ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 78 หากขยับอีก จะปล่อยเจ้าทิ้ง

            กุ่ยเม่ยเดินตามหลังมู่จื่อหลิงไปโดยอัตโนมัติ

            แม้ยามเดินกุ่ยเม่ยจะยังมีสีหน้าไร้ความรู้สึกดังเดิมทุกประการแต่ในใจเขากลับมีความผิดปกติโหมกระหน่ำอยู่

            หวางเฟยทำอะไรพวกนั้นกันแน่ทำให้พวกเขายืนขึ้นมาไม่ได้ แถมยังต้องดื่มปัสสาวะตนเองหนึ่งโต่วจึงจะฟื้นตัวขึ้นมา

            “หวางเฟยคนพวกนั้นต้องดื่มปัสสาวะตนเองหนึ่งโต่วจริงๆ หรือ?” กุ่ยเม่ยเดินตามหลังมู่จื่อหลิงในใจมิอาจสงบได้นานแล้ว เขาจึงยังคงถามออกมาด้วยความสงสัย

            ถ้าเป็นกุ่ยเม่ยในยามปกติต้องไม่มีทางปากมากถามเช่นนี้แน่แต่ระยะนี้ราวกับเขาจะได้รับอิทธิพลจากหวางเฟยที่เหมือนปริศนาผู้นี้เข้าแล้วยามนี้อยากรู้นักว่านางจัดการผู้อื่นเช่นไร

            มู่จื่อหลิงแย้มยิ้มด้วยสีหน้าของผู้บริสุทธิ์พูดอย่างไม่ใส่ใจ “เจ้าโง่งมพวกนั้น เดิมทีสามชั่วยามก็จะหายเป็นปกติได้เองใครให้พวกเขามาเตือนเปิ่นหวางเฟยด้วยความหวังดีกันเล่าหากดื่มปัสสาวะหนึ่งโต่วเช่นนั้นก็เปลี่ยนเป็นสิบสองชั่วยามไปเลยแล้วกัน!”

            กุ่ยเม่ยได้ยินคำตอบนี้ใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงดังขอนไม้ ในที่สุดก็ผ่อนคลายลง มุมปากอดไม่ได้ที่จะกระตุกเล็กน้อย

            แม้ยามปกติเขาจะเห็นฉากโหดร้ายทารุณมาจนชินแล้วแต่ว่าวิธีจัดการผู้อื่นของหวางเฟยวิธีนี้ คิดแล้วก็หนาวสั่นขึ้นมาพักหนึ่ง

            เขาก็รู้ว่าหวางเฟยมิใช่ผู้ที่จะยอมเสียเปรียบคราที่แล้วตำหนักโซ่วอันของไทเฮาถูกก่อกวนเสียจนไก่สุนัขมิอาจเป็นสุข [1] เขาล้วนได้เห็นด้วยตาของตนเองเหตุการณ์นั้นนับว่าเป็นเหตุการณ์ที่โหดร้ายเกินจะจินตนาการน่าสังเวชจนมิอาจทนดูต่อได้

            หวางเฟยเป็นบุคคลอันตรายที่กล้าทำกล้ารับนักยังสามารถมีรอยยิ้มน้อยๆ ด้วยสีหน้าไร้ความผิดไม่รู้เรื่องราวเขาไม่รู้จะพูดคำใดแล้วจริงๆ

            แต่วิธีจัดการผู้อื่นของหวางเฟยนี้ช่างแปลกพิลึกและมีมาไม่หยุดหย่อนจริงๆ!

            ยามเที่ยงตรงแสงแดดร้อนแรงดั่งเปลวเพลิง

            มู่จื่อหลิงออกมาจากคุกหลวงแล้วก็ไม่สนใจสิ่งใดทั้งสิ้น ใช้มือบังบริเวณหน้าผากป้องแสงแดดเงยหน้ามองท้องฟ้าน้ำเงินก้อนเมฆสีขาว สูดอากาศสดชื่นด้านนอกด้วยสีหน้าสำราญใจ

            หลังจากใช้ชีวิตอย่างมืดมิดไร้แสงตะวันมาสามวันในที่สุดก็สามารถออกรับแสงแดดได้แล้ว

            ช่างสดชื่นจริงๆ!

            กุ่ยเม่ยมองมู่จื่อหลิงที่มองท้องฟ้าด้วยสีหน้าสำราญใจแม้จะไม่อยากรบกวนนัก แต่เขาก็ยังอดที่จะกล่าวตักเตือนด้วยความปรารถนาดีไม่ได้“หวางเฟย นายท่านยังรออยู่นะขอรับ!”

            มู่จื่อหลิงจึงเก็บสีหน้าสำราญใจไป

            เดิมนางคิดว่าหลงเซี่ยวอวี่จะล่วงหน้าไปก่อนหลังจากนั้นกุ่ยเม่ยค่อยพานางไป ดังนั้นทั้งทางนางจึงได้กล้าอืดอาดยืดยาดไม่คิดว่าหมอนี่จะยังรออยู่!

            ทำให้ฉีอ๋องผู้สูงศักดิ์รอได้ช่างเป็นเกียรติเสียนี่กระไร

            มู่จื่อหลิงมิกล้าโอ้เอ้อีกก้าวเท้าลงบันได

            นางก็เห็นหลงเซี่ยวอวี่ขี่ม้ารูปร่างดีไม่ธรรมดาสีดำอยู่ไม่ไกลเข้าพอดีเปล่งประกายอยู่ภายใต้แสงแดดร้อนแรง

            ก่อนหน้านี้หลงเซี่ยวเจ๋อเคยพูดกับนางว่าหลงเซี่ยวอวี่มีม้าสีนิลดำรูปร่างสูงใหญ่ รวดเร็วดั่งลมกรด องอาจทรงพลัง มีนามว่าเปินเหลยได้ยินว่าม้าตัวนี้นอกจากหลงเซี่ยวอวี่ไม่มีผู้ใดแตะต้องมันได้

            มู่จื่อหลิงนึกถึงม้าเปินเหลยที่หลงเซี่ยวเจ๋อพูดถึงคงจะเป็นตัวเบื้องหน้าแล้ว ปากว่าไม่เท่าตาเห็น

            เจ้าของเป็นคนเช่นใดม้าก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย ม้าตัวนี้เหมือนผู้เป็นเจ้าของด้วยท่าทางที่เย็นชาหยิ่งทระนง ผู้อื่นยากเข้าใกล้

            ถุยๆหลงเซี่ยวอวี่ผู้นี้ช่างร่ำรวยเงินทองเหลือเกิน สิ่งใดล้วนต้องดีที่สุดแม้แต่อานม้ายังเป็นสีทองอร่าม ล้ำค่าฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้

            ภายใต้แสงแดดสาดส่องหลงเซี่ยวอวี่ที่อยู่บนหลังม้าในยามนี้ก็ยิ่งเปล่งประกายทิ่มแทงดวงตาท่าทางสูงศักดิ์ ถือดีและทรงอำนาจที่ติดตัวมาแต่กำเนิดทำให้ผู้อื่นไร้หนทางเมินเฉยต่อการมีอยู่ของเขา ราวกับราชาที่ลงจากสวรรค์มาจุติ!

            มู่จื่อหลิงชำเลืองมองแล้วลอบแลบลิ้นเตรียมก้าวเท้าเดินเข้าไป ทว่าเพิ่งยกเท้าก้าวก็ต้องวางเท้าลงอีก

            เพราะนางพึ่งนึกได้ว่าตรงนั้นมีม้าสองตัวหลงเซี่ยวอวี่หนึ่งตัว กุ่ยเม่ยหนึ่งตัว แล้วนางเล่า?

            คงมิได้ถูกพวกเขามัดไว้แล้วก็ถูกพวกเขาขี่ม้าลากให้วิ่งตามไปแบบนักโทษจริงๆใช่หรือไม่หากเป็นเช่นนั้นจริง ให้นางถูกลากให้วิ่งอยู่บนพื้นอย่างโหดร้ายทารุณมิสู้ให้นางติดคุกแต่โดยดีเสียดีกว่า

            ดูเหมือนจะรู้ว่ามู่จื่อหลิงกำลังคิดสิ่งใดอยู่กุ่ยเม่ยที่อยู่ด้านหลังจึงเอ่ยปากด้วยความหวังดี “หวางเฟย หากไม่รังเกียจล่ะก็ม้าของข้าน้อยให้ท่านขี่ ส่วนข้าน้อยจะหาวิธีตามไปเอง”

            ในใจกุ่ยเม่ยนั้นคิดว่ายามนี้หวางเฟยในสายตาของเขา นับได้ว่าไม่มีเรื่องใดที่ทำไม่ได้ความสามารถรึก็เหนือธรรมชาติ คงจะขี่ม้าเป็นกระมัง

            แต่ว่าคราวนี้กุ่ยเม่ยกลับคิดผิดเสียแล้ว

            มู่จื่อหลิงได้ยินคำนี้ก็ผ่อนลมหายใจอย่างเงียบเชียบยังดี ยังดีที่มิได้จะลากนางเดินไป

            ทว่าใบหน้าเล็กของมู่จื่อหลิงก็ยุ่งยากขึ้นมาอีกกุ่ยเม่ยมอบม้าให้นางอย่างใจดี นางซาบซึ้งใจนักแต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือต่อให้มีม้านางก็ขี่ไม่เป็นอยู่ดี!

            หลังม้าตัวนั้นสูงกว่านางเสียอีกนับประสาอะไรกับขี่ แค่จะปีนขึ้นไปได้หรือไม่ก็เป็นปัญหาแล้ว ต่อให้ปีนขึ้นไปได้ถ้าไม่ระมัดระวังก็อาจจะตกลงมา เช่นนั้นไม่ตายก็พิการแล้ว

            ในเมื่อพวกเขามิได้ต้องการลากนางให้เดินไปก่อนจะมาเหตุใดจึงไม่รู้จักนำรถม้ามาด้วยเล่า?

            ต่อให้ไม่มีรถม้าใช้รถคุมขังนักโทษก็ได้นี่!

            หากกุ่ยเม่ยรู้ความคิดของนางในยามนี้ไม่รู้ว่าจะอาจหาญกล่าวโอดครวญเสียยกใหญ่หรือไม่ ‘เพียงนายท่านรู้ว่าท่านถูกคุมขังเพิ่งเข้าเมืองหลวงมา ม้ายังไม่ทันหยุดฝีเท้าก็มาที่คุกหลวงแล้ว หาได้มีเวลาเตรียมรถม้าไม่!’

            มิกล้าให้พระพุทธรูปองค์ใหญ่รออีกมู่จื่อหลิงครุ่นคิดเล็กน้อย ถามอย่างกระอักกระอ่วน “ข้าขี่ม้าไม่เป็นต้องการไปวังหลวงหรือไปที่ใด? ข้าหาวิธีตามไปเอง เจ้าวางใจ ข้าไม่มีทาง…”

            เพียงแต่คำพูดนี้ของมู่จื่อหลิงยังไม่ทันพูดจบก็ถูกเสียงเย็นๆ ลอยมาตัดบทอย่างหมดความอดทน “มัวยืนทำอันใดอยู่!”

            ได้ยินเสียงเย็นนี้ในใจมู่จื่อหลิงและกุ่ยเม่ยก็หนาวสั่นขึ้นมาอย่างไม่ได้นัดหมาย!

            หมอนี่ต้องเย็นชาเพียงนี้เลยหรือ

            บัดนี้มู่จื่อหลิงมิกล้าเสียเวลาพูดอะไรไร้สาระอีกกัดฟันก้าวเท้าไปด้านข้างม้าของกุ่ยเม่ยตัวนั้น

            นางเงยศีรษะมองหลังม้าที่สูงกว่านางครึ่งศีรษะกัดฟันอย่างเงียบๆ ตายเป็นตาย แม้ไม่เคยกินเนื้อม้า แต่ก็เคยเห็นม้าวิ่งมาก่อน!

