Silver Dust : Merlin

    ตอนที่ 124 รับค่าตอบแทน

    ตอนที่ 124 รับค่าตอบแทน

     

    *****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****



    ข้อเสียของเมอร์ลินคือเมื่อเขาจดจ่ออยู่กับสิ่งหนึ่งเขาจะหลงลืมกับอีกสิ่งหนึ่ง นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขามักจะทำอะไรแปลกๆ ออกมา


    เคลบี้ที่เห็นเมอร์ลินนั้นนิ่งไปเขาก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้


    “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องตกใจไป ถึงแม้จะตีพิมพ์กับนิตยสารวิชาการไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ได้แต้มวิชาการหรอกนะ เพราะมหาวิทยาลัยจะรับงานวิจัยนี้ไว้แล้วให้ค่าตอบแทน”


    “ค่าตอบแทน?”


    “ใช่ ค่าตอบแทน … มันเป็นทั้งตัวเงินและแต้มทางวิชาการ ยังไงนักศึกษาก็เลือกที่จะส่งหรือไม่ส่งงานชิ้นนี้ก็ได้ เพราะอย่างที่รู้กันว่าเคล็ดวิชาบ่มเพาะนั้นมักจะเป็นความลับส่วนตัวของนักเวทแต่ละคน” เคลบี้กล่าว


    “นายหมายความว่าเคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับสี่ที่มหาวิทยาลัยมอบให้มันก็เป็นของที่นักศึกษาคิดค้นอย่างนั้นหรอ?”


    เมอร์ลินคิดออกแล้วว่าทำไมถึงได้มีแต่การเข้าเรียนมหาวิทยาลัยเท่านั้นถึงจะได้รับเคล็ดวิชาบ่มเพาะจนถึงระดับสี่มาฟรีๆ


    ความรู้ยิ่งให้ยิ่งได้ 


    มหาวิทยาลัยมอบเคล็ดวิชาบ่มเพาะขณะเดียวกันก็สร้างแรงจูงใจให้นักศึกษาด้วย ไม่ว่าจะเป็นสายนักเวทหรือสายนักวิชาการ พวกเขาก็ถูกจัดอยู่ในระบบที่ลงตัว


    “แบบนี้นี่เอง” เมอร์ลินพยักหน้าอย่างเข้าใจ


    “ว่าแต่เค้าจ่ายเงินกันยังไงล่ะ?” 


    เคลบี้ราวกับจะเห็นเหรียญทองอยู่ในดวงตาของเด็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเจ้าหนูนี่ต้องการเงินจริงๆ ทั้งๆ ที่ผ่านมาเขาเห็นเจ้าเด็กนี่สามารถใช้เงินได้อย่างไม่มีปัญหาแท้ๆ แต่ทำไมเขาถึงดูกระหายเงินขนาดนี้นัก


    “ฉันเคยได้ยินมาว่าเคล็ดวิชาระดับหนึ่ง นักศึกษาค่อนข้างทำออกมาเกลื่อน พวกเขาจะไม่ได้รับเงินมากนักแต่จะได้รับแต้มวิชาการแน่นอน ส่วนเคล็ดวิชาระดับสองว่ากันว่าพวกเขามอบทุนการศึกษาให้มากถึงหนึ่งแสนวอยส์เลยทีเดียว ส่วนเคล็ดวิชาระดับสามเห็นว่าบางคนได้รับทุนการศึกมามากกว่าห้าแสนเลยทีเดียว ส่วนเคล็ดวิชาที่สูงกว่านั้นผมไม่ได้ข่าวเลย แต่มันคงจะไม่น้อยอย่างแน่นอน ว่าแต่นี่นายสนใจแต่เงินเท่านั้นหรอ?” เคลบี้กล่าวอธิบาย


    “ใช่ที่ไหนล่ะ แต่ใครบ้างที่จะไม่สนเงิน นายอย่าบอกนะว่าแม้แต่น้อยก็ไม่สนเงินทอง” เมอร์ลินมองเคลบี้ด้วยดวงตาที่หรี่แคบลง


    “โอเคๆ ฉันเองก็สนใจเงินเหมือนกัน แต่ฉันแค่สงสัยนายแค่นั้น” เคลบี้เอ่ยออกมาอย่างจนใจ เขาไม่เคยเถียงเด็กน้อยผู้นี้ได้เลยสักครั้ง


    “นายจะไปไหนก็ไปได้แล้ว” 


    ว่าแล้วเมอร์ลินก็ละความสนใจจากเคลบี้ เขาคว้าแผ่นตราผลึกมาอ่านหนังสือต่อ


    “พอหมดประโยชน์แล้วก็เขี่ยฉันทิ้งเลยนะ!” 


    “ใช่” เมอร์ลินตอบด้วยใบหน้าที่เฉยเมย


    นั่นทำให้เคลบี้ต้องเหลือกตามองบน ก่อนจะเดินออกไปโดยไม่สนใจเด็กน้อยอีก


    ครั้งนี้ดูเหมือนว่าเมอร์ลินจะจริงจังกว่าที่เคย เขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการบ่มเพาะนับไม่ถ้วน แม้แต่หนังสือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ยุคโบราณเขาก็หาอ่านพวกมันเช่นเดียวกัน


    ยิ่งเขาอ่าน คลังความรู้ของเขาก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น


    เมอร์ลินอ่านหนังสือเหมือนการหว่านแห เขาไม่ได้ตั้งใจอ่านแต่หนังสือที่เกี่ยวกับเคล็ดวิชาพลังสมาธิอย่างเดียว


    แน่นอนว่าภายในห้องสมุดมีหนังสือหลายเล่มที่แนะนำการสร้างเคล็ดวิชาพลังสมาธิในรูปแบบของตนเอง ซึ่งมันก็มีเป็นจำนวนมาก


    เมอร์ลินไม่คิดเลยว่าผู้คนจะเขียนหนังสือประเภทนี้มากมายขนาดนี้


    อย่างไรก็ตามเนื้อหาของหนังสือเหล่านั้นไม่ได้บอกสูตรการเขียนเคล็ดวิชาพลังสมาธิเหมือนจับมือคนอ่านเขียน แต่มันจะเล่าถึงแรงบันดาลใจและขั้นตอนการทำความเข้าใจส่วนสำคัญของการบ่มเพาะ


    มันมีประโยชน์ต่อเมอร์ลินแน่นอน เพียงแต่เนื้อหาที่มากแบบนี้ หากเป็นคนอื่นพวกเขาคงจะถูกหนังสือเหล่านั้นแนะนำให้ไขว้เขว เพียงแต่เมอร์ลินนั้นต่างออกไปเพราะเขามีดวงเนตรสีเงิน แม้จะจดจำทุกอย่างได้ แต่ก็มีฟังก์ชั่นในการวิเคราะห์เช่นเดียวกัน


    ภายในอาทิตย์นั้นเมอร์ลินหมกตัวอยู่แต่ห้องสมุด 


    หลังจากที่ตระหนักได้ว่าควรทะนุถนอมร่างกายของตนเองเขาจึงไม่ทำการอดนอนหลายวันอีกต่อไป


    อย่างไรก็ตามในอาทิตย์หน้าเมอร์ลินก็จะต้องสอบวัดผลของภาคเรียนนี้ แต่เขาก็ไม่ได้ดูกังวลกับมันเลยแม้แต่น้อย


    ระหว่างที่เมอร์ลินกำลังหมกมุ่นอยู่กับการค้นคว้าเคล็ดวิชาพลังสมาธิแบบใหม่ เขาก็ได้รับข่าวหนึ่งแจ้งเข้ามา


    มันเป็นข้อความจากสำนักงานธุรการของมหาวิทยาลัย ซึ่งแจ้งเตือนมาที่ตรานักศึกษาของเขา


    ‘ยินดีกับนักศึกษาเมอร์ลิน พริสตัน ที่ได้ตีพิมพ์ผลงานทางนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่า นักศึกษาสามารถรับเงินตอบแทนพร้อมทั้งแต้มวิชาการได้ที่สมาคมเวทมนตร์ของเมืองใดก็ได้ จึงเรียนมาเพื่อทราบ’


    หลังจากที่อ่านข้อความบนตรานักศึกษาจบ ใบหน้าของเมอร์ลินนั้นไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ได้เหนือความคาดหมายของเขามากนัก


    “คุณมาร์เทลวันนี้ไปส่งผมที่สมาคมนักเวทก่อนนะครับ แล้วค่อยไปที่มหาวิทยาลัย”


    มาร์เทลแสดงท่าทางประหลาดใจเล็กน้อย ก่อนจะควบคุมอารมณ์กลับมาได้


    “วิทยานิพนธ์ถูกตีพิมพ์แล้วหรอครับ?” มาร์เทลเอ่ยถาม


    “ใช่ครับ แต่ผมคิดว่าผลงานนั้นน่าจะยังไม่เพียงพอที่จะได้รับเข็มกลัดนักวิชาการ แต่มันก็ยังมีเงินรางวัลให้ผมไปรับอยู่” เมอร์ลินเอ่ยด้วยท่าทางที่เฉยชา


    เขานั้นพอที่จะประเมินผลงานของตนเองได้อยู่แล้ว ผู้ที่จะได้รับเข็มกลัดนักวิชาการจะต้องสะสมแต้มวิชาการให้ได้อย่างน้อยสิบแต้ม และแต้มวิชาการก็ไม่ได้ให้กันอย่างเกลื่อนกลาด 


    เมอร์ลินคาดว่าผลงานของเขาน่าจะได้แต้มวิชาการหนึ่งถึงสองแต้มเท่านั้น เขาเองก็ไม่ได้คิดว่าผลงานแบบนั้นจะทำให้เขาได้รับเข็มกลัดนักวิชาการในคราวเดียว


    “ได้ครับ”


    มาร์เทลรับคำแล้วมุ่งหน้าไปยังสมาคมนักเวททันที


    หลังจากที่เมอร์ลินมาที่สมาคมนักเวทแล้ว เขาก็ติดต่อเจ้าหน้าที่ พวกเขานำแผ่นตราประจำตัวของเมอร์ลินไปแล้วแจ้งของรางวัลสำหรับการตีพิมพ์ในนิตยสารเวทมนตร์ออโรร่า


    “แต้มวิชาการจำนวนสามแต้มได้ถูกจัดเก็บไว้ในแผ่นตราประจำตัวของคุณแล้ว ส่วนเงินจำนวนหนึ่งหมื่นวอยส์ก็ถูกโอนเข้าบัญชีของคุณแล้วเช่นกัน หวังว่าเราจะเจอกันอีกเร็วนี้” พนักงานสาวกล่าวพร้อมกับขยิบตาให้กับเด็กน้อย


    เมอร์ลินรับแผ่นตราประจำตัวของเขามาแล้วตรวจสอบด้วยความพึงพอใจ 


    มันเกิดความคาดหมายของเขาไปเล็กน้อยที่ได้แต้มวิชาการมามากถึงสามแต้ม ซึ่งเขาไม่คิดว่าการย่อสูตรเวทมนตร์จะมีค่าขนาดนี้ แม้เงินรางวัลค่าตีพิมพ์จะน้อยมากในสายตาเขาก็ตาม