ไป่ฉีที่กำลังนั่งดูการจับสลากแบ่งสายการแข่งกันอยู่ เขาไม่รู้ว่ากฎการประลองของตำหนักเทพกิเลนจะเหมือนกับที่ตระกูลไป่รึเปล่า จึงได้หันไปหาจี๋หลินเวิ่นเทียน
“ประมุขจี๋หลิน” ไป่ฉีเอ่ยปากเรียก
“หืม ท่านอวี้กง มีอะไรรึครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม
“ในการจับสลากหาคู่แข่งขัน หากต้องเจอกับคนที่มีพลังปราณต่างกัน คนที่มีปราณน้อยกว่าจะไม่เสียเปรียบเอางั้นรึ” ไป่ฉีถาม
“นั่นก็ต้องโทษตัวของพวกเขาเองที่ยังฝึกฝนมาไม่มากพอ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“ท่านอวี้กง การประลองมีแต่ต้องใช้ความสามารถให้เต็มที่ หากมีเจตนาเข้าร่วมแข่งขัน แสดงว่าต้องมั่นใจในฝีมือของตน ดังนั้นหากพบกับคู่ต่อสู้ที่มีพลังปราณสูงกว่าก็ถือว่าได้ประสบการณ์ ไม่ว่าแพ้หรือชนะ” จางหนี่หวังกล่าวสนับสนุนความคิดของจี๋หลินเวิ่นเทียน
“ไร้สาระ เริ่มการประลองก็โดนซัดตูมเดียวออกจากลานประลอง นั่นน่ะเหรอประสบการณ์ที่ประมุขจางพูดถึง ฉันคิดต่างจากพวกท่านทั้ง 2 คน การประลองนั้นหากคู่ต่อสู้มีพลังปราณต่างกันไม่เกิน 1-2 ขั้น ให้จัดการแข่งขันตามปกติ แต่หากมีพลังปราณต่างกันเกินกว่า 2 ขั้น ให้ดำเนินการต่อสู้โดยการห้ามใช้พลังปราณ วิธีนี้จะสามารถวัดความสามารถได้ดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว เล่นเอาจางหนี่หวังถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว แต่มันก็จริงที่หลายการประลองที่คู่ต่อสู้พลังต่างกันมาก พอเริ่มประลองก็ถูกซัดออกนอกลานประลองไปแล้ว แบบนั้นมันจะได้ประสบการณ์อะไร ประสบการณ์ความอับอายน่ะสิไม่ว่า
“กรณีหลัง มันก็ไม่ยุติธรรมกับคนที่มีพลังปราณมากน่ะสิ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“เปล่าเลย นอกจากจะยุติธรรมแล้ว ท่านอาจพบเพชรเม็ดงามจากคนเหล่านั้นก็ได้ การประลองสามารถวัดได้ด้วยพลังสองอย่าง คือ พลังปราณ และกระบวนท่าต่อสู้ หากใช้วิธีของท่านทั้ง 2 ผู้เข้าประลองคงไม่สามารถพัฒนาตนเองได้มากนัก ทำไมน่ะเหรอ ก็เพราะคนที่มีปราณสูงจะเน้นแต่การใช้พลังปราณที่มากกว่าเข้าต่อสู้ แต่หากเขาเจอคู่ต่อสู้ที่ระดับปราณสูสีกันล่ะ เขาคนนั้นก็ต้องมาวัดกันด้วยกระบวนท่าในการต่อสู้ ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างผู้ที่มีพลังปราณต่างกันเกิน 2 ขั้น ให้กำหนดกฎการต่อสู้โดยใช้เฉพาะกระบวนท่า จึงจะได้ประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมการประลองอย่างแท้จริง” ไป่ฉีกล่าว ส่วนจี๋หลินเวิ่นเทียนกับจางหนี่หวังกำลังคิดถึงสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่
“อย่างนี้นี่เอง เข้าใจแล้ว หลังจบงานประลองนี้ฉันจะประกาศกฎการประลองของสมาคมการค้าในปีนี้ โดยจะใช้กฎแบบเดียวกับที่ท่านอวี้กงบอก ฉันว่ามันยุติธรรมกว่าแบบเดิมมาก” จางหนี่หวังกล่าว
'เพียงแค่คำพูดของท่านอวี้กง ก็สามารถเปลี่ยนความคิดของประมุขจางได้เลยเหรอ ดูท่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงจะลึกซึ้งน่าดู' จี๋หลินเวิ่นเทียนคิด
“ดีล่ะ ถ้าเช่นนั้น ฉันจะใช้กฎนี้กับการแข่งขันครั้งนี้ด้วย” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวขึ้น ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้อาวุโสที่เบิกตากว้างจนลูกตาแทบจะกลิ้งหลุดออกมาจากเบ้า พวกเขาไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าประมุขของพวกเขาจะเห็นดีเห็นงามกับความคิดแหวกแนวของอวี้กง
'พวกเด็กน้อยพวกนี้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ยึดติดกับการประลองเดิม ๆ ข้าไม่แปลกใจเลยที่ยุทธภพทุกวันนี้มีแต่พวกใช้ปราณซัดใส่ศัตรูตรง ๆ ไม่มีการปะทะกันด้วยกระบวนท่าแม้แต่น้อย' ไป่ฉีคิดพร้อมกับส่ายหน้า
“ประมุขครับ ผมว่ามันไม่เหมาะที่จะมาเปลี่ยนกฎการแข่งขันเอาตอนนี้นะครับ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว
“ที่ไม่เปลี่ยนเพราะลูกหรือหลานของท่านไม่มีฝีมือรึเปล่า หรือฝึกมาแต่พลังปราณ ไม่ได้ฝึกกระบวนท่ากันล่ะ” จางหนี่หวังรีบพูดขึ้นมา เธอรู้ว่าอวี้กงต้องตอบเรื่องนี้แน่ แต่แทนที่จะให้อวี้กงพูด เธอพูดเองดูจะเหมาะกว่า
“มะ...ไม่ใช่ครับประมุขจาง ผมแค่คิดว่าเด็ก ๆ อาจจะไม่พอใจกัน” ผู้อาวุโสกล่าว
“ถ้าไม่พอใจก็ให้สละสิทธิ์ไปซะ กฎนี้ฉันเห็นว่าจะช่วยพัฒนาบุคลากรของตระกูลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เหมือนกับคราวที่เกิดเหตุโจมตีสมาคมการค้าตะวันจันทรา หากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนา พวกเราก็รอวันจะล่มสลายจากน้ำมือของพวกพรรคตะวันดับได้เลย” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“พวกเราทราบแล้วครับ” ผู้อาวุโสทุกคนต่างเข้าใจถึงจุดประสงค์ของประมุขของตนแล้ว
“การประลองในปีนี้ เราจะใช้กฎใหม่” จี๋หลินเวิ่นเทียนส่งปราณสื่อสารกับผู้อาวุโสคุมกฎที่กำลังทำการให้ผู้เข้าประลองจับสลากกันอยู่ โดยได้บอกรายละเอียดกฎที่เปลี่ยนแปลงไปในปีนี้ให้ฟัง
“การจับคู่เสร็จสิ้น จากนี้ไปจะเป็นการบอกกฎการแข่งขัน ซึ่งผลแพ้ชนะนั้นจะตัดสินจากการขอยอมแพ้ หมดสติ หรือบาดเจ็บหนักจนเห็นว่าไม่สามารถสู้ต่อได้แล้ว การออกนอกเขตพื้นที่การประลอง ซึ่งโดมที่ครอบคลุมสนามประลองที่ทุกคนเห็นอยู่ตอนนี้เป็นตัวกำหนดเขตของพื้นที่การประลอง ขอให้ระวังไว้ด้วย สำหรับการประลองเป็นตายนั้น ถ้าผู้เข้าแข่งขันต้องการประลอง จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสเกินครึ่งหนึ่งของผู้อาวุโสทั้งหมด จึงจะสามารถทำการแข่งขันประลองเป็นตายกันได้ อีกประการหนึ่งคือกฎใหม่ หากคู่ที่ประลองกันมีระดับลมปราณแตกต่างกันเกินกว่า 2 ขั้น การประลองของคู่นั้นให้ทำการต่อสู้กันด้วยกระบวนท่าเพียงเท่านั้น หากตรวจพบว่ามีการใช้พลังปราณแฝงไปกับการโจมตี คนคนนั้นจะถูกตัดสินให้แพ้ทันที ส่วนการใช้อาวุธลมปราณจะให้ใช้ได้ในรอบ 4 คนสุดท้ายเท่านั้น ทั้งนี้กฎใหม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสและประมุขแล้ว หากผู้ใดยอมรับกฎไม่ได้ก็ขอให้สละสิทธิ์ไปซะ” ผู้อาวุโสคุมกฎอธิบายกฎการแข่งให้ฟัง
มีผู้ร่วมประลองหลายคนแสดงท่าทีไม่พอใจ แต่ใครล่ะจะกล้าถอนตัว หากถอนตัวก็เท่ากับว่าตนเองยอมรับว่าอ่อนแอในด้านกระบวนท่าน่ะสิ สำหรับคนที่เติบโตมาในตระกูลใหญ่แล้ว หน้าตาและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งสำคัญ มีแต่ต้องลุยเท่านั้น
“ในเมื่อไม่มีใครถอนตัวจากการแข่งขัน เราจะเริ่มการประลองคู่แรกกันได้เลย” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว
การประลองเริ่มขึ้นแล้ว ไป่ฉีคอยมองการเคลื่อนไหวของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าร่วมประลอง จนหลังจบการประลอง 1 คู่ เขาจะยืนขึ้นและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประลองทั้งคู่อย่างเท่าเทียม ด้วยการกระทำเช่นนี้ ไป่ฉีสามารถซื้อใจจากเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มาร่วมการประลองในครั้งนี้ได้อย่างมาก ผู้ที่ไม่ได้ลงแข่งต่างมองผู้เข้าประลองด้วยความอิจฉา ใครเล่าจะไม่อยากได้รับคำแนะนำจากเทพกระบี่
'การประลองของเฟิงเทียนกับเส้าเทียนถูกแยกไว้คนละสาย หากว่าเส้าเทียนมีฝีมือจริงก็จะได้เจอกับเฟิงเทียนในรอบ 4 คนสุดท้าย เท่าที่เรารู้มา การประลองในครั้งนี้จี๋หลินเวิ่นเทียนได้ประกาศไปแล้วว่าจะยกตำแหน่งประมุขน้อยให้กับผู้ที่ชนะเลิศ ไม่ว่าจะเพศไหน สายเลือดใดก็แล้วแต่ นับว่าเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสียจริง ๆ เพราะหากผู้ชนะเป็นคนของตระกูลในความปกครองของตำหนักเทพ นั่นจะต้องสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าผู้อาวุโสและคนในตระกูลแน่' ไป่ฉีคิด
“คู่ต่อไป นายน้อยจี๋หลินเส้าเทียน ปะทะกับจี๋หลินเต๋อเทียน” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศชื่อผู้ประลอง
การประลองเริ่มขึ้น เห็นได้ชัดว่าจี๋หลินเต๋อเทียนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจี๋หลินเส้าเทียนแม้แต่น้อย จึงพ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว ซ้ำยังบาดเจ็บหนักอีกด้วย ผู้อาวุโสหอโอสถจึงเร่งรีบเข้าไปปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน ไป่ฉีสังเกตุเห็นผู้อาวุโสคนหนึ่งกำหมัดแน่น
'เดาไม่ยาก จี๋หลินเต๋อเทียนคงเป็นลูกหลานของผู้อาวุโสคนนั้น แต่หากเขาถูกหามออกไปแล้วข้าจะชี้แนะเขาได้ยังไง' ไป่ฉีคิด ก่อนจะลุกขึ้นเหาะลงไปยังร่างของจี๋หลินเต๋อเทียนทันที ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่าคนของตำหนักเทพและตระกูลในปกครองของตำหนักเทพ
“ท่านอวี้กง” ผู้อาวุโสหอโอสถคำนับไป่ฉี 1 ครั้ง
“ไม่ต้องมากพิธี นี่เป็นคนแรกในการประลองที่เจ็บหนักขนาดนี้ หากหามออกไป เขาจะไม่ได้รับการชี้แนะจากฉัน ดังนั้น.....” ไป่ฉีวาดอักขระปราณอย่างรวดเร็ว แต่คนอื่นกลับเห็นเพียงแค่มือของเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่นานอาการของจี๋หลินเต๋อเทียนก็ดีขึ้น จนได้สติ
“แคก ๆ ขอบคุณท่านเทพกระบี่” จี๋หลินเต๋อเทียนที่อาการดีขึ้นรีบกล่าวขอบคุณ เมื่อรู้ว่าใครเป็นคนรักษาเขา
“เจ้ายังอ่อนประสบการณ์ในการต่อสู้มากเกินไป การโจมตีตรงและทื่อ ไม่พลิกแพลง เห็นได้ชัดว่ายังไม่แตกฉานในกระบวนท่า พลังปราณของเจ้านับว่าไม่เลว จากนี้ควรแบ่งเวลาฝึกฝนกระบวนท่าให้มากขึ้น” ไป่ฉีแนะนำ
“ขอบคุณท่านเทพกระบี่” จี๋หลินเต๋อเทียนประสานมือคำนับทั้งที่ยังนอนอยู่บนเปลสนาม
“ไปรักษาตัวเถอะ” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะหันมาหาจี๋หลินเส้าเทียน
“เทพกระบี่ ท่านมีอะไรจะชี้แนะ” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าวอย่างสุภาพ นับว่าฉลาดอยู่บ้างที่รู้จักกาลเทศะ
“ก่อนอื่น กระบวนท่าของเจ้าเหมือนจะเพิ่งฝึกได้ไม่นาน กระบวนท่าพื้นฐานทำได้ดี แต่ยังมีปัญหาเรื่องการต่อกระบวนท่าให้ต่อเนื่อง ส่วนเรื่องพลังปราณนั้นยังขาดการฝึกจัดสรรค์พลัง เรื่องนี้ไม่มีใครสอนเจ้าได้ เจ้าต้องฝึกด้วยตัวของเจ้าเอง หรือสังเกตจากการใช้พลังปราณของประมุขจี๋หลินดู แล้วนำมาปรับใช้กับตนเอง” ไป่ฉีกล่าว
“ขอบคุณที่ชี้แนะ” จี๋หลินเส้าเทียนประสานมือคำนับ
ไป่ฉีมองจี๋หลินเส้าเทียนก่อนจะเหาะกลับไปนั่งที่ของตน สำหรับเขาแล้ว จี๋หลินเส้าเทียนแม้ภายนอกตอนนี้จะดูดี แต่เขาก็รู้ดีว่าเจ้าเด็กนี้เนื้อในเป็นเช่นไร จากการที่ได้ฟังสิ่งที่เด็กนี่พูดคุยกับจี๋หลินเวิ่นเทียนที่โรงประมูล
“ท่านอวี้กง ขอบคุณที่ช่วยรักษาหลานชายของผม” ผู้อาวุโสที่เป็นตาหรืออาจเป็นปู่ของจี๋หลินเต๋อเทียนเข้ามากล่าวขอบคุณไป่ฉี
“มิได้ เกรงว่าหากปล่อยไปจะหายช้า อาจกระทบต่อการฝึกฝนของเขาได้ จึงอดเสียดายเวลาที่เขาต้องพักฟื้นไม่ได้ ท่านก็รู้ถึงความทรมานที่เห็นคนอื่นก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตัวเองต้องมานอนพักฟื้นและเห็นผู้อื่นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ตนเองทำอะไรไม่ได้เลย” ไป่ฉีกล่าว ซึ่งผู้อาวุโสกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนจะกลับไปนั่งที่
“อีกไม่กี่คู่จะเป็นลูกชายอีกคนของท่านเวิ่นเทียนสินะ” จางหนี่หวังกล่าว
“ใช่ เขาก้าวหน้าเร็วมาก ผมเองเคยเห็นการฝึกกระบวนท่าของเขาครั้งหนึ่ง มันสง่างามแต่ทรงพลัง เคยถามรายละเอียดเหมือนกัน แต่เจ้าตัวไม่ค่อยบอกรายละเอียดเท่าไหร่” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว
“เช่นนั้นก็ต้องรอดู” ไป่ฉีกล่าว ทุกคนจึงมองไปยังลานประลองเพื่อดูการประลองต่อ ซึ่งเฟิงเทียนนั้นได้ประลองเป็นคู่สุดท้าย
“คู่สุดท้ายของรอบแรก นายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน กับ จี๋หลินไท่หยาง ทั้ง 2 ขึ้นมาบนเวทีได้” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ ทั้ง 2 คนเดินขึ้นมาบนเวที สีหน้าของเฟิงเทียนนั้นดูสงบ หากแต่ภายในเขาตื่นเต้นมาก นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฝึกมา ที่เขาจะได้สู้กับคนจริง ๆ ไม่ใช่พวกที่อยู่ในอุปกรณ์จำลองการต่อสู้ของท่านอาจารย์
“การแข่งขันครั้งนี้นายน้อยเฟิงเทียนมีระดับปราณที่ปราณระดับจักรพรรดิ ส่วนไท่หยางนั้นอยู่ระดับราชันย์ขั้น 8 กฎการแข่งขันในรอบนี้ให้ใช้การต่อสู้ด้วยกระบวนท่าเท่านั้น ทั้ง 2 คนเข้าใจไหม” ผู้อาวุโสคุมกฎถาม เฟิงเทียนกับไท่หยางพยักหน้า
“ดี เช่นนั้น การประลองเริ่มได้” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ ก่อนที่ตนเองจะกระโดดออกจากลานประลอง
__________________________________
สมาคมการค้าตะวันจันทรา (ก่อนไปงานประลองตำหนักเทพกิเลน)อวี้กง : ประมุขจาง ท่านจะแต่งอะไรนักหนาจางหนี่หวัง : เราออกงานทั้งที ก็ต้องจัดเต็มสักหน่อยอวี้กง : แต่จัดเต็มที่ว่าเนี่ย ลงแป้งหนาไปนะครับ เกรงว่ายิ้มทีนึงแป้งจะแตกร่วงจนกลายเป็นผีตุ๊กตากระเบื้องไปน่ะสิครับจางหนี่หวัง : อวี้กง ท่านก็เห็นว่าเรามีแต่ริ้วรอยเต็มไปหมด จะให้ทำยังไงอวี้กง : ไปแต่งหน้าใหม่ครับ ผมไปงานประลอง ไม่ได้ไปเล่นงิ้วจางหนี่หวัง : อ่า อ้ายยยยยย ไม่ใช่ละอวี้กง : ="= รีบหน่อยครับเดี๋ยวจะสายจางหนี่หวัง : จิ๊ เรื่องมากเสียจริง แบบนี้ภรรยาจะทนไหวเหรอ หืมอวี้กง : ถ้ารักกันจริงก็ต้องทนได้ครับ ไม่ใช่หาข้ออ้างไปเรื่อยจนอายุล่วงมา 7 ร้อยกว่าปีแล้วจางหนี่หวัง : อ็อก (กระอักเลือด)อี้เซียน : ท่านประมุขอย่าตายนะครับ ท่านยังไม่มีผัว เอ้ย ท่านยังต้องอยู่เป็นเสาหลักให้พวกเราต่อไปนะครับจางหนี่หวัง : ให้ฉันเป็นเสาหลัก แล้วใครจะหาเสามาเสียบฉันสักที T^Tอวี้กง : ="= ข้าจะได้ไปงานประลองไหมเนี่ย+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