            ความเฉลียวฉลาดของนางดีเยี่ยมก็แค่ขี่ม้าหนึ่งตัวมิใช่หรือ มีอันใดยากกัน บางทีนางอาจจะมีพรสวรรค์ติดตัวมาแต่เกิดเรียนรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่มีอาจารย์ชี้แนะก็ได้!

            หลังจากคิดเข้าข้างตนเองแล้วมู่จื่อหลิงก็พับแขนเสื้ออย่างไม่หวาดหวั่นและมุ่งมั่นเตรียมปีนขึ้นหลังม้า เพียงแต่มือน้อยยังมิทันแตะโดนอานม้า

            ในขณะที่กุ่ยเม่ยกำลังจะอ้าปากยับยั้งด้วยความตื่นตระหนกเสียงที่ทำให้ผู้คนตัวสั่นก็ลอยมาอีกครั้ง!

            หลงเซี่ยวอวี่หันหัวม้ามานานแล้วดวงตาเย็นชามองทุกการกระทำของมู่จื่อหลิง ในยามที่มู่จื่อหลิงพองพวงแก้มเตรียมสร้างความฮึกเหิมทำใจกล้าปีนขึ้นไปบนหลังม้า

            หลงเซี่ยวอวี่ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจพูดอย่างเย็นเยียบ “มานี่!”

            มู่จื่อหลิงพึมพำในใจไปนู่น? ไปนู่นทำไม?หมอนี่เรียกนางไปนางก็ไป เช่นนั้นจะมิขายขี้หน้าจนเกินไปหรือ?

            แม้ในใจจะบ่นพึมพำอย่างไม่พอใจแต่เท้าของนางก็ยังก้าวยาวๆ ไปหาหลงเซี่ยวอวี่อย่างไม่รู้ตัว

            นัยน์ตาดำขลับดั่งน้ำหมึกของหลงเซี่ยวอวี่หรี่ลงน้อยๆก้มลงมามองมู่จื่อหลิงที่เดินมาตรงหน้าเขา

            เป็นเพราะไม่เจอแสงแดดมาสองสามวันใบหน้าเล็กที่มิได้ทาแป้งประทินโฉมของนางในยามนี้ภายใต้การสาดส่องของแสงอาทิตย์แผดเผาจึงแดงเรื่อขึ้นมาดูเปราะบางดั่งกระเบื้องเคลือบ เพียงชั่วประเดี๋ยวเดียวก็เปล่งประกายระยิบระยับการเคลื่อนไหวบนใบหน้าก็ยิ่งแช่มชื่นจนใจผู้อื่นสั่นไหว

            มู่จื่อหลิงยืนอยู่นานแล้วก็ไม่เห็นว่าหลงเซี่ยวอวี่บนม้าจะอ้าปากหมอนี่เป็นอะไรกัน เรียกนางมาก็ไม่กล่าววาจา หากยังไม่ไปอีกนางคงถูกแสงแดดแผดเผาจนสุก!

            สุดท้ายนางร้อนเสียจนทนไม่ไหวเหลือบสายตาขึ้นมองหลงเซี่ยวอวี่ พระอาทิตย์เจิดจ้าเสียจนนางลืมดวงตาไม่ขึ้นได้แต่หรี่ตาลงพูด “ท่านอ๋อง…อ๊าย!”

            มู่จื่อหลิงเพิ่งอ้าปากพูดก็ร้องออกมาอย่างตกใจ

            ในขณะที่มู่จื่อหลิงอ้าปากจู่ๆ หลงเซี่ยวอวี่ก็โน้มตัวลงมากลางอากาศยื่นแขนเรียวยาวทรงพลังมาตวัดรัดรอบเอวของมู่จื่อหลิงขึ้นไป

            เขาอุ้มมู่จื่อหลิงขึ้นมานั่งลงตรงข้างหน้าตัวเขามือข้างหนึ่งย่อมโอบรัดเอวคอดของนางไว้ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งดึงสายบังเหียน

            ไม่รอให้มู่จื่อหลิงมีการตอบสนองม้าเปินเหลยที่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นนาย ส่งเสียงร้องฮี่ยาวๆตะกุยสองเท้าขึ้นมาสูงๆ วิ่งห้อออกไป

            ยามนี้ใบหน้าท่อนไม้ของกุ่ยเม่ยที่ยังอยู่ที่เดิมคล้ายว่าจะเปลี่ยนเป็นตาโตอ้าปาก ยืนตื่นตะลึงอยู่ที่เดิม

            เขามองเงาสุดท้ายที่เหลือไว้ของม้าเปินเหลยที่วิ่งควบออกไปอย่างตกตะลึงจนคางเกือบจะถึงพื้น

            สะ สวรรค์! เขาเห็นสิ่งใดนายท่านของพวกเขาผู้ที่เย็นชาดั่งน้ำแข็ง ไม่เคยเข้าใกล้สตรีเพศมาก่อนผู้นั้นอุ้มหวางเฟยขี่ม้าไปด้วยกัน

            เขาไม่ได้มองผิดขี่ม้าไปด้วยกันจริงๆ!

            ถ้าเขาพูดออกไปต้องไม่มีคนเชื่อเป็นแน่แต่ว่านี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาเขาอย่างจริงแท้แน่นอน

            ไม่ใช่จินตนาการไม่ใช่ความฝัน เป็นความจริง!

            กุ่ยเม่ยเหม่อมองดวงอาทิตย์ร้อนแรงบนท้องนภาด้วยใบหน้าตื้นตันใจทอดถอนหายใจอย่างเงียบงัน!

            ดูท่าวันนี้ฝนโลหิตกำลังจะตกเสียแล้ว

            ดูท่าในที่สุดฉีอ๋องก็ทำลายข่าวลือไม่เข้าใกล้สตรีเพศลงเสียแล้ว

            ดูท่าอีกไม่นานหลังจากนี้พวกเขาจะมีนายหญิงที่แท้จริงเสียแล้ว

            -

            ม้าเปินเหลยวิ่งพุ่งออกไปความเร็วทะยานขึ้นถึงจุดสูงสุด ทิวทัศน์สองข้างทางถอยไปข้างหลังไม่ขาดสาย

            ไม่รู้ว่าควบขี่อยู่นานเพียงใดความเร็วของม้าเปินเหลยจึงค่อยๆ ช้าลง เปลี่ยนเป็นวิ่งเหยาะๆ

            เสียงลมฟู่ๆ ข้างหูอ้อมกอดเย็นเยือก กลิ่นของเหมยอันหอมเย็นที่โอมล้อม ก็ดึงมู่จื่อหลิงกลับมาจากอารมณ์อกสั่นขวัญแขวนได้ที่สุด

            สวรรค์! หลงเซี่ยวอวี่อุ้มนางมาขี่ม้าตัวเดียวกันความเร็วของม้าเปินเหลยนี้รวดเร็วเสียจนน่าทึ่งเพียงชั่วพริบตาทิวทัศน์รอบกายก็ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด

            ยามนี้มู่จื่อหลิงถูกหลงเซี่ยวอวี่กอดไว้ในอ้อมกอดแน่นดวงหน้าเล็กของนางร้อนน้อยๆ หัวใจเต้นรัวตึกตัก พูดไม่ออกว่าเป็นความรู้สึกเช่นใด!

            เพียงแต่ถูกมือขนาดใหญ่ของหลงเซี่ยวอวี่รัดไว้แน่นมู่จื่อหลิงจึงขยับตัวเล็กน้อยอย่างอึดอัด

            ฉีอ๋องผู้ที่ขี่ม้าร่วมกับสตรีเป็นครั้งแรกนั้นไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าที่หญิงสาวในอ้อมกอดดิ้นรนเป็นเพราะถูกเขากอดรัดไว้แน่นเกินไปจนอึดอัดตัว

            เข้าใจผิดคิดไปว่ามู่จื่อหลิงดิ้นรนจะลงจากม้าจึงส่งเสียงเย็นๆ “ถ้าขยับอีก เปิ่นหวางจะทิ้งเจ้าลงไป!”

            มู่จื่อหลิงได้ยินเสียงนี้ก็ไม่กล้าขยับอีกดังคาดยามนี้ต่อให้นางอึดอัดขึ้นอีก ก็ไม่กล้าดิ้นแล้ว

            นางเกรงว่าแค่ความสะเพร่าเพียงเล็กน้อยคนเย็นชาไร้ความรู้สึกด้านหลังจะโยนนางลงจากม้าไปจริงๆเช่นนั้นก็ได้ไม่คุ้มเสียแล้ว!

            แม้มู่จื่อหลิงจะไม่กล้าขยับเขยื้อนอีกแต่ปากนางก็ยังเผลอพึมพำสิ่งที่อยู่ในใจออกมาโดยไม่รู้ตัว “รัดได้อึดอัดนัก!”

            แม้น้ำเสียงจะเป็นเสียงแผ่วเบาแต่หลงเซี่ยวอวี่ที่อยู่ด้านหลังนางก็ยังได้ยินอยู่ดีใบหน้าของเขาในตอนนี้มองไม่ออกว่ารู้สึกเช่นใด เขาคลายมือที่รัดมู่จื่อหลิงลงแต่ว่าก็ยังมิได้ปล่อยมือออก

            ครู่เดียวมู่จื่อหลิงก็หายใจได้สะดวกขึ้นหมอนี่เป็นเทพเซียนหรือ? รู้สิ่งที่นางคิดในใจได้อย่างไร?

            มู่จื่อหลิงในขณะนี้นึกไม่ออกเลยว่าเมื่อครู่ตัวนางบ่นพึมพำสิ่งที่อยู่ในใจออกมาเสียแล้วจากนั้นหลงเซี่ยวอวี่ก็ถูกนางเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเทพเพราะได้ยินเข้า

            มู่จื่อหลิงและหลงเซี่ยวอวี่อยู่ใกล้ชิดกันยิ่งนักระหว่างกันดูเหมือนจะไม่มีช่องว่างแม้แต่น้อย มู่จื่อหลิงสามารถรู้สึกได้ถึงลมหายใจร้อนแผดเผาที่รินรดบริเวณศีรษะ

            ยามนี้เพียงแค่นางเงยหน้าก็จะสามารถเห็นใบหน้าที่หล่อเหลาจนไม่ว่าคนหรือเทพก็เกลียดชังได้แล้ว!

            หลังจากที่สงบลงนางจึงรู้สึกว่าทั้งแผ่นหลังนั้นเย็นเยือก สบายนัก

            ต่อให้ยามนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงที่มีดวงอาทิตย์ร้อนแรงอยู่บนท้องฟ้านอกจากใบหน้าที่รู้สึกร้อนเล็กน้อยแล้วกายนางก็ไม่รู้สึกถึงความร้อนอบอ้าวเลยแม้แต่น้อย สดชื่นแจ่มใสสบายกายดังรับลมวสันตฤดู

            หมอนี่เป็นเครื่องปรับอากาศหรือ?

            ----------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ไก่สุนัขมิอาจเป็นสุขหมายถึง ถูกก่อกวนจนวุ่นวายอุตลุด ไม่สงบสุข

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    สาวแกลที่มาสารภาพรักกับคนมืดมนอย่างผมเพราะเกมลงโทษ ดูยังไงก็หลงผมหัวปักหัวปำเลยครับ

    นิยาย รัก
    85K 245
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    955K 747
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    บันทึกลับองครักษ์เสื้อแพร [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    842K 1498