พอได้ยินทุกคนพูดไปในทางเดียวกัน อาสะใภ้ห้าก็ยิ่งลำพองใจอยู่ในอก
สิ่งที่นางพูดก็ไม่ใช่เื่โกหกเสียทั้งหมด เพียงแค่เติมสีตีไข่เข้าไปเล็กน้อยเท่านั้นเอง ส่วนคำพูดที่ฟังดูรุนแรงเกินไป ส่วนใหญ่ก็เป็ฝีปากชาวบ้านทั้งนั้น
หากมีใครมาซักถาม นางก็แค่ยักไหล่ บอกว่าไม่แน่ใจ หรืออาจจะแค่ไม่ได้อธิบายให้ชัดเจนเท่านั้น
แล้วเื่แบบนี้ มันใช่หน้าที่ของนางที่จะต้องออกมาแก้ต่างหรืออย่างไร? ไม่ใช่นี่นา?
แม้ใบหน้าของอาสะใภ้ห้าจะไม่แสดงความรู้สึกใด ๆ ออกมา แต่ก็แสร้งทำเป็เศร้าสร้อย มือข้างหนึ่งกุมศีรษะที่ ‘ได้รับาเ็’ ของนางไว้ พลางเดินกะเผลก ๆ กลับบ้านอย่างเชื่องช้า
บรรดาหญิงชาวบ้านที่กำลังจะไปส่งข้าวที่ทุ่งปศุสัตว์ให้สามี ต่างก็โกรธจนแทบจะะเิออกมา
“แบบนี้มันใช้ได้ที่ไหนกัน? คนในหมู่บ้านจะมาถูกคนนอกรังแกแบบนี้ได้อย่างไร? อย่ากังวลไปเลยพี่สะใภ้ห้า พวกเราต่างก็เป็พวกเดียวกับท่าน”
“ใช่แล้ว นางเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่กี่วันก็กล้ารังแกเด็ก ทำร้ายผู้ใหญ่ แบบนี้ใครจะทนไหว? ไป! พวกเรากำลังจะไปที่ทุ่งปศุสัตว์กันอยู่พอดี ไปหาอาเชินแล้วบอกให้เขาไล่ผู้หญิงคนนั้นออกไปเดี๋ยวนี้เลย!”
อาสะใภ้ห้ามีท่าทีลังเล “มัน...มันจะดีหรือ…”
ใครบางคนรีบขัดจังหวะนาง “ดีไม่ดีอะไรกัน? เพิ่งจะมาเมื่อวานนี้เองวาน แค่หมั้นหมายยังไม่ได้แต่งเข้าบ้านด้วยซ้ำ แค่ไล่ออกไปก็ถือว่าเมตตาเกินไปด้วยซ้ำ!”
รบเร้าเพียงไม่กี่คำ พวกนางก็กึ่งดึงกึ่งลากอาสะใภ้ห้าไปที่ทุ่งปศุสัตว์ได้สำเร็จ
ขณะนั้น โม่หงเชินกำลังยุ่งอยู่กับการจัดส่งของพร้อมกับหัวหน้าคนงานอีกสองคน นี่เป็ส่วนหนึ่งของสัญญาที่เขาเพิ่งลงนามกับร้านอาหารในเมืองลู่โจว ตามข้อตกลง ทุก ๆ ห้าวันจะต้องส่งเนื้อหมูและเนื้อแกะไปยังร้าน
มันเป็ข้อตกลงที่ดีแลยทีเดียว ทว่าพวกเขามีกำลังคนไม่เพียงพอ
โม่หงเชินเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เย่าไห่กับข้าจะเดินทางไปส่งของด้วยตัวเอง เพราะมีเื่อื่นที่ต้องไปสะสางด้วย อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาสี่ถึงห้าวัน อาเซ่า ข้าคงต้องขอให้ท่านจัดการเื่ต่าง ๆ ที่นี่แทนไปก่อน”
อาเซ่าขมวดคิ้ว “อาเชิน ข้าว่าพวกเ้าสองคนเดินทางไปพร้อมกันมันไม่ค่อยเหมาะนะ ข้าไปกับเ้าแล้วให้เย่าไห่อยู่ที่นี่ไม่ดีกว่าหรือ?”
อวี๋เย่าไห่รีบคว้าไหล่อาเซ่าไว้พร้อมกับแสยะยิ้ม “ไม่เอาน่า อาเซ่า ท่านมักจะพูดว่าข้าไม่เด็ดเดี่ยวพอ ถ้าไม่มีพวกท่านอยู่ที่นี่ ข้าอาจจะทำให้ทุ่งปศุสัตว์วุ่นวายก็เป็ได้ หากเป็เช่นนั้น กลับมาก็อย่าโทษข้าล่ะ”
“เ้า…เ้านี่มัน…เฮ้อ!”
