ชะตาฟ้า ข้าลิขิต

    ตอนที่ 38 : การตัดสินใจที่ยากลำบาก

    ~ ตระกูลจาง ~


    จางหลินไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขาไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายของปรมาจารย์ซูหยานอีกต่อไป เนื่องด้วยการมาถึงของหยุนเหวิน ทำให้แผนการทั้งหมดของปรมาจารย์ซูหยานและตระกูลชิงต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย


    ผลลัพธ์ในครั้งนี้ทำให้เขาพึงพอใจเป็นอย่างมาก ที่ตระกูลจางสามารถตัดขาดพันธะทุกอย่างกับตระกูลชิงได้


    นั่นหมายความว่าตระกูลจางจะได้หลุดพ้นจากเงาของตระกูลชิงเสียที


    ขณะนี้จางหลินกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้โยกเบื้องหน้าตำหนัก และกำลังขบคิดบางอย่างอย่างเงียบๆ


    แม้เขาจะมีหลายสิ่งหลายอย่างที่อยากทำ แต่เขาก็ยังไม่ตัดสินใจจนกว่าจะแน่ใจว่า จางเจียหยูหรือสมาชิกของตระกูลจางได้ถูกรับเลือกให้เป็นศิษย์ของสำนักจักรพรรดิดารา เพื่อที่ว่าตระกูลจางจะได้รับเกราะป้องกันอีกหนึ่งชั้นจากสำนักจักรพรรดิดาราหากเกิดเหตุการณ์พลิกผันขึ้นในอนาคต


    ในตอนนี้เขามีเป้าหมายใหม่ที่ต้องทำให้สำเร็จ คือสังหารปรมาจารย์ซูหยานและหยางเซี่ย! ที่ทำให้พ่อของเขาต้องประสบกับความอัปยศอดสู!


    และอีกอย่างเขายังคงไม่แน่ใจว่าเขาควรจะตอบรับคำเชิญจากหลี่เชียนเหม่ยดีหรือไม่


    เพราะท้ายที่สุดเมื่อเขาสามารถแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นกับตระกูลจางได้แล้ว บางทีเขาอาจจะต้องลองค้นหาวิธีที่จะทำให้เขาสามารถกลับมาฝึกฝนได้อีกครั้งดู


    ทว่าข้อมูลเกี่ยวกับโลกภายนอกของเขายังตื้นเขินเกินไป หากเขาไม่หาข้อมูลเกี่ยวกับหลี่เชียนเหม่ยอย่างระมัดระวัง เขาอาจจะเผลอเข้าสู่วังวนแห่งความขัดแย้งที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม


    ต้องเข้าใจว่าบุคลิกดั้งเดิมของจางหลินคือคนรักสงบและไม่ต้องการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวาย ในความเป็นจริงเขาคิดเช่นนั้นมาโดยตลอด


    แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับจางหยินเซียวเมื่อวานนี้ ทำให้จางหลินตระหนักได้ว่าความคิดของเขานั้นผิดอย่างมหันต์! 


    หากไม่มีความแข็งแกร่งที่เพียงพอ เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากยืนรอความตาย!


    ความขัดแย้งสามารถเกิดขึ้นได้เสมอแม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนก่อมันขึ้นมาก็ตาม


    ฉะนั้นการมีความแข็งแกร่งที่เหนือกว่าผู้ใดย่อมเป็นหนทางที่ดีที่สุด


    ในตอนนี้ความคิดทั้งสองอย่างนี้กำลังตีอยู่ในหัวว่าเขาควรจะตัดสินใจเดินไปในเส้นทางไหนดี...


    เขาหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากแขนเสื้อ นั่นคือหยกบริสุทธิ์ซวนหยวน “หลี่เชียนเหม่ย ข้าอยากจะรู้จริงๆว่าเจ้ามีภูมิหลังอย่างไรกันแน่?... แล้วเจ้าจะช่วยให้ข้าสามารถกลับมาฝึกฝนได้จริงๆงั้นหรือ?”


    ในระหว่างที่เขาครุ่นคิดไม่ตก จู่ๆเสียงของจางหยินเซียวก็ดังขึ้นจากด้านหลัง “หลินเอ๋อร์”


    เมื่อได้ยินดังนั้นจางหลินรีบเก็บหยกซวนหยวนไว้ในแขนเสื้อตามเดิม ก่อนจะลุกขึ้นและหันไปหาจางหยินเซียว “ท่านพ่อ อาการของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”


    จางหยินเซียวส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าไม่เป็นอะไรมากแล้ว แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาสักระยะในการฟื้นฟูเส้นลมปราณ”


    จากนั้นเขาก็พูดบางอย่าง “ตามข้ามาที่ห้องโถง ผู้อาวุโสคนอื่นๆกำลังรอเจ้าอยู่ พวกเขากำลังวางแผนรับมือกับการคัดเลือกศิษย์เข้าสู่สำนักจักรพรรดิดาราในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้”


    “ข้ามีความจำเป็นต้องไปด้วยหรือ?” จางหลินถามด้วยรอยยิ้มบางๆ


    ทุกๆครั้งที่มีการประชุมใหญ่ของตระกูล ผู้อาวุโสเหล่านั้นไม่มีความคิดที่จะเชิญเขาเข้าร่วมการประชุมแม้แต่ครั้งเดียว เพราะมองว่าเขาไร้ประโยชน์เกินไป และการมีเขาอยู่ในที่ประชุมจะไม่ทำให้อะไรดีขึ้น


    แต่ดูเหมือนว่าคราวนี้ทัศนคติที่เหล่าผู้อาวุโสมีต่อจางหลินจะเปลี่ยนแปลงไปสักเล็กน้อย


    จางหยินเซียวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเมื่อได้ยินน้ำเสียงที่ห่างเหินของเขา “เจ้าคิดอะไรแบบนั้น การตัดสินใจของเจ้าเมื่อวานนี้ถือได้ว่าเป็นการช่วยเหลือตระกูลจางทั้งหมดให้หลุดพ้นจากการครอบงำของตระกูลชิง เจ้าถือได้ว่าเป็นผู้ที่สร้างประโยชน์ให้แก่ตระกูลจางเป็นอย่างมาก”


    จางหลินที่ได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”


    .

    .

    .


    ในเวลาเดียวกันกับที่จางหยินเซียวและจางหลินไปยังห้องโถงใหญ่ ตัดสลับมายังเบื้องหน้าประตูเมืองหยางโจวที่มีฝูงชนกำลังเดินพลุกพล่าน


    ทันใดนั้นก็มีรถม้าสีทองหรูหราข้ามผ่านเส้นทางสัญจร เข้าสู่ประตูเมืองไปโดยไม่มีผู้ใดกีดขวาง


    เมื่อรถม้าข้ามผ่านประตูเมืองและเข้าสู่เส้นทางสัญจรหลักของเมืองหยางโจวได้ ม่านของรถม้าก็ถูกเปิดออกเล็กน้อยให้แสงสาดส่องเข้ามาด้านใน


    ภายในรถม้าคือร่างของชายหนุ่มที่มีรูปงามในอาภรณ์สีทองหรูหรา กำลังสะบัดพัดขนนกในมืออย่างไร้กังวล และยังมีเข็มกลัดที่สลักคำว่า【ฉู่】อยู่ที่อกข้างซ้าย


    ดวงตาที่ลึกล้ำดุจดั่งดาราจักรปราดมองผู้คนที่กำลังเดินอย่างคับคั่ง จนเขาอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมา “นี่น่ะหรือเมืองหยางโจว? เหตุใดผู้คนในเมืองนี้ถึงได้อ่อนแอนัก?”


    ชายชราผมสีทองที่กำลังนั่งอยู่ไม่ไกลก็ตอบด้วยรอยยิ้ม “พวกเขาเป็นเพียงชนชั้นล่างสุดในแคว้นฉู่ และที่นี่ถือได้ว่าเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากความเจริญ เป็นเรื่องปกติที่มีบางบุคคลไม่ได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์เหมือนอย่างพวกเรา”


    ชายหนุ่มพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะหันไปถามชายชราด้วยสีหน้าที่ยังคงสงสัย “ลุงหยู ท่านคิดว่าสมบัติระดับนั้นจะปรากฏขึ้นในเมืองอันยากจนข้นแค้นนี่จริงๆหรือ? เข็มทิศสวรรค์ของท่านเกิดเสียอย่างกะทันหันหรือไม่?”


    ชายชราสะบัดแขนเสื้อเผยให้เห็นเข็มทิศสีทองที่มีลูกศรกำลังชี้ตรงไปทางทิศใต้ของเมืองหยางโจว “ไม่ผิดแน่ เข็มทิศสวรรค์มีการตอบสนองเมื่อพวกเรามาถึงเมืองหยางโจวจริงๆ”


    เมื่อได้ยินดังนั้นชายหนุ่มที่มีใบหน้าดุจสตรีพับเก็บพัดขนนก ก่อนจะปิดม่านลง “เอาล่ะ พวกเราควรจะไปที่คฤหาสน์เจ้าเมืองกันก่อน แล้วค่อยวางแผนเดินทางต่อทีหลัง”


    แต่ชายชรากลับแย้งขึ้นมาว่า “ข้ามีความเห็นว่าพวกเราควรหลีกเลี่ยงการพบเจอกับเจ้าเมืองหยางโจวจนกว่าวัตถุประสงค์ของพวกเราจะลุล่วง เพราะการมาถึงของพวกเราอาจจะทำให้ชาวเมืองตื่นตูมเอาได้… ฉะนั้นแล้วพวกเราควรจะเข้าพักที่โรงเตี๊ยมรับรองสักแห่งเพื่อไม่ให้เป็นที่สงสัยต่อใครหลายๆคนจะเป็นการดีกว่า เพราะข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าจะมีบุคคลระดับสูงอาศัยอยู่ในเมืองนี้หรือไม่”


    ชายหนุ่มในอาภรณ์สีทองลูบคางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย “เอาล่ะ เอาตามที่ท่านว่า”

    คล้ายกับเรื่องชะตาฟ้า ข้าลิขิต ที่คุณอ่าน