เมื่อจูเยว่ได้เดินทางกลับไปยังตระกูลระหว่างทางตั้งแต่ที่เขาได้ก้าวเท้าเขามาในเมืองแสงอรุณ สายตามากมายได้จดจ้องมาพร้อมกับเริ่มพูดคุยสนทนากัน
“เห้ออ... ช่วงเวลาอันสงบสุขของเมืองแสงอรุณแห่งนี้...คงต้องจบสิ้นลงแล้ว” พร้อมกับแสดงใบหน้า ที่ดูราวกับพึ่งสูญเสียบิดาไป
อีกเสียงหนึ่งที่คุ้นเคยได้กล่าวขึ้นมาด้วยอารมณ์โมโหเมื่อเห็นร่างนายน้อยจูเยว่เดินไปไกลุดสายตา
“เมื่อได้ข่าวว่านายน้อยผู้นี้ ได้เดินทางออกจากเมืองตัวข้าได้แต่สาปแช่งมันต่อบรรพบุรุษอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันให้พบเจอกับภัยพิบัติระหว่างทาง!และไม่มีโอกาสที่จะกลับมายังเมืองแสงอรุณแห่งนี้ได้อีก!เพื่อให้อดีตคู่หมั้นข้าที่โดนมันรังแก จะได้มีโอกาสออกมาเผชิญหน้าผู้คนอีกครั้งแต่มันกลับมีชีวิตกลับมาได้! บรรพบุรุษข้า! ทำไมท่านช่างไร้ประโยชน์ถึงเพียงนี้!!”เป็นเสียงของบุรุษที่ถูกจูเยว่แย่งชิงว่าที่คู่หมั้นไปได้กล่าวขึ้นมานั้นเอง
ผู้คนเมื่อได้ฟังความในช่วงแรกต่างอดที่จะรู้สึกสงสารผู้ที่กล่าวออกมาไม่ได้ แต่เมื่อฟังประโยคต่อมาผู้คนกลับแสดงสีหน้าแปลกประหลาดขึ้น เพราะเพียงแค่นายน้อยผู้นั้นมีชิวิตกลับมากลับต่อว่าบรรพบุรุษถึงเพียงนี้ หากพวกมันเป็นบรรพบุรุษของคนผู้นี้คงอยากจะลุกขึ้นมาจากหลุม แล้วลากมันตามลงไปด้วย!
นอกจากชายผู้นี้แล้วยังมีผู้คนมากมายต่างสรรเสริญนายน้อยตระกูลเฟยผู้นี้เช่นดังเดิม ซึ่งระหว่างที่ตัวเขาไม่อยู่นั้นเรียกได้ว่าชื่อเสียงหาได้ลดลงไปแม้แต่น้อย
แม้ผู้คนเหล่านั้นจะสนทนากันอยู่ห่างไกลแต่ด้วยระดับของจูเยว่ในตอนนี้ ก็มิแตกต่างอันใดกับการก่นด่าตนอยู่เบื้องหน้าแต่เขาทำได้เพียงนิ่งเฉยเท่านั้น เพราะหากว่าต้องลงมือทำร้ายหรือสังหารบุคคลที่เคยถูกจิตวิญญาณในอดีต สร้างความเจ็บแค้นเอาไว้มิใช่ว่าตัวเขาจะเลวร้ายยิ่งกว่าเดรัจฉานหรอกรึ? จูเยว่จึงทำได้เพียงเร่งเดินทางกลับไปยังตระกูลเฟยอย่างรวดเร็ว
แต่สิ่งที่จูเยว่ไม่คาดคิดคือเสียงที่ดังขึ้นมาของลี่อิน
“เจ้าช่างหน้าไม่อาย! กล้ากล่าวกับข้ามาได้อย่างไรกัน?!ว่าไม่เคยทำเรื่องผิดต่อฟ้าดิน!!แล้วสิ่งที่ผู้คนมากมายภายในเมืองแห่งนี้สนทนากัน มันหมายถึงสิ่งใด?! หรือเจ้าจะบอกว่าเป็นคนอื่นไม่ใช่ตัวเจ้า!!”
เพราะในระหว่างการเดินทาง ลี่อินเริ่มมองบุรุษผู้นี้ดีมากขึ้น ถึงแม้จะเป็นบุตรชายของศัตรูแต่เขาก็ทำตัวดูน่าเชื่อถือ ทำให้นางเริ่มรู้สึกไว้วางใจในตัวเขาขึ้นมา
แต่อะไรกัน?! เพียงย่างก้าวเข้ามาในเมืองเพียงไม่กี่ก้าวผู้คนต่างกล่าวถึงความเลวทรามของบุรุษผู้นี้อย่างมากมาย ฉุดคร่าหญิงสาว!เอาเปรียบผู้คน! รังแกคนไม่มีทางสู้! แล้วยังมีหน้ากล่าวต่อนางด้วยท่าทางของบุรุษผู้ทรงคุณธรรม! ว่าไม่เคยทำเรื่องผิดต่อฟ้าดิน!!ตอนนี้ลี่อินรู้สึกเหมือนตัวนาง ถูกเจ้าสารเลวผู้นี้หลอกลวงจึงเริ่มรู้สึกโมโหขึ้นมา จนไม่สามารถควบคุมอารมณ์เอาไว้ได้
จูเยว่รู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันที เมื่อได้ยินสิ่งที่ลี่อินกล่าวออกมาเพราะรู้สึกว่ายากที่จะอธิบายให้ตัวนางนั้นเข้าใจแต่ก็พยายามที่จะอธิบายออกไปเท่าที่ทำได้
“ใช่แล้ว... มันเป็นส่วนหนึ่งของตัวข้าที่กระทำเรื่องเหล่านั้น แต่ไม่ใช่ตัวข้าที่เป็นผู้ลงมือกระทำ”
“ห่ะ?! คำตอบอันใดของเจ้า!!” ช่างเป็นคำตอบที่นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนกลับยอมรับว่าเป็นตัวเขา แต่ก็ไม่ใช่ตัวเขา? เจ้าต้องการปั่นหัวข้าเล่นรึยังไง?!
จูเยว่ไม่ต้องการกล่าวอธิบายมากไปกว่านี้จึงได้พูดกับนางด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นมา
“ข้าจะไม่กล่าวสิ่งใดไปมากกว่านี้แต่สิ่งที่ข้าเคยให้สัญญาเอาไว้กับเจ้า ย่อมไม่คืนคำ!”
“เชอะ!!” เมื่อสิ้นน้ำเสียงประชดประชันก็หาได้มีเสียงใดดังขึ้นมาจากภายในดวงจิตของจูเยว่อีก
ลี่อินที่ได้ยินคำกล่าวยืนยันด้วยน้ำเสียงที่จริงจังถึงแม้ตอนนี้นางจะไม่ได้รู้สึกเชื่อ ในสิ่งที่ตัวเขากล่าวออกมามากนักแต่ก็ต้องยอมสงบลง เพราะไม่มีสิ่งใดที่ตัวนางจะกระทำได้
เมื่อได้มาถึงบริเวณหน้าประตูตระกูลเฟยจูเยว่จึงได้กล่าวถามเวรยามหน้าประตูที่กำลังโค้งคำนับตนออกไปจึงได้ทราบว่าบิดาของตนอยู่ยังที่พัก
หลังจากมาถึงบริเวณที่พักของบิดา ก็ได้พบร่างที่คุ้นเคยยืนจ้องมองมายังตนจากบริเวณศาลากลางน้ำด้วยรอยยิ้ม ราวกับรู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนจูเยว่จึงเร่งเดินไปยังที่แห่งนั้น ปล่อยให้เฟยซิ่วที่ติดตามมาไว้ด้านนอกที่พัก
เมื่อเฟยหรงเห็นบุตรชายมาอยู่เบื้องหน้า จึงได้กล่าวถามออกไปด้วยความเป็นห่วง
“จูเอ๋อร์... การเดินทางไกลครั้งแรกของเจ้าคงพบเจอเรื่องลำบากไม่น้อย” เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่บุตรชายของตนได้เดินทางออกไปภายนอก คงจะเป็นการโกหกหากตัวมันไม่รู้สึกกังวลใจ
“ไม่มีสิ่งใดที่ลำบาก ทุกอย่างเป็นไปได้อย่างราบรื่นท่านพ่ออย่าได้เป็นกังวล” จูเยว่กล่าวออกไปเพื่อให้บิดาตนสบายใจ
เฟยหรงได้ยินเช่นนั้นจึงดวงตาเป็นประกายขึ้นมา
“เช่นนั้น... หมายความว่าเจ้าได้รับสิ่งที่มารดาทิ้งเอาไว้ให้แล้วใช่หรือไม่?”
“แล้วมันคือสิ่งใดกัน? เพราะมารดาเจ้าถึงกับไม่สามารถฝากเอาไว้กับข้าได้” เฟยหรงก็เคยนึกสงสัย ในสิ่งที่ภรรยาของตนกระทำหากต้องการฝากสิ่งใด ทำไมไม่ฝากไว้ที่ตนเองกันเล่า?
เมื่อได้ยินคำกล่าวถามเช่นนั้นมุมปากของจูเยว่อดที่จะกระตุกขึ้นมาไม่ได้เพราะหากท่านแม่ฝากภัยพิบัติระดับนี้ไว้กับท่าน ไม่ใช่ว่าเมืองแห่งนี้จะหายสาปสูญก่อนที่ข้าจะได้เติบโตขึ้นมาหรืออย่างไร? แต่ก็คงกล่าวตอบออกไปอย่างใจเย็น
“มันเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ทำให้ข้าพัฒนาระดับพลังลมปราณ ได้อย่างรวดเร็ว”จูเยว่ได้กล่าวตอบไปเพียงเท่านั้น เพราะตัวเขาก็ไม่ทราบเช่นกันว่าต้องอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของลี่อินอย่างไรดี
เมื่อได้ยินคำกล่าวของบุตรชาย เฟยหรงจึงคิ้วขมวดขึ้นมาเล็กน้อยราวกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้น ก่อนที่จะคลายลงและกล่าวออกไปด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม
“นั้นหมายความว่า... ระดับพลังลมปราณของเจ้าพัฒนาขึ้นอย่างมากสินะ! เช่นนั้นเจ้าก้าวหน้าถึงขั้นใดกัน?” เฟยหรงเร่งกล่าวถามออกไปด้วยความสงสัยเพราะตนเองยังคงไม่สามารถสัมผัสพลังของบุตรชายได้
“เอ่อ..ข้าอยู่ในระดับเชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1แล้ว ท่านพ่อ” แม้ในความรู้สึกของจูเยว่จะรู้สึกว่าระดับพลังของตนเพิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า แต่สำหรับบิดาของเขาแล้วช่างแตกต่าง
“เชื่อมโยงชีพจรขั้นที่ 1!!” เฟยหรงถึงกลับกล่าวซ้ำขึ้นมา เพราะเกรงว่าจะหูฝาดไม่ใช่ว่าตนเองดูแคลนบุตรชายแต่อย่างใดแต่บุตรของตนเริ่มฝึกยุทธได้เพียงเดือนครึ่งเท่านั้น!!
อย่าว่าเพียงแต่อัจฉริยะภายในเมืองแสงอรุณที่มันไม่เคยเห็นแม้แต่ตลอดชีวิตของมันที่ผ่านโลกมา ก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน!!ตัวมันจึงได้กล่าวพึมพำกับตนเองขึ้นมา
“ข้าพึ่งเข้าใจในวันนี้เอง...ว่าทำไมนางถึงได้มั่นใจถึงเพียงนั้น” เฟยหรงหวนคิดถึงในสิ่งที่ภรรยาเคยกล่าวเอาไว้