ตอนพิเศษ 3 ภาคตะลุยต่างแคว้น
หลังจากต่งหนานคืนดีกับธงอี่แล้ว และเข้าใจเรื่องราวของน้องสามีเป็นอย่างดี ตั้งแต่นั้นมาต่งหนานก็คอยไปเยี่ยมธงหลินกับหลานธงช่ายที่บ้านของบัณฑิตซูเกือบทุกวัน
หนึ่งเดือนต่อมา ท่านเสนาฯได้รับพระราชโองการให้ไปสืบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เมืองซานชุย ในช่วงเวลาที่ท่านเสนาฯไม่อยู่ที่จวน ไป่หลิงรู้สึกคิดถึงและรู้สึกห่วงสามีอย่างมาก เพราะเขาได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคดีอันตราย แต่เพราะตอนนี้ไป่หลิงต้องทำหน้าที่เป็นเสาหลักให้กับครอบครัวแทนท่านเสนาฯชั่วคราว ไป่หลิงจึงทำใจเข้มแข็งและไม่ยอมอ่อนแอให้ใครเห็น อีกทั้งต้องคอยปลอบแม่สามีและลูกชายเกือบจะทุกวัน ไม่เพียงเท่านั้นไป่หลิงยังต้องทำหน้าที่หมอรักษาชาวบ้านตามปกติ
จนกระทั่งวันหนึ่ง มีสาวใช้ที่จวนท่านเสนาฯวิ่งมาตามให้ไป่หลิงรีบกลับบ้านโดยด่วน
“ฮูหยิน ฮูหยิน! ท่านรีบกลับจวนท่านเสนาฯเถิดเจ้าค่ะ” สาวใช้กล่าว
“มีอะไรเร่งด่วนงั้นหรือ ข้ายังตรวจคนไข้ไม่เสร็จเลยนะ” ไป่หลิงกล่าว
“ท่านกงกง ได้รับคำสั่งจากฝ่าบาท ให้มาเชิญฮูหยินรีบไปเข้าเฝ้าโดยด่วนเจ้าค่ะ” สาวใช้กล่าว
“เอาล่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” ไป่หลิงกล่าว
ไป่หลิงจึงบอกกับหมอผายฟางว่าตนต้องรีบกลับไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท อีกทั้งได้ฝากฝังให้ท่านหมอรักษาผู้ป่วยและปิดร้านหมอให้ด้วย
*********************************
ณ จวนท่านเสนาฯ
เนื่องจากท่านเสนาฯได้จ้างอาจารย์เฉินจิวมาสอนหนังสือให้กับลูกชายฟานหลง ดังนั้นธงอี่จึงฝากธงหยางให้มาเรียนกับฟานหลงด้วย แม่ของท่านเสนาฯจึงไม่ต้องอยู่คอยดูแลหลาน ทำให้ท่านมีเวลาว่างมากขึ้น และในตอนนี้แม่ของท่านเสนาฯก็กำลังตอนรับท่านกงกงอยู่ ในระหว่างที่รอไป่หลิง ท่านก็คอยตะล่อมถามถึงสาเหตุที่ต้องให้ลูกสะใภ้ไปเข้าเฝ้าด้วยความเป็นห่วง แต่ท่านกงกงก็ไม่ปริปากเลยสักคำ จนกระทั่งไป่หลิงมาถึง
“ท่านแม่ข้ากลับมาแล้ว” ไป่หลิงกล่าว
“เจ้ารีบเข้าไปแต่งตัวอย่างเป็นทางการเพื่อเข้าเฝ้าเถิด ท่านกงกงมารอนานแล้ว” แม่ท่านเสนาฯกล่าว
“ค่ะ ท่านแม่” ไป่หลิงกล่าว
ไป่หลิงจึงเข้าไปแต่งตัวเพื่อให้สมกับเป็นฮูหยินของท่านเสนาบดี และเดินทางไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทพร้อมกับกงกงทันที
เมื่อไป่หลิงเข้าไปในที่ประทับของฝ่าบาท ก็ต้องแปลกใจที่เห็นท่านอำมาตย์คุกเข่าอยู่ก่อนหน้าแล้ว และธงอี่ก็รีบเข้าไปช่วยประคองพ่อตาให้ลุกขึ้นยืนปกติ
“ถวายพระพรเพคะ ฝ่าบาท” ไป่หลิงกล่าว
“เจ้านี่เอง ฮูหยินของท่านเสนาบดี เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เสียเวลา เราจะบอกเจ้าเลยก็แล้วกัน บัดนี้องค์ชายยาลูแห่งชิตันถูกพระชายาต่งหนิงวางยาพิษ ทำให้องค์ชายยาลูเป็นอัมพาต ขยับตัวและพูดไม่ได้ ท่านอ๋องแห่งชิตันจึงส่งสารมา เพื่อขอให้ส่งตัวเจ้าไปช่วยรักษาองค์ชายให้ด้วย ดังนั้นข้าจะส่งตัวเจ้าไปพร้อมกับท่านแม่ทัพธงอี่ให้ไปชิตันพร้อมกัน” ฝ่าบาทตรัส
“รับด้วยเกล้าเพคะ แต่เป็นไปไม่ได้ที่พระชายาต่งหนิงจะกล้าวางยาพิษ ในเมื่อพระนางเป็นคนมีจิตใจเมตตา อีกอย่างพระชายาก็ทรงรักองค์ชายมากด้วยเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“ระยะเวลาห้าปีที่ผ่านมา พวกเราไม่รู้หรอกว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง ข้าจึงอยากให้เจ้าช่วยลอบสืบ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้กับลูกสาวของท่านอำมาตย์ หากพระนางถูกปรักปรำจริง” ฝ่าบาทตรัส
“รับด้วยเกล้าเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
เมื่อท่านอำมาตย์ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกคลายกังวลมากขึ้น เพราะตนก็เคยได้ยินกิตติศัพท์ของไป่หลิงที่ช่วยทางการคลี่คลายคดีได้หลายคดีแล้ว คาดการณ์ว่าไป่หลิงอาจจะช่วยต่งหนิงได้ ท่านอำมาตย์เห็นว่าฝ่าบาทแคว้นฉินทรงเมตตาต่อครอบครัวของตน จึงรีบขอบพระทัยทันที
“ขอบพระทัยพะย่ะค่ะ” ท่านอำมาตย์กล่าว
“เอาล่ะ ไม่มีอะไรแล้ว พวกท่านไปได้” ฝ่าบาทตรัส
“พะย่ะค่ะ/เพคะ” ทุกคนรับคำพร้อมกัน
*********************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ไป่หลิงล่ำลาแม่สามีและลูกชาย แล้วรีบออกเดินทางไปยังขบวนราชทูตแคว้นฉินทันที แม่สามีรู้สึกสงสารไป่หลิงที่ยังไม่ทันได้พบหน้าสามีเลย ก็ต้องออกเดินทางไปต่างแคว้นเสียแล้ว ไป่หลิงรู้สึกอาลัยที่ต้องเดินทางไปไกลจากครอบครัว แต่เพราะนั่นถือว่าเป็นการรับใช้ทางการและเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้น ไป่หลิงจึงทำใจเข้มแข็งและหาวิธีลบข้อครหาที่แคว้นฉินถูกกล่าวหาว่าได้ส่งต่งหนิงไปทำร้ายองค์ชายยาลูให้ได้
เมื่อไป่หลิงมาถึงที่ขบวนฯ ก็ต้องแปลกใจที่คนในครอบครัวธงอี่มาส่งธงอี่กันครบทุกคนยกเว้นต่งหนาน นางเป็นคนที่สำคัญที่สุดสำหรับธงอี่ แต่กลับไม่มา
“อ้าว ธงอี่ แล้วต่งหนานล่ะ ทำไมนางไม่มาส่งเจ้าด้วย” ไป่หลิงถาม
“ต่งหนานไม่สบายน่ะ พอได้ข่าวของต่งหนิง ก็เอาแต่คิดกังวลเป็นห่วงพี่สาวจนกระทั่งนอนไม่หลับ เพิ่งหลับไปตอนเช้าตรู่ ข้าไม่อยากปลุกนาง กลัวต่งหนานจะล้มป่วยไปซะก่อน” ธงอี่เล่า
“นั่นสินะ ก็นั่นเป็นพี่สาวของนางนี่นา” ไป่หลิงกล่าว
ขบวนราชทูตกำลังจะออกเดินทาง แต่แล้วก็ได้ยินเสียงตะโกนของต่งหนาน “ช้าก่อน อย่าเพิ่งไป”
พอธงอี่เห็นฮูหยินกำลังวิ่งมา ธงอี่จึงรีบลงจากม้าแล้วกางแขนรอกอดต่งหนานทันที แอบปลื้มใจฮูหยินของตนที่ขนาดนอนเพียงนิดเดียว ยังอุตส่าห์มาส่งตนถึงที่นี่
และแล้ว -------------------------------
ต่งหนานก็วิ่งเลยผ่านธงอี่ไปหาไป่หลิงที่กำลังขี่ม้าอยู่ทันที อย่างกับมองไม่เห็นธงอี่
ไป่หลิงจึงรีบลงจากม้า แล้วรีบจับชีพจรให้ต่งหนานทันที เพราะตนได้ยินมาว่าต่งหนานไม่ได้นอนมาทั้งคืนแถมยังต้องรีบเดินทางมาที่ขบวนราชทูตอีก กลัวเพื่อนสาวจะล้มป่วยไป “อื้อร่างกายเป็นปรกติดี แล้วเจ้ามีอะไรกับข้างั้นหรือ ต่งหนาน”
“ไป่หลิง! ช่วยชีวิตพี่ต่งหนิงด้วย ข้ากลัวนางเกิดภัย” ต่งหนานกังวล
“ไม่ต้องห่วงนะต่งหนาน ข้ากับธงอี่จะช่วยพี่สาวของเจ้าให้ถึงที่สุด” ไป่หลิงกล่าว
ต่งหนานได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสบายใจขึ้น จึงเข้าไปกอดไป่หลิงทันที “เดินทางปลอดภัยนะไป่หลิง’
“อื้อ แต่เจ้าลืมอะไรไปหรือเปล่า ต่งหนาน” ไป่หลิงถาม
“ข้าลืมอะไรงั้นหรอ” ต่งหนานงง
“ก็โน่นไง สามีเจ้าน่ะ คงงอนเจ้าอยู่ ไปหลบอยู่ที่ต้นไม้โน่นแล้ว” ไป่หลิงกล่าว
“อ้าว ข้าไม่เห็นจริงๆ ไม่งั้นก็ต้องรีบไปล่ำลาแล้วสิ และจะทำยังไงดีล่ะ จะง้อยังไงดี เดี๋ยวนี้ธงอี่ก็อารมณ์แปรปรวน โมโหง่ายเสียด้วย” ต่งหนานกล่าว
“555 เป็นเรื่องปกติน่ะ ต่งหนาน เขาคงแพ้ท้องแทนเจ้าอีกแล้วล่ะ และยิ่งไปกว่านั้นคงมีอารมณ์เหมือนผู้หญิงท้องคนอื่นๆอีกด้วย” ไป่หลิงกล่าว
“ห๊า อะไรนะ ข้ากำลังตั้งครรภ์งั้นหรือ” ต่งหนานตกใจ
“อื้อ ไปง้อเขาได้แล้วล่ะ ถ้าบอกข่าวดีเรื่องนี้ ยังไงธงอี่ก็ต้องหายโกรธเจ้า” ไป่หลิงแนะนำ
ต่งหนานจึงรีบทำตามคำแนะนำของไป่หลิงทันที ต่งหนานเดินเข้าไปหาธงอี่ที่ตอนนี้หันหน้าไปทางต้นไม้
ต่งหนานสะกิดให้ธงอี่ให้หันมา แล้วกล่าวว่า “ข้าขอโทษธงอี่ ข้าไม่เห็นเจ้าจริงๆ ข้ามัวแต่กังวลเรื่องพี่สาว เลยมุ่งหน้าไปหาไป่หลิงเพื่อให้นางช่วยต่งหนิงด้วยน่ะ”
“ยังไงพวกเราต้องหาทางช่วยพี่สาวของเจ้าอยู่แล้ว เรื่องนั้นเจ้าไม่ต้องห่วง แต่สิ่งที่เจ้าต้องห่วงจริงๆก็คือข้าไง ข้าต้องเดินไปไกลถึงแคว้นชิตันเชียวนะ ต่งหนาน” ธงอี่ยังคงงอน
“ข้ารู้ธงอี่ ข้าขอโทษจริงๆ สงสัยอาจเกิดจากที่ข้าตั้งครรภ์ ทำให้สายตาของข้าฝ้าฟาง มองไม่เห็นเจ้า” ต่งหนานรีบอ้างเรื่องนี้ทันที
ธงอี่ได้ฟังก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันใด จากที่เสียงแข็งก็กลายเป็นอ่อนโยนขึ้น “จริงหรอ ต่งหนาน ข้ากำลังจะมีลูกคนที่สองแล้ว ข้าไม่น่าต้องเดินทางไปไกลเลย ข้าจะได้อยู่ดูแลเจ้าไง”
“เจ้าไปเถอะธงอี่ เจ้าต้องปฏิบัติภารกิจเพื่อรับใช้บ้านเมือง ข้าภูมิใจในตัวของเจ้าแล้ว เจ้าไม่ต้องห่วงข้านะ ข้ากับลูกจะส่งแรงใจไปช่วยเจ้าตลอดเวลา” ต่งหนานกล่าว
ธงอี่รู้สึกซาบซึ้งกับคำพูดของต่งหนาน จึงดึงต่งหนานเข้าไปกอดลา ก่อนที่จะเดินทางต่อไป
เมื่อไป่หลิงมองเห็นที่คนทั้งคู่กอดกัน ในใจก็คิดถึงท่านเสนาบดี แอบอิจฉาเล็กน้อยที่คนทั้งสองยังมีโอกาสได้เห็นหน้ากันก่อนเดินทาง
เมื่อขบวนฯเคลื่อนตัวอย่างเป็นทางการ ไป่หลิงและธงอี่จึงขี่ม้านำรถม้าของราชทูตไปทันที โดยทั้งคู่มีสีหน้าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ตอนนี้ธงอี่ยิ้มอย่างยินดีที่ได้รับข่าวดีจะมีบุตรอีกคน ในขณะที่ไป่หลิงมีสีหน้าที่แอบเศร้าเล็กน้อย น้อยใจในโชคชะตา เหตุใดนางต้องประสบกับเหตุการณ์ที่ต้องห่างสามีหลายครั้งรวมครั้งนี้ด้วย
เหมือนสวรรค์จะเห็นใจไป่หลิง สักพักก็มีม้าเร็ววิ่งมุ่งตรงมาดักหน้าขบวนไว้
“พี่มาแล้ว ไป่หลิง”
ไป่หลิงเห็นว่าเป็นท่านเสนาฯ จึงรีบลงจากม้า แล้ววิ่งเข้าไปกอดท่านเสนาฯทันที “ท่านพี่ ข้าคิดถึงและห่วงท่านมากเลย ข้ากลัวว่าท่านจะเกิดภัย”
“ข้ากลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว ไป่หลิง ถึงข้าจะคิดถึงเจ้าแค่ไหน แต่เพราะการไปครั้งนี้ของเจ้ามันเป็นการช่วยเชื่อมสัมพันธไมตรีระหว่างแคว้นและเป็นการกระทำเพื่อบ้านเมือง ข้าภูมิใจในตัวเจ้า ไป่หลิง ข้าก็จะส่งใจช่วยเจ้าเช่นกัน อะนี่ ข้าให้” ท่านเสนาฯมอบสร้อยคอหยกและใส่ให้กับฮูหยิน
“ขอบคุณค่ะท่านพี่ รักษาตัวด้วยนะคะ” ไป่หลิงกล่าว
“อื้อ หยกนี่ถือเป็นตัวแทนพี่ที่จะคอยคุ้มครองเจ้าตลอดเวลา เดินทางปลอดภัยนะไป่หลิง” ท่านเสนาฯกล่าว
หลังจากนั้นทั้งธงอี่และไป่หลิงก็ขี่ม้าออกเดินทางไปชิตันอย่างมีความสุข เพราะมีกำลังใจดี
*********************************
ณ แคว้นชิตัน
เมื่อขบวนราชทูตมาถึง ไป่หลิงพร้อมกับเหล่าขุนนางแคว้นฉินก็รีบเข้าเฝ้าท่านอ๋องแห่งชิตันทันที
“ถวายพระพรเพคะ ท่านอ๋อง” ไป่หลิงกล่าว
“เจ้านะหรือ คือ ไป่หลิง บุตรสาวของท่านหมอเทวดาที่เล่าลือกัน” ท่านอ๋องตรัส
“ใช่แล้วเพคะ” “แต่ก่อนอื่นหม่อมฉันอยากทราบที่มาที่ไปก่อนเพคะ ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่” ไป่หลิงกล่าว
ท่านอ๋องทรงรู้ทันว่าไป่หลิงคงจะต้องการรู้ข่าวคราวของต่งหนิง แต่ก็ทรงเล่าให้ฟัง เพราะยังไงก็ไม่อาจรู้ได้ว่าต่งหนิงถูกขังอยู่ที่ไหน ท่านอ๋องจึงตรัสเล่าว่า “ย้อนไปเมื่อสองปีที่แล้ว พระชายาต่งหนิงตั้งครรภ์ได้สองเดือน มีคนลอบทำร้ายนางโดยใส่ชะมดเช็ดลงไปในเครื่องหอมของนาง ทำให้นางเผลอสูดดมเป็นระยะเวลานานจนกระทั่ง นางแท้งบุตร แต่เพราะเครื่องหอมนั้นได้รับมาจากองค์ชายยาลู ทำให้นางเข้าใจผิดคิดว่าองค์ชายตั้งใจฆ่าลูกของนาง ตั้งแต่นั้นมานางก็เครียดแค้นองค์ชายมาโดยตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งอยู่ดีๆองค์ชายก็ทรงล้มป่วยกะทันหัน มีสภาพเป็นอัมพาต พูดไม่ได้ ทำได้แต่ลืมตามอง แต่ไม่เพียงเท่านั้น ตามผิวหนังยังมีตุ่มหนองขึ้นเห่อเสียด้วย”
“แล้วตอนนี้ พระชายาล่ะเพคะ ทรงเป็นอย่างไรบ้าง” ไป่หลิงกล่าว
“เรายังไม่ตัดสินโทษนาง รอจนกระทั่งองค์ชายหายเสียก่อน ค่อยส่งฟ้องขึ้นศาล” ท่านอ๋องตรัส
ไป่หลิงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกอุ่นใจที่ต่งหนิงยังคงมีชีวิตอยู่ ค่อยคิดหาวิธีช่วยนางต่อไป “งั้นทรงพาหม่อมฉันไปตรวจพระอาการเถอะเพคะ”
ท่านอ๋องจึงตรัสเรียกกงกงให้มาพาไป่หลิงไปตรวจพระอาการขององค์ชายยาลูทันที ไป่หลิงจับชีพจร และตรวจอาการทั้งหมด ตอนนี้ไป่หลิงพอจะทราบแล้วว่าเกิดจากสาเหตุอะไร แต่ยังไม่แน่ใจ จึงออกไปปรึกษาธงอี่ก่อน
“เป็นไงบ้างล่ะ ไป่หลิง พอจะรักษาได้หรือไม่” ธงอี่ถาม
“ข้าพอมีวิธีรักษาแล้วล่ะ แต่ข้าขอผู้ช่วยหนึ่งคน เจ้ามีทหารลูกน้องที่มีความสามารถในการดมกลิ่นเป็นเลิศหรือไม่” ไป่หลิงถาม
“มีสิ เขาก็มาที่นี่ด้วย เดี๋ยวข้าไปตามเขามาให้” ธงอี่กล่าว
“ขอบใจมากธงอี่” ไป่หลิงกล่าว
ธงอี่จึงพานายทหารที่เคยช่วยไป่หลิงสืบคดีที่องค์หญิงแห่งเปอร์เซียหายตัวไป มาพบไป่หลิงทันที
“ท่านไป่หลิง ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยงั้นหรือ” ทหารจมูกดีถาม
“ข้าจะให้เจ้าดมกลิ่น เจ้ายังจำกลิ่นของดอกราตรีได้ใช่หรือไม่” ไป่หลิงถาม
“อื้อ ข้าจำได้” ทหารจมูกดีกล่าว
“ข้าจะให้เจ้าติดตามข้าไปรักษาองค์ชาย เจ้าต้องคอยดมกลิ่นผู้คนที่เข้าออกจากห้องบรรทมขององค์ชาย ถ้าหากว่าใครมีกลิ่นนี้ เจ้าต้องรีบรายงานข้าทันทีนะ” ไป่หลิงกล่าว
“ได้ ข้าจะรีบบอกท่าน” ทหารจมูกดีกล่าว
“หรือเจ้ากำลังสงสัยว่านี่เป็นฝีมือของพรรคบุปผาผกาหอม แต่ในสมัยนั้นพวกนางถูกกำจัดหมดแล้วไม่ใช่หรือ” ธงอี่สงสัย
“มันเป็นพิษของพรรคบุปผาผกาหอมจริงๆ ดังนั้นข้าเชื่อว่ายังมีคนของพรรคนี้หลงเหลืออยู่อย่างแน่นอน” ไป่หลิงกล่าว
การสนทนากันระหว่างสามคนนี้ ถูกจับตามองโดยใครคนหนึ่ง ……………..
ไป่หลิงเข้ามาในห้องบรรทมขององค์ชายเพื่อดำเนินการรักษา ไป่หลิงเห็นพระองค์ก็สงสารท่านจับใจ เพราะตอนนี้พระองค์ไม่เหลือสภาพชายหนุ่มสง่างามเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว มีตุ่มหนองขึ้นเห่อทั่วร่างกาย แม้กระทั่งพระพักตร์ องค์ชายมีพระชายาทั้งหมด 3 พระองค์ซึ่งรวมต่งหนิงด้วย ในตอนนี้ก็ไม่มีพระชายาพระองค์ใดที่จะมาอยู่คอยปรนนิบัติดูแลเลยสักคน ยกเว้นนางกำนัลที่เป็นใบ้ หน้าตาอัปลักษณ์มีแผลเป็นตรงที่แก้มซ้าย ดังนั้นนางจึงต้องมีผ้าที่ปกปิดครึ่งหน้าไว้ เพื่อไม่ให้น่ากลัวจนเกินไป
ตอนนี้ไป่หลิงให้พระองค์เสวยยาและฝังเข็มให้เบื้องต้นก่อน แล้วส่งต่อไปนางกำนัลหนึ่งเดียวคนนั้นเป็นผู้ดูแลต่อ
*********************************
ในเวลาค่ำ ท่านอ๋องทรงจัดงานเลี้ยงต้อนรับเหล่าขุนนางแคว้นฉินอย่างสมเกียรติ แม้กระทั่งไป่หลิงก็มาร่วมงานด้วย ไป่หลิงจิบเหล้าพอเป็นพิธี แล้วเฝ้าสังเกตผู้คน ไป่หลิงได้ยลโฉมพระชายาขององค์ยาลูทั้งสองพระองค์ ต่างงดงามกันคนละแบบ พระชายาเอกมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามอย่างมาก ส่วนพระชายารองดูเป็นคนเรียบร้อยสมกับเป็นบุตรขุนนางที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ไป่หลิงนั่งเหม่อจนกระทั่ง ทหารจมูกดีคนนั้นรีบกระซิบบอกทันที
“เจอตัวแล้วท่านไป่หลิง พระชายารองขององค์ชายยาลูทรงมีกลิ่นของดอกราตรี” ทหารจมูกดีกล่าว
“ห๊า อะไรนะ เป็นความจริงงั้นหรือ” ไป่หลิงตกใจ
“ข้าได้กลิ่นจริงๆ ไม่ผิดแน่นอน” ทหารจมูกดีกล่าว
ในใจไป่หลิงคิดว่า หากเป็นพระชายารองจริงๆ อันตรายอย่างมากสำหรับองค์ชายเพราะเป็นบุคคลใกล้ชิด พร้อมที่จะสามารถได้รับพิษได้อีกตลอดเวลา ถึงรักษาหายแล้วก็เถอะ “ในวังช่างอันตรายยิ่งนัก ถึงว่าต่งหนิงผู้ใจดี ถึงไม่อาจหลบหนีภัยได้พ้น”
ตกดึกไป่หลิงรู้สึกเพลียและเผลอหลับไปอย่างง่ายดาย จึงไม่ทันระวังตัว จนกระทั่งมีผู้ร้ายชุดดำลอบเข้าไปในห้องของไป่หลิงแล้วใช้ดาบแทงไปที่หน้าอกของไป่หลิงทันที ธงอี่เข้ามาไม่ทัน เพราะเห็นคนร้ายคนนั้นใช้ดาบแทงเข้าไปแล้ว แต่คนร้ายก็ต้องตกใจเพราะไม่รู้ว่าแทงถูกอะไรกันแน่ สิ่งนั้นแข็งมาก ประกอบกับเห็นธงอี่เข้ามาพอดี จึงชักดาบกลับแล้วจะรีบหลบหนี แต่เพราะธงอี่มีฝีมือดีมากทำให้จับคนร้ายได้ทัน จึงจับคนร้ายมัดไว้อย่างแน่นหนา โดยให้ทหารลูกน้องเฝ้าเอาไว้ แล้วเข้ามาดูอาการเพื่อนทันที
ธงอี่ไม่พบร่องรอยเลือดใดๆ จึงรีบเรียกทันที “ไป่หลิง ไป่หลิง ไป่หลิง ทำไมวันนี้เรียกยากจัง”
“หือ ข้ากำลังฝันดีเลย ใครกล้ามาปลุกข้า” ไป่หลิงสะลึมสะลือ
ในใจธงอี่คิดว่า “เจ้าจะตายโดยไม่รู้ตัวแท้ๆเลยนะ ไป่หลิง” แต่ก็ยังเรียกต่อไป
“อือ อือ ข้าตื่นแล้ว มีอะไรอีกล่ะธงอี่ มาทำอะไรยามวิกาลแบบนี้ ห๊า” ไป่หลิงเริ่มโกรธ
“มีคนร้ายเข้ามาทำร้ายเจ้า เจ้าเป็นอะไรบ้างมั้ย” ธงอี่ถาม
ไป่หลิงสำรวจตัวเองก็ไม่พบบาดแผลใดๆ มีเพียงหยกที่ท่านเสนาฯให้พกติดตัวเท่านั้นที่มีรอยร้าวอย่างชัดเจน ไป่หลิงจึงยกให้ธงอี่ดู
“เจ้านี่โชคดีมากเลยนะ ที่สามีของเจ้าคุ้มครองเจ้าจริงๆเสียด้วย ถ้าเจ้าไม่มีหยกชิ้นนี้ เจ้าคงได้ตายไปแล้วแน่ๆเลย” ธงอี่กล่าว
แต่เพราะเป็นหยกที่ไป่หลิงรักมาก ทำให้ไป่หลิงอารมณ์ขึ้นทันที เลยรีบเดินไปดูหน้าคนร้ายว่าเป็นใครกันแน่ที่กล้าบังอาจทำเช่นนี้ ก่อนที่ไป่หลิงจะเดินไปถึงตัวคนร้ายคนนั้น ทหารจมูกดีก็รีบเข้ามากระซิบบอกไป่หลิงทันที “คนร้ายคนนั้นมีกลิ่นของดอกราตรีด้วย ท่านไป่หลิง”
ไป่หลิงได้ยินดังนั้น จึงรีบตั้งสติทันที แล้วรีบแกะผ้าออก ก็พบว่าเป็นพระชายารองจริงๆ แล้วถามว่า “ท่านเป็นใครกันแน่ พระชายารอง”
“อยากฆ่าก็ฆ่าเถอะ ข้าไม่จำเป็นต้องตอบคำถามเจ้า” พระชายารองตรัส
ไป่หลิงคิดพิจารณาเอง จากที่ตนเคยท่องยุทธภพมาก่อน จึงได้ข่าวมาว่า หัวหน้าพรรคบุปผาผกาหอมมีน้องสาวอยู่อีกคน แต่เพราะน้องสาวของนางชอบท่องเที่ยวพเนจรเช่นกัน ไป่หลิงเดาเองว่าคนนี้อาจจะเป็นผู้หญิงคนนั้น “ท่านคงจะเป็นน้องสาวหัวหน้าพรรคบุปผาผกาหอมคนสุดท้ายที่เหลืออยู่สินะ เพราะคนในพรรคได้ตายไปหมดแล้วนี่”
“นี่เจ้ารู้ได้อย่างไร” พระชายารองทรงเผลอหลุดปาก
“ใช่จริงด้วยสิ งั้นข้าก็ขอเดาอีกว่า ท่านคงจะมาแก้แค้นให้พี่สาวของท่านที่ถูกชายชุดดำนิรนามฆ่าตายแถวสุสานประจำตระกูลของท่านอำมาตย์แคว้นฉิน ข้าคิดว่าชายคนนั้นน่าจะเป็นอ๋องตงซาน เหตุใดเจ้าถึงมาแก้แค้นองค์ชายยาลูด้วยล่ะ” ไป่หลิงสงสัย
“ใช่แล้วชายชุดดำคนนั้นเป็นอ๋องตงซานจริงๆ และมันก็ตายไปแล้ว ส่วนองค์ชายยาลูเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดที่แอบลอบขายอาวุธปืนให้กับอ๋องตงซาน ข้าก็จะไม่ปล่อยมันด้วยเช่นกัน” พระชายารองตรัส
“แต่อ๋องซานตงท่านสิ้นพระชนม์ตั้งสี่ปีที่แล้วนะ องค์ชายยาลูคงไม่ได้ลอบขายอาวุธอีกแน่นอน” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าถือว่าพวกเขาสมรู้ร่วมคิดกัน ข้าจะไม่มีวันปล่อยพวกมันซึ่งเป็นภัยต่อแคว้นฉิน” พระชายารองตรัส
“เพื่อแก้แค้นแล้ว เจ้ายังต้องใส่ร้ายพระชายาองค์เล็กอย่างต่งหนิงด้วยสินะ เจ้ายอมที่จะทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เสียแรงที่ข้าเคยนับถือเจ้า” ไป่หลิงรู้สึกผิดหวัง
“เจ้าไม่จำเป็นต้องมายกยอปอปั้นข้าอย่างนั้น อยากทำอะไรก็เชิญ” พระชายารองตรัส
ไป่หลิงและธงอี่จึงพาพระชายารองเข้าเฝ้าท่านอ๋องแห่งชิตันเป็นการเร่งด่วน พร้อมกับเล่าเรื่องอดีตของนางที่เป็นคนของพรรคบุปผาผกาหอม แฝงตัวเข้ามาเพื่อแก้แค้นองค์ชายยาลูโดยใช้พิษที่มีเฉพาะในพรรคนี้เท่านั้นที่มี
ท่านอ๋องทรงเห็นว่าพระชายาองค์เล็กอย่างต่งหนิงถูกใส่ร้าย จึงยอมปล่อยตัวนางออกมาจากคุก แต่เพราะต่งหนิงกับองค์ชายยาลูทะเลาะกันจนถึงขั้นขับไล่ต่งหนิงไปอยู่ตำหนักเย็น ดังนั้นจึงส่งตัวต่งหนิงให้ไปอยู่ที่ตำหนักเย็นดังเดิม
แม้ไป่หลิงจะสงสารต่งหนิง ที่ไม่อาจทำให้ต่งหนิงเป็นอิสระได้ ยังคงต้องถูกกักขังที่ตำหนักเย็นอยู่ แต่อย่างไรก็ตามต่งหนิงก็พ้นโทษตายและพ้นมลทินครั้งนี้
วันถัดมาไป่หลิงยังคงรักษาองค์ชายยาลูต่อไป ซึ่งตอนนี้พระอาการดีขึ้นมากแล้ว ตุ่มที่เคยขึ้นก็หายไปหมด ทิ้งไว้เพียงร่องรอยแผลเป็นเล็กน้อย ไป่หลิงนึกขอบคุณนางกำนัลอัปลักษณ์คนนั้นที่ดูแลองค์ชายเป็นอย่างดี คอยอาบน้ำทำความสะอาดบาดแผลให้ ทำให้ไม่เป็นแผลติดเชื้ออีก
5 วันต่อมาองค์ชายยาลูเริ่มขยับตัวและพูดได้ปกติแล้ว ร่องรอยตุ่มแผลหนองก็หายไป ตอนนี้องค์ชายยาลูเริ่มดูสง่างามดังเดิม พระชายาเอกก็เริ่มเดินทางเข้ามาเยี่ยมและอยู่ปรนนิบัติองค์ชายด้วยพระองค์เอง ดังนั้นจึงขับไล่นางกำนัลคนนั้นให้ออกไปได้
“หม่อมฉันเสียใจกับพระองค์ เรื่องพระชายารองด้วยเพคะ” พระชายาเอกตรัส
“เอาเถอะ ยังไงนางก็เป็นภรรยาของเรา เราไม่โทษนางหรอกที่ต้องการแก้แค้นเรา” องค์ชายตรัส
“แล้วพระองค์จะทำอย่างไรกับพระนางเพคะ” พระชายาเอกตรัส
“คงต้องเนรเทศนางให้ไปอยู่ชายแดน ช่วงนี้เราถือศีลไม่ฆ่าคนน่ะ” องค์ชายตรัส
ไป่หลิงพอใจกับคำตอบขององค์ชายเพราะพระชายารองก็เคยเป็นคนในยุทธภพแคว้นฉินเหมือนกับตนมาก่อน ไป่หลิงก็ไม่อยากให้นางตาย
“แล้วเรื่องพระชายาองค์เล็ก ต่งหนิงล่ะเพคะ เหตุใดถึงส่งพระนางไปตำหนักเย็น” ไป่หลิงถาม
“อย่าพูดถึงเรื่องนางสารเลวคนนั้นอีก นางกล้านอกใจเราแอบไปมีชู้ จับได้คาหนังคาเขา เราไม่ฆ่านางก็เป็นบุญของนางแล้ว” “เราต้องการพักผ่อน เจ้าออกไปได้แล้วไป่หลิง” องค์ชายทรงตรัสด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น
ไป่หลิงเดินออกมาจากห้อง ในใจคิดว่า “เป็นไปไม่ได้ที่ต่งหนิงจะกล้ามีชายคนอื่น จากที่ต่งหนานเล่าให้ฟัง นางยึดถือคุณธรรมมาตั้งแต่เล็ก นางต้องไม่ทำอะไรที่ผิดจารีตอย่างแน่นอน ข้าต้องสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง” จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาธงอี่ทันที
*********************************
“ข้าเข้าใจนะไป่หลิง ถึงเรื่องนิสัยใจคอที่แท้จริงพระชายาองค์เล็ก แต่เรื่องชู้สาวมันล้างมลทินยากมาก และยิ่งเป็นผู้ชายอย่างองค์ชายยาลูด้วยแล้ว ลองปักใจเชื่อว่าพระชายาต่งหนิงมีชู้ไปแล้ว ในใจก็ยังคิดอย่างนั้นอยู่ แม้จะมีคนไปล้างมลทินให้นางแล้วก็ตาม” ธงอี่อธิบาย
“ช่างไม่ยุติธรรมเลย หากองค์ชายยาลูทรงรักและรู้จักต่งหนิงจริงๆด้วยแล้ว ย่อมต้องไม่เชื่อแน่นอนว่าต่งหนิงจะทำเรื่องพรรค์นั้น” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าว่านะไป่หลิง จากที่พวกเราสามารถจับคนร้ายอย่างพระชายารองได้แล้ว แสดงว่าในวังเป็นที่อันตรายอย่างมาก ข้าว่าต้องไม่มีพระชายารององค์เดียวแน่ที่เป็นภัย ต้องมีผู้มีอำนาจคนอื่นอีกที่พวกเราไม่รู้อีกเป็นแน่ และยิ่งพวกเราเป็นพวกต่างถิ่นด้วยแล้ว มันสืบยาก เพราะพวกเราไม่รู้เลยว่าใครเป็นอะไรยังไง” ธงอี่อธิบาย
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะทำอย่างไรกันดีล่ะ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าจะขอท้าสู้กับคนของแคว้นชิตัน เพื่อพาต่งหนิงกลับแคว้นฉิน พระนางจะได้ไม่ต้องทนกับการแก่งแย่งชิงดีในวังแคว้นชิตันอีก” ธงอี่บอกแผน
ไป่หลิงเห็นด้วยกับธงอี่ว่า ที่นี่สืบอะไรยากมาก เพราะจริงๆแล้วจะมีทหารลับแคว้นชิตันคอยจับตาดูคนของแคว้นฉินตลอดเวลา หากไป่หลิงกระทำการใดๆที่มันรุนแรงเกินไป มันอาจเกิดข้อขัดแย้งระหว่างแคว้นได้ จึงว่า “ได้ธงอี่ ข้ายอมทำตามแผนของเจ้า แต่เจ้าสู้เขาได้แน่หรอ”
“ข้าไม่ได้มั่นใจมากขนาดนั้น แต่ก็จะพยายามก็แล้วกัน” ธงอี่กล่าว
*********************************
ณ ที่ประทับของท่านอ๋องแห่งชิตัน
“เจ้าทำได้ดีมากไป่หลิง เจ้าช่างเป็นหมอที่เก่งจริงๆ สมกับสืบทอดวิชาหมอเทวดามา” ท่านอ๋องทรงชื่นชม
“พระองค์ทรงชมหม่อมฉันมากเกินไปแล้วเพคะ” “แต่หม่อมฉันขอบังอาจขอค่าตอบแทนเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“ก็สมควรแล้ว เจ้าว่ามาได้เลย ไป่หลิง” ท่านอ๋องตรัส
“หม่อมฉันต้องการพาพระชายาองค์เล็กกลับแคว้นฉินเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“ไม่ได้! นางเป็นพระชายาของเรา ใครก็ห้ามพานางกลับไปไหนได้อีก” องค์ชายทรงโพล่งตรัสออกมา
“ก็ในเมื่อองค์ชายก็ทรงไม่ได้รักพระชายาต่งหนิงอีกแล้ว อีกทั้งในตอนนี้พระชายาก็อยู่ในตำหนักเย็น หากท่านอำมาตย์พ่อของนางรู้เรื่องนี้ขึ้นมา ก็คงไม่ยินยอมให้นางอยู่ที่นี่เป็นแน่” ไป่หลิงอธิบาย
“เราไม่อนุญาตเด็ดขาด” องค์ชายยังทรงยืนยัน
“งั้นกระหม่อมขอท้าสู้พะย่ะค่ะ หากกระหม่อมชนะ ต้องทรงยินยอมให้พระชายาองค์เล็กกลับแคว้นฉินทันที” ธงอี่กล่าว
ท่านอ๋องทรงเห็นว่าเรื่องมันจะไปกันใหญ่ จึงพูดกล่อมบุตรชายของตน “เจ้าก็รับคำท้าเถอะ องค์ชายยาลู หากเจ้าชนะ ก็จะไม่มีใครกล้ามายุ่งเรื่องนี้อีก”
“ได้ งั้นข้าจะให้ท่านสู้กับแม่ทัพยาฮัน” องค์ชายทรงกลั้นใจตอบรับคำท้า
“ขอบพระทัยเพคะ/พะย่ะค่ะ” ไป่หลิงและธงอี่รับคำพร้อมกัน
*********************************
“เจ้าจะสู้ได้แน่หรอ ธงอี่ ข้ารู้กิตติศัพท์ของแม่ทัพยาฮันนะ ว่าเป็นแม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุด แต่มีนิสัยขี้โกงยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ตนได้รับชัยชนะ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าจะยอมต่อสู้เพื่อพี่สาวฮูหยินของข้า ไม่ว่าเขาจะเก่งแค่ไหนก็ตาม” ธงอี่มุ่งมั่น
“เจ้าช่างรักต่งหนานจริงๆเลยนะ นางตั้งครรภ์อยู่ เจ้าก็ต้องยิ่งรักษาตัวเจ้าให้ดีด้วย อย่าให้บาดเจ็บล้มตายเด็ดขาด หากเจ้าสงสารและรักฮูหยินของเจ้าจริงๆ” ไป่หลิงกล่าว
“อื้อ ข้ารู้แล้ว ขอบใจมากไป่หลิง ข้าต้องรีบไปเตรียมตัวต่อสู้ ลาล่ะ” ธงอี่กล่าว
ไป่หลิงมองตามหลังธงอี่ไป ในใจไม่ได้ห่วงธงอี่เพราะมั่นใจว่าธงอี่ก็เก่งไม่แพ้กัน แต่ที่กังวลจริงๆก็คือ โดยแท้จริงแล้วองค์ชายยาลูยังทรงรักพระชายาต่งหนิงอยู่ หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่ยอมให้พระชายากลับแคว้นฉิน
*********************************
ณ ลานประลองของแคว้นชิตัน
แม่ทัพธงอี่กับแม่ทัพยาฮันเข้าประชันหน้าอย่างน่าเกรงขาม ทุกคนที่เข้าชมการประลองต่างพากันตื่นเต้นที่จะได้เห็นแม่ทัพเก่งต่อสู้กัน แต่สำหรับองค์ชายยาลูด้วยแล้ว พระองค์ทรงกำชับกับท่านแม่ทัพยาฮันว่า ทำอย่างไรก็ได้ต้องชนะการประลองครั้งนี้เท่านั้น
ฝีมือของท่านแม่ทัพทั้งสองสูสีอย่างมาก ผลัดกันรุกผลัดกันรับ เตะต่อยกันอย่างเมามันส์ จนกระทั่งทั้งสองคนเริ่มชักอาวุธดาบเข้าต่อสู้ โดยไม่มีทีท่าว่าใครจะแพ้หรือชนะ แต่ด้วยความอึดแล้วไม่มีใครสู้ธงอี่ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะสู้ยังไงฝีมือของธงอี่ก็ไม่เคยตกเลย เสมอต้นเสมอปลายตั้งแต่ต้นจนจบ แต่สำหรับแม่ทัพยาฮันเริ่มจะแผ่วปลายด้วยความหมดแรง ดังนั้นจึงตัดสินใจใช้วิธีสกปรก นำผงสีขาวสาดไปที่หน้าของแม่ทัพธงอี่ทันที ทำให้ตอนนี้ธงอี่มองอะไรไม่เห็นเสียแล้ว
ขุนนางทุกคนในแคว้นฉินต่างพากันประท้วงว่าแม่ทัพยาฮันใช้วิธีสกปรก แต่ก็ไม่เป็นผลอะไรเพราะท่านอ๋องและองค์ชายยังคงให้มีการต่อสู้ต่อไป
นอกจากธงอี่จะมองอะไรไม่เห็นแล้ว ธงอี่ยังเผลอสูดดมผงขาวเข้าไป มันทำให้ไปกระตุ้นอาการแพ้ท้องขึ้นมา ทำให้รู้สึกอยากอาเจียนกะทันหัน แต่เพราะตนต้องต่อสู้กับศัตรูจึงพยายามกลั้นไว้
แม่ทัพยาฮันเห็นว่านี่เป็นโอกาสเหมาะสมที่ธงอี่มองไม่เห็นจึงรีบพุ่งตัวเข้าไป หมายจะใช้ดาบแทงไปที่ธงอี่
ธงอี่พยายามใช้หูให้ได้มากที่สุด แต่ตอนนี้ธงอี่ทนไม่ไหวอีกต่อไป จึงอาเจียนใส่แม่ทัพยาฮันทันที ทำให้ยาฮันเลอะเปราะเปื้อนไปด้วยอาเจียนไปทั้งตัว
“นี่เจ้ากล้าใช้วิธีสกปรกกับข้างั้นหรือ ธงอี่” แม่ทัพยาฮันโกรธ
“ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจจริงๆ” ธงอี่กล่าว
ยาฮันโมโหอย่างมากที่ธงอี่ทำให้เขามีสภาพดูไม่ได้ จึงวิ่งเข้าไป หมายทำร้ายธงอี่ ทั้งๆที่ธงอี่มองไม่เห็น แต่เพราะธงอี่เริ่มตั้งสติและใช้สมาธิในการฟังมากขึ้น ทำให้ธงอี่สามารถหลบผู้ต่อสู้ได้ทันท่วงที แต่แล้วแม่ทัพยาฮันกลับตั้งหลักไม่ทัน เผลอเหยียบอาเจียนของธงอี่อย่างจัง จึงทำให้ยาฮันลื่นล้มไม่เป็นท่า และเนื่องจากยาฮันพุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็วทำให้ล้มหัวไหล่กระแทกพ้น มีสภาพไหล่หลุด เจ็บปวดอย่างมาก
“โอ๊ย ไหล่ข้าหลุด ช่วยด้วย” แม่ทัพยาฮันกล่าว
สภาพของยาฮันช่างดูไม่ได้เลย นอนคว่ำหน้าล้มจมกองอาเจียนของธงอี่ แถมไหล่หลุดอีกต่างหาก ส่วนแม่ทัพธงอี่ก็ได้แต่ยืนงงเพราะมองอะไรไม่เห็นเลย ได้ยินแต่เสียงของยาฮันที่ร้องอย่างโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
องค์ชายยาลูทนดูเหตุการณ์ไม่ได้ จึงลุกออกจากที่ประทับด้วยความโมโหทันที เพราะในตอนนี้เขาต้องยอมปล่อยพระชายากลับแคว้นตามคำสัญญา
และแทนที่ทุกคนในสนามจะสงสารท่านยาฮัน กลับพากันหัวเราะสภาพที่ดูไม่ได้ในตอนนี้ ทหารลูกน้องได้แต่พากันจำใจช่วยกันแบกยาฮันไปให้หมอหลวงรักษาโดยด่วน แม้ว่าพวกนั้นจะต้องยอมเปื้อนอาเจียนด้วยก็ตาม
ไป่หลิงเห็นเพื่อนมองไม่เห็น ได้แต่บอกทหารให้พาธงอี่ไปที่เรือนรับรองเพื่อทำการรักษา และทำให้ธงอี่มองเห็นได้ดังเดิม สั่งการให้ธงอี่รีบไปล้างตาทันที
“ทำไมข้าไม่รู้สึกภูมิใจกับชัยชนะครั้งนี้เลยล่ะ ไป่หลิง กลายเป็นว่าข้าใช้วิธีสกปรกทำให้ยาฮันพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายเพราะเปาะเปื้อนอาเจียนของข้า” ธงอี่กล่าว
“เจ้าอย่าคิดมากน่า ธงอี่ ข้ารู้ว่ามันไม่น่าภูมิใจ แต่เพราะฝ่ายนั้นใช้วิธีสกปรกกับเจ้าก่อน ทำให้ผงขาวนั้นไปกระตุ้นอาการแพ้ท้องแทนเมียของเจ้าไง” ไป่หลิงอธิบาย
“เอาเถอะ ยังไงก็ช่วยต่งหนิงให้กลับแคว้นฉินได้แล้ว” ธงอี่ตัดบท
“ถ้าเจ้ามองเห็นแล้ว พวกเราก็รีบไปหาต่งหนิงที่ตำหนักเย็นกันเถอะ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้ามองเห็นแล้ว ไปก้นเถอะ” ธงอี่กล่าว
*********************************
ณ ตำหนักเย็น
“ทูลพระชายา ไป่หลิงและธงอี่ขอเข้าเฝ้าเพคะ” นางกำนัลกล่าว
“รีบไปพาพวกเขาเข้ามาเลย” พระชายาต่งหนิงตรัส
ต่งหนิงดีใจมากที่ได้เจอคนร่วมแคว้นเดียวกัน เพราะตอนนี้ต่งหนิงรู้สึกโดดเดี่ยวอย่างมาก จึงวิ่งไปกอดไป่หลิงทันที และมีน้ำตาไหลซึมด้วยความตื้นตัน
“ข้าดีใจจริงๆ ไป่หลิงที่พวกเจ้ามารับข้ากลับแคว้น” พระชายาต่งหนิงตรัส
“พระองค์ทรงอยากกลับแคว้นจริงๆหรือเพคะ พระองค์ทรงเล่าที่มาที่ไปให้ฟังจะได้มั้ยเพคะ พวกเราจะได้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด” ไป่หลิงกล่าว
“ข้าไม่มีอะไรจะพูดจริงๆ ไป่หลิง ขอแค่ข้าได้กลับแคว้นฉินเท่านั้นก็พอแล้วล่ะ” พระชายาต่งหนิงตรัส
แม้ไป่หลิงจะไม่เห็นด้วย แต่การให้ต่งหนิงกลับแคว้นตนมันคงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้
ไป่หลิงจึงพาต่งหนิงออกจากตำหนักเย็นแล้วไปอยู่ในเรือนรับรองที่ต้อนรับขุนนางแคว้นฉินทันที ทำให้ขุนนางและทหารแคว้นฉินทุกคนได้พบพระชายาองค์เล็ก ซึ่งในขณะนี้พระองค์ทรงผ่ายผอมอย่างมาก ดูไม่สดใสเหมือนครั้งที่อยู่ที่แคว้นฉินเลยสักนิด
สักพักนางกำนัลตำหนักองค์ชายยาลูก็มาเรียนเชิญไป่หลิงเข้าเฝ้าโดยด่วน โดยอ้างว่าให้ไป่หลิงไปตรวจพระอาการก่อนที่ขบวนราชทูตแคว้นฉินจะกลับ
ต่งหนิงยังคงเป็นห่วงไป่หลิง จึงบอกว่า “เจ้าควรมีคนติดตามเจ้า เพื่อคุ้มกันด้วยนะ ไป่หลิง”
ไป่หลิงเห็นว่ามีคนติดตามก็ไม่เสียหลาย จึงเรียกทหารจมูกดีคนนั้นติดตามไปคุ้มกันด้วยอีกคน
*********************************
ระหว่างทางที่เดินทางเข้าเฝ้าองค์ชายยาลู
“ท่านไป่หลิง ข้ามีเรื่องสงสัย” ทหารจมูกดีกล่าว
“ว่ามาสิ” ไป่หลิงกล่าว
“เหตุใดนางกำนัลอัปลักษณ์ที่เคยดูแลองค์ชายยาลู กับพระชายาต่งหนิงถึงมีกลิ่นเดียวกันอย่างไม่ผิดเพี้ยน” ทหารจมูกดีกล่าว
“จริงๆเรื่องกลิ่นน้ำหอม มันก็เหมือนกันได้ ไม่ใช่หรือ” ไป่หลิงกล่าว
“ข้ามีความสามารถในการแยกกลิ่นตั้งแต่เล็ก แม้ผู้หญิงใช้น้ำหอมเหมือนกัน แต่มันก็จะมีกลิ่นที่ต่างกันเล็กน้อย เขาเรียกว่ากลิ่นเฉพาะกายน่ะ" ทหารจมูกดีกล่าว
“ข้าเชื่อเจ้า งั้นจะพิจารณาดูอีกที ขอบคุณมาก ท่านรออยู่ข้างนอกเถอะ ข้าจะเข้าไปเข้าเฝ้าแล้ว” ไป่หลิงกล่าว
ระหว่างที่เดินเข้าไปในห้องรับรองขององค์ชายยาลู ไป่หลิงเริ่มเข้าใจแล้วว่า ที่แท้ต่งหนิงก็ปลอมองค์เป็นนางกำนัลคอยดูแลองค์ชายยาลูอยู่ไม่ห่าง ที่แท้นางก็ยังรักองค์ชายอยู่ แต่เหตุใดไม่ปรับความเข้าใจกัน ปล่อยให้บาดหมางกันเช่นนี้ได้อย่างไร
*********************************
ณ ภายในห้องรับรององค์ชายยาลู
“เราขอเริ่มเรื่องเลยก็แล้วกัน เรายอมให้เจ้าพาต่งหนิงกลับแคว้นฉินได้ แต่เราขอเวลาอีก 10 วัน เราอยากคลี่คลายคดีเป็นชู้ คดีนำทรัพย์สินไปใช้อย่างไม่เหมาะสม และคดีที่พระชายาต่งหนิงแท้งลูกให้ได้เสียก่อน” องค์ชายตรัส
“โห ตั้งสามคดีนะเพคะ แค่ 10 วันจะคลี่คลายได้อย่างไร” ไป่หลิงกล่าว
“เราจึงอยากให้เจ้าและธงอี่ช่วยคลี่คลายคดีเหล่านี้ไง แล้วต่งหนิงยอมเปิดปากพูดหรือยังล่ะ เพราะนางไม่ยอมพูดอะไรเลยนี่แหละ คดีถึงยังไม่คืบหน้าไปไหน” องค์ชายตรัส
“ใช่จริงๆด้วยเพคะ พระชายาทรงไม่ยอมเปิดปากตรัสเลยสักนิด ได้แต่ขอกลับแคว้นฉินเท่านั้น” ไป่หลิงกล่าว
“นั่นสินะ นางไม่เคยรักเรา ทิ้งเราไปไม่เหลือเยื่อใย แถมไปมีใจให้ชายคนใหม่เสียอีก”องค์ชายทรงน้อยพระทัย
“หม่อมฉันไม่คิดดังนั้นเพคะ พระองค์ยังทรงจดจำนางกำนัลที่ดูแลพระองค์ เมื่อครั้งที่พระองค์ได้รับพิษ ได้มั้ยเพคะ” ไป่หลิงถาม
“เออใช่ เราลืมนางไปเลย นางดูแลเราดีมาก ไม่เคยรังเกียจเราเลย แม้ตุ่มหนองตามผิวหนังมันจะน่าขยะแขยงยังไงก็ตาม” องค์ชายตรัส
“นางดูแลพระองค์บ่อยแค่ไหนเพคะ” ไป่หลิงถาม
“นางดูแลเราทุกวัน แทบตลอดเวลา อยู่เฝ้า คอยป้อนน้ำป้อนอาหาร ไม่ยอมจากเราไปไหน แม้จะไม่มีใครยอมมาเยี่ยมเราเลย แต่ก็ยังดีที่มีนางนี่แหละ” องค์ชายตรัส
“พระองค์ทรงคิดว่า นางทำตามหน้าที่เท่านั้นใช่มั้ยเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“เราคิดว่านางมีเมตตาต่อเรามากต่างหาก เพราะถ้าหากเป็นนางกำนัลคนอื่น ก็คงดูแลเราอย่างลวกๆ และพยายามผลัดเปลี่ยนให้คนอื่นมาแทนมากกว่า” องค์ชายตรัส
“งั้นหม่อมฉันจะบอกให้พระองค์ทรงทราบว่า ผู้หญิงคนนั้นเป็นพระชายาต่งหนิงที่ปลอมตัวเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“ห๊า อะไรนะ เป็นนางจริงๆงั้นหรือ เหตุใดนางต้องปลอมตัวเช่นนั้น” องค์ชายทรงสงสัย
“ในตอนนั้นนางต้องโทษต้องจำคุก แต่เพราะนางชอบช่วยเหลือผู้คน หม่อมฉันคาดการณ์ว่าคงมีจอมยุทธ์หญิงที่เก่งเรื่องปลอมตัวยอมช่วยนาง โดยปลอมพระชายาเป็นนางกำนัล ส่วนตนยอมปลอมตนเป็นพระชายาเสียเองเพคะ อย่างไรก็ตามหม่อมฉันต้องสืบอีกทีว่าใช่ดังที่หม่อมฉันคิดไว้หรือไม่” ไป่หลิงอธิบาย
“และถ้าหากเป็นนางจริงๆ แสดงว่านางยังรักเราอยู่ แต่เหตุใดถึงไม่อธิบายเรื่องเป็นชู้และเรื่องใช้พระราชทรัพย์อย่างฟุ่มเฟือยให้เราเข้าใจบ้างนะ” องค์ชายตรัส
“งั้นหม่อมฉันจะช่วยสืบเรื่องนี้ให้อีกแรงนะเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
“ขอบใจมากไป่หลิง” องค์ชายตรัส
เมื่อองค์ชายทรงได้รับรู้แล้วว่า ต่งหนิงคือนางกำนัลอัปลักษณ์คนนั้น ก็รู้สึกดีใจอย่างประหลาด เพราะต่งหนิงดูแลพระองค์เป็นอย่างดี ปรนนิบัติอย่างเสมอต้นเสมอปลาย แสดงว่าต่งหนิงยังคงรักตนอย่างแน่นอน พอคิดเรื่องนี้ก็ลืมเรื่องคดีเหล่านั้นไปทันที
*********************************
ไป่หลิงยังคงคิดหาวิธีไม่ได้ จึงเข้าเฝ้าองค์ชายยาลูอีกครั้งเพื่อขออนุญาตออกไปเที่ยวในเมืองเพื่อชมบ้านเมืองแคว้นชิตันบ้าง องค์ชายจึงอาสาเป็นฝ่ายนำเที่ยว เพราะพระองค์ก็ยังทรงหาวิธีไม่ได้เหมือนกัน จึงทรงอยากทำอะไรแก้เบื่อบ้าง แต่เพื่อไม่ให้เป็นเป้าสายตาจึงปลอมองค์เป็นองครักษ์ติดตามคุ้มครองไป่หลิง และพอออกมาแล้วก็เปลี่ยนชุดใส่เสื้อผ้าชาวบ้าน เพื่อไม่ให้สะดุดตา
“เป็นไงบ้างล่ะ ชาวบ้านชิตันต่างกับแคว้นฉินหรือไม่” องค์ชายตรัส
“ก็ไม่นะเพคะ เอ้ย ก็ไม่นะ” ไป่หลิงลืมตัว เพราะตอนนี้ทั้งคู่เป็นชาวบ้านธรรมดาต้องพูดปกติ
“เราหิวแล้วไปหาอะไรกินกันเถอะ” องค์ชายตรัส
ไป่หลิงจึงเดินตามองค์ชายไปร้านอาหาร และในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังทานอาหารอยู่นั้น ก็ได้ยินชาวบ้านคุยเรื่องพระชายาองค์เล็ก
“น่าสงสารพระชายาต่งหนิงจังเลย นางต้องถูกปรักปรำแน่นอน นางไม่มีทางทำอะไรผิดศีลธรรมหรอก”
“ใช่พระองค์ทรงมีจิตใจเมตตา ถึงขนาดสละพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ซื้อผ้าห่มมาแจกจ่ายชาวบ้านเกือบทุกบ้าน โดยเฉพาะบ้านที่มีเด็กและคนชรา”
“เสียดายพระนางจะเดินทางกลับแคว้นแล้วนี่สิ”
การออกมาครั้งนี้ทำให้องค์ชายและไป่หลิงรู้เหตุผลแล้วว่า เหตุใดพระชายาต่งหนิงถึงใช้พระราชทรัพย์ฟุ่มเฟือย ที่แท้พระนางสละพระราชทรัพย์มาช่วยชาวบ้านแคว้นชิตันนี่เอง
“ท่านคิดเช่นไร” ไป่หลิงถาม
“เราเข้าใจนางผิดไปจริงๆ เราได้แต่คิดว่านางนำทรัพย์สินไปปรนเปรอผู้ชายคนอื่น เรารู้สึกละอายใจอย่างมาก” องค์ชายตรัส
“แสดงว่าพวกเราก็ปิดไปได้อีกหนึ่งคดี แบบไม่ต้องทำอะไรเลย” ไป่หลิงกล่าว
“เราจะพาเจ้าไปชมตลาดก็แล้วกัน” องค์ชายตรัส
ระหว่างที่ทั้งคู่เดินชมตลาดด้วยกัน อยู่ดีๆก็มีสาวชาวบ้านวิ่งมาดักหน้าพร้อมกับคุกเข่ากอดขาของไป่หลิงไว้
“ช่วยด้วย แม่นางไป่หลิง ข้าเอง นางกำนัลที่ติดตามพระชายามายังแคว้นนี้ด้วย” นางกำนัลกล่าว
“เจ้านี่เอง รีบลุกขึ้นมาก่อนเถิด ทุกคนในตลาดมองพวกเราเป็นตาเดียวแล้ว” ไป่หลิงกล่าว
นางกำนัลจึงยอมลุกแต่โดยดี แล้วติดตามไป่หลิงพร้อมกับชายองครักษ์ไปยังสถานที่ปลอดภัยเพื่อพูดคุย
*********************************
ณ ห้องพักในโรงเตี๊ยม ทั้งสามคนนั่งคุยกันทันที
“มีอะไร เจ้าก็ว่ามาได้เลย ชายคนนี้ไว้ใจได้” ไป่หลิงกล่าว
นางกำนัลเห็นว่า ไป่หลิงรับรองจึงยอมเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง “ข้าขอเริ่มเรื่องตั้งแต่เมื่อครั้งที่พระชายาต่งหนิงไปแจกอาหารที่โรงทานทุกวันเลยก็แล้วกัน อยู่ดีๆพระชายาก็ทรงสงสัยว่าเหตุใดชาวบ้านชิตันที่มารับอาหาร กลับไม่มีคนชราเลยสักคนที่มารับอาหาร ดังนั้นพระนางจึงสอบถาม ได้ความว่าคนชราที่นี่เสียชีวิตหมดเนื่องจากไม่อาจทนต่ออากาศหนาวเย็นของแคว้นนี้ได้ ต่อมาพวกเขาก็เปิดเผยว่าไม่มีเงินซื้อผ้าห่ม ทำให้ปู่ย่าตายายต้องเผชิญกับอากาศหนาวและตายในที่สุด ดังนั้นพระชายาจึงสละพระราชทรัพย์เท่าที่มีทั้งหมดไปซื้อผ้าห่ม โดยที่ทรงไม่ทราบเลยว่าที่นี่มีกฎห้ามใช้พระราชทรัพย์ฟุ่มเฟือย แต่เพราะความไม่รู้ ท่านอ๋องจึงยอมอภัยโทษพระนาง”
“และเรื่องต่อมาก็คือ พระชายาทรงถูกปรักปรำเรื่องเป็นชู้กับชายคนอื่น ซึ่งเรื่องนี้ก็คือพระชายาเอกและพระชายารองทรงทอดพระเนตรเห็นคู่รักเดินออกมาจากตำหนักพระชายาองค์เล็ก ทั้งสองจึงนำเรื่องนี้ไปกราบทูลให้องค์ชายและท่านอ๋องทรงทราบ เป็นเพราะองค์ชายไม่ชอบเรื่องผู้หญิงนอกใจเป็นที่สุด ประกอบกับในช่วงนั้นพระชายาต่งหนิงยังทรงโกรธองค์ชายเรื่องที่พระองค์ทรงทำให้พระชายาแท้งบุตร โดยมอบเครื่องหอมที่มีชะมดเช็ดมาให้ ทำให้พระนางไม่ยอมแก้ตัวใดๆ ได้แต่รับโทษและยอมย้ายไปอยู่ตำหนักเย็นแต่โดยดี”
“แล้วสรุปว่ามันเป็นความจริงหรือไม่ล่ะ คู่รักคู่นั้นคือใครกันล่ะ” องค์ชายตรัส
นางกำนัลเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น “จริงๆแล้ว คู่รักคู่นั้นคือข้ากับองครักษ์นานกิง พวกเราแอบรักกันมานานแล้ว ซึ่งเรื่องนี้พระชายาก็ทรงทราบ แต่เพราะกฎระเบียบที่ไม่ให้นางในลอบมีอะไรกับองครักษ์เด็ดขาดและมีโทษถึงตาย พระชายาจึงขับไล่พวกเราออกจากวังและห้ามพูดเรื่องนี้ให้ใครรู้โดยเด็ดขาด และหากข้ามายอมรับผิด พระชายาจะปลงพระชนม์ตัวเอง พระองค์ทรงขู่ เพื่อไม่ให้พวกเราทั้งคู่รับโทษตาย”
“แล้วทำไมพวกเจ้าต้องลอบออกมากลางค่ำกลางคืนให้พระชายาทั้งสองคนได้เห็นด้วยเล่า” ไป่หลิงสงสัย
“คือว่าพวกเราต้องช่วยกันลอบไปขนผ้าห่มที่ห้องลับขององค์ชายยาลูน่ะ พอดีว่าพระชายาทรงซื้อผ้าห่ม แล้วซ่อนผ้าห่มไว้ที่ห้องลับนั้น พวกเราจะต้องไปรวมกับกลุ่มทหารเพื่อขนผ้าห่มออกมาแล้วทยอยแจกชาวบ้านเพื่อให้ทันกับหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึงอีกเพียงไม่นานน่ะ” นางกำนัลกล่าว
ไป่หลิงมองพระพักตร์ขององค์ชาย และเห็นองค์ชายทรงพยักหน้า เป็นที่รู้กันว่าองค์ชายทรงเข้าใจแล้วว่าต่งหนิงไม่ได้เป็นชู้จริงๆ และคิดว่าก็ไม่อยากให้นางกำนัลที่ต่งหนิงรักและองครักษ์คนนั้นต้องมารับโทษทัณฑ์ องค์ชายจึงตรัสว่า “เราเป็นองครักษ์ประจำตัวองค์ชายยาลู เราจะแจ้งเรื่องนี้ให้พระองค์ทรงรับทราบเอง แต่เพื่อไม่ให้พวกเจ้าต้องไปรับโทษทัณฑ์ พวกเจ้าก็ใช้ชีวิตอยู่นอกวังเสียเถิด”
ไป่หลิงจึงช่วยพูดยืนยันอีกคน “ใช่ ปล่อยเรื่องนี้ซะ ให้พวกเราจัดการเองเถอะ พวกเรามีวิธีช่วยพระชายาต่งหนิงแล้ว”
“จริงหรือ แม่นางไป่หลิง ข้าขอบคุณท่านจริงๆ หากท่านช่วยล้างมลทินของพระชายาได้ พวกเราจะไม่ลืมพระคุณท่านเลย” นางกำนัลกล่าว
“เอาเถอะ เจ้ากลับไปได้แล้ว รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดีล่ะ ให้สมกับที่พระชายาทรงปกป้องพวกเจ้า” ไป่หลิงกล่าว
นางกำนัลยิ้มแล้วพยักหน้าและรีบกลับไปทันที
ไป่หลิงจึงหันมาพูดกับองค์ชาย “ในที่สุดคดีเป็นชู้ก็คลี่คลายแล้วนะเพคะ”
“นั่นสิ เหลือคดีสุดท้าย แล้วเราจะทำให้พระนางเข้าใจเราได้อย่างไรว่า เราไม่เคยใส่ชะมดเช็ดลงไปในเครื่องหอมเหล่านั้น และเราถูกปรักปรำจริงๆ” องค์ชายตรัส
“ตอนนี้หม่อมฉันยังคงคิดไม่ออก ค่อยว่ากันอีกทีนะเพคะ” ไป่หลิงกล่าว
ก่อนที่ไป่หลิงจะเดินทางกลับวัง ได้แวะร้านขายยาเพื่อซื้อยาแก้แพ้ท้อง และแวะแผงขายผลไม้รสเปรี้ยวเพื่อซื้อไปฝากธงอี่ เพราะหลังจากวันประลองวันนั้น ธงอี่ก็มีอาการแพ้ท้องหนักขึ้นทันที คิดว่าหลังจากกลับไปยังแคว้นฉินจะรักษาให้ธงอี่อย่างจริงจังเสียที ระหว่างที่เดินทางกลับวัง ทั้งสองก็คุยกันต่อเรื่องคดี ซึ่งไม่น่าเชื่อเลยว่าการออกจากวังจะสามารถทำให้คลี่คลายสองคดีที่ปิดไม่ลงได้ และทำให้องค์ชายทรงเข้าใจต่งหนิงมากขึ้น นางยังคงดีเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ
ทั้งไป่หลิงและองค์ชายทรงจนปัญญาเรื่องคดีโดนปรักปรำเรื่องเครื่องหอม จนกระทั่งถึงในคืนที่อีกสองวันต้องออกเดินทางกลับแคว้นฉิน องค์ชายทรงยอมทำใจและปล่อยให้ต่งหนิงกลับไปบ้านเกิดของตน
*********************************
แต่เรื่องราวมันยังไม่จบแค่นั้น อยู่ดีๆหัวหน้าองครักษ์ก็เรียกตัวองครักษ์รุ่นน้องชื่อไป๋ลู่มาพบเพื่อสั่งการ
ไป๋ลู่ลอบเข้าไปพบหัวหน้าองครักษ์ที่ห้องบรรทมของพระชายาเอก แสดงให้เห็นว่าทั้งคู่มีอะไรกันอย่างเปิดเผย ไม่ยอมปกปิดใดๆ เพราะไป๋ลู่เป็นญาติสนิทของหัวหน้าองครักษ์และรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี
“นี่พวกท่านจะไม่ปกปิดหน่อยหรอ” ไป๋ลู่กล่าว
“เจ้าก็รู้เรื่องนี้เป็นอย่างดีแล้วนี่ จะปกปิดทำไม” “เอาเถอะ พระชายาเอกทรงมีเรื่องให้เจ้าไปทำเป็นการด่วน” หัวหน้าองครักษ์กล่าว
“เราจะให้เจ้าลอบเข้าไปในเรือนรับรองราชทูต แล้วลักพาตัวต่งหนิงไปที่บ้านพักที่เราจัดไว้ให้ นั่นแผนที่ เราวางไว้บนโต๊ะพร้อมกับยาสลบ เจ้าจะทำอะไรกับนางก็ได้ มีหรือไม่มีอะไรกับนางก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เหมือนว่ามีอะไรกันจริงๆ เรามอบนางให้เจ้า” พระชายาเอกตรัส
“เอ่อ แต่พระชายาต่งหนิงจะเดินทางกลับแคว้นอยู่แล้วนะพะย่ะค่ะ เหตุใดถึงไม่ยอมปล่อยนางไปดีๆ และทำไมต้องทำร้ายกันอีก” ไป๋ลู่กล่าว
“นี่เจ้า” “เราสั่งอะไร เจ้าก็ทำเถอะ เราไม่อยากเห็นนางมีความสุข และอีกอย่าง องค์ชายยาลูจะได้ตัดพระทัยจากมันเสียที” พระชายาเอกตรัส
ไป๋ลู่จึงต้องจำใจทำตามคำสั่ง ดังนั้นในคืนนั้นไป๋ลู่ซึ่งมีวรยุทธ์สูง สามารถเข้าไปในเรือนรับรองได้ โดยหลบพวกเหล่าองครักษ์ได้อย่างช่ำชอง เข้าไปในห้องบรรทมของพระชายาต่งหนิง พระนางทรงตกพระทัย กำลังจะร้องตะโกนให้คนช่วย แต่แล้วชายชุดดำคนนั้นก็โปะยาสลบทันที ไป๋ลู่สามารถอุ้มต่งหนิงไปยังบ้านพักที่พระชายาเอกจัดไว้ให้ และแล้วในคืนนั้น ……………..
