ตอนที่ 36
ลึกล้ำถัดจากห้องปฏิบัติการอันโสมม สู่ใจกลางมหาโถงอันมืดมิดของปราสาทน็อกเทิร์น
ก้อนเนื้อหัวใจสีชาดที่สั่นระรัวเป็นจังหวะหนักหน่วง พลันถักทอข่ายใยประสาทและมวลกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ด้วยท่วงทำนองอันวิปริต หมิ่นแคลนต่อกฎเกณฑ์แห่งการแตกดับ
มวลโลหิตควบแน่นเข้าด้วยกันอย่างบ้าคลั่งภายใต้เงาอันธการ หล่อหลอมจนกลายเป็นเรือนกายที่สมบูรณ์สง่างามดังเช่นกาลก่อน
เรือนผมสีเงินยวงสยายยาวทอดตัวถึงกลางหลัง ขับเน้นให้ดวงเนตรสีเพลิงวาวโรจน์ด้วยอำนาจลึกลับ พร้อมด้วยเขี้ยววาววับอันเป็นเอกลักษณ์ของราชาแวมไพร์ที่กลับมาปรากฏชัดเจนอีกครั้ง
“อาณาเขตของข้า ยังคงตอบรับเจตจำนงได้ดีมิเปลี่ยน” เซเวียร์พึมพำด้วยน้ำเสียงทระนง
น็อกเทิร์นหาใช่เพียงที่พำนัก ทว่าคือรากเหง้าแห่งมนตราและขุมพลังอันมหาศาล ความลี้ลับที่สถิตอยู่ภายใต้กำแพงศิลานี้เองคือผู้ค้ำจุนความเป็นนิรันดร์
“เส้นทางเร้นลับที่มีเพียงข้าผู้เป็นเจ้านายเท่านั้นที่ล่วงรู้…ในที่สุดมันก็นำพาข้ากลับมาสู่เบื้องลึกของปราสาทแห่งนี้”
เซเวียร์ก้าวย่างอย่างแช่มช้าไปตามผืนหินที่เย็นเยียบ สัมผัสถึงแรงสั่นสะเทือนของมนตราดั้งเดิมที่เริ่มขานรับต่อฝีเท้าของเจ้านายที่หายไปนาน
มหาโถงน็อกเทิร์นแห่งนี้ คืออนุสรณ์สถานแห่งความรุ่งโรจน์ที่อาบไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย
ผนังศิลาสีนิล…เถาวัลย์หนามพาดระโยงระยางไปตามเสาหินขนาดมหึมา เพดานสูงลิ่วจนความมืดมิดกลืนกินแสงสว่างไปจนสิ้น ทิ้งไว้เพียงเงาอันธการที่ทอดตัวลงมาอย่างน่าเกรงขาม
บรรยากาศภายในโถงแห่งนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งที่ชวนขนลุก แม้จะดูโอ่อ่าอลังการประหนึ่งวิหารเทพเจ้า ทว่ากลับถูกปกคลุมด้วยความวังเวงสยดสยองประหนึ่งสุสานโบราณที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต
เสียงลมหวีดหวิวที่เล็ดลอดผ่านรอยแตกของปราสาท แว่วมาประหนึ่งเสียงกระซิบของดวงวิญญาณที่สาบสูญ ท่ามกลางความอลังการที่เงียบงัน มีเพียงเสียงฝีเท้าของจอมราชันที่เพิ่งฟื้นตื่นเท่านั้น ดังกึกก้องไปทั่วห้องโถงที่รกร้างแห่งนี้
จอมมารอมตะเงยพักตร์ขึ้นจ้องเขม็งไปยังบัลลังก์ศิลาที่ตั้งตระหง่านอยู่บนจุดสูงสุด อาสน์ที่เขาเคยประทับและครอบครองมานานกว่าสามร้อยปีบัดนี้กลับมิได้ว่างเปล่าอย่างที่คิด
ท่ามกลางแสงเรืองรองสีโลหิตที่อาบไล้มาจากฐานอาสน์ศิลา เงาร่างทมิฬที่สถิตอยู่เบื้องบนนั้นนิ่งงันประหนึ่งรูปสลักศิลา ทว่ากลิ่นอายแห่งจิตสังหารที่แผ่ออกมากลับเข้มข้น
“เจ้าสุนัขรับใช้ตัวไหนบังอาจเอาตูดโสโครกมาวางทับบัลลังก์ของข้า!!”
เซเวียร์แผดเสียงตวาดก้องไปทั่วโถงกว้าง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเดือดดาลและวางอำนาจ
ฝีเท้าหนักๆ ก้าวฉับมุ่งตรงไปยังบันไดศิลาอย่างไม่เกรงกลัว แม้ร่างกายจะยังคงเปลือยเปล่าไร้ซึ่งอาภรณ์แต่รัศมีอำนาจของเขากลับแผ่ซ่านออกมาจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว
“หากเจ้าอยากจะแอบอ้างตำแหน่งราชาแวมไพร์นัก ก็ก้าวลงมาสู้กับข้าให้ชนะเสียก่อน!! มิเช่นนั้นข้าจะบดขยี้เจ้าให้แหลกคาบัลลังก์นั่นเสีย!!”
ร่างที่เคยนั่งนิ่งสนิทพลันขยับไหวเล็กน้อย ทว่ากลับไร้ซึ่งคำโต้ตอบใดๆ มีเพียงเสียงเกราะโลหะที่กระทบกันดังกังวานเป็นจังหวะเย็นเยียบยามที่ลุกขึ้นยืนช้าๆ
ร่างนั้นก้าวย่างลงมาจากบันไดบัลลังก์อย่างมั่นคง ท่วงท่าการเดินนั้นเปี่ยมด้วยความสง่างามที่แฝงไปด้วยแรงกดดันมหาศาลประหนึ่งขุนพลจากอเวจี
เมื่อร่างนั้นเดินเข้ามาหยุดตรงหน้าเซเวียร์ จอมมารที่กำลังจะพล่ามคำด่าต่อ…ก็ต้องชะงักไปชั่วขณะ ภาพ ‘ราชานิกซ์’ ที่เขาจินตนาการไว้ว่าเป็นบุรุษดุร้ายผู้กระหายอำนาจ กลับพังทลายลงในพริบตา
เบื้องหน้าของเขาคืออัศวินสาวในชุดเกราะหนักสีนิลกาฬด้าน…ดูทะมึนทึนไร้ซึ่งประกาย ทว่ากลับส่งกลิ่นอายแห่งความตายออกมาอย่างชัดเจน
เกราะช่วงอกและเอวถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นสัดส่วนโค้งเว้าของสตรีเพศให้โดดเด่นอย่างน่ามอง ตัดกับช่วงล่างที่เป็นชุดกระโปรงอัศวินสีเข้มทิ้งตัวสยายที่ดูหนักอึ้งและงดงามในเวลาเดียวกัน
ใบหน้าที่แสนเย็นชาและขาวซีดประหนึ่งหิมะที่ไร้รอยเปื้อนถูกขับเน้นให้ดูโดดเด่น ด้วยเรือนผมสีบลอนด์หม่นซีดจนเกือบเป็นสีขาวนวล ซึ่งถูกรวบขึ้นเป็นมวยอย่างประณีตไว้ที่ด้านหลัง ทิ้งปอยผมบางส่วนลงมาคลอเคลียใบหน้าที่ไร้ความรู้สึก
นัยน์ตาคู่คมสีทองอำพันที่ดูหม่นแสง จ้องมองเซเวียร์ด้วยความลุ่มลึกและมั่นคง
“ที่แท้เจ้าก็เป็นสตรี…” นายแท้แห่งน็อกเทิร์นเลิกคิ้วขึ้นอย่างนึกสนุก ความประหลาดใจนั้นแฝงไปด้วยกระแสความตื่นเต้นที่ปลุกเร้าให้บางส่วนภายในกายพองโตขึ้นมาในทันที
ความงามของเธอหาใช่ความงามที่สดใส แต่เป็นความงามที่ร่วงโรยและเต็มไปด้วยความกดดัน ประหนึ่งราชินีที่ยอมสละสิ้นทุกสิ่งเพื่อแบกรับความมืดมิดเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว
ภายใต้ความกดดันที่แผ่ซ่านนั้น…บรรยากาศที่เคยตึงเครียดจนแทบระเบิดพลันหยุดชะงักลง เมื่ออัศวินสาวในชุดเกราะทมิฬมิได้ชักดาบหรือร่ายมนตราสวนกลับ
ทว่าเธอกลับขยับกายอย่างนิ่มนวล เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานก้องมหาโถง ก่อนที่ร่างเรียวสง่านั้นจะทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นศิลาอย่างหนักแน่น
ตึง!!
เธอโน้มศีรษะลงต่ำจนเกือบชิดพื้น ปอยผมสีบลอนด์หม่นสยายลงตามแรงโน้มถ่วง เป็นการแสดงความเคารพสูงสุดที่ขุนพลจะพึงมีต่อองค์ราชัน
“นิกซ์…ข้าน้อยผู้ต่ำต้อย ขอน้อมรับการกลับมาของสุริยันแห่งราตรีกาล”
น้ำเสียงของเธอมิได้สั่นเครือ ทว่ากลับเต็มไปด้วยความเทิดทูนที่ฝังลึกอยู่ในจิตวิญญาณ
“ตลอดหกสิบเจ็ดปี ที่ข้าเหลือรอดจากกองเพลิงแห่งสงครามกลาดล้างเผ่าพันธุ์…ข้ามิเคยมีวันใดที่มิคะนึงถึงกลิ่นอายโลหิตอันทรงอำนาจของท่าน องค์ราชาเซเวียร์”
เซเวียร์ชะงักไปเล็กน้อย แววตาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความพึงพอใจ
“หกสิบเจ็ดปีรึ…ที่แท้เจ้าก็เป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์แวมไพร์ที่เหลือรอดมาจากยุคสมัยของข้าสินะ ช่างเป็นสายเลือดที่เหนียวแน่นและภักดีจนน่าประทับใจเสียจริง”
เซเวียร์แค่นหัวเราะในลำคอ พลางก้าวย่างเข้าไปหาอัศวินสาวที่ยังคงหมอบราบอยู่
“เจ้าคงเหงาน่าดูที่ต้องนั่งเฝ้าเก้าอี้เย็นๆ นี่เพียงลำพัง แถมนังหนูนักวิจัยข้างนอกนั่นยังบังอาจใช้ปราสาทข้าเป็นห้องชำแหละสัตว์อีก”
เขายื่นมือไปเชยคางของนิกซ์ขึ้นมาอย่างจาบจ้วง บังคับให้ดวงตาสีทองอำพันคู่นั้นสบกับนัยน์ตาสีเลือดของตน
“แต่ความภักดีมันกินไม่ได้นิกซ์…และข้าก็ไม่ใช่ราชาที่ใจดีพอจะประทานรางวัลเป็นเพียงคำชมเสียด้วย”
สายตาของจอมราชันไล่สำรวจชุดเกราะทมิฬที่โอบรัดสัดส่วนอันไร้ที่ติของเธอ แววตากรุ้มกริ่มกลับมาทำหน้าที่ของมันอีกครั้ง
“เจ้าบอกว่ายอมน้อมรับข้าทุกอย่างใช่ไหม? ถ้าเช่นนั้น…จงพิสูจน์ความภักดีของเจ้าด้วยสิ่งที่ ‘เนื้อหนัง’ ของเจ้ามีเสียสิ เข้ามาเป็นหนึ่งในคอลเลกชันส่วนตัวของข้า และปรนนิบัติข้าให้สมกับที่ข้าต้องอดอยากมานานแสนนาน!!”
นิกซ์ไม่ได้มีท่าทีขัดขืนหรืออับอายแม้เพียงนิด แววตาสีทองของเธอกลับสั่นระริกด้วยความปิติประหนึ่งได้รับพรจากพระเจ้า
“หากนั่นคือพระประสงค์…ร่างกายและวิญญาณของนิกซ์ ก็เป็นของท่านมาตั้งแต่ต้นแล้วเพคะ”
สิ้นคำกล่าว มือเรียวที่สวมถุงมือโลหะก็เริ่มปลดพันธนาการที่หัวไหล่ เสียงตัวล็อกเกราะดัง คลิก!! ท่ามกลางความเงียบสงัดของมหาโถง ชิ้นส่วนเกราะไหล่ร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาส่งเสียงดังกังวาน
ตามมาด้วยเกราะอกที่ค่อยๆ ถูกคลายออก เผยให้เห็นผิวขาวซีดเนียนละเอียดที่ซ่อนอยู่ภายใต้อาภรณ์เหล็กกล้าที่ดูหนักอึ้ง
ความเย็นเยียบของมหาโถงดูจะพลันอุ่นซ่านขึ้นมาในพริบตา เมื่อกลิ่นอายความสาวและมนตราแวมไพร์โบราณเริ่มอบอวลออกมาจากกายของเธอ
เซเวียร์เลียริมฝีปาก พลางยืนกอดอกจ้องมองภาพการร่วงโรยของเกราะทมิฬตรงหน้าด้วยความกระหาย
“ดี…ถอดมันออกมาให้หมด อย่าให้เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวของเหล็กโสโครกที่ขวางกั้นระหว่างข้ากับเจ้า!!”
ชิ้นส่วนเกราะหนักที่เคยส่งกลิ่นอายแห่งความตายถูกถอดวางระเกะระกะอยู่บนพื้นศิลา ประหนึ่งซากศพของอดีตที่ถูกละทิ้ง
บัดนี้ร่างเรียวสง่าของนิกซ์เหลือเพียงชุดกระโปรงตัวในสีดำสนิทที่ทำจากผ้าเนื้อละเอียดพริ้วไหว มันเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนที่เคยถูกซ่อนไว้ภายใต้เหล็กกล้ามานานนับทศวรรษ
ท่ามกลางแสงสลัวของมหาโถงที่สะท้อนเงาของความวิปริต ปรากฏภาพของอัศวินสาวผู้สูงศักดิ์ที่เหลือเพียงอาภรณ์ชิ้นน้อยนิด กำลังปรนนิบัติอยู่ระหว่างขาของจอมมารผู้หิวกระหาย
นิกซ์ใช้อุ้งมือขวากุมประคองส่วนที่ไวต่อสัมผัสของเซเวียร์ไว้แผ่วเบา มือซ้ายกระชับแน่นที่โคนเนื้ออันหยิ่งผยอง ก่อนจะใช้ริมฝีปากที่เย็นเยือกเข้าโอบรับความมหาศาลนั้นเข้าไปในโพรงปากที่ชุ่มฉ่ำประหนึ่งการถวายความภักดี
“อา…นิกซ์ เจ้าช่างเป็นอัศวินที่ ‘ปรนนิบัติ’ ได้ยอดเยี่ยมนัก!!”
เซเวียร์แค่นหัวเราะในลำคออย่างผู้ชนะ ภายในนัยน์ตาสีเลือดทอดมองกลุ่มผมสีบลอนด์หม่นที่ไหวโยกไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวอันซื่อสัตย์
มือหนาเอื้อมลงไปขยำบ่ามนที่เปลือยเปล่าอย่างไร้สิ่งกีดขวาง สัมผัสอันอ่อนนุ่มของผิวเนื้อสตรีทำเอาโลหิตในกายจอมราชันสูบฉีดพล่านด้วยแรงอารมณ์ที่พุ่งสูงถึงขีดสุด
นิกซ์ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น เธอรับรู้ได้ถึง ‘ความโอหัง’ ที่ขยายตัวจนคับแน่นอยู่ในโพรงปาก ความร้อนรุ่มที่ถูกส่งผ่านมาทำให้ดวงตาสีทองอำพันของเธอเริ่มพร่ามัวไปด้วยแรงอารมณ์
แวมไพร์สาวเร่งจังหวะการจูบไล้ให้หนักหน่วงขึ้น ปลายลิ้นเรียวเกี่ยวกระหวัดวนรอบยอดส่วนปลายอย่างเชี่ยวชาญ สลับกับการดูดดึงที่ทำเอาแรงดันโลหิตของแวมไพร์หนุ่มสูงถึงขีดสุด
“อึก…พอแล้วนิกซ์”
เซเวียร์กระชากผมของเธอเบาๆ เพื่อให้ใบหน้าอันงดงามนั้นเงยขึ้นสบตา นัยน์ตาสีเลือดของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ฉ่ำปรือของนักรบผู้สยบยอม
“ข้าทนให้เจ้าใช้ปากทำเรื่องสนุกๆ นี่ต่อไปไม่ไหวแล้ว…ในเมื่อเจ้าถอดเกราะที่เกะกะออกไปหมด เหลือเพียงชุดกระโปรงบางๆ นี่ เจ้าก็ควรจะเตรียมตัวรับ ‘บทลงโทษ’ ที่รุนแรงกว่านี้เสีย!!”
จอมราชันหาได้รอคำตอบใดๆ มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของนิกซ์ ก่อนจะกระชากร่างเรียวสง่านั้นให้ลุกขึ้นยืนในพริบตา
เขาโน้มกายลงแหวกชุดกระโปรงสีนิลที่ขวางทางออกอย่างไม่ไยดี แล้วเริ่มต้นล่วงล้ำเข้าสู่ใจกลางความลี้ลับที่แสนเย้ายวนด้วยปลายลิ้นที่ตวัดระรัวและหนักแน่น
สัมผัสที่ร้อนแรงและฉับพลันทำให้นิกซ์ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ร่างกายที่เคยแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าบัดนี้กลับสั่นสะท้านด้วยความวาบหวามที่จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว
“อ้า~” เสียงหอบครางอย่างเสียกิริยาของราชาขัดตาทัพหลุดรอดออกมาอย่างมิอาจสะกดกั้น
“เจ้าคงไม่เคยถูกใครแตะต้องมาก่อนเลยสินะ…กลิ่นอายของเจ้าถึงได้หอมบริสุทธิ์เย้ายวนใจยิ่งนัก”
เซเวียร์เอ่ยชมด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า หลังจากใช้ความจัดจ้านรุกรานจนปากทางแห่งความลับเปียกชุ่มและเปิดอ้ารับการเติมเต็มอย่างเต็มที่
นิกซ์ส่ายหน้าไปมาเพียงเล็กน้อยแทนคำตอบที่คลุมเครือ จนไม่อาจเดาใจได้ว่าเธอกำลังบอกว่าไม่เคย…หรือเพียงไม่อยากเอ่ยถึงความจริงกันแน่
แต่สำหรับเซเวียร์แล้ว ปริศนาเหล่านั้นกลับยิ่งช่วยชูรสให้ความบริสุทธิ์ที่เขากำลังลิ้มรสดูหอมหวานยิ่งขึ้นไปอีก
เซเวียร์ช้อนอุ้มร่างที่สั่นระริกของนิกซ์ขึ้นด้วยวงแขนอันทรงพลัง เขาพาอัศวินสาวมาวางลงบนบัลลังก์ศิลาที่เย็นเยียบ ในท่วงท่าเอนกายที่แสนเปราะบาง
แสงเรืองรองสีโลหิตที่พวยพุ่งขึ้นมาจากฐานอาสน์ศิลาอาบไล้ไปตามสัดส่วนที่โค้งเว้าและผิวขาวซีดของเธอ จนดูงดงามประหนึ่งเครื่องเซ่นสังเวยที่ถูกจัดวางไว้เพื่อราชาเพียงผู้เดียว
ฝ่ามือหนาจับเรียวขาที่เนียนละเอียดทั้งสองข้างแยกออกกว้างอย่างจงใจ เผยให้เห็นจุดลี้ลับที่เปียกชุ่มและสั่นไหวจากการถูกชำแรกด้วยปลายลิ้นก่อนหน้า
จอมราชันก้าวเข้าไปยืนอยู่ระหว่างกลางของความเย้ายวนนั้น ก่อนจะค่อยๆ กดกายเคลื่อนที่เข้าหาความอ่อนนุ่มที่แสนจะคับแน่นอย่างแช่มช้าทว่าหนักแน่น
ทันทีที่ส่วนยอดอันร้อนระอุเริ่มแทรกซึมผ่านสัมผัสแรกเข้าไปสู่ส่วนลึก อัศวินทมิฬผู้เคยเยือกเย็นดุจน้ำแข็งกลับต้องแอ่นอกขึ้นสูดอากาศเข้าปอดจนตัวลอย
“อืมมม~”
ร่างกายของเธอบิดเกร็งก่อนจะเผลอส่งเสียงร้องครางยาวออกมาอย่างมิอาจสะกดกั้น นัยน์ตาสีทองอำพันเบิกกว้างและพร่ามัวไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความเสียวซ่าน
มันคือมวลความรู้สึกมหาศาลที่คุกคามเข้าสู่โสตประสาทอย่างรุนแรง ทั้งความอึดอัดที่เต็มตื้นและความซ่านสยิวที่โหมกระหน่ำพุ่งพล่านไปทั่วร่าง
“อา…ท่านเซเวียร์…”
เธอครางเรียกนามของเขาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่า ขณะที่ความยิ่งใหญ่ของจอมราชันกำลังฝังรากลึกลงในกายเพื่อประกาศชัยชนะเหนือบัลลังก์แห่งนี้อีกครั้ง
เซเวียร์ขับเคลื่อนกายตามจังหวะความกระหายที่โหมพัด เสียงกระทบของเนื้อหนังดังสะท้อนก้องไปทั่วโถงศิลาที่เงียบสงัด แข่งกับเสียงหอบพร่าของนิกซ์ที่สั่นสะท้านอย่างมิอาจควบคุม
“อ้าาา~!!”
“เจ้าตอบสนองข้าได้หนักแน่นเยี่ยงทหารหาญ…และงดงามเยี่ยงหัวใจที่ภักดีของเจ้า”
เซเวียร์เปลี่ยนท่วงท่าด้วยการยกร่างเรียวสง่าขึ้นลอยเด่น ก่อนจะโถมแรงบดเบียดเข้าใส่จนเกิดเสียงหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
นิกซ์โถมกายเข้ากอดรัดเซเวียร์ไว้สุดแขน ราวกับกลัวว่าความรู้สึกอันบรรเจิดนี้ จะมลายหายไปยามที่ความแข็งแกร่งชำแรกลึกเข้าไปในกาย
“ท่าน…ไม่กริ้วรึ~? ที่ข้าบังอาจแอบอ้างฐานะของท่าน ในยามที่บัลลังก์นี้ว่างเปล่า” นิกซ์เอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือตามแรงกระแทกกระทั้น
“เจ้าทำหน้าที่สุนัขเฝ้าบ้านได้ดี…และเมื่อเจ้ากลายเป็น 'สมบัติ' ในฮาเร็มของข้า เจ้าก็ยังต้องสวมหน้ากากจอมราชันนี้ไว้ เพื่อเป็นเงาให้ข้า”
“ท่าน…หมายความว่าเช่นไรกัน~?”
เซเวียร์ไม่ตอบทันที ทว่ากลับทิ้งตัวลงนั่งบนอาสน์ศิลาแล้วกดร่างของแวมไพร์สาวให้โยกคลึงขึ้นลงอย่างหนักหน่วงและลึกซึ้ง
ความยิ่งใหญ่ที่ฝังรากเข้าสู่จุดลึกสุดทำให้นิกซ์สำลักความเสียวซ่านจนสิ้นเรี่ยวแรงจะเอื้อนเอ่ย ได้แต่ปล่อยให้สติสัมปชัญญะมอดไหม้ไปกับไฟราคะที่จอมราชันมอบให้ จนร่างทั้งร่างอ่อนระทวยแทบหลอมละลายไปกับบัลลังก์
“เจ้าจะต้องรักษาฐานที่มั่นแห่งนี้ต่อไป…ในยามที่ข้าออกไปกรีดแทงหัวใจของธารินเทีย และแผดเผาทั่วทั้งทวีปให้มอดไหม้!! ฮา…ฮ่าๆๆๆๆๆๆ”
เซเวียร์โถมแรงกระแทกกระทั้นลงสู่เบื้องล่างอย่างหนักหน่วงเป็นจังหวะสุดท้าย ความยิ่งใหญ่ที่ชำแรกเข้าไปจนสุดทาง บดเบียดเข้ากับจุดลึกสุดอย่างรุนแรงและลึกซึ้งเกินกว่าที่เธอจะรับไหว
“อ๊าาา~!!” นิกซ์หวีดร้องออกมาจนสุดเสียง
ร่างเรียวสง่าแอ่นงอกระตุกสั่นสะท้านไปถึงปลายเท้า นิ้วเรียวเกร็งจิกตะโบมลงบนพนักศิลาของบัลลังก์น็อกเทิร์นจนเกิดเสียงเสียดสี
ท้องน้อยของเธอหดเกร็งบีบรัดความยิ่งใหญ่ของเซเวียร์ไว้แน่น ยามที่มวลอารมณ์มหาศาลปะทุออกมาจนล้นทะลัก นัยน์ตาสีทองอำพันเบิกโพลง ก่อนจะพร่าเลือนไปด้วยสีขาวโพลนแห่งความสุขสม ที่พุ่งพล่านถึงขีดสุดจนแทบสิ้นสติ
อัศวินแห่งความตายโอนอ่อนลงบนตักของนายเหนือหัวที่แท้จริงอย่างหมดรูป ลมหายใจหอบระรัวเคล้าคลึงไปกับไอระเหยจากผิวกายที่ร้อนระอุ ซึ่งยังคงขจรขจายไปทั่วโถงน็อกเทิร์นประหนึ่งหมอกควันแห่งราคะ
รัตติกาลนี้ยังอีกยาวไกล และนี่เป็นเพียงปฐมบทแห่งการทำลายล้างที่เซเวียร์จะมอบให้แก่โลกใบนี้