สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 41 แต่ถ้าทำตัวดีข้าจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นมังกร

    หนานอวี้ที่เมื่อครู่ยังเศร้าเรื่องนกเพลิง พลันตาเป็นประกายขึ้นทันที


    แทบไม่ต้องคิด ไม่สินางไม่ได้คิดอะไรเลยต่างหาก


    “ตุ๋น!”


    คำตอบนั้นเร็วเสียจนหลานชิงอวี้หันขวับมามองนางทันที


    “ศิษย์พี่สาม นั่นสัตว์อสูรระดับแปลงเทพนะเจ้าคะ ถ้าจับมันได้ ยอดเขาจันทราจะมีสัตว์อสูรเฝ้ายอดเขาที่แข็งแกร่งมากตัวหนึ่งเลยนะ”


    หนานอวี้ชะงักไปเล็กน้อย


    “แต่มันน่าจะตุ๋นได้หลายหม้อ...”


    หลานชิงอวี้สูดลมหายใจเข้าลึก ราวกับกำลังพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้เถียงกับคนที่เห็นงูระดับแปลงเทพเป็นวัตถุดิบทำอาหาร


    ไป๋หลิงมองงูสี่เขาตัวนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ


    “ถ้าจับได้จริง ย่อมดีกว่าฆ่ามันมาก สัตว์อสูรระดับนี้ไม่เพียงใช้เฝ้ายอดเขาได้ แต่ยังช่วยยกระดับชื่อเสียงของยอดเขาจันทรา และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านค่ายกลป้องกันไปได้มาก”


    หนานอวี้หน้าเหี่ยวลงทันที


    “ศิษย์พี่รอง ท่านพูดแบบนี้ ข้าก็เถียงไม่ได้เลยนะ”


    ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ


    “งั้นจับก่อน ถ้าจับไม่ได้ค่อยตุ๋น”


    ดวงตาของหนานอวี้กลับมาเป็นประกายอีกครั้ง


    “ตกลง!”


    ยูรันเดินเข้าไปหาหลิงเยวี่ยกับซูเม่ยเหยาอย่างไม่รีบร้อน


    “ท่านอาจารย์ ผู้อาวุโสซู โปรดรอสักครู่ ให้ข้าคุยกับงูนั่นสักนิด”


    ซูเม่ยเหยาชะงักไปทันที


    “คุย?”


    หลิงเยวี่ยหันมามองเขาเล็กน้อย


    “เจ้าจะคุยกับสัตว์อสูรระดับแปลงเทพ?”


    ยูรันพยักหน้า


    “อืม เผื่อมันพูดรู้เรื่อง”


    ซูเม่ยเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเหลือบมองงูสี่เขาที่เพียงลมหายใจก็ทำให้ศิษย์หลายคนหน้าซีด


    “แล้วถ้ามันพูดไม่รู้เรื่องล่ะ”


    ยูรันตอบอย่างเป็นธรรมชาติ


    “ก็ให้พวกท่านจัดการต่อ”


    หนานอวี้รีบยกมือขึ้นจากด้านหลัง


    “ถ้าจัดการแล้วอย่าลืมเหลือส่วนที่ตุ๋นได้นะ!”


    ไป๋หลิงถอนหายใจทันที


    “หนานอวี้...”


    หลานชิงอวี้กลับมองยูรันด้วยแววตาสนใจ นางไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร แต่จากที่ผ่านมาทุกครั้งที่เขาบอกว่าจะ “ลองคุย” มักไม่ได้จบลงแบบธรรมดาเลยสักครั้ง


    ยูรันมองสำรวจเบื้องหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินตรงเข้าไปหางูสี่เขาอย่างไม่รีบร้อน


    ผู้คนรอบด้านแทบหยุดหายใจ นั่นคือสัตว์อสูรระดับแปลงเทพที่อีกครึ่งก้าวจะเข้าสู่หลอมสุญญตา แต่ยูรันกลับเดินเข้าไปเหมือนกำลังปลุกคนขี้เซาหน้าบ้าน


    หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้ลงมือ


    ซูเม่ยเหยากลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว


    เซี่ยหลานอิงถึงกับหรี่ตาลง


    ทุกคนคิดว่า หากงูตื่นขึ้นมายูรันคงถูกกลืนในพริบตา


    ยูรันยกเท้าขึ้น แล้วเตะเข้าที่ลำตัวงูสี่เขาเบา ๆ


    ตุบ


    “...”


    ทั้งวิหารเงียบกริบ


    ยูรันเตะซ้ำอีกครั้ง


    “เห้ย ไองูขี้เซา เรียกเมียแกออกมาคุยดิ๊?”


    สีหน้าของทุกคนแข็งค้างทันที


    หนานอวี้อ้าปากหวอ


    หลานชิงอวี้กะพริบตาช้า ๆ


    ไป๋หลิงยกมือขึ้นกุมขมับ


    ซูเม่ยเหยาแทบทำถ้วยชาหลุดมือ ทั้งที่ในมือนางไม่มีถ้วยชาอยู่เลย


    เซี่ยหลานอิงเงียบไปนาน ก่อนพึมพำเสียงเบา


    “เขา... เตะมัน?”


    หลิงเยวี่ยมองแผ่นหลังของยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจเบามาก


    “อืม เขาเตะมัน”


    เปลือกตาของงูสี่เขาสั่นไหวเล็กน้อย


    ครืน...


    แรงกดดันหนักอึ้งพลันแผ่ออกมาจากร่างมหึมา ราวกับภูเขาทั้งลูกกดทับลงบนอกของผู้คนรอบด้าน ศิษย์หลายคนหน้าซีด รีบถอยหลังโดยไม่รู้ตัว


    ดวงตาสีทองหม่นคู่หนึ่งค่อย ๆ เปิดขึ้น


    เสียงแหบต่ำดังสะท้อนทั่วโถงหิน


    “ผู้ใด... บังอาจปลุกข้า...”


    คำพูดนั้นเต็มไปด้วยอำนาจและความเย็นเยียบ ทำให้แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนยังเผลอกลั้นหายใจ


    แต่ยูรันกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย


    เขายกเท้าขึ้นเตะลำตัวงูอีกครั้ง


    ตุบ


    “ข้าบอกให้เมียแกออกมาคุยไง ไองูเวรนี่หูหนวกรึไง”


    “...”


    แรงกดดันที่เพิ่งแผ่ออกมาอย่างน่าเกรงขามเหมือนสะดุดกลางอากาศทันที


    งูสี่เขากับผู้คนรอบด้านนิ่งค้างไปพร้อมกัน


    หนานอวี้อ้าปากค้าง ก่อนค่อย ๆ หันไปกระซิบกับหลานชิงอวี้


    “ศิษย์น้อง... ด่ามันว่าหูหนวกด้วย”


    หลานชิงอวี้สูดลมหายใจลึก


    “ข้าได้ยินเจ้าค่ะ”


    ไป๋หลิงหลับตาลงช้า ๆ


    [ศิษย์น้อง เจ้าจะคุยกับมันจริง ๆ ใช่ไหม ไม่ใช่กำลังยั่วให้มันฆ่าพวกเราทั้งหมดใช่ไหม]


    ซูเม่ยเหยาพูดไม่ออก ส่วนหลิงเยวี่ยยกมือแตะหว่างคิ้ว นางคงประเมินคำว่า “คุยกับงู” ของศิษย์รักต่ำเกินไป


    ยูรันเห็นงูสี่เขายังนิ่งอยู่ ก็ยกเท้าขึ้นเตะอีกที


    ตุบ


    “ยัง ยังอีก ยังไม่เรียกเมียแกออกมาคุยอีก”


    เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย


    “เดี๋ยวจับไปตุ๋นนะเหวย ศิษย์พี่ข้าอยากกินเนื้องูตุ๋น อย่าทำให้เสียเวลา”


    คำว่า “ตุ๋น” ทำให้ดวงตาของงูสี่เขาเย็นเยียบลงทันที


    แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากร่างของมันในพริบตา พื้นหินใต้ร่างงูแตกร้าวเป็นเส้นยาว ศิษย์หลายคนถึงกับเซถอยหลัง ใบหน้าซีดเผือด


    มันอ้าปาก เผยเขี้ยวแหลมคมที่แผ่กลิ่นอายเย็นยะเยือกออกมา


    เห็นได้ชัดว่ามันกำลังจะลงมือ


    ทว่าชั่วขณะนั้นเอง งูสี่เขาเผลอสบตากับยูรันเพียงแวบเดียว


    เพียงแวบเดียวเท่านั้น


    ร่างมหึมาของมันพลันแข็งค้าง


    แรงกดดันที่กำลังปะทุหยุดชะงักกลางอากาศราวกับถูกมือที่มองไม่เห็นกดเอาไว้


    เหงื่อเย็นไหลพรากลงมาตามเกล็ดดำของมัน


    ดวงตาคู่นั้น...


    มันไม่ใช่สายตาของมนุษย์ธรรมดา


    ไม่ใช่แม้แต่สายตาของผู้ฝึกตนระดับสูง


    ความรู้สึกที่กดทับลงมาในชั่วพริบตานั้น ยิ่งใหญ่ ลึกล้ำ และน่าเกรงขามจนสัญชาตญาณของสัตว์อสูรในตัวมันกรีดร้องสุดเสียงให้ก้มศีรษะ


    ราชา ใช่แล้ว ราชา


    ต้องเป็นราชาอย่างแน่นอน


    มันรู้ทันทีว่า หากมันลงมือ มันจะตาย


    ไม่ใช่อาจตาย


    แต่ตายจริง ๆ แน่


    งูสี่เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก ก่อนเสียงอันน่าเกรงขามเมื่อครู่จะเปลี่ยนเป็นเสียงสั่น ๆ อย่างน่าประหลาด


    “ที่รัก!”


    ทั้งโถงเงียบกริบ


    งูสี่เขารีบตะโกนต่อทันที


    “มีคนอยากคุยกับเจ้า ออกมาหน่อยได้ไหมมมมมมมมมมมม!”


    “...”


    ผู้คนรอบด้านนิ่งค้างไปหมดแล้ว


    หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ


    “เมื่อกี้... มันเรียกเมียมันจริง ๆ เหรอ”


    หลานชิงอวี้พยักหน้าช้า ๆ


    “เรียกเจ้าค่ะ”


    ไป๋หลิงเงยหน้ามองเพดานวิหารอย่างหมดคำพูด


    [ข้าไม่เข้าใจ ข้าไม่เข้าใจอะไรเลยจริง ๆ]


    ไม่นานนัก พื้นหินด้านหลังงูสี่เขาพลันสั่นไหวเบา ๆ


    ครืน...


    เงาขนาดมหึมาอีกสายหนึ่งค่อย ๆ เลื้อยออกมาจากความมืดด้านในโถงหลัก


    ทันทีที่ร่างนั้นปรากฏ กลิ่นอายหนักอึ้งยิ่งกว่างูสี่เขาตัวแรกก็แผ่ออกมาทั่วบริเวณ


    เกล็ดสีดำอมม่วงเรียงตัวเป็นประกายเย็นเยียบ เขาทั้งสี่บนศีรษะโค้งยาวงดงามกว่าเดิม ดวงตาสีทองเข้มเปิดขึ้นอย่างไม่พอใจ


    ซูเม่ยเหยาหน้าเปลี่ยนสีทันที


    “หลอมสุญญตาขั้นกลาง...”


    คำพูดนั้นทำให้ผู้คนรอบข้างแตกตื่นขึ้นพร้อมกัน


    งูสี่เขาตัวแรกก็รับมือยากพอแล้ว


    แต่ด้านในกลับยังมีอีกตัว


    แถมยังแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า


    งูสี่เขาตัวเมียก้มมองสามีของตนด้วยสายตาเย็นชา ก่อนด่าออกมาทันที


    “เจ้าโง่ ข้าบอกเวลานอนอย่าเรียกไง”


    งูสี่เขาตัวผู้หดคอลงทันที


    แรงกดดันเมื่อครู่หายไปจนไม่เหลือคราบ


    “ที่รัก เจ้าต้องมาดูเด็กคนนี้ บอกว่าอยากจะคุยกับเจ้านะ ข้าว่าคุยสักหน่อยก็ไม่เสียหายนะ ลองคุยดูหน่อยเถอะนะ?”


    ผู้คนรอบด้านพูดไม่ออก เมื่อครู่มันยังน่าเกรงขาม เหตุใดพอเมียออกมาจึงกลายเป็นงูบ้านกลัวภรรยาไปแล้ว


    งูสี่เขาตัวเมียหรี่ตามองสามีอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนค่อย ๆ หันไปทางเด็กหนุ่มชุดเทา


    “มนุษย์ เจ้า—”


    คำพูดของนางหยุดลงทันที


    เพราะในชั่วขณะนั้นเอง นางสบเข้ากับดวงตาของยูรัน


    เพียงชั่วแวบเดียว


    ร่างมหึมาของงูสี่เขาตัวเมียพลันแข็งค้าง


    ความเย็นเยียบแล่นผ่านทุกเกล็ดบนร่าง นางสัมผัสได้ถึงความน่าเกรงขามอันลึกล้ำกดทับลงมาอย่างเงียบงัน


    เหงื่อเย็นไหลพรากลงมาตามลำตัวของนางทันที


    งูสี่เขาตัวเมียค่อย ๆ ลดศีรษะลง ต่ำกว่าสายตาของยูรัน


    จากนั้นจึงเอ่ยเสียงเบาอย่างระมัดระวัง


    “ท่าน... มีเรื่องอันใดจะคุยกับพวกเราหรือเจ้าคะ?”


    ยูรันมองงูทั้งสองตัวอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวักมือเรียก


    “เข้ามาใกล้ ๆ หน่อย”


    งูสี่เขาทั้งสองตัวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบเลื้อยเข้ามาอย่างว่าง่าย จากนั้นจึงก้มศีรษะลงต่ำจนอยู่ใกล้ระดับเดียวกับยูรัน


    ภาพงูยักษ์สองตัวลดหัวลงมากระซิบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทำให้ผู้คนรอบด้านมองกันอย่างพูดไม่ออก


    ยูรันโน้มตัวเข้าไปเล็กน้อย แล้วกล่าวเสียงเบาพอให้ได้ยินกันแค่สามฝ่าย


    “ข้ามีสองตัวเลือก หนึ่ง จะเอาพวกเจ้ากลับไปสำนักเป็นสัตว์พิทักษ์ยอดเขา เป็นไง สอง ตุ๋น ศิษย์พี่ของข้าอยากกินงูตุ๋น แล้วก็บอกหน่อยว่าห้องด้านหลังมันมีอะไร”


    งูสี่เขาตัวเมียรีบตอบทันที


    “ข้าเลือกข้อแรก ข้อแรกแน่นอนเจ้าค่ะ”


    ยูรันเหลือบมองงูตัวผู้


    “แล้ว? สามีเจ้า?”


    งูสี่เขาตัวผู้รีบพยักหน้าจนเขาทั้งสี่แทบสั่น


    “ข้าก็เหมือนกันขอรับข้อแรก ข้ายังไม่อยากโดนตุ๋น”


    “แล้วห้องข้างหลังมีไร?”


    งูสี่เขาตัวเมียรีบตอบเสียงเบา


    “ข้าไม่แน่ใจเจ้าค่ะ ตอนที่พวกเราลืมตาขึ้นมาในแดนลับนี้ พวกเราก็เฝ้าอยู่หน้าห้องนี้มานานมาแล้ว ว่ากันว่าเป็นสมบัติของมหาจักรพรรดิ หากใครได้วาสนานี้ไปจะทำให้ขึ้นเป็นมหาจักรพรรดิได้แน่นอนเจ้าค่ะ รวมถึงสมบัติวิเศษด้วย ว่ากันว่ามันเป็นระฆังที่สามารถสำแดงพลังได้ถึงระดับมหายานขั้นสูงสุดเลยทีเดียวเจ้าค่ะ ส่วนเรื่องบททดสอบสืบทอด ข้าเองก็ไม่ทราบเจ้าค่ะ”


    ยูรันฟังจบก็พยักหน้าเบา ๆ


    งูทั้งสองตัวมองเขาด้วยสายตารอคำตัดสิน


    ยูรันคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสียงเบา


    “ถ้าทำตัวไม่ดีโดนตุ๋นแน่ แต่ถ้าทำตัวดีข้าจะทำให้พวกเจ้ากลายเป็นมังกร”

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน