ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 360 : ความลับแก่นสุสานบรรพกาล

จารึกที่ 360 : ล้วงความลับแก่นสุสานบรรพกาล


ความมืดมิดของสุสานเผ่าเซียนโบราณดูราวกับจะเป็นผืนผ้าใบที่ไร้จุดสิ้นสุด ปราศจากแสงสว่างที่จะคอยบอกความเปลี่ยนแปลง ปราศจากความอบอุ่นใดที่จะคอยปลอบประโลมวิญญาณ ท่ามกลางห้วงอากาศธาตุที่หนาวเหน็บ ป้อมปราการหมื่นอักขระขนาดยักษ์ลอยนิ่งอยู่ประดุจเกาะร้างที่ตายแล้ว ปราศจากคลื่นความถี่ของพลังปราณ ปราศจากแสงเรืองรองของค่ายกลพิทักษ์


ภายในลานกว้างหน้าตำหนักประธาน สหายทั้งหกกำลังยืนล้อมรอบโต๊ะศิลาที่ถูกกางออกเป็นแผนที่โครงสร้างของก้อนอุกกาบาต แสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวในบริเวณนี้มาจากดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเฟิงหลิงเอ๋อร์ ที่กำลังฉายภาพสามมิติจากเนตรดาราลงบนพื้นโต๊ะ


"เป้าลวงที่เราดีดออกไป ดึงดูดความสนใจของปรมาจารย์ค่ายกลผู้นั้นให้ออกห่างจากพิกัดของพวกเราไปไกลกว่าสองหมื่นลี้แล้ว" เฟิงหลิงเอ๋อร์รายงาน น้ำเสียงของนางแผ่วเบาเพื่อไม่ให้เกิดการกระเพื่อมของอากาศมากเกินความจำเป็น "ทว่า ปัญหาคือพิกัดของ 'ศิลาจิตบรรพกาล' ที่เราต้องการ มันอยู่ห่างจากเราไปทางทิศตะวันตกอีกเจ็ดพันลี้ หากเราเดินเครื่องเตาหลอมดาราเพื่อขับเคลื่อนเกาะ แรงสั่นสะเทือนจะสร้างรอยบุ๋มบนโครงข่ายมิติ ปราชญ์ไร้เงาผู้นั้นต้องรู้ตัวทันทีว่ากำลังตามก้อนหินเปล่าๆ อยู่"


ฉินมู่หลางขมวดคิ้ว มือลูบด้ามกระบี่หยกเย็นอย่างเคยชิน "หากขยับไม่ได้ แล้วเราจะไปเอาศิลาจิตมาได้อย่างไร? จะให้ข้าเหาะไปเอามาหรือ? ลำพังกำลังของคน ไม่สามารถแบกศิลาจิตที่มีความหนาแน่นสูงกลับมาได้หรอกนะ"


"เราจะไม่เปิดเครื่องยนต์ และเราจะไม่เหาะไปขอรับ พี่มู่หลาง" อาเจียเอ่ยขึ้น ชายหนุ่มนั่งอยู่บนเก้าอี้ศิลา แขนขวาที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมสีครามวางพาดอยู่บนที่พักแขน ซึ่งถูกสลักด้วยอักขระรับน้ำหนักเอาไว้อย่างหนาแน่นเพื่อไม่ให้เก้าอี้พังทลาย "เกาะลอยฟ้าแห่งนี้มีมวลธาตุที่หนักเกินกว่าจะขับเคลื่อนโดยไม่สร้างร่องรอย... หากเราใช้พลังผลักดันจากภายใน ทว่า หากเราใช้การ 'ดึง' จากภายนอกล่ะ?"


"ดึงจากภายนอก?" เฟิงอี้หรานเลิกคิ้ว


อาเจียหยิบพู่กันนิรันดร์ด้วยมือซ้าย ตวัดวาดเส้นสายสีเทาเงินยวงลงบนภาพฉายของหลิงเอ๋อร์ ชี้ให้เห็นก้อนอุกกาบาตขนาดใหญ่หลายร้อยก้อนที่เรียงรายเป็นทางยาวมุ่งหน้าสู่แก่นสุสาน


"ปิงอวิ๋น... เถาวัลย์พฤกษาของเจ้า เมื่อผสานกับเมล็ดพันธุ์ศิลา มีความเหนียวรั้งเทียบเท่ากับเอ็นของมังกรดินใช่หรือไม่?"


"หากข้าบีบอัดความชื้นออกจนหมด มันจะกลายเป็นสายเคเบิลที่ไม่มีวันขาด แม้แต่กระบี่ของพี่มู่หลางก็ต้องฟันถึงสามครั้งจึงจะเกิดรอย" เย่ปิงอวิ๋นตอบอย่างมั่นใจ


"ดีมาก" อาเจียพยักหน้า "ข้าจะจารึก 'อักขระยึดเกาะ' ไว้ที่ปลายเถาวัลย์ของเจ้า จากนั้น เราจะยิงเถาวัลย์เหล่านี้ออกไปฝังรากลงในก้อนอุกกาบาตที่อยู่รอบๆ เกาะ... แล้วใช้ 'รอกฟันเฟือง' ที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังกายของพวกเราและหุ่นกลศิลาร้อยตัวที่เพิ่งสร้างเสร็จ ดึงเกาะลอยฟ้าให้เคลื่อนที่ไปตามเส้นทางของอุกกาบาต... ประดุจแมงมุมที่ชักใยดึงตัวเองไปตามกิ่งไม้!"


แผนการของอาเจียทำให้สหายทั้งสี่ถึงกับสูดลมหายใจลึก การใช้เกาะลอยฟ้าขนาดยักษ์ไต่ไปตามก้อนหินในอวกาศด้วยกลวิธานทางกายภาพล้วนๆ เป็นแนวคิดที่ดิบเถื่อนและสวนทางกับวิถีของผู้บำเพ็ญเพียรอย่างสิ้นเชิง ทว่าในสถานการณ์ที่ห้ามปลดปล่อยคลื่นปราณ นี่คือวิธีที่สมบูรณ์แบบที่สุดในการหลบหลีกสายตาของการตรวจสอบทางมิติ


"เข้าใจคิดนัก..." มู่เฉินลูบเครายาว "การดึงด้วยรอกและสายสลิง จะไม่สร้างความร้อนและไม่แผ่กระจายคลื่นความถี่ มันเป็นเพียงการเคลื่อนที่ของมวลธาตุที่กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อมเดิมของสุสานแห่งนี้"


"เช่นนั้นก็เริ่มลงมือเถอะ! ข้าไม่อยากรอให้ตาแก่วิหารเทพนั่นรู้ตัวหรอกนะ" เฟิงอี้หรานกระตือรือร้น


การจัดเตรียม 'โครงข่ายใยแมงมุม' เริ่มต้นขึ้นอย่างเงียบเชียบ เย่ปิงอวิ๋นรีดเค้นปราณพฤกษาถักทอเถาวัลย์ศิลาขนาดเท่าลำต้นสนนับสิบเส้น อาเจียใช้มือซ้ายตวัดพู่กันจารึกอักขระ 'ฝังรากลึก' ลงบนปลายแหลมของเถาวัลย์เหล่านั้น


เมื่อพร้อมสรรพ หุ่นกลศิลาทั้งร้อยตัวที่ไร้เจตจำนงแต่เต็มเปี่ยมด้วยกำลังกาย ถูกนำมาจัดเรียงประจำแท่นรอกขนาดยักษ์ที่ริมเกาะ


"ยิงได้!" อาเจียออกคำสั่งผ่านกระแสจิต


*ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!*


เถาวัลย์ศิลาทั้งสิบเส้นถูกกลไกหน้าไม้สปริงดีดออกไป พุ่งทะลุความมืดมิดเข้าปักทะลุเนื้อหินของก้อนอุกกาบาตขนาดยักษ์ที่อยู่ห่างออกไปหลายร้อยจั้ง อักขระที่ปลายเถาวัลย์ทำงานทันที มันขยายตัวและฝังรากล็อกเข้ากับมวลธาตุของอุกกาบาตอย่างแน่นหนา


"ดึง!"


หุ่นกลศิลาร้อยตัวพร้อมใจกันออกแรงหมุนกว้านรอก เถาวัลย์ศิลาตึงเปรี๊ยะ ป้อมปราการหมื่นอักขระเริ่มขยับตัวไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ไร้ซึ่งเสียงคำรามของเครื่องยนต์ ไร้ซึ่งแสงสว่างของค่ายกล มีเพียงเสียงเอี๊ยดอ๊าดของรอกไม้ที่ถูกกดทับด้วยน้ำหนักมหาศาล การเคลื่อนที่แบบแมงมุมยักษ์นี้เชื่องช้า ทว่าเงียบงันและปราศจากร่องรอยอย่างแท้จริง


การเดินทางด้วยวิธีนี้กินเวลานานเท่าใดไม่อาจทราบได้ พวกเขาทำซ้ำกระบวนการ ยิงเถาวัลย์ ดึงเกาะ ปลดเถาวัลย์ แล้วยิงใหม่ สลับไปมาจนกระทั่งอุกกาบาตเบื้องหน้าเริ่มเบาบางลง เผยให้เห็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ใจกลางสุสานเผ่าเซียนโบราณ


"หยุดการดึงก่อน..." เฟิงหลิงเอ๋อร์ยกมือขึ้นเป็นสัญญาณ ดวงตาของนางหรี่ลงเพ่งมองไปเบื้องหน้า "เรามาถึง 'เขตรอยร้าวความกดดัน' แล้ว... เบื้องหน้าของเราคือแก่นสุสานบรรพกาล โครงสร้างของมิติที่นี่... มันวิปริตเกินไป"


ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคน คือหลุมบ่อขนาดมหึมาที่เกิดจากการบิดตัวของมวลอากาศธาตุ มันไม่ได้เป็นสีดำมืด ทว่ามันคือห้วงพายุที่ประกอบขึ้นจากเศษโลหะ เศษหิน และโครงกระดูกของอสูรบรรพกาลที่ถูกบดขยี้จนละเอียด หมุนวนเป็นเกลียวคลื่นด้วยความเร็วที่ไม่อาจประเมินได้


และที่ใจกลางของพายุความบีบอัดนั้น... มีคริสตัลสีขาวขุ่นขนาดเท่ากำปั้นมนุษย์นับร้อยก้อน ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางความปั่นป่วน พวกมันไม่ถูกบดขยี้ ไม่ถูกพัดพา ทว่าลอยนิ่งอยู่อย่างท้าทายกฎแห่งแรงโน้มถ่วง


"ศิลาจิตบรรพกาล..." อาเจียพึมพำ ดวงตาทอประกายความปรารถนา "พวกมันคือแก่นของดวงดาวที่สามารถกักเก็บและประมวลผลข้อมูลโครงข่ายได้... แต่การจะเอื้อมมือฝ่าพายุมวลธาตุนั้นเข้าไปหยิบมันมา ไม่ใช่เรื่องง่าย"


"มิติตรงนั้นบิดเบี้ยวจนซ้อนทับกันเป็นฟันเลื่อย" หลินชิงเสวี่ยวิเคราะห์ด้วยความเคร่งเครียด "หากเราเดินเรือเข้าไปใกล้กว่านี้ แรงเหวี่ยงของพายุจะกระชากเกาะของเราจนฉีกขาด หากเราใช้พลังปราณแทรกเข้าไป มันจะถูกความกดดันนั้นตีกลับมาทำลายเส้นชีพจรของผู้ใช้ทันที"


ฉินมู่หลางชักกระบี่หยกเย็นออกครึ่งฝัก ลองปลดปล่อยรังสีอำมหิตพุ่งเข้าไปในพายุ ทันทีที่คลื่นกระบี่ปะทะกับขอบเขตพายุ มันกลับถูกบิดให้โค้งงอและสลายตัวกลายเป็นเพียงละอองเย็นเยียบ ไร้ซึ่งพลังทำลายล้างใดๆ


"กระทั่งวิถีกระบี่ที่เป็นเส้นตรงที่สุด ยังถูกบิดเบือน... พายุนี่ไม่ต่างอะไรกับเครื่องบดเนื้อที่สร้างจากมิติ" ยอดกระบี่หนุ่มส่ายศีรษะ


อาเจียยืนนิ่งวิเคราะห์สถานการณ์ ชายหนุ่มหลับตาลง คำนวณความเร็วในการหมุน ทิศทางของแรงลม และน้ำหนักของมวลธาตุที่กระแทกกันอยู่ภายใน


"การใช้ปราณหรือเจตจำนงที่เป็นนามธรรม ไม่อาจเจาะทะลุกำแพงทางกายภาพที่หนาแน่นระดับนี้ได้..." อาเจียลืมตาขึ้น ชายหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นปลดตะขอเสื้อคลุม ทิ้งอาภรณ์สีครามลงบนพื้น เผยให้เห็นท่อนบนที่เต็มไปด้วยบาดแผล และท่อนแขนขวาที่สลักลวดลายอักขระปฐมกาลสีเทาเงินยวง


"ในเมื่อมันเป็นความบ้าคลั่งทางกายภาพ... ก็ต้องสยบด้วยความหนักอึ้งทางกายภาพ!"


อาเจียก้าวเดินไปที่ริมขอบเกาะลอยฟ้า "ชิงเสวี่ย! ปิงอวิ๋น! ข้าต้องการให้พวกเจ้าประสานงานกัน สร้างช่องว่างรูปท่อขนาดเล็กที่สุด ทะลวงผ่านพายุนั้นไปให้ถึงจุดที่ศิลาจิตรอยอยู่!"


"แต่แรงหมุนของพายุมันจะตัดเถาวัลย์และมิติของพวกข้าขาดในพริบตาเลยนะ!" เย่ปิงอวิ๋นแย้ง


"มันจะขาด หากน้ำหนักของเถาวัลย์นั้นเบากว่าแรงลม" อาเจียแย้มยิ้มเด็ดขาด ชายหนุ่มยกแขนขวาขึ้น "ทว่า... หากพวกเจ้าเอาเถาวัลย์และมิติ มาผูกติดกับแขนขวาของข้า... มวลธาตุปฐมกาลในแขนข้างนี้ จะทำหน้าที่เป็น 'สมอถ่วงน้ำหนัก' ที่ไม่มีพายุใดในโลกสามารถพัดให้ปลิวได้!"


"เจ้าจะบ้าหรือ!" เฟิงอี้หรานเบิกตากว้าง "น้ำหนักของแขนเจ้าน่ะมันบีบอัดกระดูกสันหลังเจ้าจนแทบจะหักอยู่แล้ว หากเจ้าต้องไปรับแรงดึงจากพายุนั่นอีก ข้อต่อหัวไหล่เจ้าได้หลุดกระจุยแน่!"


"ข้าได้จารึกอักขระกระจายแรงไว้ที่หลังของข้าแล้ว... มันทนได้" อาเจียตอบเสียงแข็ง "เริ่มลงมือเถอะ! นี่คือทางเดียวที่เราจะได้แกนกลางของกองทัพมา!"


เมื่อเห็นความเด็ดเดี่ยวของอาเจีย สหายทุกคนก็ไม่อาจทัดทาน เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยประสานมุทราอย่างรวดเร็ว เถาวัลย์ศิลาที่ถูกหุ้มด้วยมิติพับซ้อน พุ่งเข้ามาพันธนาการรอบท่อนแขนขวาของอาเจียอย่างแน่นหนา


"เตรียมตัวรับแรงกระแทก!" อาเจียแผดเสียง ชายหนุ่มจิกปลายเท้าลงบนพื้นศิลาของเกาะ ย่อเข่าลงเพื่อสร้างจุดศูนย์ถ่วง เขายื่นแขนขวาออกไปเบื้องหน้า ชี้ตรงไปยังใจกลางพายุ


"บัญชาอักขระ: ทะลวงมิติ!"


หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นปลดปล่อยพลังถึงขีดสุด เถาวัลย์ที่ผูกติดกับแขนของอาเจียพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้า พุ่งเข้าเสียบทะลุกำแพงพายุมวลธาตุที่บ้าคลั่ง!


*ครึกกกกกก! เปรี้ยง!*


ทันทีที่เถาวัลย์สัมผัสกับพายุ แรงเหวี่ยงมหาศาลที่สามารถบดขยี้ขุนเขาก็กระชากมันอย่างรุนแรง! แรงกระชากนั้นส่งผ่านเถาวัลย์กลับมายังแขนขวาของอาเจียโดยตรง!


"อั้ก!" อาเจียกัดฟันจนเลือดไหลซึมจากเหงือก กระดูกแขนและหัวไหล่ของเขาส่งเสียงลั่นกราว อักขระกระจายแรงบนแผ่นหลังเปล่งแสงสีเทาสว่างจ้า ทำหน้าที่ถ่ายเทแรงกระชากลงสู่พื้นเกาะ ผืนแผ่นดินบริเวณที่เขายืนอยู่ปริแตกและยุบตัวลงไปถึงสามชุ่น!


"แรงต้านมหาศาลมาก! แต่เถาวัลย์ไม่ขาด!" เย่ปิงอวิ๋นตะโกนด้วยความตื่นเต้น เหงื่อท่วมใบหน้า


"มวลธาตุปฐมกาลในแขนของเจ้า... ทำหน้าที่เป็นสมอเรือที่ยึดโครงสร้างมิติไว้ได้จริงๆ!" หลินชิงเสวี่ยเร่งควบคุมทิศทาง "อีกสิบจั้ง จะถึงกลุ่มศิลาจิตแล้ว!"


อาเจียฝืนทนความเจ็บปวดที่ราวกับร่างถูกฉีกเป็นสองซีก แขนขวาของเขาสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ทว่าเขาไม่ยอมคลายกล้ามเนื้อ เส้นสายอักขระสีเทาบนท่อนแขนเปล่งแสงวาบ บีบอัดมวลธาตุให้หนักอึ้งขึ้นไปอีก เพื่อต้านทานแรงบิดของพายุ


"ดึงมันเข้ามา..." อาเจียเค้นเสียงลอดไรฟัน


เถาวัลย์ศิลาที่แหวกพายุเข้าไปถึงแกนกลาง แตกกิ่งก้านออกประดุจมือที่มองไม่เห็น มันตวัดเกี่ยวรัดก้อน 'ศิลาจิตบรรพกาล' สีขาวขุ่นกว่าร้อยก้อนเอาไว้แน่น


"ได้แล้ว! ดึงกลับ!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ส่งสัญญาณ


เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยรีบดึงเถาวัลย์กลับมาอย่างรวดเร็ว ทว่าในวินาทีที่ศิลาจิตถูกเคลื่อนย้ายออกจากแกนกลาง สมดุลของพายุมวลธาตุก็เสียไปทันที! พายุที่เคยหมุนอย่างมีระเบียบ พลันเกิดอาการปั่นป่วนและระเบิดออกด้านนอก!


"พายุกำลังจะแตก! แรงกระแทกกำลังจะพุ่งชนเกาะ!" มู่เฉินร้องเตือน


"พี่มู่หลาง! อี้หราน!" อาเจียตะโกนสั่งการ


ฉินมู่หลางไม่รอช้า เขาทะยานร่างไปยืนเบื้องหน้าอาเจีย ชักกระบี่ออกครึ่งฝัก ปลอกกระบี่ศิลาดาราสร้างแรงดูดกลืนมหาศาล สูบซับเศษซากโลหะและหินที่กระเด็นออกมาจากพายุ ในขณะที่เฟิงอี้หรานปลดปล่อยกำแพงอัคคีบรรพกาล แผดเผามวลธาตุขนาดเล็กที่หลุดรอดมาให้กลายเป็นเถ้าธุลี ป้องกันไม่ให้มันพุ่งเข้าชนเกาะลอยฟ้า


*ครืดดดด... ฟุ่บ!*


ในที่สุด เถาวัลย์ศิลาก็ถูกดึงกลับมาพ้นเขตพายุ พร้อมกับหอบเอาศิลาจิตบรรพกาลร้อยก้อนหล่นกลิ้งกระจัดกระจายอยู่บนลานศิลาของเกาะ!


อาเจียทรุดเข่าลงกับพื้น หอบหายใจอย่างรุนแรง แขนขวาของเขาห้อยตกลงข้างลำตัวอย่างหมดสภาพ อักขระกระจายแรงที่แผ่นหลังไหม้เกรียมจนเกิดควันกรุ่น


"เจ้าทำได้ อาเจีย!" เฟิงอี้หรานวิ่งเข้ามาพยุงสหาย "เราได้แกนกลางของกองทัพมาแล้ว!"


อาเจียมองดูศิลาจิตสีขาวขุ่นที่เปล่งแสงเรืองรอง รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏบนใบหน้าที่เหนื่อยล้า "ด้วยสิ่งเหล่านี้... กองทัพหุ่นกลศิลาของพวกเรา จะมิใช่เพียงหุ่นเชิดที่โง่เขลาอีกต่อไป ทว่าพวกมันจะมีโครงข่ายคำสั่งที่สามารถสอดประสานกันประดุจฟันเฟืองที่สมบูรณ์แบบ"


ทว่า ในขณะที่บรรยากาศแห่งความสำเร็จกำลังแผ่ซ่าน...


*วูบบบบ!*


เส้นชีพจรสีเทาเงินยวงที่แขนขวาของอาเจีย พลันเต้นกระตุกอย่างรุนแรงอีกครั้ง! คราวนี้มันมิใช่การสั่นพ้องของระยะไกล ทว่ามันคือการกระเพื่อมของกฎเกณฑ์ที่เข้ามาใกล้จนประชิดตัว!


เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่อยู่บนยอดหอคัมภีร์ เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางมองทะลุโครงสร้างของความว่างเปล่าเบื้องหลังเกาะลอยฟ้า


"อาเจีย! มีคนตามเรามา! มันไม่ได้ตามเป้าลวงไป!" ดรุณีน้อยตะโกนสุดเสียง "มิติเบื้องหลังเรากำลังถูก 'รื้อถอน' อย่างช้าๆ!"


อาเจียหรี่ตาลง กัดฟันยันกายลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มปัดมือของเฟิงอี้หรานออก เขาหันกลับไปมองความว่างเปล่าอันมืดมิดเบื้องหลังเกาะ


"มีผู้ใดบอกเจ้าหรือ ว่าข้าตามเป้าลวงของเจ้าไป ผู้บำเพ็ญเพียรไร้นาม"


น้ำเสียงที่ราบเรียบ ปราศจากคลื่นโทสะ ทว่าแฝงความทรงภูมิปัญญาอันกดดันจนอากาศธาตุหยุดนิ่ง ดังก้องมาจากความว่างเปล่านั้น


มิติที่มองไม่เห็น ค่อยๆ ปริแตกออกประดุจกระดาษที่ถูกฉีก ร่างของปรมาจารย์ค่ายกล จูเก่อหมิง ก้าวเดินออกมาจากรอยแยกนั้นอย่างสง่างาม ในมือซ้ายของเขา เข็มทิศสลายสัจธรรมยังคงหมุนวนอย่างเชื่องช้า


"การสร้างเป้าลวงที่มีมวลธาตุเท่ากับความจริง นับเป็นหมากที่แยบยล..." จูเก่อหมิงแย้มยิ้มบางเบา ดวงตาของบัณฑิตผู้รู้แจ้งมองตรงมาที่อาเจีย "ทว่า ตรรกะของเจ้ามีช่องโหว่อยู่หนึ่งประการ... เกาะที่ดับเครื่องยนต์ ย่อมไม่มีความร้อนแผ่ออกมา แต่เตาหลอมดาราที่เพิ่งหยุดทำงาน... มวลโลหะของมัน ย่อมต้องใช้เวลาในการเย็นตัวลง"


ปรมาจารย์ค่ายกลยกนิ้วขึ้นชี้ "เป้าลวงของเจ้าเย็นชืดเกินไป... ในขณะที่รอยบุ๋มมิติที่หยุดนิ่งตรงนี้ กลับแผ่รังสีอินฟราเรดของโลหะที่กำลังคลายความร้อนออกมาบางเบา... หมากกลลวงของเจ้า หลอกตาข้าได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น"


สหายทั้งสี่รีบชักอาวุธและกางค่ายกลเข้าล้อมรอบอาเจียทันที บรรยากาศแปรเปลี่ยนเป็นความตึงเครียดถึงขีดสุด พวกเขาเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่ได้ใช้กำลังเข้าข่ม ทว่าใช้ความรอบคอบและสติปัญญาที่เหนือกว่าในการฉีกกระชากม่านลวงตา!


อาเจียจ้องมองผู้มาเยือน ชายหนุ่มมิได้มีสีหน้าหวาดกลัว เขาค่อยๆ ยกแขนขวาที่หนักอึ้งขึ้นมา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และทะเยอทะยานที่คุ้นเคย กลับมาประทับบนใบหน้าอีกครั้ง


"การต้อนรับแขกผู้มีปัญญา ย่อมต้องใช้หมากกระดานที่คู่ควร..." อาเจียเอ่ยเสียงเยือกเย็น "ในเมื่อท่านปรมาจารย์มองทะลุความลวงตาได้... เช่นนั้น ข้าก็จะขอใช้ความจริงบดขยี้ตรรกะของท่านให้ดู!"


คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน

เทพยุทธ์ดาวตก

เทพยุทธ์ดาวตก

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
506K 928
เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

นิยาย แฟนตาซี
7.72M 2500
ยุทธเวทผลาญปีศาจ

ยุทธเวทผลาญปีศาจ

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
223K 810
ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

นิยาย แฟนตาซี
571K 2468
เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

เทพอสูรมังกร สยบสวรรค์

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
218K 196
[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

[อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
231K 405
เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

นิยาย แฟนตาซี
1K 34
ประชา : 2090 (จบแล้ว)

ประชา : 2090 (จบแล้ว)

นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
18K 258
หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
15.48M 4292
เลเวลอัพ

เลเวลอัพ

นิยาย เกมออนไลน์
738K 4984