สวะผู้นี้จะครองสวรรค์

    ตอนที่ 15(4) ประสบการณ์มากเกินอายุจริง

    ฉินเฟิงหัน

    หลินเซียว

    ชายถือหอกยืนอยู่ไม่ไกล

    สายตาของเขาไม่ได้มองฉินเฟิงเพียงเรื่องการประลอง

    แต่เหลือบไปทางหนานกงหลีเยว่ซึ่งกำลังมองเวทีอยู่เป็นระยะ

    ฉินเฟิงเข้าใจทันทีว่าต้นเหตุคืออะไร

    เขาไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกับความริษยาเช่นนี้

    จึงตอบเพียง

    “ข้าไม่ได้พูดว่าตนเก่งที่สุด”

    หลินเซียวหัวเราะเย็น

    “แต่ข้าได้ยินว่าเจ้าคิดเอาอันดับหนึ่ง”

    ฉินเฟิงพยักหน้า

    “ใช่”

    “ทั้งที่ยังขั้นเจ็ด?”

    “อันดับหนึ่งตัดสินด้วยผลการประลอง ไม่ใช่ระดับที่เขียนบนกระดาษ”

    คนรอบข้างเริ่มสนใจ

    หลินเซียวก้าวออก

    “ดี”

    “หวังว่าเจ้าจะไม่ตกรอบก่อนเจอข้า”

    หนานกงหลีเยว่ขมวดคิ้ว

    “หลินเซียว เจ้ากำลังทำอะไร”

    เพียงนางเอ่ยชื่อเขา หลินเซียวก็มีสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย

    “หลีเยว่ ข้าเพียง…”

    “ข้ากับเจ้าไม่ได้สนิทถึงขั้นเรียกชื่อเช่นนั้น”

    น้ำเสียงนางสงบ แต่เย็นชัดเจน

    คนรอบข้างบางคนแทบหลุดหัวเราะ

    หลินเซียวหน้าแดง

    หนานกงหลีเยว่กล่าวต่อ

    “ฉินเฟิงช่วยชีวิตข้าในสนาม และกำลังรักษาพิษให้ข้า”

    “หากเจ้าคิดหาเรื่องเขาเพราะเห็นข้าพูดกับเขา เช่นนั้นก็อย่าเอาความคิดของเจ้ามาเกี่ยวข้องกับข้า”

    คำพูดตรงเกินไป

    สีหน้าหลินเซียวเปลี่ยนจากแดงเป็นซีด

    ฉินเฟิงเองกลับขมวดคิ้วเล็กน้อย

    เขาไม่ต้องการให้เรื่องกลายเป็นความขัดแย้งเพราะหญิงสาว แต่หนานกงหลีเยว่มีนิสัยหยิ่งและตรง ไม่คิดอ้อมคำเพื่อรักษาหน้าคนที่ตนไม่ได้สนใจ

    หลินเซียวมองฉินเฟิง

    แววตาไม่พอใจมากกว่าเดิม

    แต่ก่อนจะพูด เจียงเหวินไห่ตวาดจากแท่น

    “ผู้สมัครที่ยังไม่ถึงรอบประลอง หากสร้างเรื่องนอกเวทีจะถูกตัดสิทธิ์!”

    หลินเซียวจึงหยุด

    “ข้าจะรอเจอบนเวที”

    ฉินเฟิงตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

    “ถ้าได้เจอ ก็ประลองตามกฎ”

    จากนั้นลงจากเวที

    หลี่เทียนหมิงเดินมาทันที

    “ข้าบอกแล้วว่าจะเกี่ยวกับเจ้า”

    ฉินเฟิงมองเขา

    “เจ้ายินดีเกินไปหรือไม่”

    หลี่เทียนหมิงหัวเราะ

    “ข้าเพียงชอบดูเรื่องสนุก”

    มู่ชิงหลันกล่าว

    “หากหลินเซียวคิดใช้ความริษยาบนเวทีจริง เขาจะเสียเปรียบก่อนเริ่ม”

    ฉินเฟิงพยักหน้า

    “คนที่ต่อสู้ด้วยอารมณ์อ่านง่ายกว่าคนใจสงบ”

    หนานกงหลีเยว่เดินกลับมา

    “เรื่องเมื่อครู่ ข้าขอโทษ”

    ฉินเฟิงมองนางอย่างประหลาดใจ

    “เหตุใดต้องขอโทษ”

    “เพราะเขาหาเรื่องท่านจากเรื่องของข้า”

    “นั่นเป็นการตัดสินใจของเขา ไม่เกี่ยวกับเจ้า”

    หนานกงหลีเยว่มองเขานานเล็กน้อย

    จากนั้นพยักหน้า

    “เช่นนั้นก็ดี”

    การประลองกลุ่มดำเนินต่อไป

    ฉินเฟิงนั่งดูคู่ต่อสู้อื่นอย่างตั้งใจ

    โดยเฉพาะจ้าวหมิงซาน

    เมื่อเขาขึ้นเวทีครั้งแรก คู่ต่อสู้คือขั้นรับปราณขั้นเก้า

    จ้าวหมิงซานใช้เพียงหมัด

    ไม่ชักดาบใหญ่

    “หมัดภูผาสะเทือน!”

    ตูม!

    อีกฝ่ายถูกส่งออกจากเวทีในหนึ่งหมัด

    คนดูเงียบไปครู่หนึ่ง

    พลังเปิดชีพจรขั้นสองชัดเจน

    แต่กายาของจ้าวหมิงซานแข็งแรงกว่าคนระดับเดียวกันอีก

    ฉินเฟิงมองฝีเท้าและหัวไหล่ของอีกฝ่าย

    คนนี้ฝึกวิชาหลอมกายอย่างจริงจัง

    หากเจอกัน กระบี่ดาวตกต้องโจมตีจุดอ่อน ไม่ควรปะทะตรง

    ต่อมาผู้เปิดชีพจรอีกคนในกลุ่มชื่อ กัวหลิง ขึ้นเวที

    ระดับเปิดชีพจรขั้นหนึ่ง

    ใช้กระบี่เร็ว

    ชนะขั้นเก้าภายในยี่สิบกระบวนท่า

    ฉินเฟิงจดจำรูปแบบทั้งหมด

    หลังการประลองรอบแรกครบ เจียงเหวินไห่ประกาศคู่รอบที่สอง

    “กลุ่มหก!”

    “ฉินเฟิง พบ กัวหลิง!”

    เสียงคนดูดังขึ้น

    เปิดชีพจรขั้นหนึ่ง

    คราวนี้ไม่ใช่ขั้นเก้าอีกแล้ว

    เป็นศัตรูข้ามขอบเขตจริง

    หลี่เทียนหมิงมีสีหน้าจริงจัง

    “มาเร็วเกินคาด”

    ฉินเฟิงลุกขึ้น

    “ก็ดี”

    เขากำลังจะเดินขึ้นเวที

    จู่ ๆ หลัวชางไห่ ผู้อาวุโสสำนักซึ่งนั่งอยู่ด้านบนกล่าวบางอย่างกับเจียงเหวินไห่

    เจียงเหวินไห่มีสีหน้าแปลก

    จากนั้นพยักหน้า

    เมื่อฉินเฟิงกับกัวหลิงขึ้นเวทีเรียบร้อย เจียงเหวินไห่จึงประกาศ

    “การประลองคู่นี้มีการเปลี่ยนกติกาเล็กน้อย”

    ทุกคนเงียบ

    ฉินเฟิงมองขึ้น

    “เพราะสำนักต้องการตรวจความสามารถของผู้มีพลังโจมตีข้ามระดับ”

    “กัวหลิงสามารถใช้พลังทั้งหมด”

    “ฉินเฟิง หากสามารถชนะได้ เจ้าจะได้รับ คะแนนพิเศษหนึ่งแต้ม ในการจัดอันดับกลุ่ม”

    เสียงฮือฮาดังทันที

    คะแนนพิเศษหมายความว่า ต่อให้แพ้อีกหนึ่งรอบ โอกาสเข้ารอบก็สูงขึ้น

    แต่เงื่อนไขคือ

    ต้องชนะผู้เปิดชีพจร!

    กัวหลิงยิ้ม

    “ดูเหมือนสำนักให้เกียรติเจ้ามาก”

    ฉินเฟิงตอบ

    “และให้โอกาสเจ้าเอาชนะคนที่ได้คะแนนพิเศษด้วย”

    กัวหลิงหัวเราะ

    “ดี”

    “ข้าชอบวิธีคิดเจ้า”

    เขาชักกระบี่บางสีเงิน

    “แต่ข้าจะไม่แพ้”

    ฉินเฟิงชักกระบี่เหล็กดำ

    “เชิญ”

    แรงกดดันระดับ เปิดชีพจรขั้นหนึ่ง จากกัวหลิงแผ่ออกเต็มเวที

    ฉินเฟิงปล่อยพลังขั้นรับปราณขั้นเจ็ด

    ความต่างของระดับปรากฏชัดเจน

    คนดูจำนวนมากเชื่อว่าคราวนี้ฉินเฟิงจะหยุด

    แต่ผู้อาวุโสหลายคนบนแท่นกลับมองอย่างตั้งใจ

    พวกเขาอยากรู้ว่าเด็กเก้าเส้นชีพจรคนนี้มีขีดจำกัดตรงไหน

    กรรมการยกมือ

    “เริ่ม!”

    กัวหลิงหายจากตำแหน่งแทบจะทันที

    เร็วกว่าเฉินหลัวหลายส่วน

    กระบี่บางแทงตรงไหล่

    ฉินเฟิงยกกระบี่เหล็กดำ

    เคร้ง!

    แรงปะทะทำให้เท้าเขาเลื่อนไปครึ่งก้าว

    แต่ยังรับได้

    กัวหลิงไม่หยุด

    กระบี่เปลี่ยนทิศ

    แทงซ้าย

    ขวา

    บน

    ล่าง

    การโจมตีต่อเนื่องราวสายฝน

    ฉินเฟิงใช้กระบี่หนักรับสลับหลบ

    เคร้ง!

    เคร้ง!

    เคร้ง!

    เสียงดังต่อเนื่อง

    คนดูบางคนเริ่มตื่นเต้น

    ฉินเฟิงยังไม่ถูกโจมตีแม้แต่ครั้งเดียว

    กัวหลิงมีสีหน้าเปลี่ยน

    “อ่านกระบี่ข้าได้?”

    ฉินเฟิงไม่ได้ตอบ

    เขาไม่ได้อ่านกระบี่ทั้งหมด

    แต่ดูการเคลื่อนไหวของไหล่ ข้อมือ และการหมุนปราณก่อนแต่ละท่า

    คนที่เร็วแค่ไหนก็ต้องมีจุดเริ่ม

    และกัวหลิงยังไม่เร็วถึงระดับที่ประสบการณ์ของเขาตามไม่ทัน

    ทันใดนั้นกัวหลิงเปลี่ยนวิชา

    ร่างถอย

    กระบี่รวมแสงสีขาว

    “กระบี่เงาวายุเจ็ดสาย!”

    ฉึก! ฉึก! ฉึก!

    เงากระบี่เจ็ดสายปรากฏพร้อมกัน

    คราวนี้มีทั้งจริงและลวง

    คนทั่วไปแยกยาก

    ฉินเฟิงกลับใช้พลังวิญญาณ

    เงาหกสายไม่มีการไหลปราณจริง

    มีเพียงด้านซ้ายล่าง

    เขาไม่ป้องกันหกสาย

    ก้าวตรงเข้าหาจุดเดียว

    กระบี่เหล็กดำปะทะ

    เคร้ง!

    เงาทั้งหมดแตก

    กัวหลิงมีสีหน้าตกใจ

    “เป็นไปได้อย่างไร!”

    ฉินเฟิงไม่ให้เวลา

    พลังอัสนีไหลเข้าสู่ขา

    ร่างพุ่งเข้าใกล้

    กัวหลิงถนัดกระบี่เร็วและระยะกลาง

    หากถูกเข้าประชิด ความได้เปรียบลดลง

    เขารีบถอย

    ฉินเฟิงตาม

    หนึ่งก้าว

    สอง

    สาม

    กัวหลิงแทงสวน

    ฉินเฟิงเบี่ยง

    กระบี่เหล็กดำฟาดด้านข้างกระบี่บาง

    ปัง!

    กัวหลิงเสียแนว

    ฉินเฟิงยกฝ่ามือซ้าย

    อัสนีสีม่วงปรากฏ

    กัวหลิงรู้จากข่าวว่าฝ่ามือนี้ทำให้ร่างชา จึงไม่รับ

    กระโดดถอย

    ตรงตามที่ฉินเฟิงคาด

    เขาไม่ได้คิดโจมตีด้วยฝ่ามือจริง

    เพียงบังคับให้ถอยไปทางขอบเวที

    กัวหลิงลงพื้น

    ห่างขอบเพียงสามก้าว

    เพิ่งรู้ตัวก็มีสีหน้าเปลี่ยน

    ฉินเฟิงตามมาแล้ว

    “คิดผลักข้าออกเวที?”

    กัวหลิงหัวเราะ

    “ไม่ง่าย!”

    เขารวมพลังเปิดชีพจรทั้งหมด

    กระบี่ส่องแสง

    ครั้งนี้ไม่ใช้ความเร็วอย่างเดียว

    แต่เพิ่มพลังเต็ม

    “วายุตัดนภา!”

    ฉินเฟิงมองตรง

    ถ้าปะทะตรงด้วยพลังธรรมดา เขาเสียเปรียบ

    แต่กัวหลิงอยู่ใกล้ขอบ

    ไม่ต้องทำร้ายหนัก

    เพียงทำให้ถอย

    ฉินเฟิงใช้กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด

    พลังซ้อนสองชั้น

    แต่ครั้งนี้ชั้นสองไม่ได้ตามตรง

    เขาควบคุมให้ระเบิดเฉียงลง

    กระบี่ทั้งสองชน

    เคร้ง!

    แรงชั้นแรกทำให้กัวหลิงหยุด

    จากนั้นชั้นสองระเบิด

    ตูม!

    ทิศพลังเฉียงลงทำให้เท้าของกัวหลิงสูญเสียสมดุล

    ร่างถอย

    หนึ่งก้าว

    สอง

    เท้าหลังเหยียบขอบ

    กัวหลิงรู้ตัว

    พยายามพุ่งกลับ

    ฉินเฟิงยกฝ่ามือ

    เปรี๊ยะ!

    พลังอัสนีไม่ได้โจมตีเต็ม

    เพียงพุ่งใส่กระบี่

    กัวหลิงมือชา

    จังหวะช้า

    เท้าหลังหลุดเวที

    ร่างตกลงด้านล่าง

    เขาพลิกตัวลงพื้นอย่างมั่นคง

    ไม่ได้บาดเจ็บหนัก

    แต่ตามกฎ

    ออกนอกเวทีคือแพ้

    ทั่วลานเงียบไปชั่วขณะ

    จากนั้นเสียงดังสนั่น

    “ชนะแล้ว!”

    “ฉินเฟิงชนะผู้เปิดชีพจร!”

    “ขั้นรับปราณขั้นเจ็ดชนะเปิดชีพจรขั้นหนึ่ง!”

    “นี่มัน…”

    แม้คนที่ไม่ชอบฉินเฟิงยังพูดไม่ออก

    หลัวชางไห่บนแท่นมีรอยยิ้มเล็กน้อย

    “ไม่ใช่พลังอย่างเดียว”

    เขากล่าวกับผู้อาวุโสข้างกาย

    “เด็กคนนี้ใช้ตำแหน่งเวทีเป็นส่วนหนึ่งของการต่อสู้”

    “ตั้งแต่ช่วงกลาง เขาไม่ได้คิดทำร้ายกัวหลิงแล้ว”

    “แต่ค่อย ๆ บังคับไปทางขอบ”

    อีกคนพยักหน้า

    “ประสบการณ์มากเกินอายุจริง”

    เจียงเหวินไห่เองมองอย่างสนใจ

    กัวหลิงยืนด้านล่าง

    มองฉินเฟิงบนเวที

    แม้แพ้ แต่ไม่ได้โกรธ

    กลับหัวเราะขึ้น

    “ดี!”

    “ข้าแพ้เพราะถูกเจ้าหลอกเรื่องตำแหน่ง”

    “แต่ครั้งหน้า ถ้าเวทีใหญ่กว่านี้ ข้าจะไม่แพ้ง่าย”

    ฉินเฟิงประสานมือ

    “ครั้งหน้าเราค่อยสู้ใหม่”

    กรรมการประกาศ

    “ฉินเฟิงชนะ และได้รับคะแนนพิเศษหนึ่งแต้ม!”

    เสียงรอบลานยิ่งดัง

    ฉินเฟิงลงเวที

    แต่ก่อนเดินถึงกลุ่มของตน เสียงเจียงเหวินไห่กลับดังขึ้นอีกครั้ง

    “คู่ต่อไปของกลุ่มหก”

    “จ้าวหมิงซาน พบ เฉินอี้!”

    ฉินเฟิงหยุดดู

    จ้าวหมิงซานขึ้นเวที

    ฝ่ายตรงข้ามขั้นรับปราณขั้นเก้า

    ผลจบเร็ว

    เพียงสองหมัด

    หลังจากนั้นกระดานคะแนนกลุ่มหกถูกปรับ

    ฉินเฟิงชนะสองครั้ง พร้อมคะแนนพิเศษหนึ่ง

    คะแนนขึ้นอันดับหนึ่งของกลุ่มชั่วคราว

    จ้าวหมิงซานชนะสอง

    กัวหลิงชนะหนึ่งแพ้หนึ่ง

    คนอื่นไล่ตาม

    เหลือการประลองครั้งที่สาม

    หากฉินเฟิงชนะอีก เขาจะเข้ารอบในฐานะอันดับหนึ่งหรือสองของกลุ่มแทบแน่นอน

    การจับคู่สุดท้ายถูกประกาศในช่วงบ่าย

    คนดูจำนวนมากยังไม่กลับ

    เพราะรอคู่สำคัญ

    เจียงเหวินไห่อ่านรายชื่อกลุ่มหก

    “ฉินเฟิง…”

    เขาหยุดเล็กน้อย

    คนรอบข้างเงียบ

    “พบ…”

    “จ้าวหมิงซาน!”

    เสียงฮือฮาระเบิดทั่วลาน

    ในที่สุด

    ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด

    ต้องเจอเปิดชีพจรขั้นสอง

    และไม่ใช่เปิดชีพจรธรรมดา

    จ้าวหมิงซานเป็นผู้ฝึกกายซึ่งเอาชนะคู่ต่อสู้สองคนแทบไม่ต้องชักอาวุธ

    หลี่เทียนหมิงมีสีหน้าเปลี่ยน

    “นี่หนักจริง”

    มู่ชิงหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย

    หนานกงหลีเยว่มองฉินเฟิง

    “ถ้าเห็นว่าไม่ไหว อย่าฝืน”

    ฉินเฟิงกลับยิ้มบาง

    เขามองจ้าวหมิงซานซึ่งกำลังเดินขึ้นเวที

    “ข้ารอคู่นี้อยู่พอดี”

    หลี่เทียนหมิงแทบสำลัก

    “เจ้ารอ?”

    “ใช่”

    ฉินเฟิงยกกระบี่เหล็กดำ

    “กระบี่ดาวตกของข้ายังขาดคู่ต่อสู้ที่มีการป้องกันแข็งแรงพอจะทดสอบ”

    จ้าวหมิงซานบนเวทีได้ยินพอดี

    เขาหัวเราะเสียงดัง

    “ฮ่า ๆ ๆ ดี!”

    จากนั้นยกดาบใหญ่จากด้านหลังลง

    ตูม!

    ปลายดาบกระแทกพื้นเวที

    แรงสั่นสะเทือนแผ่ออก

    พลังระดับ เปิดชีพจรขั้นสอง กระจายทั่วสนาม

    “ฉินเฟิง!”

    “ถ้าเจ้าทำให้ข้าชักดาบเล่มนี้ขึ้นมาใช้เต็มกำลังได้ ข้าจะยอมรับว่าเจ้าเป็นคู่ต่อสู้ของข้า!”

    ฉินเฟิงเดินขึ้นเวทีอย่างช้า ๆ

    ทุกก้าวมั่นคง

    กระบี่เหล็กดำถูกชักออกจากฝัก

    พลังอัสนีสีม่วงจางเคลื่อนไปตามตัวกระบี่

    เขามองชายร่างใหญ่ตรงหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ

    “เช่นนั้นเจ้าควรจับดาบให้แน่นตั้งแต่ตอนนี้”

    จ้าวหมิงซานหัวเราะ

    “ดี!”

    ผู้คนรอบเวทีเงียบลงทีละน้อย

    แม้แต่หลัวชางไห่บนแท่นยังเอนตัวมาด้านหน้าเล็กน้อย

    เพราะถ้าฉินเฟิงสามารถต่อกรกับเปิดชีพจรขั้นสองได้จริง ความหมายจะแตกต่างจากการชนะกัวหลิงอย่างมาก

    ครั้งก่อนเขาใช้ตำแหน่งเวทีและความได้เปรียบเชิงยุทธวิธี

    แต่จ้าวหมิงซานมีทั้งพลังสูงกว่า กายาแข็งแรง และแทบไม่มีจุดอ่อนเรื่องการยืนระยะ

    การต่อสู้ครั้งนี้จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงว่า ฉินเฟิงซึ่งเพิ่งเริ่มฝึกปราณได้ไม่นาน มีความสามารถต่อสู้ถึงระดับใดกันแน่

    กรรมการยกมือขึ้น

    สายลมบนเวทีเหมือนสงบลงในชั่วขณะ

    ฉินเฟิงค่อย ๆ ลดศูนย์ร่าง กระบี่เหล็กดำถูกยกขึ้นในระดับอก ขณะที่พลังจากเส้นชีพจรทั้งเก้าสายเริ่มหมุนเวียนพร้อมกันโดยไม่รีบร้อน

    อีกด้านหนึ่ง จ้าวหมิงซานกำด้ามดาบใหญ่แน่น รอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นปรากฏบนใบหน้าอย่างไม่คิดปิดบัง

    หนึ่งคนต้องการพิสูจน์กระบี่ที่เพิ่งเริ่มสมบูรณ์

    อีกคนต้องการคู่ต่อสู้ซึ่งสามารถบังคับให้ตนใช้พลังเต็มที่

    สายตาทั้งสองประสานกันกลางเวที

    กรรมการตวัดมือลง

    “เริ่ม!”

    ทันใดนั้นพื้นหินใต้ฝ่าเท้าจ้าวหมิงซานก็แตกออกเป็นรอยยาว ขณะที่ร่างใหญ่พุ่งตรงเข้าหาฉินเฟิงอย่างรวดเร็วเกินกว่ารูปร่างจะทำให้ผู้ใดคาดคิด

    หมัดขวาถูกยกขึ้น

    พลังปราณระดับเปิดชีพจรขั้นสองรวมอยู่รอบกำปั้นจนเกิดเสียงอากาศสั่น

    จ้าวหมิงซานหัวเราะก้อง

    “หมัดภูผาทลาย!”

    หมัดยังไม่ถึงตัว แรงมหาศาลก็แผ่มาถึงก่อน

    ฉินเฟิงหรี่ตา

    คราวนี้เขาไม่ได้ถอยออกจากเวที ไม่ได้เลือกหลีกไปด้านข้างตั้งแต่แรก

    กระบี่เหล็กดำในมือกลับถูกยกขึ้นช้า ๆ

    ปราณชั้นแรกเริ่มรวมที่ปลาย

    ปราณชั้นที่สองซ่อนอยู่ด้านหลัง

    และลึกลงไปกว่านั้น พลังอัสนีในโลหิตกำลังไหลเข้าสู่แขนขวาทีละส่วน

    นี่จะเป็นครั้งแรกที่เขาทดลองนำ กระบี่ดาวตกหนึ่งจุดแบบพลังซ้อน ไปปะทะกับผู้ฝึกกายที่แข็งแกร่งกว่าตนหนึ่งขอบเขตใหญ่เต็ม ๆ

    รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้าฉินเฟิง

    “มาดูเถิดว่า…”

    “กระบี่ของข้าในตอนนี้ จะเจาะภูผาของเจ้าได้หรือไม่”

    เสียงกระบี่ดังขึ้น

    ประกายอัสนีสีม่วงส่องวาบทั่วเวที

    การปะทะที่ผู้คนทั้งลานเฝ้ารอ กำลังจะระเบิดขึ้นในชั่วพริบตาถัดไป

    คล้ายกับเรื่องสวะผู้นี้จะครองสวรรค์ ที่คุณอ่าน