เกิดใหม่ครั้งนี้พกสวนแห่งชีวิตสู่ยุค 70 พลิกชะตาตระกูลหลิน
ตอนที่ 35 : เจียงหย่งจวินมาถึงหมู่บ้าน
ปลายฤดูร้อนปี 1966 คอมมูนชิงซงหลิ่งได้รับแจ้งจากทางการว่าจะมีนักเรียนหนุ่มสาวจากเมืองใหญ่ถูกส่งมาลงพื้นที่ชนบทเพื่อ"เรียนรู้จากชาวนา" ตามนโยบายใหม่ "ขึ้นภูเขาลงชนบท"หมู่บ้านชิงเหอได้รับจัดสรรเยาวชนปัญญาชน หรือเรียกว่า “จือชิง” มาหลายคนเช่นกันหนึ่งในนั้นชื่อเจียงหย่งจวิน เด็กหนุ่มวัยสิบเก้าปีจากเมืองเทียนจิน
เจียงหย่งจวินมาถึงหมู่บ้านด้วยท่าทีมุ่งมั่นเต็มเปี่ยมเขาเติบโตมาในครอบครัวคนงานที่ยากจนพ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เขายังเด็กจากอุบัติเหตุในโรงงานทำให้เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในอุดมการณ์ที่ว่าความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นคือรากเหง้าของความทุกข์ยากทั้งปวง
เขาโตมากับป้าที่รับเลี้ยงไว้ด้วยความจำเป็นมากกว่าความรักต้องทำงานหนักตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระความยากลำบากที่ผ่านมาทำให้เขามองโลกผ่านเลนส์ของความไม่เป็นธรรมทางชนชั้นเสมอทุกครั้งที่เห็นใครมีฐานะดีกว่าคนอื่น ความสงสัยและความไม่พอใจก็มักผุดขึ้นมาในใจโดยอัตโนมัติไม่ใช่เพราะเขาเป็นคนใจร้ายแต่เพราะบาดแผลจากวัยเด็กที่ยังไม่เคยได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง
"ผมมาที่นี่เพื่อช่วยสร้างความเท่าเทียมให้กับทุกคน"เขาประกาศต่อหน้าที่ประชุมคอมมูนในวันแรกที่มาถึงสายตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่มาจากใจจริง ไม่ใช่การแสดง
ผู้ใหญ่บ้านจัดให้เจียงหย่งจวินพักอาศัยอยู่ที่บ้านพักส่วนกลางของคอมมูนไม่ไกลจากบ้านสามหลังของตระกูลหลินมากนัก ในสัปดาห์แรกที่มาถึงเขาใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเดินสำรวจหมู่บ้าน ทำความรู้จักกับชาวบ้านแต่ละครอบครัวจดบันทึกสภาพความเป็นอยู่ของแต่ละบ้านอย่างละเอียดในสมุดเล่มเล็กที่พกติดตัวเสมอ
เขาไปเยี่ยมครอบครัวต้าโจวก่อนเป็นครอบครัวแรกๆเห็นสภาพบ้านดินเล็กๆ ที่มีเพียงพ่อแม่ลูกช่วยกันทำนา ไม่มีญาติพี่น้องมาช่วยเสริมความรู้สึกสงสารและเห็นใจก่อตัวขึ้นในใจทันทียิ่งตอกย้ำความเชื่อของเขาว่าความเหลื่อมล้ำมีอยู่จริงในทุกที่แม้แต่ในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้
วันหนึ่งขณะเดินผ่านบริเวณบ้านสามหลังของตระกูลหลินเจียงหย่งจวินหยุดมองด้วยความสนใจ บ้านอิฐที่ดูมั่นคงกว่าบ้านอื่นในหมู่บ้านที่ดินกว้างขวางกว่าครอบครัวทั่วไปและบรรยากาศที่ดูสงบสุขราวกับไม่มีความทุกข์ยากใดๆ มาแตะต้อง
"ครอบครัวนี้ดูจะสุขสบายกว่าคนอื่นในหมู่บ้านเยอะเลยนะ"เขาพึมพำกับตัวเองด้วยความสงสัย
บ่ายวันนั้นซินเยว่กับอวี้เหมย์กำลังเดินเล่นกลับจากโรงเรียนผ่านบริเวณที่เจียงหย่งจวินยืนอยู่พอดี
"นั่นใครน่ะไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลย" ซินเยว่ถามอวี้เหมย์เบาๆ
"จือชิงคนใหม่ที่มาจากเมืองน่ะได้ยินว่าชื่อเจียงหย่งจวิน" อวี้เหมย์ตอบพลางมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
เจียงหย่งจวินหันมาสบตากับเด็กหญิงทั้งสองสายตาที่มองซินเยว่มีความสงสัยแฝงอยู่เล็กน้อย แม้จะไม่รู้จักกันมาก่อนก็ตาม
"หนูเป็นลูกหลานบ้านนี้เหรอ"เขาถามด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่แฝงความอยากรู้
"ค่ะหนูชื่อซินเยว่" เธอตอบอย่างเป็นมิตรตามนิสัย ไม่ได้ระแวงอะไร
"ครอบครัวเธอทำงานอะไรกันบ้างล่ะ"เจียงหย่งจวินถามต่อด้วยความสนใจที่มากเกินความจำเป็นของบทสนทนาทั่วไป
ซินเยว่ตอบตามตรงอย่างไร้เดียงสาไม่ทันสังเกตน้ำเสียงที่มีนัยแฝงอยู่ "ปู่เป็นที่ปรึกษาโรงงานผลไม้กระป๋องค่ะพ่อเป็นทหาร ลุงใหญ่เป็นเลขาคอมมูน ลุงรองเป็นหมอค่ะ"
เจียงหย่งจวินฟังแล้วพยักหน้าช้าๆในใจเริ่มก่อตัวความคิดบางอย่าง ครอบครัวที่มีคนทำงานสำคัญมากมายขนาดนี้ต้องเคยมีฐานะดีมาก่อนแน่ๆ และคนที่เคยมีฐานะดีในอดีตมักเป็นกลุ่มที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวดตามอุดมการณ์ที่เขายึดมั่น
"ขอบใจที่บอกนะ"เขาพูดพลางยิ้มให้ก่อนเดินจากไป
ซินเยว่มองตามหลังเจียงหย่งจวินไปด้วยความรู้สึกแปลกๆในใจ ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงรู้สึกไม่สบายใจกับคำถามเมื่อครู่แต่ก็ไม่ได้คิดมากไปกว่านั้น
สองวันถัดมา หลินเต๋อชางเดินสวนทางกับเจียงหย่งจวินที่ตลาดสหกรณ์กลางหมู่บ้านพอดีเจียงหย่งจวินหยุดมองท่านด้วยความสนใจก่อนจะเดินเข้ามาทักทายอย่างสุภาพ
"ท่านคงเป็นที่ปรึกษาโรงงานผลไม้กระป๋องที่ทุกคนพูดถึงสินะครับ"เขาถามพลางยิ้มแต่สายตากลับสังเกตทุกรายละเอียดตั้งแต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ไปจนถึงท่าทางการพูดจา
"ใช่ครับผมหลินเต๋อชาง" ท่านตอบอย่างสุขุม ไม่แสดงท่าทีกังวลใดๆ ออกมาให้เห็น
"ได้ยินว่าท่านเคยเป็นผู้บริหารมาก่อนที่ปักกิ่งด้วย"เจียงหย่งจวินพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเป็นกันเองแต่แฝงคำถามที่ลึกซึ้งกว่านั้น
"ก็นานมาแล้วละครับตอนนี้แก่แล้ว มาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ที่นี่แทน" หลินเต๋อชางตอบอย่างถ่อมตัวพยายามทำให้บทสนทนาฟังดูธรรมดาที่สุด
เจียงหย่งจวินพยักหน้าช้าๆก่อนจะยิ้มแล้วเดินจากไป แต่ในสมุดบันทึกเล่มเล็กของเขาชื่อของหลินเต๋อชางและครอบครัวก็ถูกจดบันทึกไว้พร้อมเครื่องหมายคำถามเล็กๆกำกับไว้ข้างชื่อ
เย็นวันนั้นที่บ้านเธอเล่าเรื่องที่เจอให้ครอบครัวฟังระหว่างมื้อค่ำ "มีจือชิงคนใหม่มาถามเรื่องงานของทุกคนในบ้านเราด้วยค่ะ"
หลินเจี้ยนหมินกับหลินเจี้ยนกั๋วมองหน้ากันด้วยความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อยทั้งคู่เข้าใจดีว่าเยาวชนที่ถูกส่งมาจากเมืองใหญ่มักมาพร้อมกับอุดมการณ์ที่เข้มข้นและบางครั้งความกระตือรือร้นที่มากเกินไปก็อาจนำไปสู่ปัญหาที่ไม่คาดคิด
"เราคงต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นอีกหน่อย"หลินเต๋อชางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"อย่างน้อยก็จนกว่าจะรู้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นคนแบบไหนกันแน่"
"ผมจะลองสังเกตดูที่คอมมูนก่อนนะครับ"หลินเจี้ยนกั๋วเสนอ "ถ้าเขามาสอบถามอะไรเพิ่มเติม จะได้รู้ทันท่วงที"
หลินเจี้ยนหัวพยักหน้าเห็นด้วย"ผมก็จะคอยดูที่ศูนย์การแพทย์เหมือนกันเผื่อเขาแวะมาถามอะไรที่นั่นบ้าง"
ซินเยว่นั่งฟังผู้ใหญ่วางแผนรับมือกันอย่างตั้งใจแม้จะไม่เข้าใจความซับซ้อนทั้งหมดแต่ก็รู้สึกได้ถึงความจริงจังของสถานการณ์ที่กำลังจะมาถึงเธอนึกถึงแววตาของเจียงหย่งจวินตอนถามคำถามเมื่อบ่ายไม่ใช่แววตาของคนที่มีเจตนาร้าย แต่เป็นแววตาของคนที่เชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองคิดอย่างสุดใจซึ่งบางทีอาจน่ากลัวกว่าคนที่ตั้งใจทำร้ายคนอื่นเสียอีก
ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยแม้จะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นจริงจัง แต่ความรู้สึกไม่สบายใจเล็กๆก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจทุกคนเงียบๆ เหมือนลมที่เริ่มเปลี่ยนทิศก่อนพายุจะมาถึง
คืนนั้นก่อนนอนซินเยว่นอนคิดถึงเจียงหย่งจวินอีกครั้งแม้จะเป็นเพียงเด็กหนุ่มที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่ความรู้สึกไม่สบายใจที่เกิดขึ้นตอนคุยกันก็ยังคงติดอยู่ในใจไม่จางหายเธอไม่รู้หรอกว่าเรื่องนี้จะพัฒนาไปเป็นอย่างไรต่อไปแต่สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่าคงไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยแน่นอน