คำวินิจฉัยของหมอหลวงทำให้ทั้งห้องตกตะลึงบ่าวในเรือนต่างพากันคุกเข่าหมอหลวงเซี่ยก็ลงไปหมอบติดพื้นราวกับต้องการร้องขอชีวิตเช่นกัน
เขานึกด่าตัวเองเป็นร้อยเป็นพันรอบว่าไม่ควรรายงานออกมาแต่ยามนี้กลับไม่อาจเรียกคืนวาจากลับมาได้
ความเงียบปกคลุมภายในห้องครู่ใหญ่เงียบจนได้ยินเสียงย่ำหิมะนอกห้องชัดเจน
เสียงสวบสาบดังมาจากทางหน้าต่าง จากนั้นก็มีเสียงกิ่งไม้หักดังกร๊อบ!
แววตาของฮั่นอ๋องพลันวาวโรจน์ไอเย็นจากร่างแผ่ปกคลุมไปทั้งห้องซูอันหนิงมองสีหน้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของเขาแล้วอ้าปากเตรียมจะอธิบาย
แต่ยังไม่ทันได้พูด เสียงก้องกังวานก็ดังสะท้อนไปทั่วห้อง
“เหอไห่! หลี่เหวินหมิง!”
เสียงตะโกนราวกับสั่งกองทัพของฮั่นอ๋องทำให้หมอหลวงเซี่ยตกใจจนหลับตาแน่นร่างคุดคู้สั่นเทาราวกับนกกระทาตัวหนึ่ง
ขณะที่ผู้คนในห้องยังจับต้นชนปลายไม่ถูกสาวใช้คนสนิทของพระชายาก็ผุดลุกเตรียมปกป้องเจ้านายของตนเอง
เวลาเดียวกับที่เหอไห่และหลี่เหวินหมิงขยับตัวเฉินหลิงก็พุ่งตัวออกจากห้องไปเช่นกัน เฉินชิงชิงคล้ายเพิ่งได้สติจึงกระโดดออกทางหน้าต่างบานที่ใกล้ที่สุด
เสียงต่อสู้ดังขึ้นจากด้านนอกครู่หนึ่งไม่รู้ว่าใครสู้กับใครหรืออาจจะเป็นองครักษ์ของฮั่นอ๋องสู้กับองครักษ์ของพระชายาก็ไม่อาจทราบได้
ซูอันหนิงตกใจจนร่างกายเย็นเฉียบมองจูเกาเซวียนเหมือนกำลังมองภัยคุกคามที่ต้องรับมือแม้แต่ลี่หนานกับชางอิงที่หมอบกระแตอยู่บนพื้นเมื่อครู่ก็กระโดดขึ้นมาขนาบอยู่สองข้างซ้ายขวาของนายหญิง
การกระทำเช่นนั้นของพวกนางส่งผลให้ใบหน้าของฮั่นอ๋องเขียวคล้ำขึ้นมาในบัดดล
บรรยากาศในห้องพลันกดดันอย่างแปลกประหลาด
ไม่นานเหอไห่ก็ลากร่างหนึ่งซึ่งสวมชุดบ่าวกวาดลานเรือนมาโยนลงบนลานหินหน้าเรือนดังตุบเลือดสีคล้ำไหลออกจากมุมปากคนผู้นั้นช้าๆ
ซูอันหนิงกะพริบตาด้วยความงุนงงหมอหลวงเพิ่งวินิจฉัยว่านางท้อง จู่ๆ จูเกาเซวียนก็โมโหเรียกหาองครักษ์เฉินหลิงกับเฉินชิงชิงกระโดดออกไป นางจึงคิดว่าสองฝ่ายกำลังต่อสู้กันกลับกลายเป็นว่า...ตั๊กแตนตำข้าวจับจักจั่น นกขมิ้นอยู่ข้างหลัง[1]
ฮั่นอ๋องส่งเสียงเรียกเหอไห่ก็เพราะเขารับรู้ถึงการมีอยู่ของนกขมิ้นตัวนั้นนั่นเองจึงนำมาซึ่งเหตุการณ์ชุลมุนชวนให้คนเข้าใจผิดเช่นนี้
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเร็วมากเร็วจนนางยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เพียงไม่กี่ลมหายใจก็มีคนถูกลากมาทิ้งไว้ตรงนั้นแล้ว
เหอไห่ประสานมือรายงาน “ทูลหวางเย่นางกลืนยาพิษสิ้นใจไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เฉินหลิงเดินเข้าไปค้นศพครู่หนึ่งวิธีค้นตัวของนางทำให้เหอไห่และหลี่เหวินหมิงต้องรีบเบือนสายตาหลบไปอีกทาง นางดึงของสิ่งหนึ่งออกมาจากหน้าอกของศพเปิดออกสำรวจด้วยตนเองรอบหนึ่งแล้วจึงหันมารายงาน
“นางซ่อนของสิ่งนี้ไว้ในร่างเพคะ”
เฉินหลิงส่งแผ่นป้ายเล็กๆชิ้นหนึ่งให้เฉินชิงชิงนำขึ้นถวาย
จูเกาเซวียนรับมาดู ป้ายนั้นทำจากไม้ธรรมดาแกะสลักอักษรตัวเดียว‘เหริน’[2] อีกด้านคือรูปสลักดอกกล้วยไม้ เขาหรี่ตามมองมันเนิ่นนานคล้ายจมลงสู่ห้วงของความคิด
เฉินหลิงหันไปทางพระชายาเอ่ยเป็นเชิงขออนุญาต “นางคือบ่าวกวาดลานเรือน หวางเฟยอนุญาตให้หม่อมฉันไปตรวจค้นที่ห้องของนางโดยเร็วเถิดเพคะ”
ดวงตาของซูอันหนิงขยายกว้างกว่าปกตินางมองร่างที่กองราวกับกระสอบป่านใบเก่าบนพื้นนิ่ง หัวใจเต้นแรง มือเย็นเยียบไม่ได้ยินคำพูดของเฉินชิงชิงแม้แต่น้อย
แค่พริบตาเดียวคนก็ตายแล้วหรือเมื่อครู่นางยังคิดว่าคนอาจจะตายคือตัวนางเองเสียอีก
นี่คือโลกที่คนในจวนผู้สูงศักดิ์ไม่ต้องถูกไต่สวนไม่ต้องขึ้นศาลก็สามารถตายไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีผู้ใดมาถามไถ่ถึง
ตายไปอย่างง่ายดายเพียงนี้...
ฝ่ามือใหญ่วางบนมือของนางซูอันหนิงสะดุ้งเล็กน้อย ค่อยๆ หันหน้ากลับมาช้าๆ จูเกาเซวียนสบตานางแววตาไม่ได้อบอุ่นอ่อนโยนเช่นเมื่อครู่ ทว่าเป็นแววตาจริงจังซึ่งบอกกับนางว่า
เขาและนางลงเรือลำเดียวกัน!
ดวงตาของเขาสานสบขณะที่ริมฝีปากเอ่ยสั่งการเสียงเย็น“ไปค้นให้ทั่ว แต่อย่าให้กระโตกกระตาก เรื่องของบ่าวกวาดเรือนให้ปิดเป็นความลับอย่าให้ผู้ใดรู้ว่านางเป็นหรือตาย การหายไปของคนผู้หนึ่ง อาจดึงคนอีกผู้หนึ่งให้โผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ”
“รับพระบัญชา”
เฉินชิงชิงและเฉินหลิงจากไปเหอไห่จึงปลีกตัวไปตรวจสอบให้แน่ใจว่ารอบเรือนหลักยามนี้ไม่มีบ่าวคนใดได้เห็นเหตุการณ์เมื่อครู่นี้อีก
จูเกาเซวียนหันไปทางหมอหลวงเซี่ยเอ่ยเสียงเรียบไม่บ่งบอกความรู้สึก
“หมอหลวงเซี่ย”
เพียงเอ่ยเรียกคำเดียวหมอหลวงก็โขกศีรษะลงจนเสียงดังตุบ เขาแทบจะลงไปหมอบกับพื้นอย่างสุนัขเชื่องๆตัวหนึ่งอยู่แล้ว
“หวางเย่กระหม่อมไม่เห็นอะไรทั้งนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ฮั่นอ๋องหมุนแหวนบนนิ้วหัวแม่มือเงียบๆแววตาภายใต้แพขนตาหนาคู่นั้นเรียบนิ่ง “หมอหลวงเซี่ยตกใจเกินไปแล้ว...”
เขากล่าวเนิบช้ายิ่งช้า...แรงกดดันก็ยิ่งหนักหน่วง
หมอหลวงเซี่ยตัวสั่นเหงื่อเย็นแตกท่วมร่าง ใบหน้าซีดเซียวราวกับกลายเป็นคนป่วยเสียเอง
“เจ้าตรวจหวางเฟยผิด มีโทษสถานใด!”
เสียงกังวานทรงอำนาจดังราวกับฟ้าผ่าสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังแทบจะหมอบตามลงไปอีกรอบทั้งที่เมื่อครู่ยังคิดจะแลกชีวิตกับคนผู้นั้นอยู่เลย
“กระหม่อมผิดไปแล้วกระหม่อม...กระหม่อมจะตรวจใหม่พ่ะย่ะค่ะ”
หมอหลวงลนลานลุกขึ้นยืนยังไม่ตรงเข่าก็ทรุดลงไปอีก
สีหน้าเย็นชาของจูเกาเซวียนไม่เปลี่ยนแปลงแม้ชั่วขณะเขาทำเพียงนั่งมองหมอหลวงตะเกียกตะกายอยู่ตรงนั้นด้วยแววตาสงบ คล้ายกดดันและคล้ายไม่ได้กดดันทว่าอากาศรอบตัวทำให้ผู้คนแทบหายใจไม่ออก
ในที่สุดหมอหลวงเซี่ยก็พยุงโต๊ะลุกขึ้นมาได้มือเหี่ยวย่นสั่นระริก
“เอาล่ะ...” ยามนั้นเองที่เสียงสุขุมดังขึ้น
หมอหลวงเซี่ยชะงักปลายนิ้วเหงื่อเม็ดหนึ่งหยดลงบนโต๊ะ เขารีบเช็ดออกอย่างรวดเร็วแล้วคุกเข่าลงไปอีก
“เจ้าแตกตื่นเพียงนี้ ยังจะจับชีพจรหวางเฟยได้อีกหรือวินิจฉัยผิดพลาดอีกครั้งเปิ่นหวางคงต้องตัดหัวเจ้าจริงๆ แล้ว”
หมอหลวงเซี่ยหมอบลงพื้นกัดริมฝีปากตนเองไว้ไม่ให้ส่งเสียงคร่ำครวญออกมานอกจากยอมจำนนเขายังจะทำสิ่งใดได้อีก
“จัดห้องให้หมอหลวงเซี่ยต้องอยู่รักษาหวางเฟยจนกว่าจะหาย”
“ให้เป็นหน้าที่ของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ”จางเจี้ยนรับบัญชา แล้วเข้ามาประคองหมอหลวงออกไป
[1] สำนวนตั๊กแตนตำข้าวจับจักจั่นนกขมิ้นอยู่ข้างหลัง หมายถึงฝ่ายหนึ่งกำลังวางแผนกำจัดอีกฝ่ายแต่มีบุคคลหรือกลุ่มที่สามรอเก็บผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง
[2] เหริน (仁)คือความเมตตากรุณาระหว่างมนุษย์ เป็นคุณธรรมข้อหนึ่งของหลักขงจื๊อ