ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 200 : รุ่งอรุณแห่งความสูญเสีย

จารึกที่ 200 : รุ่งอรุณแห่งความสูญเสีย : กองภูเขาสมบัติและน้ำตาแห่งหมึกวารี


แสงรุ่งอรุณแรกแห่งวันใหม่เริ่มสาดส่องทะลวงม่านหมอกสีเทาหม่น ทว่ามันไม่อาจขับไล่กลิ่นคาวเลือดที่ลอยคลุ้งอยู่เหนือหุบเขาพันอักขระได้เลย ค่ายกลป้องกันสำนักที่เคยเปล่งประกายสีครามบัดนี้แตกสลายเหลือเพียงเศษละอองปราณที่ลอยคว้างกลางอากาศราวกับหิ่งห้อยที่กำลังจะสิ้นใจ


ภายในถ้ำศิลาเร้นลับซึ่งถูกดัดแปลงเป็นห้องพักฟื้นฉุกเฉิน แสงสว่างไม่ได้มาจากคบเพลิงหรือตะเกียงน้ำมันอันล้าสมัย ทว่ามาจาก 'ศิลาแสงจันทร์' นับสิบก้อนที่ลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยอำนาจของอักขระพยุงร่าง เปล่งแสงสีนวลตาขับไล่ความมืดมิด


บนเตียงหยกเย็นที่สลักลวดลายค่ายกลรวมปราณ อาเจียนอนหลับตาพริ้ม คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่น ใบหน้าซีดเซียวไร้สีเลือด หยาดเหงื่อเย็นเฉียบผุดพรายเต็มหน้าผาก ผลสะท้อนจากการฝืนใช้อักขระสูญตา 空性符 (คง-ซิ่ง-ฝู) เป็นแกนกลางในการควบคุมค่ายกลพยนต์หมื่นศิลานั้นหนักหนาสาหัสเกินกว่าที่ร่างกายของเด็กหนุ่มจะรับไหว เส้นชีพจรลมปราณทั่วร่างปวดร้าวประดุจถูกเพลิงกาฬแผดเผา


ทว่า ท่ามกลางความร้อนรุ่มทรมานนั้น กลับมีกระแสปราณอันบริสุทธิ์และเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ค่อยๆ ไหลเวียนเข้าสู่จุดตันเถียนของเขาอย่างช้าๆ บรรเทาความเจ็บปวดลงไปได้กว่าครึ่ง


อาเจียค่อยๆ ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่สะท้อนเข้าสู่ม่านตา คือใบหน้างดงามหมดจดที่เย็นชาดุจเทพธิดาเหมันต์ หลินชิงเสวี่ยกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ข้างเตียง มือเรียวงามของนางประทับอยู่บนหน้าอกของเขาเพื่อถ่ายทอดปราณเหมันต์รักษาอาการบาดเจ็บ


"ศิษย์พี่หญิง..." อาเจียเอ่ยเรียกเสียงแหบพร่า พยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่กลับถูกแรงกดจากฝ่ามือของนางบังคับให้นอนลงไปตามเดิม


"อยู่นิ่งๆ ไอ้คนอวดดี" น้ำเสียงของนางเยือกเย็น ทว่าโสตสวรรค์ของนางกลับรับรู้ได้ถึงชีพจรที่เริ่มเต้นเป็นปกติของเขา ทำให้นางลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก "เจ้าฝืนใช้ค่ายกลบรรพกาลจนปราณวิญญาณแทบแหลกสลาย หากเจ้าสัวไม่พาเจ้ากลับมาและข้าไม่ได้ใช้ค่ายกลเหมันต์ผนึกชีพจรเจ้าไว้ ป่านนี้เจ้าคงกลายเป็นคนพิการไปแล้ว"


"ข้า... ข้าสลบไปนานเท่าใด?" อาเจียถามพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ ถ้ำ


"หนึ่งคืนเต็ม" หลินชิงเสวี่ยตอบ "กองทัพพันธมิตรของตระกูลเหลยล่าถอยไปแล้ว พวกมันบาดเจ็บล้มตายมหาศาล และไม่มีผู้ใดกล้าย่างกรายเข้าใกล้รัศมีร้อยลี้ของหุบเขาพันอักขระอีก"


ทันทีที่ได้ยินคำว่า 'ล่าถอย' สติสัมปชัญญะและสัญชาตญาณความงกที่ฝังรากลึกในกมลสันดานของอาเจียก็ตื่นตัวเต็มที่ราวกับถูกอัสนีบาตฟาด!


"แล้วสมบัติล่ะ! กองภูเขาสมบัติที่ข้าไถ... เอ้ย! ที่ข้าเจรจาขอรับบริจาคมาจากพวกมันล่ะ! แหวนมิติ ถุงวิเศษ อาวุธประจำกาย แล้วก็กุญแจคลังสมบัติของตระกูลเหลย! เจ้าสัวขนกลับมาหมดใช่หรือไม่!"


อาเจียผุดลุกขึ้นนั่งอย่างลืมเจ็บ ดวงตาที่เคยซีดเซียวพลันเบิกกว้างทอประกายวิบวับเป็นรูปศิลาปราณ


หลินชิงเสวี่ยส่ายหน้าอย่างระอาใจ นางไม่เข้าใจเลยว่าในหัวของเด็กหนุ่มผู้นี้มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเงินทองบ้าง นางพยักพเยิดหน้าไปยังมุมหนึ่งของถ้ำศิลา


อาเจียหันขวับไปมอง ทันใดนั้น รอยยิ้มกว้างจนถึงใบหูก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า


เบื้องหน้าของเขาคือ 'เจ้าสัว' พยนต์เทวะใน 'ร่างราชันย์อเวจี' รูปลักษณ์ความสูงหนึ่งจ้างที่อัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อโลหะดูน่าเกรงขาม ปีกโลหะหกแฉกที่แผ่นหลังหุบแนบชิดลำตัว เปลวเพลิงสีแดงในดวงตาของมันสว่างวาบขึ้นเมื่อเห็นเจ้านายฟื้น มันนั่งขัดสมาธิเฝ้ากองภูเขาสมบัติที่สูงท่วมหัวอย่างเคร่งครัด!


แหวนมิตินับพันวง ถุงวิเศษหลากสีสัน คัมภีร์วิชา และศัสตราประกอบที่ถูกริบมาจากศิษย์สามสำนักมหาอำนาจ ส่องประกายระยิบระยับแข่งกับศิลาแสงจันทร์ อาเจียแทบจะกระโจนลงจากเตียงพุ่งเข้าไปกอดกองสมบัตินั้น


"ฮ่าๆๆ! รวยแล้ว! ขาดทุนจากค่าพลังงานไปนิดหน่อย แต่กำไรบานเบอะ! ไหนดูสิ..." อาเจียรีบใช้ปราณวิญญาณตรวจสอบแหวนมิติวงหนึ่งที่ลวดลายวิจิตรที่สุด มันคือแหวนของเจ้าสำนักวารีพิสุทธิ์


"ศิลาปราณระดับกลางสองแสนก้อน... โอสถระดับห้าอีกสิบขวด... สวรรค์! ยายเฒ่านี่รวยกระจุยกระจาย!" อาเจียหัวเราะร่วน ก่อนจะล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบ 'ป้ายหยกประจำตระกูลเหลย' และ 'กุญแจคลังสมบัติหลัก' ขึ้นมาจูบฟอดใหญ่ "และนี่... ตั๋วแลกเงินใบใหญ่ที่สุดของข้า คลังสมบัติอัสนีบาต... ข้าจะไปถล่มมันให้ราบเป็นหน้ากลอง!"


(เจ้าเด็กหน้าเงิน! เก็บอาการหน่อย!) เสียงของมู่เฉินดังขัดขึ้นในห้วงวิญญาณ (เจ้ามัวแต่ดีใจกับสมบัติพวกนี้ เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าสำนักของเจ้ามีสภาพเป็นเช่นไร? ลองออกไปดูโลกภายนอกเสียบ้าง!)


คำเตือนของปรมาจารย์จ้าวอักขระทำให้อาเจียชะงัก รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป ความเงียบงันในถ้ำศิลาทำให้เขาเริ่มสังเกตเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติ... มันเงียบเกินไป ไม่มีเสียงปราณกระบี่ฝึกซ้อม ไม่มีเสียงท่องคัมภีร์ดั่งเช่นทุกวัน


"ศิษย์พี่หญิง... ท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสท่านอื่นล่ะ?" อาเจียหันไปถามหลินชิงเสวี่ย น้ำเสียงเริ่มสั่นไหว


หลินชิงเสวี่ยหลบสายตาของเขา นัยน์ตาสุกสกาวของนางหม่นหมองลง "ท่านเจ้าสำนักมู่ฉงจวินบาดเจ็บสาหัสจากการต้านทานเหลยเซียว ตอนนี้ศิษย์น้องเย่ปิงอวิ๋นกำลังผนึกค่ายกลเหมันต์รักษาร่างของท่านอยู่... ส่วนท่านอาจารย์เทียนหยวนเสียเลือดมาก แต่พ้นขีดอันตรายแล้ว..."


นางเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง ราวกับคำพูดที่เหลือมีน้ำหนักเกินกว่าจะเอื้อนเอ่ย "ส่วน... ผู้อาวุโสหลิน และ... เฒ่าใบ้..."


คำพูดนั้นคล้ายคมมีดที่กรีดลึกลงกลางใจ อาเจียไม่ได้รอฟังจนจบ เขาหยิบ 'ยันต์พยุงร่าง' ขึ้นมาแปะลงบนขาที่ยังคงสั่นเทา อักขระสีทองสว่างวาบขึ้น ดึงร่างของเขาให้ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นดิน เขาพุ่งทะยานออกจากถ้ำศิลาด้วยความเร็วสูงสุด โดยมีหลินชิงเสวี่ยและเจ้าสัวทะยานตามมาติดๆ


เมื่ออาเจียเหินทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหนือน่านฟ้าของสำนักหมึกวารี ภาพเบื้องล่างทำให้หัวใจของเขาแทบหยุดเต้น


สำนักมหาอำนาจที่เคยยิ่งใหญ่ บัดนี้แปรสภาพเป็นทะเลเพลิงที่เพิ่งมอดดับ หอประชุมสายในพังทลาย หอคัมภีร์ถูกเผาวอดวาย ลานประลองศิลาแตกร้าวไม่มีชิ้นดี ศิษย์สำนักในชุดสีครามที่รอดชีวิตกำลังใช้ 'ยันต์เคลื่อนย้าย' และ 'ค่ายกลพยุงวัตถุ' ช่วยกันลำเลียงซากปรักหักพังและร่างไร้วิญญาณของพี่น้องร่วมสำนักมากองรวมกันที่ลานกว้าง แสงจากเพลิงปราณวิญญาณสีฟ้าที่จุดขึ้นเพื่อสวดส่งวิญญาณ สว่างไสวท่ามกลางรุ่งอรุณอันแสนเศร้า


อาเจียร่อนลงจอดที่ลานกว้างหน้าหอประชุม ร่างกายของเขาชาหนึบเมื่อก้าวเดินเข้าไปใกล้โลงศพไม้สนสองใบที่ถูกคลุมด้วยผ้าขาว ซึ่งถูกรักษาอุณหภูมิไว้ด้วย 'อักขระเหมันต์นิรันดร์' เพื่อรักษาสภาพร่าง


เขาทรุดเข่าลงเบื้องหน้าโลงศพ มือที่เคยกอดสมบัติอย่างบ้าคลั่ง บัดนี้สั่นเทาขณะเอื้อมไปแตะขอบโลงศพของ 'ปู่หลิน' และ 'เฒ่าใบ้' สองผู้อาวุโสที่เปรียบเสมือนครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเขาตั้งแต่จำความได้


"ท่านปู่... เฒ่าใบ้..." น้ำเสียงของอาเจียแตกพร่า หยาดน้ำตาที่เขาเกลียดนักหนาเอ่อล้นออกมาจากหางตา หยดลงบนพื้นศิลาที่เปื้อนคราบเลือด


ความโศกเศร้าถาโถมเข้าใส่จนอึดอัด ภาพความทรงจำที่ปู่หลินคอยดุด่า หรือภาพเฒ่าใบ้ชายแก่ที่ใจดี ผุดขึ้นมาในหัว ซ้อนทับกับภาพภูเขาสมบัติที่เขาเพิ่งดีใจเมื่อครู่


"สมบัติพวกนั้น... มันซื้อชีวิตพวกท่านกลับมาไม่ได้เลย..." อาเจียกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกมา


หลินชิงเสวี่ยก้าวเข้ามายืนเคียงข้าง นางวางดอกเบญจมาศสีขาวที่สร้างจากปราณน้ำแข็งลงบนโลงศพ "พวกเขาปกป้องสำนักจนลมหายใจสุดท้าย อาเจีย... พวกเขาไม่เคยเสียใจที่ได้ปกป้องสถานที่แห่งนี้... และปกป้องเจ้า"


อาเจียนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน เขายกมือขึ้นปาดน้ำตาทิ้งไปอย่างลวกๆ ก่อนจะล้วงเอา 'ตราประทับไม้' ซึ่งเป็นกุญแจควบคุมค่ายกลพยนต์หมื่นศิลา ที่รับสืบทอดมาจากปู่หลินขึ้นมาดู


(สัมผัสได้หรือไม่...) มู่เฉินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนกว่าปกติ (ตราประทับไม้นั้น มีแก่นแท้ของ 'อักขระสูญตา' หลับใหลอยู่ ปู่ของเจ้าใช้ชีวิตทั้งชีวิตปกป้องมัน เพื่อรอวันที่ผู้สืบทอดที่แท้จริงจะมาปลุกมันขึ้นมา... หนี้เลือดครั้งนี้ เจ้าจะมัวแต่นั่งร้องไห้ไม่ได้ สำนักยังต้องการเจ้า)


"ข้าทราบแล้วขอรับ ท่านอาจารย์"


อาเจียลุกขึ้นยืน นัยน์ตาสีเข้มที่เคยเต็มไปด้วยความซุกซนและหน้าเงิน บัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็น อำมหิต และการคำนวณที่ลึกล้ำยากจะหยั่งถึง เขาหันไปมองซากปรักหักพังของสำนัก ก่อนจะหันกลับมามองหลินชิงเสวี่ย


"ศิษย์พี่หญิง... รบกวนท่านเป็นธุระจัดการพิธีศพให้ท่านปู่และเฒ่าใบ้ให้สมเกียรติที่สุด ใช้ศิลาปราณระดับสูงทั้งหมดที่เรามี จัดเตรียมโลงศพหยกหิมะให้พวกเขา"


หลินชิงเสวี่ยพยักหน้า "แล้วเจ้าล่ะ จะไปที่ใด? ร่างกายเจ้ายังไม่ฟื้นฟูเต็มที่นะ"


"ข้ามีงานต้องทำ" อาเจียเหยียดยิ้มเย็นเยียบ แววตาแฝงความชั่วร้ายของพ่อค้าที่พร้อมจะขูดรีดศัตรูให้ตายทั้งเป็น "สมบัติที่ปล้นมาได้ มันเทียบไม่ได้เลยกับมูลค่าความเสียหายของสำนักหมึกวารี!"


เด็กหนุ่มหันไปมองทิศตะวันตกอันเป็นที่ตั้งของสำนักอัสนีบาต


"และตระกูลเหลย... คิดว่าทิ้งสมบัติไว้แล้วจะจบหรือ? งานนี้... ข้าจะส่งบิลเก็บเงินค่าซ่อมแซมสำนักห้าล้านศิลาปราณ ไปกระแทกหน้าพวกมันถึงยอดเขา!"


พูดจบ อาเจียก็สะบัดแขนเสื้อ เดินนำเจ้าสัวที่ก้าวเดินตามหลังอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้ากลับไปยังเขตหอศัสตราเก่า ความเศร้าโศกถูกแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดัน กงล้อแห่งการชำระแค้นและการค้ากำไรเกินควรได้ถูกหมุนขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์!


การเตรียมตัวส่งสาส์นทวงหนี้ที่สะเทือนฟ้าสะเทือนดิน กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในอีกไม่ช้า!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน