนอกอยู่" ชายชราหันมาทางอาเจียด้วยแววตาที่แฝงคำเตือนอันเฉียบขาด "อาเจีย... อย่าเพิ่งชะล่าใจ! ศัตรูยังไม่สิ้นซาก ผู้อาวุโสชุดม่วงที่ล้มอยู่เบื้องหน้าเจ้า มันใช้ 'วิชาโลหิตจำศีล' แกล้งตายเพื่อหลบซ่อนลมหายใจ มันกำลังรวบรวมปราณอัสนีเฮือกสุดท้ายเพื่อระเบิดตันเถียนพลีชีพไปพร้อมกับเจ้า!"


อาเจียสะดุ้งในจิตเมื่อได้ยินคำเตือน เขาหันไปทอดสายตามองร่างของผู้อาวุโสชุดม่วงที่นอนคว่ำหน้าจมกองเลือด ภายใต้เนตรสูญตาที่ยังคงหลงเหลือพลังงานอยู่เบาบาง เขามองเห็นเส้นชีพจรสีม่วงดำที่กำลังเต้นตุบๆ และขยายตัวอย่างบ้าคลั่งอยู่ภายในร่างที่ดูเหมือนไร้วิญญาณนั้น


"อาเจีย... แม่นางน้อยกล่าวได้ถูกต้องแล้ว แม้พู่กันนิรันดร์จะยอมรับเจ้าเป็นนาย แต่นางคือจิตวิญญาณที่มีเจตจำนงอิสระและสูงส่งเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ เจ้าควรจะหัดเอาใจนางบ้าง แลกกับการที่นางจะเพิ่มอักขระหลิงให้มีเสถียรภาพและเปิดช่องว่างแห่งมิติเพื่อหยุดยั้งการระเบิดพลีชีพนั่น" มู่เฉินชี้แนะต่อ


"ขอรับท่านอาจารย์" อาเจียตอบรับคำสอนในจิตด้วยความเคารพ ก่อนจะหันไปหาอิสตรีตัวน้อยที่กำลังทำหน้ามุ่ยพลางเตะเมฆขาวเล่น "เจ้าหญิงน้อย... หากข้าสามารถชิงเอาปราณผลึกปฐพีนั่นมาได้ ข้าจะยกให้ท่านครึ่งหนึ่งเป็นการกำนัลเพื่อเพิ่มพูนตบะ แต่ยามนี้โปรดช่วยข้าเปิดมิติเงาเพื่อกำจัดเศษเดนอัสนีบาตตัวสุดท้ายที่แกล้งตายอยู่ตรงหน้านี้ก่อนได้ไหม"


"ครึ่งเดียวงั้นหรือ? นายท่านช่างเป็นคนหน้าเงินที่งกนัก! ข้าขอเจ็ดส่วน!" นางยื่นคำขาดพลางกอดอกสะบัดหน้าหนีไปอีกทางประหนึ่งจะไม่ยอมความ "แต่เอาเถอะ... เห็นแก่ที่นายท่านยังรู้จักเรียกข้าอย่างให้เกียรติและมีมารยาทอยู่บ้าง... ข้าจะยอมลดตัวลงไปช่วยเปิดทางมิติเงาอันลึกล้ำให้เจ้าแมงมุมน้อยที่ซ่อนอยู่ใต้เท้าท่านทำงานได้สะดวกและรวดเร็วขึ้นก็ได้!"


เมื่อได้รับข้อตกลงที่แฝงด้วยความเอาแต่ใจและเงื่อนไขที่ขูดรีด อาเจียจึงลืมตาขึ้นสู่โลกภายนอก แววตาของเขากลับกลายเป็นเยือกเย็นลงประหนึ่งน้ำแข็งในถ้ำลึก เขาไม่ได้ขยับตัวเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัว ทว่าเขาตวัดปลายนิ้วเพียงแผ่วเบาเพื่อส่งบัญชาอักขระทางจิตลงไปยังพื้นดินใต้ฝ่าเท้า ถึง เจ้าถุงเงิน สัตว์อสูรแมงมุมทมิฬสายพันธุ์หายากที่เร้นกายอยู่ในเงาของเขาอย่างแนบเนียน มันได้ดูดซับพลังวิเศษและวิวัฒนาการสายเลือดมาอย่างต่อเนื่อง จนบัดนี้ได้ก้าวเข้าสู่ร่างวิวัฒนาการขั้นสุดยอดในนามของ ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ


ในเสี้ยววินาทีที่ผู้อาวุโสชุดม่วงเตรียมจะดีดตัวขึ้นมาระเบิดตันเถียน เงาดำที่ทอดตัวอยู่ใต้ร่างของมันกลับเกิดการบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ด้วยอำนาจมิติที่อิสตรีตัวน้อยช่วยเปิดทางเชื่อมต่อให้จากภายในพู่กัน เจ้าถุงเงินเลื้อยไหลผ่านมิติเงาจากใต้เท้าของอาเจียไปยังเงาของศัตรูอย่างไร้ร่องรอยประหนึ่งภูตพรายที่ไร้ตัวตน ก่อนจะพ่น "ใยโปร่งใสไร้สภาพ" นับหมื่นเส้นพุ่งทะลุขึ้นมาจากเงาดำเบื้องล่าง เส้นใยเหล่านี้มิได้พุ่งเข้าหาจากภายนอกเพื่อให้เกิดการระวังตัว แต่มันแทรกซึมผ่านรอยต่อของมิติเงาเข้าไปรัดพันเส้นชีพจรวิญญาณและบีบรัดจุดตันเถียนที่กำลังจะระเบิดภายในร่างของศัตรูโดยตรงอย่างโหดเหี้ยม


"อึก... อ๊ากกก! นี่มันกลวิธานซ้อนมิติประเภทใดกัน! พลังปราณของข้า... ถูกตัดขาดสะบั้น!" ผู้อาวุโสชุดม่วงที่เพิ่งลุกพรวดขึ้นมาแผดเสียงร้องลั่นด้วยความสยดสยองและเจ็บปวดสุดแสน เมื่อพบว่าใยที่มองไม่เห็นเริ่มเชือดเฉือนวิญญาณและระงับการระเบิดของเขาทีละน้อย จนกระทั่งเส้นใยนั้นดึงรั้งพลังชีวิตให้หลุดลอย ร่างที่หมายจะพลีชีพอย่างอหังการล้มกระแทกพื้น คว่ำหน้าลงจมกองเลือดสีดำคล้ำพร้อมกับลมหายใจที่ดับสูญไปตลอดกาลภายใต้กฎแห่งการพิพากษาแห่งเงามืด คราวนี้ศัตรูทุกชีวิตถูกกวาดล้างจนหมดจดอย่างแท้จริง


อาเจียทอดสายตามองความพินาศเบื้องหน้าด้วยหัวใจที่นิ่งสงบดุจผิวน้ำในบ่อโบราณ เขาเข้าถึงแก่นแท้ของ อักขระหลิง (零) มากขึ้นในทุกลมหายใจที่สูดดมกลิ่นอายแห่งการดับสูญ ความว่างเปล่ามิใช่การดับมอดของชีวิต ทว่ามันคือการจัดระเบียบสรรพสิ่งที่บิดเบี้ยวให้กลับคืนสู่จุดกำเนิดที่ไร้ราคี


ภายในมิติพู่กัน อิสตรีตัวน้อยเห็นภาพการดับสูญที่หมดจดก็กลับมายิ้มร่าพลางตบมือชอบใจด้วยความสะใจ "ฮิฮิ! เห็นไหมล่ะนายท่านขี้งก ถ้าไม่มีข้าช่วยเปิดมิติเงาอันลึกล้ำให้เจ้าแมงมุมน้อยนั่นทำงาน นายท่านก็คงโดนระเบิดใส่หน้าจนต้องเหนื่อยยากกว่านี้อีกหลายสิบเท่า! อย่าได้ลืมสัญญาล่ะ ปราณผลึกเจ็ดส่วนต้องตกเป็นของข้าแต่เพียงผู้เดียว!"


นางสะบัดหน้าพลางฮัมเพลงด้วยท่วงทำนองโบราณอย่างอารมณ์ดี ท่าทางที่ทั้งโกรธง่ายหายเร็ว แฝงด้วยความซุกซนและต้องการผลประโยชน์เช่นนี้ ทำให้บรรยากาศในมิติพู่กันกลับมาเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อหยาดเลือดหยดสุดท้ายหยูดนิ่ง นาวาทะลวงเมฆา ก็เริ่มขับเคลื่อนอีกครั้งด้วยเสียงกระหึ่มของกลไกฟ้า อาเจียและสหายเตรียมมุ่งหน้าเข้าสู่หุบเหวที่ลึกที่สุดของหุบเขาเพลิงผลาญ ทิ้งไว้เพียงเถ้าถ่านและความเงียบงันที่เป็นประจักษ์พยานถึงอำนาจอันไร้ขอบเขตของอักขระที่แท้จริง ที่กำลังจะตื่นขึ้นมาเขย่าขวัญใต้หล้าอย่างเต็มตัว

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน