รุ่งเช้าของเมืองชิงเยวี่ยมาถึงพร้อมหมอกบางสีขาวเทา
ทว่าแม้หมอกยังปกคลุมหลังคาเรือนและปลายธงบนลานประลองผู้คนกลับหลั่งไหลเข้าสู่ถนนสายหลักตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิดเต็มที่ เสียงเกวียนเสียงม้า เสียงฝีเท้า และเสียงพูดคุยดังแทรกหมอกยามเช้าอย่างคึกคัก
วันนี้ไม่ใช่การประลองธรรมดาอีกต่อไป
วันนี้คือเวทีสิบหกอันดับสุดท้าย
ลานประลองร้อยตระกูลที่เคยแบ่งเวทีออกเป็นสิบแห่งถูกจัดใหม่ทั้งหมดในชั่วข้ามคืน เวทีเล็กทั้งหลายถูกเก็บออกเหลือเพียงเวทีกลางขนาดใหญ่ที่สุดหนึ่งเดียว ตั้งตระหง่านอยู่หน้าจวนเจ้าเมืองราวแท่นศิลาพิพากษา
เวทีนั้นกว้างกว่าก่อนเกือบสองเท่าพื้นศิลาสีดำถูกเปลี่ยนใหม่บางส่วน รอยแตกจากวันก่อนยังมีให้เห็นตามขอบเวทีแต่ตรงกลางถูกเสริมด้วยอักขระค่ายกลสีครามที่เรืองแสงจาง ๆ เมื่อแสงเช้าตกกระทบเส้นอักขระเหล่านั้นคล้ายเกล็ดมังกรนอนหลับอยู่ใต้แผ่นหิน
รอบเวทีมีผู้คุมจวนเจ้าเมืองยืนประจำตำแหน่งมากกว่าทุกวัน
หลังเหตุการณ์ค่ายกลพิษของหวังจื่อเหวินเมื่อวานเจ้าเมืองย่อมไม่อาจปล่อยให้เวทีนี้ถูกผู้ใดเล่นเล่ห์ได้อีกพื้นเวทีจึงถูกตรวจซ้ำถึงสามครั้ง มีนักค่ายกลจากจวนเจ้าเมืองมานั่งเฝ้าทั้งสี่มุมและมีแพทย์โอสถสองคนคอยตรวจกลิ่นพิษในอากาศตลอดเวลา
ผู้ชมจำนวนมากรู้เรื่องนี้จึงยิ่งตื่นเต้น
เพราะมันหมายความว่าจากวันนี้ไป ผู้ใดจะชนะ ต้องชนะด้วยพลังแท้จริงมากขึ้น
บนอัฒจันทร์สูงเจ้าเมืองชิงเยวี่ยนั่งประจำที่เร็วกว่าทุกวัน ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความสนใจอย่างปิดไม่มิด
ด้านข้างคือผู้แทนสำนักต่างๆ
เฉินซวนไห่จากสำนักเมฆาขาวนั่งนิ่งมือหนึ่งลูบเคราขาวเบา ๆ แต่สายตาของเขาไม่เคยละจากเวทีนานเกินไป
ผู้แทนสำนักกระบี่หินดำซึ่งเดิมทีไม่สนใจเมืองเล็กมากนักวันนี้กลับนั่งตัวตรงขึ้นอย่างชัดเจน
ฝั่งตำหนักบุปผานภาหนิงเซียนอวี่มาถึงพร้อมสาวใช้สองคน นางยังคงมีรอยยิ้มจาง ๆที่ดูเหมือนเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกแต่ดวงตาของนางกลับลึกขึ้นเมื่อมองไปยังพื้นที่ของตระกูลเยี่ย
ลั่วชิงเยียนนั่งอยู่ฝั่งตระกูลลั่วชุดฟ้าอ่อนของนางขับให้ผิวขาวดุจหิมะแรกยามเช้า ดวงตาเย็นใสของนางสงบเหมือนเดิมทว่าหากมองใกล้จะเห็นว่านางเงียบกว่าทุกวัน
นางกำลังรอ
รอคู่จับสลาก
รอเวทีที่แท้จริง
และรอคนผู้หนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าไม่มีวันยืนสูงพอให้ตนต้องมองนาน...
ไม่นานเสียงฮือฮาที่ประตูด้านตะวันตกของลานก็ดังขึ้น
เยี่ยเฉินหานมาถึงแล้ว
เขาเดินเข้ามาในชุดสีเทาดำเช่นเดิมหน้ากากเงินครึ่งซีกปิดใบหน้าด้านขวา ดวงตาใต้หน้ากากนิ่งลึกจนอ่านไม่ออกเสี่ยวอวี้เดินตามหลังครึ่งก้าว ชุดขาวเรียบและผ้าแพรสีขาวปิดครึ่งใบหน้าทำให้นางดูเหมือนเงาจันทร์ที่ซ่อนอยู่ข้างคมดาบ
ด้านหลังคือถูซานเป้า
ร่างใหญ่ของเขายังพันผ้าที่หน้าอกและต้นขาแม้บาดเจ็บจากการรับสามกระบวนของหานจวินเทียน แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความคึกคักเขาเดินกะเผลกเล็กน้อย แต่ยังพยายามยืนอกผายราวกลัวคนอื่นคิดว่าเขาอ่อนแอ
“พี่ใหญ่วันนี้ท่านต้องขึ้นเวทีเดียวกลางลาน คนทั้งเมืองจะมองท่านคนเดียวเลยนะ!”
เยี่ยเฉินหานกล่าวโดยไม่หันมอง
“ผู้ชมมากหรือน้อยไม่ทำให้หมัดหนักขึ้น”
ถูซานเป้าหัวเราะ
“แต่ทำให้ตอนเหยียบคู่ต่อสู้สะใจกว่าเดิม!”
เสี่ยวอวี้เหลือบมองเขา
“เจ้าควรพูดเบากว่านี้”
“ข้าพูดเบาแล้วนะ”
คนรอบข้างได้ยินประโยคนั้นชัดเจนต่างหันมามองพร้อมสีหน้าแปลก ๆ
เสี่ยวอวี้ถอนหายใจเบา ๆ
เยี่ยเฉินหานกลับยกมุมปากจางๆ ก่อนเดินไปยังพื้นที่ตระกูลเยี่ย
เมื่อเขาผ่านเข้าไปผู้คนต่างแหวกทางโดยไม่รู้ตัว
ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเสียงของเขา
แต่เพราะสิ่งที่เขาทำบนเวทีหลายวันมานี้ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจว่าบุรุษผู้นี้มิใช่คนที่ควรยืนขวางหน้าโดยไม่มีเหตุผล
หากเจ้าเป็นคู่ต่อสู้ธรรมดาเขาอาจชนะแล้วปล่อย
หากเจ้าใช้พิษหรือคิดฆ่า เขาจะทำให้เจ้าจำคำว่าเสียใจไปทั้งชีวิต
ชื่อของเยี่ยเฉินหานจึงไม่ได้สร้างเพียงความตื่นเต้น
แต่มันสร้างความหวาดเกรง
เมื่อเขาเดินถึงที่นั่งตระกูลเยี่ยเยี่ยเจิ้งเทียนมองเขาช้า ๆ
“เมื่อคืนพักพอหรือไม่”
“พอขอรับ”
“วันนี้จะไม่เหมือนเมื่อวานผู้ที่อยู่ในสิบหกอันดับสุดท้ายล้วนมีไพ่ซ่อน”
เยี่ยเฉินหานพยักหน้า
“เช่นนั้นจึงน่าดูขึ้นบ้าง”
เยี่ยเจิ้งเทียนมองหลานชายอยู่นานก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ดี”
คำเดียวสั้น แต่เต็มไปด้วยความภูมิใจที่ซ่อนอยู่
เสียงกลองศึกดังขึ้น
ตึง!
ตึง!
ตึง!
ผู้คุมเวทีก้าวขึ้นกลางลานเสียงของเขาดังก้องผ่านค่ายกลขยายเสียง
“การประลองร้อยตระกูลรอบสิบหกอันดับสุดท้าย เริ่ม ณ บัดนี้!”
เสียงโห่ร้องดังสนั่นทันที
“ตั้งแต่รอบนี้เป็นต้นไปทุกคู่จะประลองบนเวทีกลางเพียงแห่งเดียว ผู้ชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้ายผู้แพ้หยุดเส้นทางไว้เท่านี้!”
“ห้ามใช้พิษห้ามใช้ค่ายกลที่เตรียมล่วงหน้า ห้ามให้ผู้อื่นแทรกแซง หากพบการละเมิดจะถูกตัดสิทธิ์และลงโทษตามกฎจวนเจ้าเมือง!”
คำประกาศนี้ทำให้หลายสายตาเหลือบไปยังฝั่งตระกูลหวัง
ที่นั่งของหวังจื่อเหวินว่างเปล่า
เขายังนอนรักษาตัวอยู่ถูกหักแขนทั้งสองและถูกตัดสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์กลับเข้าสู่เวทีนี้อีก
แต่หวังซ่งยังอยู่
เขายืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสตระกูลหวังใบหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม แต่ลึกในดวงตากลับมีความเย็นมืดซ่อนอยู่
เยี่ยเฉินหานสัมผัสได้ถึงสายตานั้นแต่ไม่หันไป
ศัตรูที่ยังซ่อนเขี้ยวไว้มักน่าสนใจกว่าคนที่พุ่งออกมาตายก่อน
แผ่นหยกรายชื่อสิบหกคนสุดท้ายลอยขึ้นเหนือเวที
ชื่อทั้งสิบหกสว่างขึ้นทีละชื่อ
หานจวินเทียน
ลั่วชิงเยียน
เยี่ยเฉินหาน
มู่หลินชิง
ฉินหยวน
ไป๋หลี่เฉิน
หลินซื่อหลาง
ต้วนเหวินไห่
และชื่ออัจฉริยะจากตระกูลต่าง ๆ อีกหลายคน
ถูซานเป้านั่งอยู่ข้างลานเมื่อเห็นชื่อเหล่านั้นแล้วถอนหายใจ
“เสียดายนักหากข้าไม่เจอหานจวินเทียนเร็วเกินไป บางทีข้าอาจได้เข้ามาในสิบหกคนนี้”
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“เจ้าได้สิ่งที่มีค่ากว่านั้นแล้ว”
ถูซานเป้าหันมา
“สิ่งใด?”
“เจ้ารู้แล้วว่าภูเขาสูงเพียงใด”
ถูซานเป้านิ่งไปก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง
“ใช่สูงมาก สูงจนข้าแทบหายใจไม่ออก แต่สักวันข้าจะปีนขึ้นไป”
“เช่นนั้นก็รักษาแผลให้หายก่อน”
ถูซานเป้าหัวเราะแห้ง
แผ่นหยกเริ่มหมุน
เสียงผู้ชมค่อย ๆลดลงจนเงียบ
ชื่อคู่แรกปรากฏขึ้น
“มู่หลินชิงพบ ไป๋หลี่เฉิน!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
มู่หลินชิงคือผู้ใช้กระบี่ไม้ไผ่จากตระกูลมู่ส่วนไป๋หลี่เฉินเป็นอัจฉริยะจากตระกูลไป๋ อายุสิบแปด ระดับก่อกำเนิดปราณขั้นสิบใช้วิชาฝ่ามือหมอกขาวซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความลื่นไหลและหลอกลวงสายตา
ทั้งสองขึ้นเวที
การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
มู่หลินชิงใช้กระบี่ไม้ไผ่เน้นความยืดหยุ่นและต่อเนื่องส่วนไป๋หลี่เฉินใช้ฝ่ามือหมอกขาวสร้างไอปราณสีขาวปกคลุมครึ่งเวทีทำให้กระบี่ของมู่หลินชิงหาจุดหมายได้ยาก
ผู้ชมแทบมองไม่เห็นร่างทั้งสองชัดเจนในช่วงแรกเห็นเพียงแสงกระบี่สีเขียวตัดผ่านหมอกขาวเป็นระยะ และเสียงปะทะดังขึ้นไม่หยุด
ผ่านไปกว่าห้าสิบกระบวนมู่หลินชิงเริ่มเสียเปรียบ เพราะหมอกขาวของไป๋หลี่เฉินแทรกเข้าชีพจรทำให้ลมหายใจของเขาช้าลงเล็กน้อย
แต่ในจังหวะที่ทุกคนคิดว่าเขากำลังพ่ายมู่หลินชิงพลันปักกระบี่ลงพื้น
“ไผ่หยั่งราก!”
ปราณสีเขียวแผ่ออกจากปลายกระบี่ลงสู่พื้นเวทีแล้วแตกออกเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรากไผ่ มันกระจายไปทั่วครึ่งเวทีทำให้หมอกขาวถูกตัดเป็นช่วง ๆ
ร่างของไป๋หลี่เฉินปรากฏขึ้นในหมอก
มู่หลินชิงชักกระบี่ขึ้นทันที
“ไผ่เขียวทะลวงหมอก!”
แสงกระบี่สีเขียวพุ่งออกเหมือนลำไผ่ที่แทงทะลุหิน
ไป๋หลี่เฉินพยายามใช้ฝ่ามือหมอกขาวรับแต่กระบี่ไม้ไผ่ของมู่หลินชิงทะลวงผ่านช่องว่างเล็ก ๆ เข้าจ่อที่อกของเขาพอดี
ไป๋หลี่เฉินหน้าซีดก่อนถอนหายใจ
“ข้ายอมแพ้”
ผู้ตัดสินประกาศ
“มู่หลินชิงชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”
เสียงปรบมือดังสนั่น
มู่หลินชิงเดินลงเวทีเหงื่อเต็มหน้าผาก แต่ดวงตากลับสว่างเพราะเขารู้ว่าการเข้าสู่แปดอันดับสุดท้ายปีนี้มีความหมายมากกว่าปีก่อนหลายเท่า
คู่ที่สองปรากฏต่อทันที
“ลั่วชิงเยียนพบ ฉินหยวน!”
เสียงทั้งลานพลันดังขึ้นอีกครั้ง
ฉินหยวนอดีตอันดับเจ็ดใช้กระบี่วายุรวดเร็วและคมกริบ ส่วนลั่วชิงเยียนคือโฉมงามอันดับหนึ่งของเมืองผู้มีปราณเย็นและกระบี่น้ำแข็งอันงดงาม
การต่อสู้ของคู่นี้ดึงดูดสายตาไม่แพ้คู่ใด
ลั่วชิงเยียนก้าวขึ้นเวที
แสงเช้าตกบนชุดฟ้าอ่อนของนางทำให้ทั้งร่างดูเหมือนหิมะบางบนยอดเขา
ฉินหยวนประสานมือ
“คุณหนูลั่วข้ารู้ว่าท่านแข็งแกร่งแต่ข้าอยากทดสอบกระบี่วายุของข้ากับกระบี่น้ำแข็งของท่านสักครั้ง”
ลั่วชิงเยียนตอบ
“เชิญ”
เสียงผู้ตัดสินดังขึ้น
“เริ่ม!”
ฉินหยวนชักกระบี่ทันที
แสงกระบี่วายุพุ่งออกเป็นสายถี่ราวฝนเขาไม่เข้าใกล้ตรง ๆ แต่ใช้ความเร็วและการเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา กระบี่ของเขาบางเบา และแทบไร้เสียง
ลั่วชิงเยียนยืนอยู่กลางเวที
ปราณเย็นแผ่ออกใต้เท้านางพื้นศิลารอบตัวเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ ก่อตัว
กระบี่วายุสายแรกมาถึง
นางยกกระบี่น้ำแข็งขึ้นรับ
เคร้ง!
เสียงปะทะใสกังวานราวหยกเย็นกระทบโลหะ
ฉินหยวนเปลี่ยนทิศทันทีกระบี่สายที่สองสามสี่เข้ามาจากคนละมุม
ลั่วชิงเยียนหมุนตัวเบา ๆชายกระโปรงฟ้าพลิ้วไหว กระบี่น้ำแข็งในมือวาดเส้นโค้งงดงามแต่ทุกเส้นล้วนป้องกันคมกระบี่วายุได้พอดี
ผู้ชมจำนวนมากมองจนลืมหายใจ
มันไม่ใช่เพียงการต่อสู้
แต่เหมือนระบำหิมะท่ามกลางพายุ..
ฉินหยวนยิ่งโจมตียิ่งกดดันเขาเร่งความเร็วขึ้น กระบี่วายุจากสิบสายกลายเป็นยี่สิบสาย ลมรอบเวทีเริ่มกรีดร้องค่ายกลขอบเวทีเรืองแสงจาง ๆ จากแรงเฉือน
แต่ลั่วชิงเยียนยังคงสงบนิ่ง
นางถอยเพียงสามก้าวตลอดสามสิบกระบวน
และทุกก้าวที่ถอยนางทิ้งรอยน้ำแข็งไว้บนพื้น
เยี่ยเฉินหานมองเวทีดวงตาไหวเพียงเล็กน้อย
เสี่ยวอวี้ถามเบา ๆ
“คุณชายคุณหนูลั่วกำลังวางกับดักหรือเจ้าคะ”
“ใช่”
“รอยน้ำแข็ง?”
“รอยน้ำแข็งสามก้าวนั้นเชื่อมกันเป็นเส้นปราณเย็นหากฉินหยวนยังเร่งความเร็วโดยไม่สังเกต อีกไม่เกินสิบกระบวน เขาจะถูกล็อกเท้า”
คำของเขายังไม่ทันจบฉินหยวนก็พุ่งเข้าแนวเฉียงจากด้านขวา
ลั่วชิงเยียนถอยอีกครึ่งก้าว
ปลายเท้าของฉินหยวนเหยียบลงตรงรอยน้ำแข็งเดิม
แกรก!
น้ำแข็งสีฟ้าขาวพุ่งขึ้นจากพื้นเกาะข้อเท้าเขาในพริบตา
สีหน้าฉินหยวนเปลี่ยน
เขารีบตัดน้ำแข็งด้วยกระบี่วายุแต่ช้ากว่าครึ่งลมหายใจ
ครึ่งลมหายใจนั้นเพียงพอ
ลั่วชิงเยียนยกกระบี่ขึ้น
“หิมะปิดวายุ”
ปราณเย็นกลายเป็นเกล็ดหิมะจำนวนมากหมุนรอบตัวฉินหยวนกระบี่วายุที่เคยรวดเร็วถูกชะลอเหมือนจมลงในน้ำเย็น
จากนั้นกระบี่น้ำแข็งจ่อถึงลำคอเขา
ฉินหยวนนิ่งไปก่อนยิ้มขื่น
“ข้ายอมแพ้”
เสียงผู้ตัดสินดังขึ้น
“ลั่วชิงเยียนชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”
เสียงโห่ร้องและปรบมือดังทั่วลาน
ลั่วชิงเยียนลดกระบี่ลง
“กระบี่ของเจ้ารวดเร็วแต่ลมหายใจยังเปิดเผยเกินไป”
ฉินหยวนประสานมือ
“ขอบคุณที่ชี้แนะ”
ลั่วชิงเยียนเดินลงเวทีอย่างสงบ
เมื่อเดินผ่านเยี่ยเฉินหานนางหยุดชั่วครู่
“เจ้ามองออกตั้งแต่แรกหรือไม่”
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“ตั้งแต่ก้าวที่สอง”
ลั่วชิงเยียนดวงตาไหวเล็กน้อย
“เช่นนั้นหากเป็นเจ้าเจ้าจะหลุดจากรอยน้ำแข็งได้หรือไม่”
“ก่อนรอยน้ำแข็งสมบูรณ์ข้าจะไม่เหยียบลงไป”
คำตอบนี้ทำให้นางเงียบไปก่อนกล่าว
“หวังว่าเราจะได้พบกันบนเวที”
“หากจับคู่ถึงย่อมได้พบ”
ลั่วชิงเยียนพยักหน้าแล้วเดินจากไป
เสี่ยวอวี้มองแผ่นหลังนางเงียบไปชั่วครู่
เยี่ยเฉินหานหันมาหาเสี่ยวอวี้
“เจ้าคิดอะไร”
เสี่ยวอวี้สะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบตามจริง
“คุณหนูลั่วแข็งแกร่งมากเจ้าค่ะ”
“ใช่”
“ข้ายังห่างจากนางมาก”
เยี่ยเฉินหานมองนาง
“เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นนางเจ้าต้องเป็นเสี่ยวอวี้ที่แข็งแกร่งพอจะทำให้ผู้ใดก็ไม่กล้าแตะต้อง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจนางสั่นเบาๆ
นางก้มหน้าลง
“ข้าจะฝึกให้หนักขึ้นเจ้าค่ะ”
แผ่นหยกหมุนอีกครั้ง
คู่ที่สามคือหลินซื่อหลางพบต้วนเหวินไห่
ทั้งสองเป็นอัจฉริยะจากตระกูลระดับกลางการต่อสู้นี้ดุเดือดมาก ต้วนเหวินไห่ใช้หอกยาว ส่วนหลินซื่อหลางใช้ฝ่ามือเหล็กทั้งสองปะทะกันกว่าแปดสิบกระบวน โลหิตกระเซ็นบนเวทีหลายครั้งสุดท้ายต้วนเหวินไห่ใช้หอกกวาดขาแล้วแทงหยุดที่คอหลินซื่อหลาง ชนะไปอย่างยากลำบาก
ผู้ชมโห่ร้องให้ทั้งสองด้วยความเคารพ
หลังจากนั้นเสียงผู้คุมเวทีประกาศคู่ที่ทุกคนรอคอยอีกคู่หนึ่ง
แสงสีทองบนแผ่นหยกหยุดลง
“หานจวินเทียนพบ เฉินอี้หลัว!”
เสียงทั้งลานเงียบลงก่อนจะระเบิดอีกครั้ง
เฉินอี้หลัวเป็นผู้ชนะจากตระกูลเฉินเป็นอดีตอันดับสี่ปีที่แล้ว ใช้วิชากระบี่สายโลหิตซึ่งโด่งดังด้านความดุดันแม้จะไม่เท่าเฟิงหรานในเชิงความงดงาม แต่ในด้านพลังสังหาร เขาไม่ด้อยกว่า
หลายคนอยากเห็นว่าหลังจากหานจวินเทียนใช้เพียงครึ่งกระบี่เอาชนะเฟิงหรานวันนี้เขาจะใช้กระบี่มากกว่าเดิมหรือไม่
เฉินอี้หลัวขึ้นเวทีพร้อมกระบี่ยาวสีแดงเข้ม
ใบหน้าของเขาเย็นชาแต่ดวงตาเต็มไปด้วยไฟต่อสู้
“หานจวินเทียนข้าไม่ใช่เฟิงหราน”
หานจวินเทียนเดินขึ้นเวทีอย่างสงบ
“ข้ารู้”
“หากเจ้าดูถูกข้าเหมือนเขาเจ้าจะได้เห็นโลหิตของตนเอง”
หานจวินเทียนกล่าว
“หากเจ้าทำได้ข้ายินดี”
เสียงเริ่มดัง
เฉินอี้หลัวพุ่งเข้ามาทันที
กระบี่โลหิตในมือเขาฟันออกเป็นเส้นสีแดงเข้มกลิ่นคาวปราณแผ่ออกมาเล็กน้อย กระบวนท่าของเขาหนักและเร็วผสมกันทุกครั้งที่กระบี่ผ่านอากาศ จะเกิดเสียงหวีดต่ำ ๆ เหมือนสัตว์ป่าคำราม
หานจวินเทียนยังไม่ชักกระบี่
เขาใช้ฝ่ามือเบี่ยงกระบี่แรกถอยครึ่งก้าวหลบกระบี่ที่สอง และใช้ปลายนิ้วแตะสันกระบี่ที่สาม
แต่เฉินอี้หลัวต่างจากเฟิงหรานจริงๆ
กระบี่ของเขาไม่เปลี่ยนทิศอย่างงดงามแต่กดหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนต้องการบดการป้องกันของหานจวินเทียนโดยตรง
ผ่านไปยี่สิบกระบวนหานจวินเทียนถอยเป็นครั้งแรกหนึ่งก้าวเต็ม
ผู้ชมโห่ร้องทันที
“เขาถอยแล้ว!”
เฉินอี้หลัวไม่ปล่อยโอกาสกระบี่โลหิตพุ่งขึ้นสูง ปราณสีแดงเข้มรวมเป็นเงากระบี่ยักษ์
“โลหิตผ่าภูผา!”
กระบี่ฟันลงมาอย่างดุเดือด
คราวนี้หานจวินเทียนชักกระบี่
ชิ้ง!
เสียงกระบี่ออกจากฝักดังใส
ต่างจากครั้งก่อนที่ชักเพียงครึ่งฝักคราวนี้กระบี่ยาวสีขาวเงินถูกชักออกมาทั้งเล่ม
แสงกระบี่สีขาวพุ่งขึ้น
เคร้ง!!!
กระบี่โลหิตและกระบี่ขาวปะทะกันกลางอากาศ
แรงปะทะทำให้เวทีสะเทือนค่ายกลขอบเวทีเรืองแสงจ้า
เฉินอี้หลัวถอยสามก้าว
หานจวินเทียนถอยครึ่งก้าว
ทั้งลานเงียบลงทันที
หานจวินเทียนถอยครึ่งก้าว
แม้เพียงครึ่งก้าวแต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่เคยเห็นในปีนี้
เฉินอี้หลัวหัวเราะเสียงต่ำ
“ในที่สุดเจ้าก็ถอย”
หานจวินเทียนมองกระบี่ของตน
“เจ้าแข็งแกร่งกว่าเฟิงหรานในด้านแรงปะทะ”
“แล้วพอให้เจ้าจริงจังหรือยัง?”
หานจวินเทียนเงยหน้า
“พอให้ข้าใช้สามกระบี่”
บรรยากาศพลันหนักขึ้น
เฉินอี้หลัวกัดฟัน
“เช่นนั้นลองดู!”
เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง
หานจวินเทียนก้าวออก
กระบี่แรก
แสงขาวกวาดออกเป็นเส้นตรงเรียบง่ายจนแทบไม่มีลูกเล่น แต่เร็วและคมถึงขีดสุด
เฉินอี้หลัวยกกระบี่รับ
เคร้ง!
เขาถอยสองก้าว แขนชา
กระบี่ที่สองตามมา
คราวนี้แสงขาวแยกเป็นสามสายจากมุมต่างกันเฉินอี้หลัวคำราม ใช้กระบี่โลหิตปัดสองสาย แต่สายที่สามเฉือนแขนซ้าย โลหิตกระเซ็น
กระบี่ที่สาม
หานจวินเทียนหยุดหายใจชั่วขณะ
ปราณแท้จริงสีขาวบาง ๆไหลขึ้นตามคมกระบี่
เขาฟันออก
ไม่มีเสียงคำราม
ไม่มีแสงใหญ่โต
มีเพียงเส้นกระบี่สีขาวหนึ่งสายที่ตัดผ่านอากาศอย่างเงียบงัน
เฉินอี้หลัวหน้าเปลี่ยนรุนแรง
เขายกกระบี่รับด้วยพลังทั้งหมด
ตูม!
กระบี่โลหิตในมือเขาแตกเป็นรอยยาวร่างเขากระเด็นถอยไปถึงขอบเวที กระอักโลหิตออกมาเต็มปาก
เขาพยายามยืนแต่เข่าทรุดลงข้างหนึ่ง
หานจวินเทียนลดกระบี่
“จบแล้ว”
เฉินอี้หลัวมองกระบี่แตกในมือก่อนหัวเราะขม
“ข้ายอมแพ้”
ผู้ตัดสินประกาศ
“หานจวินเทียนชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”
เสียงโห่ร้องดังสะท้านเมือง
หานจวินเทียนใช้สามกระบี่จริงๆ
และชนะอดีตอันดับสี่
ความแข็งแกร่งของเขาถูกตอกย้ำอีกครั้ง
เยี่ยเฉินหานมองจากข้างลานดวงตานิ่งลึก
เสี่ยวอวี้ถาม
“คุณชายกระบี่ของเขา…”
“มีปราณแท้จริงแล้ว”
“หากท่านยังอยู่ก่อกำเนิดปราณขั้นสิบจะเสียเปรียบหรือไม่เจ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“ระดับพลังเป็นเพียงส่วนหนึ่งหากเขามีเพียงปราณแท้จริง ข้าไม่กังวล แต่กระบี่ของเขามีแก่นกระบี่ขั้นต้นนั่นต่างหากที่ควรระวัง”
ถูซานเป้าฟังแล้วตาโต
“แก่นกระบี่คืออะไร?”
เยี่ยเฉินหานตอบ
“เมื่อคนใช้กระบี่มานานพอและเข้าใจว่ากระบี่ของตนต้องการสิ่งใดกระบี่จะไม่ใช่เพียงเหล็ก แต่กลายเป็นเจตจำนง”
ถูซานเป้านิ่งไป
“ข้าไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ฟังดูน่ากลัวมาก”
“ใช่น่ากลัวกว่าคนที่ใช้แต่พลังดิบ”
ถูซานเป้าพยักหน้าอย่างจริงจัง
“เช่นนั้นข้าจะใช้พลังดิบให้น่ากลัวกว่านั้น”
เสี่ยวอวี้เกือบหลุดยิ้มอีกครั้ง
การประลองดำเนินต่อไปอีกหลายคู่
ในที่สุดผู้ชนะเจ็ดคนเข้าสู่แปดอันดับสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงคู่สุดท้ายของรอบสิบหก
แผ่นหยกหมุนช้า ๆ
ทั้งลานเงียบลงทันที
ทุกคนรู้ว่าเยี่ยเฉินหานยังไม่ได้ขึ้นเวทีในรอบนี้
ชื่อคู่สุดท้ายค่อย ๆปรากฏ
“เยี่ยเฉินหานพบ ซือหม่าเหยียน!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
ซือหม่าเหยียน
อดีตอันดับสองของการประลองครั้งก่อน
ผู้ใช้หอกเพลิงอสรพิษ
ปีที่แล้วเขาแพ้หานจวินเทียนในรอบสุดท้ายเพียงครึ่งกระบวนและถูกยกให้เป็นคนที่มีโอกาสท้าชิงอันดับหนึ่งอีกครั้งในปีนี้
หลายคนไม่คิดว่าเยี่ยเฉินหานจะจับคู่เจอเขาเร็วถึงเพียงนี้
“อดีตอันดับสอง!”
“เยี่ยเฉินหานเจอของแข็งที่สุดแล้ว!”
“ถ้าชนะคนนี้ได้เขาจะทะลุถึงกลุ่มลุ้นอันดับหนึ่งจริง ๆ!”
บนอัฒจันทร์ชายหนุ่มผมแดงเข้มลุกขึ้นช้า ๆ
ซือหม่าเหยียนรูปร่างสูงใหญ่ดวงตาคมดุจสัตว์ป่า ในมือเขาถือหอกยาวสีแดงดำปลายหอกโค้งเล็กน้อยเหมือนเขี้ยวอสรพิษรอบตัวแผ่กลิ่นอายร้อนแรงจนแม้ยังไม่ขึ้นเวที ผู้คนแถวใกล้ยังรู้สึกได้ถึงไอร้อน
เขาก้าวขึ้นเวทีกลาง
ทุกก้าวเหมือนเปลวเพลิงกดลงบนศิลา
เยี่ยเฉินหานเดินขึ้นอีกฝั่ง
หน้ากากเงินของเขาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เริ่มคล้อยลง
สองคนยืนประจันหน้า
ซือหม่าเหยียนมองเขาอย่างตรงไปตรงมา
“เจ้าคือม้ามืดปีนี้”
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“คนเรียกเช่นนั้น”
“ข้าดูเจ้าสู้มาแล้วกายาแข็ง ท่าร่างเร็ว อ่านวิชาได้ดี และมีวิชาเพิ่มพลังชั่วคราว”
ซือหม่าเหยียนยกหอกขึ้นพาดบ่า
“แต่ข้าไม่ใช่มู่หรงคังไม่ใช่หลัวเซี่ยวเหิง และไม่ใช่หวังจื่อเหวิน”
“ดี”
เยี่ยเฉินหานตอบ
“ข้าก็หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
ดวงตาซือหม่าเหยียนลุกวาบ
“ข้าชอบคำนี้”
ผู้ตัดสินยกมือ
ทั้งลานเงียบจนได้ยินเสียงลม
“เริ่ม!”
ซือหม่าเหยียนพุ่งออกมาในพริบตา
เร็วกว่าเจ้าของหอกร่างใหญ่ควรจะเป็น
หอกเพลิงอสรพิษแทงตรงเข้าหาอกเยี่ยเฉินหานปลายหอกหมุนเป็นเกลียวเพลิงสีแดงเข้ม ไอร้อนพุ่งออกจนพื้นเวทีเกิดควันบาง ๆ
เยี่ยเฉินหานไม่รับตรง ๆด้วยมือเปล่า
เขาก้าวเบี่ยงหนึ่งก้าวปลายหอกเฉียดผ่านอกไปเพียงหนึ่งชุ่น
ซือหม่าเหยียนบิดข้อมือ
หอกที่แทงพลาดพลันโค้งกลับราวอสรพิษมีชีวิตปลายหอกกวาดเข้าลำคอเยี่ยเฉินหาน
เยี่ยเฉินหานเอนตัวหลบ
ไอร้อนเฉียดหน้ากากเงินเกิดเสียงฉ่าเบา ๆ
ถูซานเป้าตาโต
“หอกมันงอได้หรือ!”
เสี่ยวอวี้กล่าว
“ไม่ใช่งอจริงแต่เขาใช้ข้อมือและปราณบังคับปลายหอกให้เปลี่ยนทิศเร็วมาก”
บนเวทีซือหม่าเหยียนโจมตีต่อเนื่อง
หอกเพลิงอสรพิษไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนหอกทั่วไปมันเปลี่ยนทิศกลางทาง แทงหนึ่งแต่ซ่อนสาม กวาดหนึ่งแต่บิดเป็นห้าปลายหอกแทบไม่เคยหยุดอยู่แนวเดิม
เยี่ยเฉินหานใช้ท่าร่างเงาเวิ้งนภาหลบในระยะประชิด
เงาร่างของเขาแยกออกสองสายเป็นบางครั้งแต่ซือหม่าเหยียนกลับไม่หลงง่าย ๆ เขาใช้ไอร้อนจากหอกตรวจการไหลของอากาศเมื่อเงาใดไม่รบกวนไอร้อน เขาจะตัดทิ้งทันที
เยี่ยเฉินหานดวงตาลึกขึ้นเล็กน้อย
ซือหม่าเหยียนไม่โง่
และมีประสบการณ์จริง
นี่ต่างหากคือคู่ต่อสู้ที่พอทำให้เวทีสนุกขึ้น
หอกหนึ่งแทงเข้ามา
เยี่ยเฉินหานยกฝ่ามือปัดสันหอก
ปัง!
แรงปะทะทำให้แขนเขาชาเล็กน้อย
ในขณะเดียวกันไอเพลิงแทรกเข้าผิวกาย พยายามเผาชีพจร
แต่กายาเทพสวรรค์หมุนเวียนปราณเย็นบางส่วนจากโอสถที่เคยกลืนไว้ในอดีตถูกกระตุ้นขึ้นมาชะลอไอร้อนทันที
ซือหม่าเหยียนเห็นว่าเยี่ยเฉินหานรับไอเพลิงได้โดยไม่เสียจังหวะจึงหัวเราะเสียงดัง
“ดี!หากเจ้าล้มง่าย ข้าคงเสียดาย!”
เขากระแทกหอกลงพื้น
ตูม!
เปลวเพลิงสีแดงเข้มพุ่งขึ้นเป็นวงรอบเยี่ยเฉินหาน
“วงอสรพิษเพลิง!”
เปลวไฟเจ็ดสายล้อมเยี่ยเฉินหานจากทุกทิศเหมือนอสรพิษเลื้อยเข้าหา
ผู้ชมร้องเสียงดัง
นี่ไม่ใช่เพียงท่าหอกแต่เป็นวิชาปราณเพลิงผสานหอก
เยี่ยเฉินหานยืนอยู่กลางวงเพลิง
เขาไม่รีบพุ่งออก
ดวงเนตรแพทย์สวรรค์เก้าชั้นเปิดขึ้นภายใน
เส้นปราณของเปลวเพลิงเจ็ดสายปรากฏในห้วงรับรู้
สายที่สามอ่อนสุด
สายที่ห้าหลอก
สายที่เจ็ดซ่อนแรงระเบิด
เขาก้าวไปทางสายที่สามทันที
ซือหม่าเหยียนดวงตาไหว
“มองออกหรือ?”
เยี่ยเฉินหานใช้ฝ่ามือผ่าเปลวเพลิงสายที่สามปราณสีเงินหม่นแทรกเข้าไปตัดแกนเพลิง
ฟู่!
วงเพลิงเปิดช่อง
แต่ในเสี้ยวที่เขาก้าวออกซือหม่าเหยียนปรากฏตรงหน้า
หอกเพลิงอสรพิษแทงตรงเข้าหัวใจ
นี่คือกับดักซ้อนกับดัก
ผู้ชมหลายคนลุกขึ้นยืน
เยี่ยเฉินหานยกมือขวาขึ้น
สองนิ้วคีบปลายหอก
กึก!
หอกหยุด
แต่พลังเพลิงในปลายหอกระเบิดทันที
ตูม!
แรงระเบิดทำให้เยี่ยเฉินหานถอยหนึ่งก้าว
เสียงฮือฮาดังลั่น
เขาถอยแล้ว!
ซือหม่าเหยียนหัวเราะ
“ในที่สุดก็ทำให้เจ้าถอยได้!”
เยี่ยเฉินหานมองปลายนิ้วที่มีรอยไหม้จางๆ
“หอกดี”
“มีเพียงหอกดีหรือ?”
“คนใช้หอกก็พอใช้ได้”
ซือหม่าเหยียนหัวเราะดังกว่าเดิม
“พอใช้ได้?เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าดูของจริง!”
ปราณเพลิงรอบตัวเขาพุ่งสูงขึ้น
หอกเพลิงอสรพิษสั่นอย่างรุนแรงเสียงเหมือนงูยักษ์ขู่ฟ่อดังขึ้นกลางเวทีเปลวเพลิงรวมเป็นเงาอสรพิษสีแดงดำขนาดใหญ่พันรอบหอก
แรงกดดันพุ่งขึ้นจนผู้ชมแถวหน้าเริ่มถอย
ผู้ตัดสินสีหน้าเคร่งขึ้น
ซือหม่าเหยียนใช้ไพ่ลับแล้ว
“อสรพิษเพลิงกลืนภูผา!”
หอกพุ่งออก
เงาอสรพิษเพลิงอ้าปากกลืนเข้าหาเยี่ยเฉินหาน
อากาศรอบเวทีร้อนจนบิดเบี้ยว
เยี่ยเฉินหานยืนนิ่ง
ในร่างเขาชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดเริ่มหมุนแรงขึ้น
ประตูสวรรค์ที่หนึ่งเปิด
ครืน!
พลังเพิ่มขึ้นสามเท่า
แต่คราวนี้เขาไม่ได้ใช้เพียงกายา
ปราณในตันเถียนถูกส่งเข้าสู่แขนขวาอย่างหนาแน่นคัมภีร์มหาวิถีเซียนอมตะเก้าชีพจรหมุนเวียนในชั้นลึกทำให้ปราณของเขาหนากว่าผู้ฝึกระดับเดียวกันหลายเท่า
เขาก้าวหนึ่งก้าว
พื้นเวทีแตก
หมัดขวาถูกยกขึ้น
ไม่ใช่ดาบ
ไม่ใช่กระบี่
ไม่ใช่หอก
เป็นหมัดธรรมดา
แต่หมัดนั้นทำให้ผู้แทนสำนักบนอัฒจันทร์ลุกขึ้นเกือบพร้อมกัน
เพราะปราณในหมัดนั้นหนาแน่นเกินกว่าก่อกำเนิดปราณควรมี..!!
เยี่ยเฉินหานต่อยออก
หมัดปะทะเงาอสรพิษเพลิง
ตูมมม!!!
เสียงระเบิดดังสะเทือนทั้งลาน
ค่ายกลขอบเวทีสว่างจ้าจนผู้ชมหลายคนต้องยกมือบังตา
เปลวเพลิงแตกกระจายเป็นฝนไฟ
หอกของซือหม่าเหยียนสั่นแรงร่างเขาถอยสามก้าว
เยี่ยเฉินหานถอยครึ่งก้าว
ทั้งสองยังยืนอยู่
ทั่วลานเงียบไปชั่วขณะก่อนเสียงโห่ร้องระเบิดขึ้นเหมือนฟ้าถล่ม
นี่คือการปะทะที่ดุเดือดที่สุดของวันนี้
ซือหม่าเหยียนมองเยี่ยเฉินหานดวงตาเต็มไปด้วยไฟต่อสู้
“ดี!ดีมาก! เจ้ารับกระบวนนี้ได้จริง!”
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“หากมีเพียงเท่านี้เจ้าจะหยุดข้าไม่ได้”
“เช่นนั้นมาจบกัน!”
ซือหม่าเหยียนเร่งพลังอีกครั้งแม้ใบหน้าเริ่มซีดจากการใช้ปราณเพลิงมากเกินไป แต่เขายังไม่ยอมถอย
เยี่ยเฉินหานเองก้าวไปข้างหน้า
ท่าร่างเงาเวิ้งนภาเปิดขึ้น
เงาร่างสามสายแยกออก
ซือหม่าเหยียนใช้ไอเพลิงตรวจเงาอีกครั้งแต่คราวนี้เงาทั้งสามล้วนรบกวนไอเพลิง
เพราะเยี่ยเฉินหานส่งปราณจริงเข้าไปในเงาแต่ละสายบางส่วน
ซือหม่าเหยียนชะงักเพียงเสี้ยวเดียว
เสี้ยวเดียวนั้นพอแล้ว
ร่างจริงของเยี่ยเฉินหานปรากฏด้านซ้ายต่ำกว่าระดับสายตาเขาใช้ฝ่ามือแตะก้านหอก แล้วบิดแรงส่งของซือหม่าเหยียนออกด้านข้าง
หอกพลาดเป้า
เยี่ยเฉินหานเข้าใกล้
ศอกกระแทกเข้าชายโครง
ปัง!
ซือหม่าเหยียนกัดฟันไม่ร้องเขาหมุนด้ามหอกกวาดกลับ
เยี่ยเฉินหานย่อหลบ ฝ่ามือซ้ายกระแทกข้อศอกขวาของอีกฝ่าย
แขนซือหม่าเหยียนชา
หอกหลุดจังหวะ
เยี่ยเฉินหานใช้หมัดขวากระแทกกลางอก
ตูม!
ซือหม่าเหยียนถอยกรูดไปถึงขอบเวทีโลหิตไหลจากมุมปาก แต่เขาใช้หอกปักพื้นหยุดตัวเองไว้ทัน
เขาเงยหน้าหัวเราะเสียงแหบ
“ข้ายังไม่แพ้!”
เยี่ยเฉินหานมองเขา
“ใช่เจ้ายังไม่แพ้”
ซือหม่าเหยียนยกหอกขึ้นอีกครั้งแต่ทันทีที่ปราณเพลิงหมุน เขากลับกระอักโลหิตออกมา
พลังเพลิงย้อนชีพจรแล้ว
เขาพยายามฝืนแต่ขาเริ่มสั่น
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“หากฝืนต่อชีพจรเพลิงของเจ้าจะไหม้ลึก อย่างน้อยครึ่งปีไม่อาจใช้หอกเต็มกำลัง”
ซือหม่าเหยียนนิ่งไป
ผู้ชมรอบลานก็เงียบลง
เขารู้ว่าเยี่ยเฉินหานพูดจริง
หลังจากยืนอยู่ครู่หนึ่งซือหม่าเหยียนหลับตาแล้วถอนหายใจ
เขาวางหอกลง
“ข้ายอมแพ้”
เสียงผู้ตัดสินประกาศดังก้อง
“เยี่ยเฉินหานชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”
เสียงทั้งลานระเบิดขึ้นทันที
“เยี่ยเฉินหาน!”
“เยี่ยเฉินหาน!”
“เขาโค่นอดีตอันดับสองแล้ว!”
“ม้ามืดทะลุแปดอันดับสุดท้าย!”
เสียงเชียร์ดังจนแทบกลบเสียงกลอง
บนอัฒจันทร์เฉินซวนไห่ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว
ผู้แทนสำนักกระบี่หินดำกำหมัดแน่น
หนิงเซียนอวี่ยิ้มอย่างไม่ปิดบัง
ลั่วชิงเยียนมองเยี่ยเฉินหานดวงตาเย็นใสของนางไหวรุนแรงกว่าทุกครั้ง
เขาชนะซือหม่าเหยียนแล้ว
อดีตอันดับสอง
ผู้ที่เคยเกือบชนะหานจวินเทียน
บัดนี้ถูกเยี่ยเฉินหานโค่นลงต่อหน้าคนทั้งเมือง..
เยี่ยเฉินหานเดินลงจากเวที
ซือหม่าเหยียนมองแผ่นหลังเขาแล้วกล่าวเสียงดัง
“เยี่ยเฉินหาน!”
เขาหยุดก้าว
ซือหม่าเหยียนยกหอกขึ้นประสานมือ
“ข้าแพ้วันนี้แต่วันหน้าข้าจะท้าสู้เจ้าอีก”
เยี่ยเฉินหานหันกลับเล็กน้อย
“รักษาชีพจรเพลิงของเจ้าให้ดีวันหน้าค่อยพูดเรื่องท้าสู้”
ซือหม่าเหยียนหัวเราะ
“ตกลง!”
เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง
นี่ไม่ใช่ศึกที่จบด้วยความอัปยศ
แต่เป็นศึกที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าอัจฉริยะที่แท้จริงแม้พ่าย ก็ยังมีศักดิ์ศรี..
เมื่อเยี่ยเฉินหานกลับมาถึงข้างลานเสี่ยวอวี้รีบมองมือและแขนเขา
“คุณชายไอเพลิงเข้าชีพจรหรือไม่เจ้าคะ”
“มีเพียงผิวชั้นนอกถูกกายาขับออกแล้ว”
ถูซานเป้าดวงตาเป็นประกาย
“พี่ใหญ่ท่านชนะอดีตอันดับสองแล้ว! เช่นนั้นตอนนี้ท่านก็เท่ากับอันดับสองใช่หรือไม่?”
เยี่ยเฉินหานมองเขา
“อันดับไม่ได้ย้ายด้วยปากต้องชนะต่อไป”
ถูซานเป้าหัวเราะ
“ฮ่า ฮ่าเช่นนั้นก็ชนะต่อไป!”
เยี่ยเฉินหานนั่งลงช้า ๆ
ภายในร่างของเขาปราณยังคงหมุนแรงจากการเปิดประตูสวรรค์ที่หนึ่งเมื่อครู่ แม้เขาปิดมันแล้วแต่การปะทะกับซือหม่าเหยียนทำให้ตันเถียนสั่นลึกกว่าเดิม
ประตูสู่ปราณแท้จริงใกล้มาก
ใกล้จนหากเขาต้องการอาจผลักเปิดตอนนี้ได้
แต่เขายังกดไว้
ยังไม่ถึงเวลาที่ดีที่สุด
เสียงผู้คุมเวทีดังขึ้นอีกครั้ง
“แปดอันดับสุดท้ายได้ครบแล้ว!”
แผ่นหยกรายชื่อส่องแสงกลางอากาศ
หานจวินเทียน
ลั่วชิงเยียน
เยี่ยเฉินหาน
มู่หลินชิง
ต้วนเหวินไห่
และผู้ชนะอีกสามคน
ผู้คุมเวทีประกาศต่อ
“พรุ่งนี้เริ่มรอบแปดอันดับสุดท้ายผู้ชนะเข้าสู่สี่อันดับสูงสุด!”
เสียงโห่ร้องดังขึ้น
แต่ทันใดนั้นเจ้าเมืองชิงเยวี่ยลุกขึ้น
“เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันฟื้นตัวรอบแปดอันดับสุดท้ายจะเริ่มพรุ่งนี้ยามสาย วันนี้สิ้นสุดเพียงเท่านี้”
หลายคนเสียดายแต่ก็เข้าใจ
เพราะการต่อสู้วันนี้ดุเดือดเกินไปหากให้สู้ต่อทันที อาจทำให้ผู้เข้าแข่งขันที่มีศักยภาพบาดเจ็บเกินควร
ผู้คนเริ่มทยอยออกจากลานประลอง
ทว่าในขณะที่เยี่ยเฉินหานกำลังจะกลับเขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายหนึ่ง
เย็น
คม
และแฝงกลิ่นโอสถที่เขาเพิ่งให้เมื่อคืน
เขาหันไปยังหลังคาหอชมด้านตะวันตก
หลิ่วชิงเสวี่ยยืนอยู่ตรงนั้น
ชุดดำปลิวตามลมหน้ากากบางปิดครึ่งใบหน้า ดวงตางดงามเย็นใสมองเขาเงียบ ๆ
คราวนี้นางไม่ได้ซ่อนตัวเต็มที่
ผู้ชมบางคนเริ่มสังเกตเห็นเงานางบนหลังคา
“นั่นใคร?”
“สตรีชุดดำ?”
“เหตุใดนางให้ความรู้สึกน่ากลัวนัก…”
ลมพัดผ่าน
ผ้าคลุมหน้าบางของหลิ่วชิงเสวี่ยขยับเล็กน้อยเผยเสี้ยวใบหน้าขาวเย็นงดงามเหนือสามัญ ดวงตาของนางคมใส ริมฝีปากบางไร้สีโลหิตมากนักแต่กลับยิ่งทำให้นางดูเหมือนบุปผาหิมะที่เติบโตในเงามืด
แม้เพียงเสี้ยวเดียวผู้คนจำนวนมากก็เงียบลง
หญิงงามอีกคนหนึ่ง
มิใช่งามเย็นสูงส่งแบบลั่วชิงเยียน
มิใช่งามอ่อนละมุนแบบหนิงเซียนอวี่
แต่เป็นความงามของคมมีดใต้แสงจันทร์
เย็น
อันตราย
และดึงดูดจนผู้คนจนไม่กล้าหายใจแรง.!!
เสี่ยวอวี้มองนางด้วยแววตาระวัง
“นางมาเปิดเผยตัวเองต่อหน้าผู้คน”
เยี่ยเฉินหานกล่าว
“เพราะนางต้องการบอกบางอย่าง”
หลิ่วชิงเสวี่ยยกมือขึ้นเล็กน้อย
มีแผ่นกระดาษดำเล็ก ๆถูกดีดออกจากนิ้ว พุ่งผ่านอากาศมาหาเยี่ยเฉินหาน
เสี่ยวอวี้ขยับทันทีแต่เยี่ยเฉินหานยกมือรับไว้เอง
บนกระดาษมีเพียงไม่กี่คำ
“ศาลเจ้าร้างตะวันตกคืนนี้ ระวังหวังซ่ง”
เยี่ยเฉินหานอ่านจบกระดาษก็ถูกปราณของเขาบดเป็นผง
เมื่อเงยหน้าขึ้นหลิ่วชิงเสวี่ยหายไปแล้ว
แต่การปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ของนางทำให้ผู้คนทั้งลานเริ่มซุบซิบไม่หยุด
สตรีลึกลับผู้งดงามเย็นเยียบ
นักฆ่าที่ไม่รู้ฝ่าย
และดูเหมือนมีความเกี่ยวข้องกับเยี่ยเฉินหาน
ข่าวนี้ย่อมแพร่ไปทั่วเมืองในคืนนี้แน่นอน
ถูซานเป้ากระซิบ
“พี่ใหญ่นางงดงามมาก แต่ข้ารู้สึกว่าถ้าเข้าใกล้ นางอาจปาดคอข้าได้”
เสี่ยวอวี้กล่าวเย็น ๆ
“อย่างน้อยเจ้ายังรู้ตัว”
ถูซานเป้าหัวเราะแห้ง
เยี่ยเฉินหานมองทิศตะวันตกของเมือง
ศาลเจ้าร้าง
หวังซ่ง
หุบเขาหมอกดำ
ดูเหมือนคืนนี้จะไม่เงียบอีกแล้ว
เขาหันหลังเดินออกจากลานประลอง
“กลับเรือนก่อน”
เสี่ยวอวี้รีบตาม
“คืนนี้จะไปศาลเจ้าร้างหรือเจ้าคะ”
เยี่ยเฉินหานตอบ
“ไป”
“ข้าจะไปด้วย”
“เจ้าต้องไป”
เสี่ยวอวี้นิ่งไปก่อนพยักหน้าอย่างมั่นคง
ถูซานเป้าชี้ตนเอง
“ข้าเล่า?”
เยี่ยเฉินหานมองแผลของเขา
“เจ้ากลับไปนอน”
“แต่…”
“หากเจ้าตามไปด้วยสภาพนี้ข้าต้องปกป้องเจ้าเพิ่มอีกหนึ่งคน”
ถูซานเป้าปิดปากทันที
เขาแม้ตรงไปตรงมาแต่ไม่อยากเป็นภาระ
“ข้าจะรีบหาย”
“ดี”
ยามเย็นเมืองชิงเยวี่ยกลับมาคึกคักอีกครั้ง
แต่ใต้ความคึกคักนั้นเงามืดเริ่มเคลื่อนไหว
ในตรอกตะวันตกหวังซ่งสวมเสื้อคลุมดำ เดินผ่านประตูหลังของร้านสมุนไพรที่ปิดสนิท
เขาไม่ได้รู้ตัวว่าบนหลังคาไกล ๆ มีเงาสองสายกำลังติดตาม
หนึ่งคือเงาขาวของเสี่ยวอวี้
หนึ่งคือเงาเทาดำของเยี่ยเฉินหาน
และไกลกว่านั้นในความมืดลึกกว่าทั้งสอง
หลิ่วชิงเสวี่ยยืนอยู่บนยอดเจดีย์ร้างมองทุกอย่างด้วยดวงตาเย็นใส..
คืนนี้ศาลเจ้าร้างตะวันตกจะเปิดเผยความลับอีกชั้นหนึ่ง
และก่อนรอบแปดอันดับสุดท้ายจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้
โลหิตของผู้ที่ซ่อนอยู่หลังพิษอาจจะต้องไหลเสียก่อน..