หลังจากสถานการณ์โรคระบาดคลี่คลายในหนึ่งเดือนต่อมาและรัฐหลู่กำลังจะมีงานมงคลคืองานฉลองขึ้นรับตำแหน่งของหลู่อ๋องคนใหม่ ประเด็นอยู่ที่การหาหลู่อ๋องคนใหม่ที่เหมาะสม
โดยมีตัวเต็งอันดับหนึ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากชาวบ้านเกือบทั้งรัฐ อีกทั้งอีกฝ่ายยังมีฐานะเป็นถึงองค์ชายสิบเอ็ด
องค์ชายที่ไม่มีใครรู้มาก่อนว่ามีตัวตนอยู่ แต่นั้นไม่สำคัญแล้ว พอองค์ชายสิบเอ็ดปรากฎตัวขึ้นก็สร้างคุณูประการด้วยการกำจัดอ๋องโฉดที่ประพติตัวมิชอบจนชาวบ้านสาปแช่งสิบทิศ ทั้งยังก้าวขาออกมาในยามที่รัฐกำลังเผชิญความยากลำบาก จนผ่านพ้นวิกฤติไปได้
ทำให้ตอนนี้ ชื่อเสียงขององค์ชายสิบเอ็ดไม่น้อยไปกว่าชื่อเสียงขององค์รัชทายาทเลย ทำให้องค์รัชทายาทที่เป็นองค์ชายสิบสองรู้สึกว่าบัลลังก์ไม่มั่นคง ต้องทำอะไรสักอย่างเพื่อให้ความกังวลใจนั้นหายไป
ประจวบเหมาะพอดีกับการที่ได้รับจดหมายแนะนำที่อ๋องจากทุกรัฐได้ส่งมา เมื่ออ่านความคิดเห็นของอ๋องทั้งหกรัฐแล้ว องค์รัชทายาทเรียกฉีคุนอ๋องไปพบเป็นการส่วนตัวที่ห้องอาหารของโรงเตี๊ยมอิ่มหน่ำสำราญ
องค์รัชทายาทมาในชุดลำลองไม่ดึงดูดสายตา นั่งอยู่หน้าโต๊ะที่มีของว่าง ด้านล่างมีการเดินขบวนของกลุ่มนักแสดงตลก สนุกสนานครึกครื้นอย่างยิ่ง ใจความสำคัญของการแสดงก็เพื่อขอบคุณสำหรับการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ ทั้งยังเป็นการแสดงเชิงสัญญาลักษณ์เพื่อปัดเป่าความอัปมงคลในช่วงที่ผ่านมา
“ข้าเห็นว่าท่านไม่ได้เขียนแนะนำมาให้ข้าเลย ท่านทำเช่นนี้ตั้งใจจะสื่อว่าอะไรกันแน่ หรือท่านจงใจเมินเฉยต่อคำรับสั่งของข้า เห็นว่าข้าเป็นเพียงองค์ชายสิบสอง จึงคิดจะไปสนับสนุนเสด็จพี่”
ความไม่พอพระทัยและความระแวงกำลังเล่นงานคนผู้หนึ่งที่เป็นรองแค่ฝ่าบาท ทั้งๆ ที่เป็นเพียงประกายไฟเล็กๆ กระนั้นองค์รัชทายาทก็จากเมืองลั่วหยางขึ้นเหนือสู่รัฐฉี เพราะยิ่งสูงก็ยิ่งเสี่ยง คลื่นอาจเล็กน้อยแต่พอนานวันเข้าก็พังปราสาททรายได้
เซี่ยเสวี่ยเป็นองค์รัชทายาทที่ถูกแต่งตั้งได้ไม่นาน เขาไม่ใช่องค์ชายองค์โตที่สุด และเกิดจากนางสนมไร้ศักดิ์ฐานะ ทว่าเขามีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในบรรดาองค์ชายแล้ว กระทั่งสติปัญญาก็เรียกได้ว่าเฉียบคม หากว่าไม่แล้ว ตำแหน่งองค์รัชทายาทไหนเลยจะตกมาถึงเขา ก่อนหน้าเขามีองค์ชายกี่สิบองค์กัน รวมทั้งเซี่ยหยวนที่บังเอิญเกิดต้นปี ส่วนเซี่ยเสวี่ย เกิดปลายปี กลายเป็นองค์ชายสิบสอง เท่านี้ในใจเซี่ยเสวี่ยก็บังเกิดความไม่พอใจแล้ว แรกสุดก็คิดแค่ว่าบรรดาเสด็จพี่ทั้งหลายก่อนหน้าไม่ได้เรื่อง จัดการเล็กๆ น้อยๆ ก็ได้แล้ว มาวันนี้ดันมีเสด็จพี่ที่มีทั้งปัญญาและคนรัก เซี่ยเสวี่ยไม่อาจอยู่เฉยจริงๆ
ฉีคุนย่อมรู้ดี เพราะเช่นนี้จึงง่าย...
“องค์รัชทายาททรงคิดมากไปแล้ว กระหม่อมไหนเลยจะกล้า เพียงแค่กระหม่อมไม่เห็นว่าองค์ชายสิบเอ็ดจะน่าเกรงกลัวที่ตรงไหน อย่าทรงลืมสิพะยะค่ะ องค์ชายสิบเอ็ดไม่มีคนหนุนหลังเลยสักคน แค่เพียงคำสรรเสริญของชาวบ้านทั่วไป จะสั่นคลอนบัลลังก์พระองค์ได้อย่างไร”
“ถึงอย่างนั้นท่านก็ควรจะเขียนอะไรมาสักหน่อย มิใช่ว่างเปล่าเช่นนี้ ท่านก็รู้ว่าข้าอยากฟังความเห็นของท่านที่สุด” หากว่าองค์รัชทายาทไม่ใช่องค์ชายสิบสอง และไม่ได้กำเนิดจากสนมชั้นรอง เซี่ยเสวี่ยจะไม่กังวลเลย แต่ตำแหน่งที่นั่งอยู่เหมือนอยู่ปากเหวทุกวัน พลาดเพียงนิดเดียวก็ตกลงไปตาย ดังนั้นเซี่ยเสวี่ยจึงไม่อยากจะพลาดแม้แต่น้อย
“เช่นนั้นกระหม่อมจะพูดให้พระองค์ฟัง องค์รัชทายาท เซี่ยหยวนเป็นเพียงองค์ชายสิบเอ็ดที่ไร้การสนับสนุนและพวกพ้อง แต่ก็ดังที่พระองค์กังวล เซี่ยหยวนเป็นคนที่ได้รับการพูดถึงมากมายในช่วงนี้ หากพระองค์ไม่อยากให้เซี่ยหยวนได้มีโอกาสแม้เพียงเล็กน้อยในการชิงบัลลังก์ เช่นนั้นก็มีวิธีหนึ่งที่กระหม่อมคิดได้” ฉีคุนเทเทน้ำร้อนใส่ถ้วยชงชาอย่างดี ก่อนจะคอยครู่หนึ่งให้รสชาติที่เลิศล้ำของใบชาได้ออกมาจนหมดอย่างช้าๆ
“วิธีอะไร ท่านลองพูดให้ข้าฟังสิ”
ฉีคุนยิ้มเล็กน้อยจนเหมือนไม่ได้ยิ้มด้วยซ้ำ มือเอื้อมไปเทน้ำชาที่ได้ที่แล้วลงถ้วยใบเล็กลายเรียบ ช่วงเวลานั้นเซี่ยเสวี่ยไม่แทรกพูดหรืออะไร รอให้ฉีคุนเทชาจนถึงสองในสี่ของถ้วยชา ถ้วยแรกฉีคุนส่งให้เซี่ยเสวี่ย
“องค์รัชทายาท การจะกำจัดคนผู้หนึ่งนั้นง่ายเพื่อพลิกฝ่ามือ ทว่าจะทำอย่างไรให้คนผู้หนึ่งมีชีวิตอยู่และเป็นประโยชน์ เรื่องนี้สำคัญมาก นับแต่อดีตมา ตำแหน่งอ๋องทั้งเจ็ดรัฐก็เป็นฝ่าบาททรงแต่งตั้งเพื่อให้ช่วยงานราชการบ้านเมือง มีอำนาจรองจากท่าน แต่ไม่อาจจะแย่งตำแหน่งท่านไปได้ คนผู้นั้นคือคนอย่างเช่นกระหม่อมพะย่ะค่ะ”
เซี่ยเสวี่ยรับถ้วยชาไป แววตาเปล่งประกายรู้แจ้ง จึงจิบน้ำชารสละมุนคำหนึ่ง จริงสินะ หากว่าเสด็จพี่ได้รับการแต่งตั้งเป็นท่านอ๋อง ท่านพี่ย่อมต้องสละแซ่เซี่ย พอไม่เป็นคนแซ่เซี่ยแล้ว การจะหวนกลับมาสั่นคลอนบัลลังก์ก็เป็นไปไม่ได้แล้ว ทั้งยังจะกลายเป็นลูกน้องของเขาในอนาคต
“ท่านคิดว่าเสด็จพี่ควรจะเป็นหลู่อ๋องคนต่อไป...”
“องค์รัชทายาททรงปราดเปรื่องนัก” ฉีคุนประสานมือ หลุบตาลงพื้นคล้ายชื่นชม...
เซี่ยเสวี่ยคลายยกภูเขาออกจากอกแล้ว เมื่อจิบน้ำชาจนหมดถ้วย ก็เตรียมจะกลับไปเมืองลั่วหยาง “เอาล่ะ วันนี้พอแค่นี้ ไว้วันหลังข้าจะเลี้ยงอาหารท่านดีๆ สักมื้อเป็นการตอบแทนในน้ำใจ”
“องค์รัชทายาททรงเกรงใจไปแล้ว กระหม่อมไม่ได้ทำอะไรเลย ทั้งยังทำให้พระองค์ต้องลำบากมาถึงรัฐฉี กระหม่อมรู้สึกผิดนัก เพียงแต่ช่วงนี้มีสิ่งหนึ่งที่รบกวนใจกระหม่อมไม่น้อย เลยละเลยที่จะถวายงานต่อพระองค์ ขอให้องค์รัชทายาทโปรดอภัยด้วย”
เซี่ยเสวี่ยฉลาดพอที่จะฟังออกว่าประโยคนั้นของฉีคุนอ๋องมีประเด็นอยู่ที่ใด ใบหน้าจึงประดับไปด้วยรอยยิ้ม พร้อมจะยื่นมือไปหาฉีอ๋องที่ปราดเปรื่องผู้นี้ เซี่ยเสวี่ยอยากจะดึงฉีคุนมาเป็นพวกตั้งนานแล้ว แต่อีกฝ่ายก็ยังไม่แสดงท่าทีใดๆ ว่าอยากจะภักดีต่อเขาหรือไม่ แต่หากได้ฉีคุนอ๋องมาเป็นพวกคอยสนับสนุน นั้นจะประเสริฐเพียงใด ตอนกล่าวคำออกไป น้ำเสียงจึงเจือความเป็นกันเองสองส่วน
“มีสิ่งใดที่รบกวนใจท่าน ลองบอกให้ข้าฟังสิ ไม่แน่ข้าอาจจะพอช่วยอะไรท่านได้บ้าง แน่นอนว่าย่อมต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในขอบขายของข้า ไม่งั้นข้าคงช่วยอะไรท่านไม่ได้เช่นกัน”
“กระหม่อมไหนเลยจะกล้ารบกวนพระองค์ เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยในครอบครัว” น้ำเสียงฉีคุนเกรงใจอยู่หลายส่วน นำพาให้เซี่ยเสวี่ยร้อนใจเล็กน้อย เขาต้องการฉีคุนมาเป็นพวก ติดหนี้บุญคุณได้ยิ่งดี เพราะหากว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว ย่อมแสดงว่าอยู่ฝ่ายเดียวกัน
“ฉีอ๋อง ท่านเกรงใจไปแล้ว พวกเรานับว่าเป็นคนคุ้นเคย มีอะไรให้ต้องเกรงอกเกรงใจกัน ท่านกล่าวมาเถอะ หากว่าเรื่องของท่านไม่ได้เหลือบ่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของข้า ข้าย่อมรับปากท่านแน่นอน”
ช่วงเวลานั้นหากว่าฉีคุนยอมเอ่ยปากมา นั้นแสดงว่ายอมรับแล้วว่าเป็นพวกเดียวกับองค์รัชทยาท ดังนั้นเซี่ยเสวี่ยจึงรอฟังอย่างใจจดจ่อ พลางเอ่ยคำในใจแล้วว่าต่อให้เรื่องที่ฉีคุนต้องการจะเหลือบ่ากว่าแรงแค่ไหน เซี่ยเสวี่ยจะทำทั้งจะทำให้สำเร็จ
ฉีคุนยิ้มเล็กน้อยอย่างเกรงใจ “องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแน่ใจว่าพระองค์คงได้ยินเรื่องของสมาคมเฟิงซานเล่อปู้มาบ้าง ในช่วงเวลาไม่นานมานี่ทางสมาคมร่อนจดหมายกล่าวโทษมายังคนผู้หนึ่งที่มีศักดิ์เป็นว่าที่น้องเขยของกระหม่อม เคราะห์ร้ายที่กระหม่อมไม่อาจจะช่วยอะไรเขาได้ แต่หากว่าเป็นพระองค์เอ่ยปาก กระหม่อมคิดว่าทางสมาคมย่อมต้องฟังไม่มากก็น้อย”
เซี่ยเสวี่ยย่อมเคยได้ยินมาก่อน รู้ด้วยว่าอีกฝ่ายชื่อกู้เลี่ยงรุ่ย มานะเป็นถึงเจ้าสำนัก แต่ว่าเสด็จพ่อได้กล่าวแล้วว่าจะไม่เอาความอะไร แต่ก็ว่าไม่ได้ การปกครองระหว่างการเมืองและยุทธภพแยกจากกัน การที่เจ้าสำนักกู้ติดต่อปกป้องปีศาจนับเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นประหารทิ้ง อีกทั้งในปฏิญาณข้อตกลง สมาคมเฟิงซานเล่อปู้ อยู่เหนืออำนาจฮ่องเต้ พวกเขาไม่ขึ้นตรงกับใครนอกจากคนดูแลสมาคม แม้แต่เสด็จพ่อก็ต้องฟังพวกเขา ดังนั้นใบหน้าเซี่ยเสวี่ยจึงปรากฎความครุ่นคิดขึ้นมาเล็กน้อย
“ท่านจะให้ข้าหาวิธียกโทษให้เขาหรือ?”
“นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่กระหม่อมอยากจะขอให้พระองค์ทรงช่วย คือเลื่อนเวลาออกไปให้กระหม่อมสี่เดือน หลังจากสี่เดือนก็ให้สมาคมส่งจดหมายเชิญมาอีกที เขาจะต้องไปรับโทษที่สมาคมอีกแน่”
“เหตุใดต้องเลือนออกไปถึงสี่เดือน ในเมื่อท่านไม่คิดจะหาทางอื่นเพื่อช่วยเขา” หลังสี่เดือนก็ยังมีโทษและความผิดอยู่ ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเสียหน่อย
ฉีคุนเพียงยิ้มน้อยๆ ไม่ตอบ ท่าทีสุภาพเรียบเฉย
เซี่ยเสวี่ยเห็นว่าฉีคุนอ๋องไม่คิดจะตอบก็ไม่อยากเซ้าซี้ แม้จะอยากรู้มากเพียงใดก็ตาม ลองพินิจพิเคราะห์ก็ไม่อาจเดาความคิดของเขาได้ หลังพิจารณาดูก็เห็นว่าคำขอของฉีอ๋องไม่ได้ลำบากใจอะไร การเลือนเวลาออกไปสี่เดือน ไม่เกินความสามารถ จึงตกปากรับคำด้วยรอยยิ้ม
“ได้ สี่เดือน ข้าจะทำให้ทางสมาคมเลือนเวลาให้เจ้าสำนักกู้เอง”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะ”