วีรษุรุษแห่งมหานครไร้ตะวัน

    หมื่นลูกศรและดรุณีในสำนักคุ้มภัย

    ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!ศรเวทมนตร์นับพันพุ่งทะยานฉีกกระชากอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวแสบแก้วหู เพกรีชลงมือโหดเหี้ยมไม่เปิดโอกาสให้พิรุณได้หายใจ ชายหนุ่มผิวทองแดงกัดฟันกรอด เรียกพลังปราณดาบไร้ลักษณ์ขั้นสุดยอดออกมาจนเกิดเป็นออร่าสีเงินระยิบระยับรอบตัว เขัตวัดกระบี่ตัดผ่าลูกธนูแสงขาดเป็นสองท่อนเพื่อป้องกันตนเองทว่าพลังของหนึ่งใน 4 ราชานั้นเหนือล้ำเกินไป บาดแผลสะสมจากการลอบเร้นทำให้ความเร็วของพิรุณลดลง ศรแสงดอกหนึ่งพุ่งทะลวงตัดผ่านไหล่ซ้ายจนกระดูกแทบแตก อีกดอกปักเข้าที่ท้องอย่างจัง เลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นเปรอะเสื้อคลุม ผิวสีทองแดงบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด พิรุณรู้ดีว่าหากสู้ต่อเขาต้องตายแน่ ชายหนุ่มสะบัดปราณดาบเฮือกสุดท้ายทำลายผนังหินของคฤหาสน์จนพังทลาย แล้วทิ้งร่างดิ่งลงสู่เหวลึกเบื้องล่างที่มืดมิด หนีรอดมาได้อย่างสะบักสะบอมและยากลำบากแสนสาหัสแรงกระแทกจากการตกจากที่สูงรวมถึงการบาดเจ็บเจียนตายทำให้ระบบรับรู้ของพิรุณพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง สมองของเขาขาวโพลนด้วยความเจ็บปวดจนสูญเสียความทรงจำไปทั้งหมด ชายหนุ่มจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง หรือวิชาต่อสู้ใดๆ ร่างที่ชุ่มไปด้วยเลือดไหลไปตามลำธารใต้ดินอันหนาวเหน็บอย่างไร้จุดหมาย จนกระทั่งร่างของเขามาเกยตื้นอยู่ ณ มุมมืดอันเงียบสงบแห่งหนึ่งสถานที่ที่ร่างของพิรุณมาเกยตื้นคือ ‘สระดารารายส่องแสง’ (หรือที่ชาวเมืองเรียกอีกชื่อว่า ‘สระพันประทีปส่องประกาย’) สระน้ำแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่อและงดงามที่สุดในเมืองไร้ตะวัน น้ำในสระใสบริสุทธิ์และมีคุณสมบัติพิเศษในการสะท้อนแสง วิถีชีวิตของชาวเมืองที่นี่แปลกประหลาดนัก ผู้คนไม่ได้ตื่นตามดวงอาทิตย์เพราะไม่มีอยู่จริง แต่ใช้ชีวิตตามจังหวะการเรืองแสงของศิลาดารารายบนเพดานถ้ำชาวเมืองชั้นสูงมักจะมาพักผ่อนที่สระน้ำแห่งนี้ ซึ่งมีความพิเศษคือ เมื่อมีคนจุดเทียนไขเวทมนตร์ตั้งไว้รอบสระ น้ำในสระจะสะท้อนแสงเทียนเหล่านั้นจนแตกตัวออกเป็นประกายระยิบระยับนับหมื่นพันดวงสะท้อนขึ้นไปบนผนังถ้ำ ราวกับท้องฟ้าจำลองอันงดงาม ทว่าในทางกลับกัน วิถีชีวิตของคนชั้นล่างกลับยากลำบากแสนสาหัส ต้องทำงานงมหาแร่ในน้ำเย็นจัดและรับจ้างแบกหามท่ามกลางความมืดมิดเพื่อหาเลี้ยงชีพไปวันๆ“คุณหนูระวังลื่นตรงโขดหินนะคะ” เสียงหวานใสของ ‘วารี’ ดังขึ้น ดรุณีน้อยผู้นี้มีนัยน์ตากลมโตเป็นประกาย และรอยยิ้มที่สดใสราวกับดอกไม้แย้มบานท่ามกลางความมืด ทว่าชีวิตของเธอกลับยากเข็นแสนเข็ญ วารีเป็นเพียงสาวใช้ตัวเล็กๆ ในสำนักคุมภัย ‘หิมะพันลี้’ หนึ่งในสามสำนักคุมภัยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเมือง ซึ่งคอยคานอำนาจอยู่กับสำนัก ‘อาชารุ่งเรือง’ และสำนัก ‘ปีกค้างคาว’วันนี้วารีต้องเดินตามรับใช้คุณหนูใหญ่ของสำนักที่มาเที่ยวชมสระดารารายส่องแสง ขณะที่เธอกำลังก้มเก็บสิ่งของในมุมมืดเล็กๆ ใต้ชะง่อนหินห่างไกลผู้คน สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างของชายหนุ่มผิวทองแดงนอนหมดสติอยู่ บาดแผลฉกรรจ์ตามตัวของเขาน่ากลัวมากจนเธอต้องเอามืออุดปากเพื่อไม่ให้ส่งเสียงร้อง“คุณพระช่วย! บาดเจ็บหนักขนาดนี้เลยหรือเนี่ย” วารีใจเสีย ทว่าด้วยความมีน้ำใจอันบริสุทธิ์และขี้สงสาร เธอยอมเสี่ยงชีวิตรีบเข้าไปตรวจชีพจร เมื่อเห็นว่าเขายังคงหายใจรินรี่ เธอจึงตัดสินใจแอบพยุงร่างของชายหนุ่มลึกลับขึ้นรถม้าขนของเก่าอย่างเงียบเชียบ และพากลับมารักษาตัวที่ห้องพักซอมซ่อของเธอในสำนักคุมภัยหิมะพันลี้ โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้พิรุณฟื้นขึ้นมาในอีกไม่กี่วันต่อมาภายในห้องพักรูหนูอันหนาวเหน็บและคับแคบ ดวงตาคู่คมปลาบที่เคยดุดันและเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน บัดนี้กลับดูว่างเปล่าและใสซื่อ ชายหนุ่มสูญเสียความทรงจำไปจนหมดสิ้น เขากลายเป็นคนซื่อๆ ที่ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของตัวเอง ไม่รู้วิธีการพูดจาฉะฉาน หรือวิธีใช้ปราณดาบอันทรงพลัง เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้ผุๆ ราวกับเด็กทารกที่เพิ่งลืมตาดูโลกอันมืดมิดใบนี้ด้วยความสับสนวารี สาวใช้ตัวเล็กๆ ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดที่มีเพื่อดูแลเขาอย่างสุดความสามารถ เงินเดือนอันน้อยนิดจากการเป็นสาวใช้ไม่พอซื้อยารักษากระดูกและบาดแผลฉกรรจ์รอบตัวของพิรุณ ดรุณีน้อยจึงต้องตื่นตั้งแต่ก่อนแสงศิลาดารารายจะสว่าง ออกไปรับจ้างล้างจานในเหลาดอกไม้ แบกฟืนหนักๆ จนมือไม้แตกยับและพุพอง เธอยอมอดข้าวของตัวเอง นำเงินทุกตำลึงที่หามาได้ด้วยหยาดเหงื่อไปแลกกับสมุนไพรราคาแพงมาต้มให้ชายหนุ่มดื่มด้วยความเต็มใจและรอยยิ้ม“กินยานี่หน่อยนะ... รสชาติอาจจะขมหน่อย แต่จะช่วยให้เจ้าหายดี เจ็บตรงไหนบอกข้านะ” วารีเป่าถ้วยยาร้อนๆ พร้อมส่งรอยยิ้มสดใสอันอบอุ่นให้พิรุณ ชายหนุ่มซื่อผู้ไร้นามทำได้เพียงพยักหน้าเบาๆ และมองเธอด้วยแววตาซาบซึ้งใจลึกซึ้ง ความอบอุ่นที่วารีมอบให้คือสิ่งเดียวที่เขารับรู้ได้ในโลกที่มืดมิดนี้