*********************************
เช้าวันรุ่งขึ้น ต่งหนิงฟื้นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ พร้อมกับตั้งสติ เพราะเมื่อคืนตนถูกลักพาตัว ในตอนนี้ต่งหนิงพบว่าตนนอนกอดกับผู้ชายแปลกหน้า พระนางรู้สึกได้ว่าได้ถูกล่วงละเมิดไปแล้ว เสื้อผ้าที่สวมก็หลุดลุ่ยไม่เหลือชิ้นดี
ต่งหนิงจึงรีบเข้าไปทุบตีชายคนนั้นทันที “นี่เจ้ากล้าทำแบบนี้กับเราได้อย่างไร เราเป็นถึงพระชายานะ เจ้าไม่กลัวถูกประหารงั้นหรือ”
ชายคนนั้นกล่าวว่า “ข้าขอโทษจริงๆ ข้าอดใจไม่ไหว ยังไงพระองค์ทรงต้องเดินทางกลับแคว้นฉินอยู่แล้ว คงไม่ได้เป็นพระชายาอีก ดังนั้นพวกเราหนีตามไปอยู่ด้วยกันฉันสามีภรรยาเถอะ”
“ไม่! เราเป็นหญิงมีสามีแล้ว เราต้องซื่อสัตย์ต่อสามีของเรา แต่เราถูกล่วงเกินไปแล้ว เราก็ขอยอมตาย ยังดีกว่าให้เราเป็นหญิงที่ขึ้นชื่อว่าทรยศสามี” พระชายาต่งหนิงตรัส
“ก็ในเมื่อพระองค์ทรงมีคดีติดตัวเรื่องมีชู้อยู่แล้วนี่ ดังนั้นตอนนี้ก็ไม่เห็นต้องคิดอะไรมาก” ไป๋ลู่กล่าว
“ในตอนนั้นเราถูกปรักปรำต่างหาก แต่ตอนนี้มันไม่ใช่เสียแล้ว ออกไปให้พ้นเลยนะไอ้ชายชั่ว” พระชายาต่งหนิงตรัส
“กระหม่อมรักพระองค์นะพะย่ะค่ะ ไปใช้ชีวิตกับกระหม่อมเถอะ” ไป๋ลู่กล่าว
“เรารักองค์ชายยาลูคนเดียวเท่านั้น ท่านออกไปซะ ยังไงเราก็ไม่ยอมมีชีวิตแบบนี้เป็นแน่” พระชายาต่งหนิงตรัส
พระชายาทรงตัดสินพระทัยจะฆ่าตัวตาย แต่ถูกชายคนนั้นล็อคตัวเอาไว้ ดังนั้นในตอนนี้ทั้งสองจึงอยู่ในสภาพกอดกันเหมือนจะรักใคร่
สักพักก็มีเสียงประตูเปิด พระชายาเอกกับหัวหน้าองครักษ์เดินเข้ามาในบ้านพักทันที
“555 ในที่สุดเจ้าก็มีวันนี้ต่งหนิง องค์ชายยาลูคงไม่มีวันให้อภัยเจ้าได้อีกแล้ว” พระชายาเอกตรัส
“เจ้าฆ่าลูกของเราไปแล้วยังไม่พออีกหรือ เจ้ายังจ้างวานชายคนนี้มาย่ำยีเราอีก” ต่งหนิงพูดทั้งๆที่หันหลังให้ เพราะถูกชายคนนี้ล็อคตัวกอดไว้ไม่ให้ขยับตัวไปได้
“เจ้าก็น่าจะพอใจนี่ ดูสิขนาดเรามาพร้อมทหาร เจ้าก็ยังกอดรัดกับชายชู้อย่างรักใครเลยนี่” พระชายาเอกตรัส
“แล้วเจ้ายังต้องการอะไรอีก ทำไมถึงไม่ยอมให้เรากลับแคว้นฉินแต่โดยดี เหตุใดต้องเบียดเบียนเราถึงเพียงนี้ด้วย” ต่งหนิงพูดด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้น
“ก็องค์ชายทรงไม่ยอมลืมเจ้าน่ะสิ ขนาดมีคดีติดตัวอยู่ ก็ยังทรงรั้งเจ้าไปอีก” “เอาล่ะ ข้าพาทหารมาจับกุมพวกเจ้าทั้งสองคนไปรับโทษ จงยอมแต่โดยดีซะ” พระชายาเอกตรัส
“ทูลพระชายาเอก ยังไงพวกเราก็หนีไม่พ้นอยู่ดี ขอพวกเราแต่งตัวให้เรียบร้อยเสียก่อนเถอะพะย่ะค่ะ ข้าจะเป็นคนพาต่งหนิงเมียข้าไปรับโทษด้วยกัน” ไป๋ลู่กล่าว
“งั้นได้ เราอนุญาตก็แล้วกัน แต่หากพวกเจ้าเล่นตุกติก พวกเราไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่” พระชายาเอกตรัส
พอพวกทหารออกไปกันจนหมด แทนที่ชายคนนั้นจะไปแต่งตัวตามคำพูด แต่กลับกระทำย่ำยีต่งหนิงต่อ “ไหนๆข้าจะรับโทษตายอยู่แล้ว งั้นข้าก็ขอมีความสุขกับเจ้าให้คุ้มด้วยสิจริงมั้ย”
“ไม่! ปล่อยข้านะไอ้ชั่ว………” ต่งหนิงพูดอย่างตกใจ
*********************************
ณ ลานตัดสินคดี
ท่านอ๋องพร้อมกับราชวงศ์ ขุนนางของทั้งสองแคว้นต่างมาร่วมฟังการพิพากษาคดีของต่งหนิงที่ลอบมีชู้อีกครั้ง เนื่องจากครั้งนี้มีพยานและหลักฐานพร้อม ต่งหนิงไม่อาจพ้นโทษได้
พระชายาเอกทรงเดินทางมาประทับนั่งที่เก้าอี้ประจำตำแหน่ง พร้อมกับมีองค์รักษ์ที่เป็นชายคนรักเดินติดตามมาด้วย เมื่อพระชายาเอกทรงทอดพระเนตรไปไม่เห็นต่งหนิง ในพระทัยคิดว่า ”นางคงไม่อาจทนอับอายได้ ชิงฆ่าตัวตายไปเสียแล้วสินะ”
องค์ชายยาลูรับหน้าที่เป็นตุลาการเสียเอง “เจ้าบังอาจมาก ไป๋ลู่เจ้ากล้าเป็นชู้กับพระชายาต่งหนิงเชียวรึ”
“กระหม่อมถูกปรักปรำพะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่ได้ทำ” ไป๋ลู่ไม่ยอมรับ
“เจ้าบังอาจมาก เราพร้อมทหารเกือบเป็นกองทัพเป็นพยานได้ว่า เจ้าเป็นชู้กับพระชายาต่งหนิงจริงๆ” “แล้วผู้หญิงชั่วคนนั้นล่ะเพคะ นางอยู่ที่ไหน เหตุใดถึงไม่ยอมมารับฟังโทษทัณฑ์ของตน” พระชายาเอกตรัส
“ข้ากำลังจะเรียกตัวเดี๋ยวนี้ล่ะ” “ทหารไปพาผู้หญิงชั่วมาเดี๋ยวนี้”
พระชายาเอกทรงยิ้มอย่างสมพระทัย “ในที่สุดเจ้าก็มีวันนี้ต่งหนิง”
แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็คือ ทหารกลับมุ่งตรงมาที่พระชายาเอกและหัวหน้าองค์รักษ์ เข้าจับกุมตัวแล้วพาให้ไปนั่งคุกเข่าต่อหน้าตุลาการ
“เหตุใดพระองค์ถึงทรงทำกับหม่อมฉันเช่นนี้ล่ะเพคะ หม่อมฉันทำความผิดอะไร” พระชายาเอกตรัส
“ไป๋ลู่พูดถูก เมื่อคืนเขาไม่รู้เรื่องที่เจ้าบงการให้เขาไปกระทำย่ำยีพระชายาต่งหนิงหรอก เพราะเรานี่เองที่ปลอมตัวเป็นไป๋ลู่” องค์ชายยอมเปิดเผย
ทั้งพระชายาเอกและหัวหน้าองครักษ์พากันตกใจทั้งคู่ “งั้นพระองค์ก็ทรงทราบเรื่องราวทั้งหมดสิเพคะ”
“หึ หึ ใช่แล้วล่ะ นั่นทำให้เรารู้ว่าพวกเจ้าทั้งสองคนลอบเป็นชู้กัน แต่ก็คงต้องขอบคุณแผนของเจ้านะ ทำให้เราได้อยู่กับพระชายาต่งหนิงทั้งคืนทั้งวัน แถมพระนางก็ยอมหายโกรธเราเสียแล้วด้วย เพราะเราได้รับรู้แล้วว่า พระนางรู้ว่าเจ้าเป็นฆาตกรที่ฆ่าลูกของเรา แถมเจ้ายังไปข่มขู่ว่าจะฆ่าคนต่อไปเรื่อยๆ ทำให้พระนางยอมออกห่างจากเรา เพื่อไม่ให้เจ้าไปทำร้ายชีวิตบริสุทธิ์อีก” องค์ชายตรัส
“ได้โปรดทรงไว้ชีวิตของหม่อมฉันด้วยเพคะ” พระชายาเอกตรัส
“เอาเถอะ เราเห็นแก่พระชายาต่งหนิง ที่ไม่ยอมให้เราเข่นฆ่าผู้คนในช่วงนี้ ดังนั้นเราจะสั่งเนรเทศเจ้าและชายคนรักไปใช้แรงงานที่ชายแดนก็แล้วกัน พาพวกมันไปขังไว้ก่อน” องค์ชายตรัส
“หม่อมฉันไม่ไปเพคะ นี่พวกเจ้าปล่อยเราเดี๋ยวนี้ อย่ามาแตะข้า” พระชายาเอกตรัส
ในที่สุดความจริงก็เปิดเผย โดยแท้จริงแล้วพระชายาเอกต่างหากที่ทรงกระทำความผิดลอบเป็นชู้กันกับหัวหน้าองครักษ์ และจริงๆพระชายาต่งหนิงทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ ประพฤติตนถูกทำนองคลองธรรม มีเมตตาสละทรัพย์เพื่อซื้อผ้าห่มให้กับคนชราและผู้ขาดแคลน
“อ้าวแล้ว พระชายาต่งหนิงของเจ้าล่ะ ไปอยู่ที่ไหนแล้ว ทำไมไม่มาฟังการติดสินคดีความ” ท่านอ๋องตรัสถาม
“เอ่อ เสด็จพ่อก็ทรงทราบว่า กระหม่อมห่างจากพระชายามานานแค่ไหน ดังนั้นกระหม่อมเลย… แสดงรักกับนางมากไปหน่อยพะย่ะค่ะ จนพระนางอ่อนเพลียหลับไปแล้ว” องค์ชายตรัส
ท่านอ๋องทำได้เพียงส่ายหน้า แล้วหันกลับไปที่เหล่าขุนนางแคว้นฉินทันที “เอาล่ะในเมื่อคดีความของพระชายาต่งหนิงได้คลี่คลายลงแล้ว อีกทั้งสามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดตัวจริงได้แล้วด้วย ดังนั้นก็ให้พระชายาต่งหนิงอยู่ที่นี่ต่อไปเถิด”
แม่ทัพธงอี่จึงยอมรับคำ “ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็ได้พะย่ะค่ะ”
*********************************
เช้าวันรุ่งขึ้น องค์ชายทรงพาพระชายาต่งหนิงไปส่งขบวนราชทูตด้วยพระองค์เองด้วยสีหน้าที่แช่มชื่น แต่สำหรับพระชายาในตอนนี้กลับทรงอายในเรื่องเมื่อคืน ไม่คิดว่าองค์ชายจะทรงคิดถึงตนมากขนาดนี้ กลายเป็นว่าในตอนนี้องค์ชายยาลูมีเพียงพระชายาต่งหนิงคนเดียวเท่านั้น และทรงตั้งพระทัยไว้ว่าจะไม่มีใครอื่นอีก เพราะทรงไม่อยากให้ต่งหนิงเกิดภัยขึ้นอีกแล้ว
“เราฝากขอโทษท่านอำมาตย์ พ่อตาของเราด้วย ที่เราดูแลต่งหนิงไม่ดี จนกระทั่งถูกปรักปรำเช่นนี้ นี่คือจดหมายคำอธิบายทั้งหมดและคำแสดงการขอโทษ เราขอฝากให้ท่านช่วยส่งให้พ่อตาอ่านด้วยนะ” องค์ชายตรัส
“พะย่ะค่ะ” ธงอี่รับคำ
“เราขอบใจเจ้ามากไป่หลิง ที่เจ้าช่วยเหลือเรื่องคลี่คลายคดีต่างๆ ที่บัดนี้ได้เปิดเผยอย่างกระจ่างชัดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สักวันพวกเราอาจได้พบกันอีก ลาก่อน” องค์ชายตรัส
“ลาก่อนพะย่ะค่ะ/เพคะ” ไป่หลิงและธงอี่รับคำพร้อมกัน
*********************************
ทั้งไป่หลิงและธงอี่ต่างพากันมุ่งมั่นรีบเดินทางกลับแคว้นฉิน เพื่อจะได้ไปพบคนรักของตนบ้าง แม้ว่าธงอี่จะทานยาที่ไป่หลิงจัดไว้ให้ แต่ก็ยังมีอาการแพ้อยู่บ้างเล็กน้อย พวกเขาใช้เวลาสามวันกว่าจะเดินทางไปถึงที่เมืองหลวง
ไป่หลิงและธงอี่ยังไม่สามารถเดินทางกลับจวนของตนได้ มาถึงต้องรีบเข้าเฝ้าฝ่าบาทเพื่อรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแคว้นชิตันทันที ซึ่งโดยรวมก็ประสบความสำเร็จ คือไป่หลิงสามารถรักษาองค์ชายจนหาย นอกจากนี้ทั้งไป่หลิงและธงอี่ยังสามารถช่วยองค์ชายคลี่คลายคดีที่พระชายาต่งหนิงก่อขึ้นโดยสรุปแล้วคือ ต่งหนิงถูกพระชายาเอกปรักปรำนั่นเอง ฝ่าบาททรงเห็นแล้วว่าเหตุการณ์ทุกอย่างในแคว้นชิตันราบรื่นไปด้วยดี จึงมอบรางวัลทรัพย์สินให้ทั้งไป่หลิง ธงอี่และเหล่าขุนนางราชทูตทุกคน แล้วค่อยอนุญาตให้ทุกคนแยกย้ายกันกลับบ้านเรือนของตนได้
ต่งหนานเฝ้ายืนรอธงอี่กลับมาอย่างใจจดใจจ่อ และคาดการณ์ไว้ว่าตนจะได้พบพี่สาวที่จากกันมาเป็นเวลา 5 ปี แต่พอท่านอำมาตย์กับต่งหนานเห็นธงอี่มาเพียงคนเดียวก็พากันต่อว่าธงอี่
“เหตุใดเจ้าถึงเดินทางกลับเพียงคนเดียว แล้วต่งหนิงลูกสาวของข้าล่ะ” ท่านอำมาตย์ถาม
“เรียนท่านพ่อตา เนื่องจากคดีของต่งหนิงได้คลี่คลายลงแล้ว กลายเป็นว่าต่งหนิงถูกปรักปรำ และองค์ชายท่านก็สามารถจับกุมคนร้ายตัวจริงได้แล้วด้วย ทำให้ทั้งองค์ชายและต่งหนิงปรับความเข้าใจกันแล้ว และองค์ชายได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะดูแลต่งหนิงเป็นอย่างดี นี่คือจดหมายครับท่านพ่อตา” ธงอี่กล่าว
พอท่านอำมาตย์อ่านจดหมายจบ ก็ทำให้เข้าใจองค์ชายและลูกสาวของตน แม้ผิดหวังที่ไม่ได้เห็นหน้าลูกสาว แต่ก็ดีใจที่เห็นต่งหนิงมีความสุขจริงๆ ไม่ได้มีชีวิตทุกข์ทนอย่างต่งซาน นับว่าเป็นครั้งเดียวในชีวิตที่ตนตัดสินใจผิดพลาดที่ยอมยกต่งซานให้ท่านอ๋องซานตง
ตอนแรกต่งหนานก็โกรธธงอี่ แต่พอฟังเรื่องราวทั้งหมดและอ่านจดหมาย ก็ทำให้ต่งหนานเข้าใจสถานการณ์มากขึ้น เข้าไปกอดธงอี่เพื่อง้อและแสดงความคิดถึง
“ข้าดีใจจริงๆที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัยน่ะ ธงอี่ และยิ่งต้องขอบใจเจ้าจริงๆที่ยอมแพ้ท้องแทนข้าอีกแล้ว” ต่งหนานกล่าว
ในใจธงอี่ก็ดีใจที่ได้กอดฮูหยิน แต่พอฮูหยินพูดเรื่องแพ้ท้องแทน ก็ทำให้นึกถึงวันประลองขึ้นมาทันที ทำให้ธงอี่ตระหนักแล้วว่ามันเป็นปัญหาชีวิตอยู่พอสมควร กะว่าจะไปรักษาอย่างจริงจัง เพราะหากท้องบุตรคนที่สี่ มีหวังถ้าอาการแพ้ท้องรุนแรงขึ้น ตนมีหวังตายแน่เลย แต่ปากก็พูดว่า “เพราะข้ารักเจ้าจริงๆไง ต่งหนาน ไป พวกเราไปหาธงหยางกันเถอะ”
“นี่เจ้าคงไม่ได้แอบไปมีผู้หญิงที่ชิตันอีกนะ” ต่งหนานแอบระแวง
“โถ่ เชื่อใจข้าเถอะ ต่งหนาน ข้าไม่กล้าอีกแล้วล่ะ ข้ากลัวเจ้าหนีข้าไปอีก” แต่ประเด็นสำคัญจริงๆก็คือ ตั้งแต่ที่ธงอี่ไปประลองกับแม่ทัพแห่งชิตัน และเกิดเหตุอาเจียนคราวนั้น ก็ไม่มีผู้หญิงคนใดกล้ายุ่งเกี่ยวกับธงอี่เลย เพราะทุกคนรู้แล้ว่าธงอี่แพ้ท้องแทนฮูหยินตน เป็นการประกาศโดยปริยายว่าธงอี่มีเจ้าของแล้วนั่นเอง พอธงอี่นึกถึงเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อไหรก็อายตัวเองขึ้นมาทันที
*********************************
“อ้าวท่านพี่ ทำไมเหลือท่านเพียงผู้เดียวล่ะ แล้วท่านแม่และฟานหลงไปไหนแล้ว” ไป่หลิงถาม
“คือช่วงนี้ ท่านแม่ของพี่เชื่อหมอดูอย่างมาก ท่านได้พาฟานหลงไปสวดมนต์ที่วัดต้าหมิงตั้งแต่เช้า เพราะกลัวเจ้าจะเกิดภัย” ท่านเสนาฯกล่าว
“โถ่ ท่านแม่ ไม่เห็นต้องทำถึงขนาดนั้น” ไป่หลิงกล่าว
ไป่หลิงนึกถึงแผ่นหยกที่ท่านเสนาฯมอบให้ก่อนไป กำลังจะกล่าวขอบคุณเพราะได้แผ่นหยกนี้มาแท้ๆ ทำให้ไป่หลิงรอดพ้นจากการถูกน้องสาวหัวหน้าพรรคบุปผาผกาหอมฆ่า แต่แล้วอยู่ดีๆ ท่านเสนาฯก็โพล่งขึ้นมาว่า
“เออใช่ พี่กำลังจะบอกว่าแผ่นหยกที่ให้เจ้าไว้ก็เช่นเดียวกัน ท่านแม่เชื่อหมอดู ซึ่งทักว่าเจ้าจะมีภัยต้องใส่แผ่นหยกนี้ไว้ จึงสั่งให้พี่สวมให้เจ้าก่อนออกเดินทางไปแคว้นชิตัน พี่ดีใจที่เห็นเจ้าปลอดภัยนะ”
เมื่อไป่หลิงฟังดังนั้นก็รู้สึกน้อยใจขึ้นมา ที่แท้ท่านเสนาฯกระทำทุกอย่างตามที่ท่านแม่สั่ง ท่านเสนาฯไม่ได้มีทีท่าห่วงใยตนจริงๆ จึงหันหลังกลับไปแล้วมุ่งหน้าไปร้านหมอทันที
ท่านเสนาฯเริ่มจับอารมณ์ของไป่หลิงได้ จึงรีบดึงรั้งไป่หลิงเข้ามากอด “อย่าน้อยใจพี่เลยไป่หลิง พี่ก็ห่วงเจ้าจริงๆ เพียงแต่พี่ไม่ได้มีความเชื่อเรื่องดวงอย่างนั้นเฉยๆ”
“ก็ดีแล้วนี่คะ ข้าว่าจะไปดูร้านหมอเสียหน่อย จะได้ไปช่วยท่านหมอด้วย” ไป่หลิงกล่าว
“เอาล่ะ พี่ยอมแพ้เจ้าแล้ว พี่ห่วงและคิดถึงเจ้ามากจริงๆไป่หลิง หากเจ้ามาช้ากว่านี้อีกล่ะก็ พี่จะไปตามเจ้ากลับมาทันที พอใจรึยัง นี่คือความรู้สึกจริงๆของพี่ไง” ท่านเสนาฯกล่าว
ไป่หลิงยิ้มออกมาทันที จึงกอดท่านเสนาฯตอบ “ข้าพอใจแล้วค่ะ ท่านพี่” “แต่ข้ามีเรื่องจะขอท่านพี่”
“ว่ามาสิ” ท่านเสนาฯกล่าว
“หากท่านพี่จะมีใครใหม่อีก ไม่ว่าจะมีอีกกี่คน ขอให้ท่านพี่ยอมปล่อยข้าไปแต่โดยดี ข้ายอมรับว่า จากที่เห็นครอบครัวขององค์ชายยาลูที่มีชายาถึงสามพระองค์ ชีวิตของพระองค์วุ่นวายมาก ซึ่งต่งหนิงเองก็ไม่เคยมีความสุขเลยตลอดห้าปีที่ผ่านมา ดังนั้นข้าเองก็ไม่ขอทนแบบนั้นเช่นกัน” ไป่หลิงกล่าว
“ไป่หลิง เจ้าก็อยู่กับพี่มาเกือบจะหกปีแล้ว เจ้าเห็นพี่มีใครอื่นงั้นหรือ พี่จะไม่ยอมเสียเจ้าไปเด็ดขาด จงเชื่อใจพี่เถอะนะ” ท่านเสนาฯกล่าว
ไป่หลิงยิ้มออกมาด้วยใบหน้าที่เขินอาย ไม่คิดว่าท่านเสนาฯจะมีมุมนี้
พอท่านเสนาฯเห็นไป่หลิงหน้าแดงก็ยิ้มอย่างเอ็นดู จึงรีบอุ้มไป่หลิงไปที่ห้องนอนทันที
“เดี๋ยวท่านพี่ ข้ายังไม่ได้อาบน้ำและกินข้าวเลยนะ วางข้าลงเดี๋ยวนี้นะท่านพี่” ไป่หลิงกล่าว
“ขอโทษนะไป่หลิง พี่รอไม่ไหวแล้วจริงๆ เดี๋ยวพี่อาบน้ำให้นะ อีกอย่างตอนนี้ธงอี่ก็ก้าวหน้าไปไกลแล้ว เขากำลังมีลูกคนที่สองแล้ว ดังนั้นพี่ต้องรีบมีให้ทัน” ท่านเสนาฯกล่าว
“แล้วทำไมท่านพี่ไม่แข่งกันเรื่องอื่น มาแข่งอะไรกันกับเรื่องนี้ล่ะคะ……..เดี๋ยวสิ ท่านพี่ เดี๋ยว” ไป่หลิงบ่น
และแล้วไป่หลิงเพิ่งกลับมาถึงจวนได้ไม่นานก็ต้องเข้าหอทันที เพียงเพราะอยากรีบมีลูกคนที่สองไม่น้อยหน้าธงอี่เท่านั้น
จบตอนพิเศษ 3
*********************************************************************************************************************