ตอนที่ 4
“ถวายบังคมเสด็จอาเพคะ”
ทุกคนต่างก้มหน้าลงเมื่อเห็นแบบนั้นเธอก็ก้มลงตาม
เขาพยักหน้าน้อยๆก่อนจะมองไปยังสตรีทั้งสองและเด็กชาย ที่ดูจากชุดก็รู้ว่าไม่ใช่คนในวัง
“นี้คงเป็คนที่หลานของราชโองการสินะ”
“เพคะเสด็จอา”
“แล้วสามคนนี้มีนามว่าอะไร”
“คนนี้เป็บุตรชายคนรองของเสนาบดีเจียงลู่จื้อเพคะ แล้วนั้นแม่นมอิงอี้เพคะ แล้วคนนี้บุตรีคนที่สามของเสนาบดีเจียง ฟางเหนียงเพคะ”
“ฟางเหนียง...”
ชื่อของอีกสองคนไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจอะไรแต่ชื่อของสตรีนางนี้ทำให้เขาแปลกใจ จนต้องเอ่ยออกไป
“เพคะ ฟางเหนียง”เหม่ยกวางเอ่ยทวน
เขาไม่ได้สนใจคำพูดของหลานสาวสักนิดเพราะเอาแต่มองสตรีที่นามว่าฟางเหนียง ถึงจะจ้องมองยังไงเขาก็ไม่เห็น
เธอเม้มปากแน่นมือที่กุมกันอยู่ก็กุมกันแน่นกว่าเดิมเธอรู้สึกได้ว่าคนที่เหม่ยกวางเรียกว่าเสด็จอานั้นเอาแต่จ้องเธอไม่หยุดมองแบบไม่ละสายตา มองเหมือนกำลังพิจารณาอะไรบางอย่าง
เธอจึงอดไม่ได้ที่จะเหลือบตาขึ้นมองสักนิดสิ่งแรกที่เห็นคือ ชายอาภรณ์สีขาวที่ปักลายพยัคฆ์ด้วยด้ายสีทอง มองขึ้นไปเรื่อยๆจนสายตาของเธอหยุดที่่เอว และสะดุดเข้ากับป้ายหยกที่ห้อยอยู่ที่ข้างเอวนั้น
ป้ายหยกสีขาวสลักรูปนกที่มีพู่ห้อยสีม่วงซึ่งเธอจำได้ว่านั้นคือป้ายหยกของเธอ เธอรู้ว่าเธอทำหาย แต่ไม่รู้ว่าหายที่ไหนสิ่งแรกที่เธอคิดได้ตอนนี้คือ คงเป็ตอนที่เธอไปวัดบนูเาพร้อมกับตระกูลเจียงเพราะนั้นเป็ครั้งแรกที่เธอออกไปข้างนอกและไกล แต่ไม่รู้ว่าไปทำหายตอนไหน
ตอนที่เธอสลบตอนที่เธอช่วยบุรุษชุดดำหรือตอนที่เธอกำลังหาทางกลับวัด
หรือว่า...
เมื่อคิดออกเธอก็เงยหน้าขึ้นอย่างเร็วความคิดที่ว่าป้ายหยกหายตอนที่ช่วยบุรุษชุดดำเป็ไปได้มากกว่า
แล้วมองบุรุษชุดขาวที่มองเธออยู่เช่นกัน
ใบหน้าที่หล่อเหลาไร้ที่ติคิ้วกระบี่ที่ขมวดเข้าหากันยามมองเธอ จมูกโด่งที่รับเข้ากับริมฝีปากหยักหนานั้นความสูงที่อยู่ราวๆ 185 ขึ้นมันช่างทำให้บุรุษตรงหน้าเธอสมบูรณ์แบบ
“เ้าช่างบังอาจนักกล้าดีอย่างไรมองพระพักตร์ของไป๋อ๋องตรงๆ เช่นนี้ ก้มหน้าลง” นางกำนัลผู้าุโที่มากลับเหม่ยกวางพูดขึ้น
“ขออภัยเพคะ”จากนั้นก็ก้มหน้าลงดังเดิม
“ไม่เป็ไร...”เขาว่าอย่างไม่ถือสา แต่ยังคงมองนางอยู่
“เ้าก็กลับตำหนักเถอะกวางเอ๋อร์”
“เพคะเสด็จอา”จากนั้นก็เดินออกไป ตามด้วยคนอื่นๆ
แต่ก่อนที่เธอจะเดินผ่านไป๋อ๋องอีกคนก็พูดขึ้น
“พบกันจนได้นะฟางเหนียง”
พูดจบไป๋อ๋องก็เดินออกไป
ไม่แปลกที่ไป๋อ๋องจะพูดทวนชื่อของเธอตอนที่เหม่ยกวางแนะนำก็ในเมื่อบนป้ายหยกนั้น มันสลักชื่อของเธอเอาไว้
“เหมือนเ้าจะรู้จักนางมากก่อน”เหลี่ยงหลิงพูดขึ้น
เหลี่ยงหลิงหรือซ่งเหลี่ยงหลิงบุตรชายคนโตของตระกูลซ่ง ดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพแคว้นไป๋อีกทั้งยังเป็สหายคนสนิทของไป๋อ๋อง
“อือ รู้จักมาก่อน”
“ข้ารู้สึกคุ้นๆชื่อของนางนัก เหมือนเคยได้ยินที่ไหนมาก่อน”
พลางยกมือขึ้นลูบคางของตัวเองแล้วตาก็เหลือบไปเห็นป้ายหยกที่ห้อยอยู่ข้างเอวของไป๋อ๋อง
“ใช่ ฟางเหนียงชื่อของนางเหมือนชื่อที่สลักอยู่บนป้ายหยกนั้น” แล้วมือก็ชี้ไปยังป้ายหยกสีขาวที่ไป๋อ๋องห้อยอยู่
“หึ...”
แต่ไป๋อ๋องกลับหัวเราะออกมาแค่นั้นเดินกลับวังของตัวเองโดยไม่สนใจสหาย
“นี้คือที่พักของเ้ากลับทุกคนชอบหรือไม่” ถามพลางมองฟางเหนียงที่มองรอบๆ
“ชอบสิกว้างและดีกว่าที่พักของข้าที่ตระกูลเจียงเสียอีก”
“เ้าชอบก็ดีแล้วรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเถอะ แล้วไปทานข้าวเที่ยงกับข้าที่ตำหนัก”
“อือ” ตอบสั้นๆ และพยักหน้ากลับ
“คุณหนูคุณหนูรู้จักองค์หญิงแปดด้วยหรือเ้าคะ” อิงอี้ถามขึ้นเมื่อองค์หญิงแปดและเหล่านางกำนัลออกไปแล้ว
“อือ”
“รู้จักได้อย่างไรเ้าคะ”
“ที่ตลาดน่ะ”
“ตลาด...”
“ใช่แล้วนางก็เป็สหายของข้า ท่านวางใจได้แม่นม นางเป็สหายที่ดีที่สุดและเป็สหายเพียงคนเดียวของข้า”
“กินนี้หน่อยนี้ด้วย..” คีบอาหารให้กับฟางเหนียงแล้วหันไปมองลู่จื้อ
“จื้อเอ๋อร์ทานเยอะนะจะได้โตไวๆ ท่านด้วยนะแม่นม ทานเยอะๆ”
“พ่ะย่ะคะ/เพคะ”
ทั้งสี่คนกำลังทานข้าวเที่ยงกันอย่างอร่อยแต่มือทั้งสี่คู่ที่ถือตะเกียบอยู่หยุดชะงัก เมื่อมีเสียงของขันทีหน้าห้องดังขึ้นและบอกว่าใครมา
“ไป๋อ๋องเสด็จ”
แล้วทั้งสี่คนก็หันไปมองทางประตูทันทีพร้อมกับประตูเปิดออก ปรากฏบุรุษชุดขาวและชุดเขียวเข้ม
เขามองทั้งสี่คนที่นั่งทานข้าวกันอยู่อย่างไม่พูดอะไรและก็เป็ฟางเหนียงที่ได้สติก่อนใคร แล้วลุกขึ้นยืนทำความเคารพเขาตามด้วยอิงอี้และลู่จื้อ
“ถวายบังคมไป๋อ๋องเพคะ/พ่ะย่ะคะคารวะรองแม่ทัพซ่งเ้าค่ะ/ ขอรับ”
“ตามสบายเถอะ”
เขาตอบสั้นๆแล้วเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่ว่างซึ่งเว้นเอาไว้ที่หนึ่งเพื่อให้เหลี่ยงหลิงนั่งข้างๆ เหม่ยกวาง
“เอ่อ...เสด็จอามาหาหลานมีเื่อะไรหรือเพคะ”
“อาแค่นึกขึ้นได้ว่าไม่ได้ร่วมโต๊ะกับเ้านานแล้ววันนี้จึงอยากมาร่วมโต๊ะทานมื้อเที่ยงกับเ้าด้วย”
“เอ่อ...” พลางเล่ตามองไปยังฟางเหนียง
“ได้หรือไม่”เขาถามเสียงเรียบ
“ได้สิเพคะได้แน่นอนเพคะ” แล้วยิ้มให้
เมื่อเห็นสายตาที่มองมาเธอก็หันไปบอกนางกำนัลไปเตรียมสำหรับเพิ่มรวมไปถึงถ้วยชามมาเพิ่มให้กับไป๋อ๋องและรองแม่ทัพซ่งที่เธอรู้ว่าเป็ใครนั้นเพราะตอนที่เดินกลับตำหนักได้ถามเหม่ยกวางไปบ้างแล้วและยังรู้อีกอย่างว่าเหม่ยกวางและรองแม่ทัพซ่งนั้นเป็คู่หมั้นกันแล้วฟังจากที่เหม่ยกวางพูด เธอก็พอจะรู้ว่าสหายของเธอก็ชอบรองแม่ทัพซ่งพอควร
“พวกเ้าทั้งสามก็นั่งลงแล้วทานเถอะ”
เป็คำเชิญที่เหนือการคาดหมายของเธอไม่น้อย
“ไม่เหมาะหรอกเพคะ”เธอพูดขึ้น
“ไม่เหมาะอย่างไร”เขาว่าแล้วเงยหน้าขึ้นมองนาง
“พระองค์เป็ถึงท่านอ๋องหม่อมฉันเป็เพียงแค่นางกำนัลธรรมดาๆ การจะให้ร่วมโต๊ะกับนายมันเป็สิ่งที่ไม่เหมาะเพคะ”
“ก่อนหน้านี้นางกำนัลอย่างเ้าก็นั่งร่วมโต๊ะกับองค์หญิงแปดไม่ใช่รึ”เขาว่าเสียงนิ่ง ยกยิ้มให้นางน้อยๆ
เธออ้าปากค้างกับสิ่งที่ไป๋อ๋องพูดออกมาเพราะมันเป็ความจริง พอมองเหม่ยกวางก็มีอาการที่ไม่ต่างไปจากเธอเท่าไหร่
“นั่งเถอะข้าไม่ได้ถือสา”
แต่เธอก็ไม่กล้าอยู่ดีจึงมองเหม่ยกวาง และได้รับการพยักหน้ากลับมา จากนั้นจึงนั่งลงตามด้วยลู่จื้อและอิงอี้
มื้อเที่ยงวันนี้สำหรับเธอเต็มไปด้วยความอึดอัดอีกทั้งตลอดการทานอาหารยังได้รับสายตาจากไป๋อ๋องที่มองมาตลอดจนมีหลายครั้งที่เธอทำตะเกียบหลุดมือ เพราะสายตาของไป๋อ๋องที่มองมา
“เฮ้อ...”
เมื่อไป๋อ๋องและรองแม่ทัพซ่งกลับไปเธอก็ถอนหายใจออกมายกมือขึ้นลูบอกของตัวเอง
“เป็อะไร”
“ก็เสด็จอาของเ้าเอาแต่จ้องข้าจนข้าเกร็งไปหมด” เธอว่าออกไปตามจริง
“แปลก...”
“อะไรแปลก”
“ก็เสด็จอาของข้าไม่เคยมองสตรีใดนานๆเลยสักครั้ง แม้แต่คุณหนูหลิน หลานสาวขององค์ฮองเฮาก็ตาม”
“คุณหนูหลิน...”
“ใช่นางเป็หลานสาวที่รักของฮองเฮา แล้วองค์ฮองเฮาก็อยากให้นางเป็ชายาของเสด็จอาแต่ไม่มีทางซะหรอก เพราะเสด็จอาไป๋อวี้ของข้าไม่เคยชายตาแลนางเลย”
“ไป๋อวี้...”
“ใช่ ไป๋อวี้”
“ชื่อของเสด็จอาของเ้างั้นรึ”
“ใช่เหยียนหรงไป๋อวี้”
อาจจะแค่ขื่อเหมือนกันก็ได้ไป๋อ๋องคงไม่ใช่เ้าขอชื่อไป๋อวี้ที่สลักอยู่บนป้ายหยกก็ได้ มันต้องมีหลายไป๋อวี้
“ทำไมรึ”
“เปล่าแค่รู้สึกว่าชื่อเพราะแล้วเหมาะกับไป๋อ๋องมาก” เธอเอ่ยแก้ก่อนจะมองเหม่ยกวางอย่างจริงจัง แล้วพูด
“เหม่ยกวางข้ามีเื่จะพูดกับเ้า”
“เื่อะไร”
เธอยังไม่พูดแต่มองเหล่านางกำนัลทั้งหลายที่อยู่ภายในห้อง
เหม่ยกวางสังเกตเห็นจึงเอ่ยขึ้น
“พวกเ้าออกไปก่อน”
“เพคะองค์หญิง”
เมื่อเหล่านางกำนัลออกไปหมดจึงพูดขึ้น
“เ้าพูดมาได้แล้ว”
“ข้ามีเื่ให้เ้าช่วย”
“ช่วยเื่อะไร...”
“ข้าอยากไปแคว้นจูเชว่”
“แคว้นจูเชว่...”
“อือ” พยักหน้าไปด้วย
“เ้าจะไปทำอะไรที่แคว้นจูเชว่”
“ทวงสิทธิ์ที่ควรเป็ของข้ากลับมา”
“ทวงสิทธิ์...”
“สิทธิ์ของคุณหนูตระกูลเฟิ่งอย่างไรเล่า”
“ตระกูลเฟิ่ง...แม่ทัพเฟิ่งแม่ทัพไร้พ่ายแห่งแคว้นจูเชว่” เอ่ยออกมาอย่างใซึ่งฟางเหนียงก็พยักหน้าตอบกลับ
“หรือว่าเ้า...”
“เป็บุตรีของแม่ทัพเฟิ่งและองค์หญิงเพียงพระองค์เดียวของแคว้นจูเชว่ในสมัยนั้น”พร้อมกับยื่นป้ายหยกทั้งสองให้เหม่ยกวางดู
“เ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่”
เธอส่ายหน้าไปมาแทนคำตอบ
“ถ้าเช่นนั้นก็แสดงว่า...”
“อีกฐานะหนึ่งก็คือข้าเป็องค์หญิงแห่งแคว้นจูเชว่”
“เหลือเชื่อแล้วทำไม...”
เธอรู้ว่าเหม่ยกวางสงสัยอะไรจึงบอกทุกอย่างออกไป พอเหม่ยกวางได้ฟังก็แทบจะบุกไปจวนตระกูลเจียง แต่เธอก็ขอไว้เพราะอย่างไรเสนาบดีเจียงก็เป็พอแท้ๆของลู่จื้อ
“ข้าจะช่วยเ้า”
“จริงรึ” เธอว่าอย่างดีใจแล้วยิ้มออกมา
“จริง”
“นี้ฟางเหนียงเมื่อครู่ข้าไปเข้าเฝ้าเสด็จพ่อมา เ้ารู้หรือไม่ว่าข้าได้ยินอะไรมา”
“ได้ยินอะไรมา”เธอว่า แต่มือกำลังพับชุดของเหม่ยกวางเก็บเข้าหีบ
“เดือนหน้าแคว้นจูเชว่จะจัดงานเฉลิมฉลองให้กับองค์ไทเฮาที่มีอายุ64 ปี ซึ่งแคว้นไป๋ก็ต้องเดินทางไปร่วมด้วย”
เธอหันไปมองเหม่ยกวางก็เห็นส่งยิ้มมาให้เธอ
“แล้วข้าก็ได้ไปด้วย”
“จริง...”
“จริงสิเ้าเตรียมตัวด้วยล่ะ บอกลู่จื้อและแม่นมของเ้าด้วย ไม่เกินแปดวันคงออกเดินทาง”
“เื่จริงหรือเ้าคะคุณหนู”
“อือ เตรียมตัวด้วยเราจะไปแคว้นจูเชว่เพื่อทวงสิทธิ์ที่ควรเป็ของข้าคืน”
เธออยากจะรู้นักว่าถ้าเธอกลับไปคนที่รู้จักเสด็จแม่ของเธอจะทำเช่นไร ใ ดีใจหรือว่าเสียใจ
วันนี้คือวันที่ต้องเดินทางไปแคว้นจูเชว่โดยตอนนี้ทุกคนก็อยู่ที่หน้าประตูวังแล้ว
“เดินทางปลอดภัย”องค์ฮ่องเต้พูดแล้วลูบหัวของเหม่ยกวาง
“ดูแลสุขภาพด้วยนะเพคะเสด็จพ่อ”
“เ้าก็ด้วยอย่าซนหรือสร้างความลำบากให้เสด็จอาของเ้า”
“โถ่ ไม่มีหรอกเพคะ”
“ทูลลาพ่ะย่ะคะ”
ไป๋อ๋องพูดจากนั้นทุกคนก็แยกย้ายขึ้นรถม้า โดยที่เธอนั่งคันเดียวกับเหม่ยกวาง
“พอไปถึงแคว้นจูเชว่แล้วเ้าจะทำอย่างไรต่อฟางเหนียง”
“ข้ามีวิธี...”แล้วมองหน้าเหม่ยกวาง
“แต่คงต้องให้เ้าช่วย”