อาเซ่าพูดอะไรไม่ออก ได้แต่จ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจ สุดท้ายก็สะบัดแขนเสื้ออย่างหัวเสีย พลางบ่นอุบอิบ “ตามใจพวกเ้าก็แล้วกัน” กล่าวจบก็เดินจากไป
อวี๋เย่าไห่มองดูแผ่นหลังของเขาและหันกลับมาหาโม่หงเชินพร้อมกับเลิกคิ้ว “ข้าถึงกับเสียสละชื่อเสียงของตัวเองเพื่อการนี้เชียวนะ”
โม่หงเชินไม่สนใจคู่สนทนา เขาหยิบแผนที่ออกมาจากลิ้นชักที่ลงกลอน และวาดวงกลมลงไป
“ได้เวลาออกเดินทางแล้ว”
ในตอนนั้นเอง น้ำเสียงกล้า ๆ กลัว ๆ ดังขึ้นด้านนอกประตู “ท่านพ่อ...ข้าเอากล่องข้าวมาให้…”
ด้วยเหตุนี้ คนที่อยู่ข้างในจึงตระหนักได้ว่าตนยังไม่ได้กินมื้อเย็น ความจริงแล้ว พวกเขาทำงานตลอดเวลา แม้แต่ตอนที่อาสะใภ้ห้านำกล่องข้าวมาให้ โม่หงเชินก็ไม่ได้กินอาหารเสมอไป
แต่ในเมื่อโม่เจิ้งหนานมาถึงนี่ นั่นก็หมายความว่าที่บ้านไม่ได้มีเพียงเด็กสามคน แต่ยังมีซ่งจินเหยาด้วย
ในเมื่อเขาเคยกำหนดเวลาไว้สิบวัน ตอนนี้ก็ควรจะให้เกียรตินางในฐานะแขกอย่างเหมาะสม ก่อนจะออกไปหลายวัน อย่างน้อยเขาก็ควรจะกล่าวอะไรให้นางรับรู้เสียหน่อย
ทว่ากลับไปตอนนี้คงไม่สะดวก
ดังนั้นเขาจึงบอกให้โม่เจิ้งหนานเข้ามาและส่งกล่องข้าวให้ “เ้าถือกลับไปให้หมด บอกท่านน้าของเ้าด้วยว่าข้าจะไม่อยู่สองสามวัน หากมีอะไรก็ให้นางไปบอกกับอาสะใภ้ห้า”
โม่เจิ้งหนานคุ้นเคยกับการที่ท่านพ่อของเขาต้องเดินทางเป็เวลาหลายวัน เขาจึงพยักหน้าและรับคำ “ขอรับ”
โม่หงเชินจัดเตรียมสิ่งของจำเป็และกำลังจะออกไปพร้อมอวี๋เย่าไห่ เมื่อเห็นโม่เจิ้งหนานยังยืนอยู่ตรงนั้น เขาจึงเอ่ยถาม
“เ้าคุ้นเคยกับสำนักศึกษาแล้วหรือยัง?”
“อืม…”
โม่เจิ้งหนานไม่ชอบสำนักศึกษา เพื่อน ๆ ที่นั่นไม่ชอบเขา เช่นเดียวกับอาจารย์ ทว่าเขารู้สึกกลัวโม่หงเชิน จึงไม่กล้าพูดอะไรมากนัก
โม่หงเชินไม่ได้กดดันและเอ่ยถามต่อ “แล้วท่านน้าดีกับเ้าไหม?”
โม่เจิ้งหนานรู้สึกตึงเครียด แม่เลี้ยงดีกับเขาหรือไม่? เขาครุ่นคิด...แต่แล้วก็นึกถึงสิ่งที่ท่านย่าห้าพูดและเริ่มเป็กังวลว่าเื่ดี ๆ อาจคงอยู่เพียงชั่วคราว นางอาจจะวางแผนทำร้ายพวกเขาอย่างลับ ๆ อยู่ก็เป็ได้...
แต่...เมื่อนึกถึงตอนที่ซ่งจินเหยาลูบศีรษะเขาในตอนนั้น เขาก็รู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
เขาจำได้ว่ามารดาผู้ให้กำเนิดเคยลูบศีรษะเขาแบบนั้นเหมือนกัน เบา ๆ นุ่ม ๆ รู้สึกดีมาก เขาชอบมาก
“นาง...ก็ดีขอรับ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว เป็เด็กดีนะ ข้าจะรีบกลับมาภายในไม่กี่วัน”
โม่เจิ้งหนานเดินตามเขาไปติด ๆ และเอ่ยขึ้นเบา ๆ "แต่ท่านยังไม่ได้กินข้าวเลย ท่านพ่อ...เอ่อ...ท่านน้าทำอาหารอร่อยมาก ข้ากินได้เยอะเลย แล้วนางก็ไม่โกรธด้วย นางยังบอกให้ข้ากินเยอะ ๆ"
โม่หงเชินชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับมามองกล่องข้าว “ตกลง ข้าจะกินสักหน่อย”
โม่เจิ้งหนานดีใจมาก “ท่านน้าบอกว่าพรุ่งนี้จะทำซี่โครงหมูตุ๋น ฮิฮิ ข้าไม่ได้กินมานานแล้ว อยากกินจะแย่ เสียดายที่ท่านพ่อไม่ได้กินด้วย ฮ่า ๆ”
เขาเป็เด็กขี้เล่น นิสัยร่าเริง อีกทั้งวันนี้ท่าทีของท่านพ่อก็ดูอารมณ์ดี มันจึงทำให้เขากล้าพูดมากขึ้น หากเป็โม่เจิ้งตงที่เงียบขรึมคงไม่พูดอะไรสักคำ
โม่เจิ้งหนานคิดว่าท่านพ่อคงจะดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น
แต่โม่หงเชินกลับชะงักฝีเท้า หันกลับมาพินิจมองเด็กชายั้แ่หัวจรดเท้า
สุดท้ายแล้ว เขาก็ไม่ได้พูดอะไร
“นี่ก็ดึกแล้ว เ้ากลับบ้านเถอะ”
เด็กชายวิ่งห่างออกไป โม่หงเชินและอวี๋เย่าไห่ก็ขึ้นรถม้าแล้วจากไปเช่นกัน
อวี๋เย่าไห่ััได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ “เ้าดูหงุดหงิด”
“เจิ้งหนานบอกว่า...เขาไม่ได้กินซี่โครงมานานแล้ว…”
อวี๋เย่าไห่เกาศีรษะ และในที่สุดเขาก็คิดออก ทุกวันทุ่งปศุสัตว์จะส่งเนื้อไปให้บ้านตระกูลโม่จำนวนมาก อย่างน้อยก็ทุก ๆ สามหรือสี่วัน รวมถึงซี่โครงชั้นดีสำหรับเด็ก ๆ
แล้วเขาจะไม่ได้กินซี่โครงมานานแล้วได้อย่างไร?
ทว่าพวกเขามีเื่มากมายที่ต้องจัดการ โม่หงเชินจึงวางเื่นี้ไว้ก่อน “ไปกันเถอะ”
โม่หงเชินเพิ่งจะออกเดินทางได้ไม่นาน หญิงชาวบ้านกลุ่มหนึ่งก็มาถึงพร้อมกับอาสะใภ้ห้า พวกนางส่งเสียงโวยวายและเรียกร้องให้โม่หงเชินออกมาจัดการปัญหา
อาเซ่าเดินออกมาพลางขมวดคิ้ว “เอะอะโวยวายอะไรกัน? เอากล่องข้าวมาส่งก็ไม่น่าจะต้องส่งเสียงดังเจี๊ยวจ้าวเช่นนี้ ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”
หญิงชาวบ้านที่กล้าหาญคนหนึ่งก้าวไปข้างหน้า “อาเซ่า ท่านเองหรือ? อาเชินอยู่ไหม? พวกเรามาที่นี่เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากเขา”
“เขากำลังยุ่ง ไม่อยู่หรอก อีกอย่าง...ที่นี่ไม่ใช่ศาล เ้าจะมาหาความยุติธรรมอะไรที่นี่? หากคิดจะก่อเื่ละก็ ไปหาหัวหน้าหมู่บ้านนู่น”
ผู้หญิงคนนั้นรีบโต้แย้ง “ไม่ใช่ ไม่ใช่แบบนั้น นี่เป็เื่เกี่ยวกับภรรยาใหม่ของอาเชิน นางรังแกคนอื่น!”
จากนั้นทุกคนก็เล่าเื่ราวที่เกิดขึ้นในมุมมองของตนเอง กล่าวหาว่า ซ่งจินเหยาโหดร้ายเพียงใด นางทำร้ายเด็ก ๆ ยังไง และยังทำร้ายอาสะใภ้ห้าผู้มีจิตใจดีที่พยายามปกป้องพวกเขาจนได้รับาเ็อีกด้วย
แน่นอนว่าหลังจากได้ยินเช่นนี้ คนงานในทุ่งปศุสัตว์ต่างก็รู้สึกไม่พอใจ ร่วมกันกล่าวโทษว่าซ่งจินเหยาทำเกินไปจริง ๆ
อาสะใภ้ห้าเช็ดน้ำตาแล้วโบกมือปฏิเสธ “ลำพังตัวข้าน่ะไม่เท่าไรหรอก แต่ข้าเป็ห่วงเด็ก ๆ หากนางเป็คนมีเหตุมีผล อาเชินก็น่าจะคุยกับนางดี ๆ และคลี่คลายเื่ทุกอย่างได้”
ผู้หญิงคนหนึ่งที่อยู่ข้าง ๆ แผดเสียง “นางมาอยู่ได้แค่ไม่กี่วันก็ทุบตีท่านแล้ว นางจะไปมีเหตุมีผลได้อย่างไร? แม้ว่านางจะดูเหมือนคนว่านอนสอนง่าย แต่ก็แค่่แรก ๆ เท่านั้นล่ะ ถ้าถามข้านะ ข้าบอกได้เลยว่านางต้องมีภูมิหลังที่ไม่ธรรมดาแน่ ผู้หญิงแบบนี้จะนำมาซึ่งหายนะ อาเซ่า แม้ว่าอาเชินจะไม่อยู่ แต่เพื่อเด็ก ๆ แล้ว ท่านก็ควรทำอะไรสักอย่างไม่ใช่หรือ?”
.
.
.