จอมยุทธ์ซุปตาร์

    ตอนที่ 147 งานประลองตำหนักเทพกิเลน 2 Re

            ไป่ฉีที่กำลังนั่งดูการจับสลากแบ่งสายการแข่งกันอยู่  เขาไม่รู้ว่ากฎการประลองของตำหนักเทพกิเลนจะเหมือนกับที่ตระกูลไป่รึเปล่า  จึงได้หันไปหาจี๋หลินเวิ่นเทียน


            “ประมุขจี๋หลิน” ไป่ฉีเอ่ยปากเรียก


            “หืม ท่านอวี้กง  มีอะไรรึครับ” จี๋หลินเวิ่นเทียนถาม


            “ในการจับสลากหาคู่แข่งขัน  หากต้องเจอกับคนที่มีพลังปราณต่างกัน  คนที่มีปราณน้อยกว่าจะไม่เสียเปรียบเอางั้นรึ” ไป่ฉีถาม


            “นั่นก็ต้องโทษตัวของพวกเขาเองที่ยังฝึกฝนมาไม่มากพอ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “ท่านอวี้กง  การประลองมีแต่ต้องใช้ความสามารถให้เต็มที่  หากมีเจตนาเข้าร่วมแข่งขัน  แสดงว่าต้องมั่นใจในฝีมือของตน  ดังนั้นหากพบกับคู่ต่อสู้ที่มีพลังปราณสูงกว่าก็ถือว่าได้ประสบการณ์  ไม่ว่าแพ้หรือชนะ” จางหนี่หวังกล่าวสนับสนุนความคิดของจี๋หลินเวิ่นเทียน


            “ไร้สาระ  เริ่มการประลองก็โดนซัดตูมเดียวออกจากลานประลอง  นั่นน่ะเหรอประสบการณ์ที่ประมุขจางพูดถึง  ฉันคิดต่างจากพวกท่านทั้ง 2 คน  การประลองนั้นหากคู่ต่อสู้มีพลังปราณต่างกันไม่เกิน 1-2 ขั้น  ให้จัดการแข่งขันตามปกติ  แต่หากมีพลังปราณต่างกันเกินกว่า 2 ขั้น  ให้ดำเนินการต่อสู้โดยการห้ามใช้พลังปราณ  วิธีนี้จะสามารถวัดความสามารถได้ดีกว่า” ไป่ฉีกล่าว  เล่นเอาจางหนี่หวังถึงกับพูดไม่ออกเลยทีเดียว  แต่มันก็จริงที่หลายการประลองที่คู่ต่อสู้พลังต่างกันมาก  พอเริ่มประลองก็ถูกซัดออกนอกลานประลองไปแล้ว  แบบนั้นมันจะได้ประสบการณ์อะไร  ประสบการณ์ความอับอายน่ะสิไม่ว่า


            “กรณีหลัง  มันก็ไม่ยุติธรรมกับคนที่มีพลังปราณมากน่ะสิ” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “เปล่าเลย  นอกจากจะยุติธรรมแล้ว  ท่านอาจพบเพชรเม็ดงามจากคนเหล่านั้นก็ได้  การประลองสามารถวัดได้ด้วยพลังสองอย่าง คือ พลังปราณ และกระบวนท่าต่อสู้  หากใช้วิธีของท่านทั้ง 2 ผู้เข้าประลองคงไม่สามารถพัฒนาตนเองได้มากนัก  ทำไมน่ะเหรอ  ก็เพราะคนที่มีปราณสูงจะเน้นแต่การใช้พลังปราณที่มากกว่าเข้าต่อสู้  แต่หากเขาเจอคู่ต่อสู้ที่ระดับปราณสูสีกันล่ะ  เขาคนนั้นก็ต้องมาวัดกันด้วยกระบวนท่าในการต่อสู้  ดังนั้นการต่อสู้ระหว่างผู้ที่มีพลังปราณต่างกันเกิน 2 ขั้น  ให้กำหนดกฎการต่อสู้โดยใช้เฉพาะกระบวนท่า  จึงจะได้ประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมการประลองอย่างแท้จริง” ไป่ฉีกล่าว  ส่วนจี๋หลินเวิ่นเทียนกับจางหนี่หวังกำลังคิดถึงสิ่งที่เขาพูดเมื่อครู่


            “อย่างนี้นี่เอง  เข้าใจแล้ว  หลังจบงานประลองนี้ฉันจะประกาศกฎการประลองของสมาคมการค้าในปีนี้  โดยจะใช้กฎแบบเดียวกับที่ท่านอวี้กงบอก  ฉันว่ามันยุติธรรมกว่าแบบเดิมมาก” จางหนี่หวังกล่าว


            'เพียงแค่คำพูดของท่านอวี้กง ก็สามารถเปลี่ยนความคิดของประมุขจางได้เลยเหรอ  ดูท่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คงจะลึกซึ้งน่าดู' จี๋หลินเวิ่นเทียนคิด


            “ดีล่ะ ถ้าเช่นนั้น  ฉันจะใช้กฎนี้กับการแข่งขันครั้งนี้ด้วย” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าวขึ้น  ท่ามกลางสายตาของเหล่าผู้อาวุโสที่เบิกตากว้างจนลูกตาแทบจะกลิ้งหลุดออกมาจากเบ้า  พวกเขาไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าประมุขของพวกเขาจะเห็นดีเห็นงามกับความคิดแหวกแนวของอวี้กง


            'พวกเด็กน้อยพวกนี้ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง  ยึดติดกับการประลองเดิม ๆ ข้าไม่แปลกใจเลยที่ยุทธภพทุกวันนี้มีแต่พวกใช้ปราณซัดใส่ศัตรูตรง ๆ  ไม่มีการปะทะกันด้วยกระบวนท่าแม้แต่น้อย' ไป่ฉีคิดพร้อมกับส่ายหน้า


            “ประมุขครับ  ผมว่ามันไม่เหมาะที่จะมาเปลี่ยนกฎการแข่งขันเอาตอนนี้นะครับ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าว


            “ที่ไม่เปลี่ยนเพราะลูกหรือหลานของท่านไม่มีฝีมือรึเปล่า หรือฝึกมาแต่พลังปราณ  ไม่ได้ฝึกกระบวนท่ากันล่ะ” จางหนี่หวังรีบพูดขึ้นมา  เธอรู้ว่าอวี้กงต้องตอบเรื่องนี้แน่  แต่แทนที่จะให้อวี้กงพูด  เธอพูดเองดูจะเหมาะกว่า


            “มะ...ไม่ใช่ครับประมุขจาง  ผมแค่คิดว่าเด็ก ๆ อาจจะไม่พอใจกัน” ผู้อาวุโสกล่าว


            “ถ้าไม่พอใจก็ให้สละสิทธิ์ไปซะ  กฎนี้ฉันเห็นว่าจะช่วยพัฒนาบุคลากรของตระกูลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น  เหมือนกับคราวที่เกิดเหตุโจมตีสมาคมการค้าตะวันจันทรา  หากไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลง หรือพัฒนา  พวกเราก็รอวันจะล่มสลายจากน้ำมือของพวกพรรคตะวันดับได้เลย” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “พวกเราทราบแล้วครับ” ผู้อาวุโสทุกคนต่างเข้าใจถึงจุดประสงค์ของประมุขของตนแล้ว


            “การประลองในปีนี้  เราจะใช้กฎใหม่” จี๋หลินเวิ่นเทียนส่งปราณสื่อสารกับผู้อาวุโสคุมกฎที่กำลังทำการให้ผู้เข้าประลองจับสลากกันอยู่  โดยได้บอกรายละเอียดกฎที่เปลี่ยนแปลงไปในปีนี้ให้ฟัง


            “การจับคู่เสร็จสิ้น  จากนี้ไปจะเป็นการบอกกฎการแข่งขัน  ซึ่งผลแพ้ชนะนั้นจะตัดสินจากการขอยอมแพ้  หมดสติ หรือบาดเจ็บหนักจนเห็นว่าไม่สามารถสู้ต่อได้แล้ว  การออกนอกเขตพื้นที่การประลอง  ซึ่งโดมที่ครอบคลุมสนามประลองที่ทุกคนเห็นอยู่ตอนนี้เป็นตัวกำหนดเขตของพื้นที่การประลอง  ขอให้ระวังไว้ด้วย  สำหรับการประลองเป็นตายนั้น  ถ้าผู้เข้าแข่งขันต้องการประลอง  จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสเกินครึ่งหนึ่งของผู้อาวุโสทั้งหมด  จึงจะสามารถทำการแข่งขันประลองเป็นตายกันได้  อีกประการหนึ่งคือกฎใหม่  หากคู่ที่ประลองกันมีระดับลมปราณแตกต่างกันเกินกว่า 2 ขั้น  การประลองของคู่นั้นให้ทำการต่อสู้กันด้วยกระบวนท่าเพียงเท่านั้น  หากตรวจพบว่ามีการใช้พลังปราณแฝงไปกับการโจมตี  คนคนนั้นจะถูกตัดสินให้แพ้ทันที  ส่วนการใช้อาวุธลมปราณจะให้ใช้ได้ในรอบ 4 คนสุดท้ายเท่านั้น  ทั้งนี้กฎใหม่ได้รับความเห็นชอบจากผู้อาวุโสและประมุขแล้ว  หากผู้ใดยอมรับกฎไม่ได้ก็ขอให้สละสิทธิ์ไปซะ” ผู้อาวุโสคุมกฎอธิบายกฎการแข่งให้ฟัง


            มีผู้ร่วมประลองหลายคนแสดงท่าทีไม่พอใจ  แต่ใครล่ะจะกล้าถอนตัว  หากถอนตัวก็เท่ากับว่าตนเองยอมรับว่าอ่อนแอในด้านกระบวนท่าน่ะสิ  สำหรับคนที่เติบโตมาในตระกูลใหญ่แล้ว  หน้าตาและศักดิ์ศรีเป็นสิ่งสำคัญ  มีแต่ต้องลุยเท่านั้น


            “ในเมื่อไม่มีใครถอนตัวจากการแข่งขัน  เราจะเริ่มการประลองคู่แรกกันได้เลย” ผู้อาวุโสคุมกฎกล่าว


            การประลองเริ่มขึ้นแล้ว  ไป่ฉีคอยมองการเคลื่อนไหวของเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เข้าร่วมประลอง  จนหลังจบการประลอง 1 คู่  เขาจะยืนขึ้นและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ประลองทั้งคู่อย่างเท่าเทียม  ด้วยการกระทำเช่นนี้  ไป่ฉีสามารถซื้อใจจากเหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มาร่วมการประลองในครั้งนี้ได้อย่างมาก  ผู้ที่ไม่ได้ลงแข่งต่างมองผู้เข้าประลองด้วยความอิจฉา  ใครเล่าจะไม่อยากได้รับคำแนะนำจากเทพกระบี่


            'การประลองของเฟิงเทียนกับเส้าเทียนถูกแยกไว้คนละสาย  หากว่าเส้าเทียนมีฝีมือจริงก็จะได้เจอกับเฟิงเทียนในรอบ 4 คนสุดท้าย  เท่าที่เรารู้มา  การประลองในครั้งนี้จี๋หลินเวิ่นเทียนได้ประกาศไปแล้วว่าจะยกตำแหน่งประมุขน้อยให้กับผู้ที่ชนะเลิศ  ไม่ว่าจะเพศไหน  สายเลือดใดก็แล้วแต่  นับว่าเป็นคนที่กล้าได้กล้าเสียจริง ๆ  เพราะหากผู้ชนะเป็นคนของตระกูลในความปกครองของตำหนักเทพ  นั่นจะต้องสร้างความไม่พอใจให้กับเหล่าผู้อาวุโสและคนในตระกูลแน่' ไป่ฉีคิด


            “คู่ต่อไป  นายน้อยจี๋หลินเส้าเทียน ปะทะกับจี๋หลินเต๋อเทียน” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศชื่อผู้ประลอง


            การประลองเริ่มขึ้น  เห็นได้ชัดว่าจี๋หลินเต๋อเทียนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของจี๋หลินเส้าเทียนแม้แต่น้อย  จึงพ่ายแพ้ไปอย่างรวดเร็ว  ซ้ำยังบาดเจ็บหนักอีกด้วย  ผู้อาวุโสหอโอสถจึงเร่งรีบเข้าไปปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อน  ไป่ฉีสังเกตุเห็นผู้อาวุโสคนหนึ่งกำหมัดแน่น


            'เดาไม่ยาก  จี๋หลินเต๋อเทียนคงเป็นลูกหลานของผู้อาวุโสคนนั้น  แต่หากเขาถูกหามออกไปแล้วข้าจะชี้แนะเขาได้ยังไง' ไป่ฉีคิด ก่อนจะลุกขึ้นเหาะลงไปยังร่างของจี๋หลินเต๋อเทียนทันที  ท่ามกลางเสียงฮือฮาของเหล่าคนของตำหนักเทพและตระกูลในปกครองของตำหนักเทพ


            “ท่านอวี้กง” ผู้อาวุโสหอโอสถคำนับไป่ฉี 1 ครั้ง


            “ไม่ต้องมากพิธี  นี่เป็นคนแรกในการประลองที่เจ็บหนักขนาดนี้  หากหามออกไป  เขาจะไม่ได้รับการชี้แนะจากฉัน  ดังนั้น.....” ไป่ฉีวาดอักขระปราณอย่างรวดเร็ว  แต่คนอื่นกลับเห็นเพียงแค่มือของเขาสั่นไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  ไม่นานอาการของจี๋หลินเต๋อเทียนก็ดีขึ้น  จนได้สติ


            “แคก ๆ ขอบคุณท่านเทพกระบี่” จี๋หลินเต๋อเทียนที่อาการดีขึ้นรีบกล่าวขอบคุณ  เมื่อรู้ว่าใครเป็นคนรักษาเขา


            “เจ้ายังอ่อนประสบการณ์ในการต่อสู้มากเกินไป  การโจมตีตรงและทื่อ  ไม่พลิกแพลง  เห็นได้ชัดว่ายังไม่แตกฉานในกระบวนท่า  พลังปราณของเจ้านับว่าไม่เลว  จากนี้ควรแบ่งเวลาฝึกฝนกระบวนท่าให้มากขึ้น” ไป่ฉีแนะนำ


            “ขอบคุณท่านเทพกระบี่” จี๋หลินเต๋อเทียนประสานมือคำนับทั้งที่ยังนอนอยู่บนเปลสนาม


            “ไปรักษาตัวเถอะ” ไป่ฉีกล่าว  ก่อนจะหันมาหาจี๋หลินเส้าเทียน


            “เทพกระบี่  ท่านมีอะไรจะชี้แนะ” จี๋หลินเส้าเทียนกล่าวอย่างสุภาพ  นับว่าฉลาดอยู่บ้างที่รู้จักกาลเทศะ


            “ก่อนอื่น  กระบวนท่าของเจ้าเหมือนจะเพิ่งฝึกได้ไม่นาน  กระบวนท่าพื้นฐานทำได้ดี  แต่ยังมีปัญหาเรื่องการต่อกระบวนท่าให้ต่อเนื่อง  ส่วนเรื่องพลังปราณนั้นยังขาดการฝึกจัดสรรค์พลัง  เรื่องนี้ไม่มีใครสอนเจ้าได้  เจ้าต้องฝึกด้วยตัวของเจ้าเอง หรือสังเกตจากการใช้พลังปราณของประมุขจี๋หลินดู  แล้วนำมาปรับใช้กับตนเอง” ไป่ฉีกล่าว


            “ขอบคุณที่ชี้แนะ” จี๋หลินเส้าเทียนประสานมือคำนับ


            ไป่ฉีมองจี๋หลินเส้าเทียนก่อนจะเหาะกลับไปนั่งที่ของตน  สำหรับเขาแล้ว  จี๋หลินเส้าเทียนแม้ภายนอกตอนนี้จะดูดี  แต่เขาก็รู้ดีว่าเจ้าเด็กนี้เนื้อในเป็นเช่นไร  จากการที่ได้ฟังสิ่งที่เด็กนี่พูดคุยกับจี๋หลินเวิ่นเทียนที่โรงประมูล


            “ท่านอวี้กง ขอบคุณที่ช่วยรักษาหลานชายของผม” ผู้อาวุโสที่เป็นตาหรืออาจเป็นปู่ของจี๋หลินเต๋อเทียนเข้ามากล่าวขอบคุณไป่ฉี


            “มิได้  เกรงว่าหากปล่อยไปจะหายช้า  อาจกระทบต่อการฝึกฝนของเขาได้  จึงอดเสียดายเวลาที่เขาต้องพักฟื้นไม่ได้  ท่านก็รู้ถึงความทรมานที่เห็นคนอื่นก้าวหน้าขึ้นเรื่อย ๆ แต่ตัวเองต้องมานอนพักฟื้นและเห็นผู้อื่นแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ โดยที่ตนเองทำอะไรไม่ได้เลย” ไป่ฉีกล่าว  ซึ่งผู้อาวุโสกล่าวขอบคุณอีกครั้งก่อนจะกลับไปนั่งที่


            “อีกไม่กี่คู่จะเป็นลูกชายอีกคนของท่านเวิ่นเทียนสินะ” จางหนี่หวังกล่าว


            “ใช่  เขาก้าวหน้าเร็วมาก  ผมเองเคยเห็นการฝึกกระบวนท่าของเขาครั้งหนึ่ง  มันสง่างามแต่ทรงพลัง  เคยถามรายละเอียดเหมือนกัน  แต่เจ้าตัวไม่ค่อยบอกรายละเอียดเท่าไหร่” จี๋หลินเวิ่นเทียนกล่าว


            “เช่นนั้นก็ต้องรอดู” ไป่ฉีกล่าว  ทุกคนจึงมองไปยังลานประลองเพื่อดูการประลองต่อ  ซึ่งเฟิงเทียนนั้นได้ประลองเป็นคู่สุดท้าย


            “คู่สุดท้ายของรอบแรก นายน้อยจี๋หลินเฟิงเทียน กับ จี๋หลินไท่หยาง  ทั้ง 2 ขึ้นมาบนเวทีได้” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ  ทั้ง 2 คนเดินขึ้นมาบนเวที  สีหน้าของเฟิงเทียนนั้นดูสงบ  หากแต่ภายในเขาตื่นเต้นมาก  นี่เป็นครั้งแรกตั้งแต่ฝึกมา  ที่เขาจะได้สู้กับคนจริง ๆ ไม่ใช่พวกที่อยู่ในอุปกรณ์จำลองการต่อสู้ของท่านอาจารย์


            “การแข่งขันครั้งนี้นายน้อยเฟิงเทียนมีระดับปราณที่ปราณระดับจักรพรรดิ  ส่วนไท่หยางนั้นอยู่ระดับราชันย์ขั้น 8 กฎการแข่งขันในรอบนี้ให้ใช้การต่อสู้ด้วยกระบวนท่าเท่านั้น  ทั้ง 2 คนเข้าใจไหม” ผู้อาวุโสคุมกฎถาม  เฟิงเทียนกับไท่หยางพยักหน้า


            “ดี  เช่นนั้น  การประลองเริ่มได้” ผู้อาวุโสคุมกฎประกาศ  ก่อนที่ตนเองจะกระโดดออกจากลานประลอง

    __________________________________

    สมาคมการค้าตะวันจันทรา (ก่อนไปงานประลองตำหนักเทพกิเลน)อวี้กง : ประมุขจาง ท่านจะแต่งอะไรนักหนาจางหนี่หวัง : เราออกงานทั้งที ก็ต้องจัดเต็มสักหน่อยอวี้กง : แต่จัดเต็มที่ว่าเนี่ย ลงแป้งหนาไปนะครับ เกรงว่ายิ้มทีนึงแป้งจะแตกร่วงจนกลายเป็นผีตุ๊กตากระเบื้องไปน่ะสิครับจางหนี่หวัง : อวี้กง ท่านก็เห็นว่าเรามีแต่ริ้วรอยเต็มไปหมด จะให้ทำยังไงอวี้กง : ไปแต่งหน้าใหม่ครับ ผมไปงานประลอง ไม่ได้ไปเล่นงิ้วจางหนี่หวัง : อ่า อ้ายยยยยย ไม่ใช่ละอวี้กง : ="= รีบหน่อยครับเดี๋ยวจะสายจางหนี่หวัง : จิ๊ เรื่องมากเสียจริง แบบนี้ภรรยาจะทนไหวเหรอ หืมอวี้กง : ถ้ารักกันจริงก็ต้องทนได้ครับ ไม่ใช่หาข้ออ้างไปเรื่อยจนอายุล่วงมา 7 ร้อยกว่าปีแล้วจางหนี่หวัง : อ็อก (กระอักเลือด)อี้เซียน : ท่านประมุขอย่าตายนะครับ ท่านยังไม่มีผัว เอ้ย ท่านยังต้องอยู่เป็นเสาหลักให้พวกเราต่อไปนะครับจางหนี่หวัง : ให้ฉันเป็นเสาหลัก แล้วใครจะหาเสามาเสียบฉันสักที T^Tอวี้กง : ="= ข้าจะได้ไปงานประลองไหมเนี่ย
    +ฝากเพจนิยายด้วยครับ+

    คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน