พลิกฟ้าสยบใต้หล้า

    ตอนที่ 45 เวทีสิบหกคนสุดท้าย

    รุ่งเช้าของเมืองชิงเยวี่ยมาถึงพร้อมหมอกบางสีขาวเทา

    ทว่าแม้หมอกยังปกคลุมหลังคาเรือนและปลายธงบนลานประลองผู้คนกลับหลั่งไหลเข้าสู่ถนนสายหลักตั้งแต่ฟ้ายังไม่เปิดเต็มที่ เสียงเกวียนเสียงม้า เสียงฝีเท้า และเสียงพูดคุยดังแทรกหมอกยามเช้าอย่างคึกคัก

     

    วันนี้ไม่ใช่การประลองธรรมดาอีกต่อไป

    วันนี้คือเวทีสิบหกอันดับสุดท้าย

    ลานประลองร้อยตระกูลที่เคยแบ่งเวทีออกเป็นสิบแห่งถูกจัดใหม่ทั้งหมดในชั่วข้ามคืน เวทีเล็กทั้งหลายถูกเก็บออกเหลือเพียงเวทีกลางขนาดใหญ่ที่สุดหนึ่งเดียว ตั้งตระหง่านอยู่หน้าจวนเจ้าเมืองราวแท่นศิลาพิพากษา

    เวทีนั้นกว้างกว่าก่อนเกือบสองเท่าพื้นศิลาสีดำถูกเปลี่ยนใหม่บางส่วน รอยแตกจากวันก่อนยังมีให้เห็นตามขอบเวทีแต่ตรงกลางถูกเสริมด้วยอักขระค่ายกลสีครามที่เรืองแสงจาง ๆ เมื่อแสงเช้าตกกระทบเส้นอักขระเหล่านั้นคล้ายเกล็ดมังกรนอนหลับอยู่ใต้แผ่นหิน

    รอบเวทีมีผู้คุมจวนเจ้าเมืองยืนประจำตำแหน่งมากกว่าทุกวัน

     

    หลังเหตุการณ์ค่ายกลพิษของหวังจื่อเหวินเมื่อวานเจ้าเมืองย่อมไม่อาจปล่อยให้เวทีนี้ถูกผู้ใดเล่นเล่ห์ได้อีกพื้นเวทีจึงถูกตรวจซ้ำถึงสามครั้ง มีนักค่ายกลจากจวนเจ้าเมืองมานั่งเฝ้าทั้งสี่มุมและมีแพทย์โอสถสองคนคอยตรวจกลิ่นพิษในอากาศตลอดเวลา

    ผู้ชมจำนวนมากรู้เรื่องนี้จึงยิ่งตื่นเต้น

    เพราะมันหมายความว่าจากวันนี้ไป ผู้ใดจะชนะ ต้องชนะด้วยพลังแท้จริงมากขึ้น

     

    บนอัฒจันทร์สูงเจ้าเมืองชิงเยวี่ยนั่งประจำที่เร็วกว่าทุกวัน ใบหน้าของเขาเคร่งขรึมแต่ดวงตาเต็มไปด้วยความสนใจอย่างปิดไม่มิด

    ด้านข้างคือผู้แทนสำนักต่างๆ

    เฉินซวนไห่จากสำนักเมฆาขาวนั่งนิ่งมือหนึ่งลูบเคราขาวเบา ๆ แต่สายตาของเขาไม่เคยละจากเวทีนานเกินไป

    ผู้แทนสำนักกระบี่หินดำซึ่งเดิมทีไม่สนใจเมืองเล็กมากนักวันนี้กลับนั่งตัวตรงขึ้นอย่างชัดเจน

    ฝั่งตำหนักบุปผานภาหนิงเซียนอวี่มาถึงพร้อมสาวใช้สองคน นางยังคงมีรอยยิ้มจาง ๆที่ดูเหมือนเห็นทุกอย่างเป็นเรื่องสนุกแต่ดวงตาของนางกลับลึกขึ้นเมื่อมองไปยังพื้นที่ของตระกูลเยี่ย

    ลั่วชิงเยียนนั่งอยู่ฝั่งตระกูลลั่วชุดฟ้าอ่อนของนางขับให้ผิวขาวดุจหิมะแรกยามเช้า ดวงตาเย็นใสของนางสงบเหมือนเดิมทว่าหากมองใกล้จะเห็นว่านางเงียบกว่าทุกวัน

    นางกำลังรอ

    รอคู่จับสลาก
    รอเวทีที่แท้จริง
    และรอคนผู้หนึ่งซึ่งครั้งหนึ่งนางเคยคิดว่าไม่มีวันยืนสูงพอให้ตนต้องมองนาน...

     

    ไม่นานเสียงฮือฮาที่ประตูด้านตะวันตกของลานก็ดังขึ้น

    เยี่ยเฉินหานมาถึงแล้ว

    เขาเดินเข้ามาในชุดสีเทาดำเช่นเดิมหน้ากากเงินครึ่งซีกปิดใบหน้าด้านขวา ดวงตาใต้หน้ากากนิ่งลึกจนอ่านไม่ออกเสี่ยวอวี้เดินตามหลังครึ่งก้าว ชุดขาวเรียบและผ้าแพรสีขาวปิดครึ่งใบหน้าทำให้นางดูเหมือนเงาจันทร์ที่ซ่อนอยู่ข้างคมดาบ

    ด้านหลังคือถูซานเป้า

    ร่างใหญ่ของเขายังพันผ้าที่หน้าอกและต้นขาแม้บาดเจ็บจากการรับสามกระบวนของหานจวินเทียน แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความคึกคักเขาเดินกะเผลกเล็กน้อย แต่ยังพยายามยืนอกผายราวกลัวคนอื่นคิดว่าเขาอ่อนแอ

     

    “พี่ใหญ่วันนี้ท่านต้องขึ้นเวทีเดียวกลางลาน คนทั้งเมืองจะมองท่านคนเดียวเลยนะ!”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าวโดยไม่หันมอง

     

    “ผู้ชมมากหรือน้อยไม่ทำให้หมัดหนักขึ้น”

     

    ถูซานเป้าหัวเราะ

     

    “แต่ทำให้ตอนเหยียบคู่ต่อสู้สะใจกว่าเดิม!”

     

    เสี่ยวอวี้เหลือบมองเขา

     

    “เจ้าควรพูดเบากว่านี้”

     

    “ข้าพูดเบาแล้วนะ”

     

    คนรอบข้างได้ยินประโยคนั้นชัดเจนต่างหันมามองพร้อมสีหน้าแปลก ๆ

    เสี่ยวอวี้ถอนหายใจเบา ๆ

    เยี่ยเฉินหานกลับยกมุมปากจางๆ ก่อนเดินไปยังพื้นที่ตระกูลเยี่ย

    เมื่อเขาผ่านเข้าไปผู้คนต่างแหวกทางโดยไม่รู้ตัว

    ไม่ใช่เพียงเพราะชื่อเสียงของเขา

    แต่เพราะสิ่งที่เขาทำบนเวทีหลายวันมานี้ทำให้ผู้คนเริ่มเข้าใจว่าบุรุษผู้นี้มิใช่คนที่ควรยืนขวางหน้าโดยไม่มีเหตุผล

    หากเจ้าเป็นคู่ต่อสู้ธรรมดาเขาอาจชนะแล้วปล่อย
    หากเจ้าใช้พิษหรือคิดฆ่า เขาจะทำให้เจ้าจำคำว่าเสียใจไปทั้งชีวิต

    ชื่อของเยี่ยเฉินหานจึงไม่ได้สร้างเพียงความตื่นเต้น

    แต่มันสร้างความหวาดเกรง

    เมื่อเขาเดินถึงที่นั่งตระกูลเยี่ยเยี่ยเจิ้งเทียนมองเขาช้า ๆ

     

    “เมื่อคืนพักพอหรือไม่”

     

    “พอขอรับ”

     

    “วันนี้จะไม่เหมือนเมื่อวานผู้ที่อยู่ในสิบหกอันดับสุดท้ายล้วนมีไพ่ซ่อน”

     

    เยี่ยเฉินหานพยักหน้า

     

    “เช่นนั้นจึงน่าดูขึ้นบ้าง”

     

    เยี่ยเจิ้งเทียนมองหลานชายอยู่นานก่อนหัวเราะเบา ๆ

     

    “ดี”

     

    คำเดียวสั้น แต่เต็มไปด้วยความภูมิใจที่ซ่อนอยู่

    เสียงกลองศึกดังขึ้น

     

    ตึง!

    ตึง!

    ตึง!

     

    ผู้คุมเวทีก้าวขึ้นกลางลานเสียงของเขาดังก้องผ่านค่ายกลขยายเสียง

     

    “การประลองร้อยตระกูลรอบสิบหกอันดับสุดท้าย เริ่ม ณ บัดนี้!”

     

    เสียงโห่ร้องดังสนั่นทันที

     

    “ตั้งแต่รอบนี้เป็นต้นไปทุกคู่จะประลองบนเวทีกลางเพียงแห่งเดียว ผู้ชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้ายผู้แพ้หยุดเส้นทางไว้เท่านี้!”

     

    “ห้ามใช้พิษห้ามใช้ค่ายกลที่เตรียมล่วงหน้า ห้ามให้ผู้อื่นแทรกแซง หากพบการละเมิดจะถูกตัดสิทธิ์และลงโทษตามกฎจวนเจ้าเมือง!”

     

    คำประกาศนี้ทำให้หลายสายตาเหลือบไปยังฝั่งตระกูลหวัง

    ที่นั่งของหวังจื่อเหวินว่างเปล่า

    เขายังนอนรักษาตัวอยู่ถูกหักแขนทั้งสองและถูกตัดสิทธิ์ ไม่มีสิทธิ์กลับเข้าสู่เวทีนี้อีก

    แต่หวังซ่งยังอยู่

    เขายืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสตระกูลหวังใบหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม แต่ลึกในดวงตากลับมีความเย็นมืดซ่อนอยู่

    เยี่ยเฉินหานสัมผัสได้ถึงสายตานั้นแต่ไม่หันไป

    ศัตรูที่ยังซ่อนเขี้ยวไว้มักน่าสนใจกว่าคนที่พุ่งออกมาตายก่อน

     

    แผ่นหยกรายชื่อสิบหกคนสุดท้ายลอยขึ้นเหนือเวที

    ชื่อทั้งสิบหกสว่างขึ้นทีละชื่อ

    หานจวินเทียน
    ลั่วชิงเยียน
    เยี่ยเฉินหาน
    มู่หลินชิง
    ฉินหยวน
    ไป๋หลี่เฉิน
    หลินซื่อหลาง
    ต้วนเหวินไห่
    และชื่ออัจฉริยะจากตระกูลต่าง ๆ อีกหลายคน

     

    ถูซานเป้านั่งอยู่ข้างลานเมื่อเห็นชื่อเหล่านั้นแล้วถอนหายใจ

     

    “เสียดายนักหากข้าไม่เจอหานจวินเทียนเร็วเกินไป บางทีข้าอาจได้เข้ามาในสิบหกคนนี้”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

     

    “เจ้าได้สิ่งที่มีค่ากว่านั้นแล้ว”

     

    ถูซานเป้าหันมา

     

    “สิ่งใด?”

     

    “เจ้ารู้แล้วว่าภูเขาสูงเพียงใด”

     

    ถูซานเป้านิ่งไปก่อนพยักหน้าอย่างจริงจัง

     

    “ใช่สูงมาก สูงจนข้าแทบหายใจไม่ออก แต่สักวันข้าจะปีนขึ้นไป”

     

    “เช่นนั้นก็รักษาแผลให้หายก่อน”

     

    ถูซานเป้าหัวเราะแห้ง

    แผ่นหยกเริ่มหมุน

    เสียงผู้ชมค่อย ๆลดลงจนเงียบ

    ชื่อคู่แรกปรากฏขึ้น

     

    “มู่หลินชิงพบ ไป๋หลี่เฉิน!”

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

    มู่หลินชิงคือผู้ใช้กระบี่ไม้ไผ่จากตระกูลมู่ส่วนไป๋หลี่เฉินเป็นอัจฉริยะจากตระกูลไป๋ อายุสิบแปด ระดับก่อกำเนิดปราณขั้นสิบใช้วิชาฝ่ามือหมอกขาวซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความลื่นไหลและหลอกลวงสายตา

    ทั้งสองขึ้นเวที

    การต่อสู้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

    มู่หลินชิงใช้กระบี่ไม้ไผ่เน้นความยืดหยุ่นและต่อเนื่องส่วนไป๋หลี่เฉินใช้ฝ่ามือหมอกขาวสร้างไอปราณสีขาวปกคลุมครึ่งเวทีทำให้กระบี่ของมู่หลินชิงหาจุดหมายได้ยาก

    ผู้ชมแทบมองไม่เห็นร่างทั้งสองชัดเจนในช่วงแรกเห็นเพียงแสงกระบี่สีเขียวตัดผ่านหมอกขาวเป็นระยะ และเสียงปะทะดังขึ้นไม่หยุด

    ผ่านไปกว่าห้าสิบกระบวนมู่หลินชิงเริ่มเสียเปรียบ เพราะหมอกขาวของไป๋หลี่เฉินแทรกเข้าชีพจรทำให้ลมหายใจของเขาช้าลงเล็กน้อย

    แต่ในจังหวะที่ทุกคนคิดว่าเขากำลังพ่ายมู่หลินชิงพลันปักกระบี่ลงพื้น

     

    “ไผ่หยั่งราก!”

     

    ปราณสีเขียวแผ่ออกจากปลายกระบี่ลงสู่พื้นเวทีแล้วแตกออกเป็นเส้นบาง ๆ คล้ายรากไผ่ มันกระจายไปทั่วครึ่งเวทีทำให้หมอกขาวถูกตัดเป็นช่วง ๆ

    ร่างของไป๋หลี่เฉินปรากฏขึ้นในหมอก

    มู่หลินชิงชักกระบี่ขึ้นทันที

     

    “ไผ่เขียวทะลวงหมอก!”

     

    แสงกระบี่สีเขียวพุ่งออกเหมือนลำไผ่ที่แทงทะลุหิน

    ไป๋หลี่เฉินพยายามใช้ฝ่ามือหมอกขาวรับแต่กระบี่ไม้ไผ่ของมู่หลินชิงทะลวงผ่านช่องว่างเล็ก ๆ เข้าจ่อที่อกของเขาพอดี

    ไป๋หลี่เฉินหน้าซีดก่อนถอนหายใจ

     

    “ข้ายอมแพ้”

     

    ผู้ตัดสินประกาศ

     

    “มู่หลินชิงชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”

     

    เสียงปรบมือดังสนั่น

    มู่หลินชิงเดินลงเวทีเหงื่อเต็มหน้าผาก แต่ดวงตากลับสว่างเพราะเขารู้ว่าการเข้าสู่แปดอันดับสุดท้ายปีนี้มีความหมายมากกว่าปีก่อนหลายเท่า

    คู่ที่สองปรากฏต่อทันที

     

    “ลั่วชิงเยียนพบ ฉินหยวน!”

     

    เสียงทั้งลานพลันดังขึ้นอีกครั้ง

    ฉินหยวนอดีตอันดับเจ็ดใช้กระบี่วายุรวดเร็วและคมกริบ ส่วนลั่วชิงเยียนคือโฉมงามอันดับหนึ่งของเมืองผู้มีปราณเย็นและกระบี่น้ำแข็งอันงดงาม

    การต่อสู้ของคู่นี้ดึงดูดสายตาไม่แพ้คู่ใด

     

    ลั่วชิงเยียนก้าวขึ้นเวที

    แสงเช้าตกบนชุดฟ้าอ่อนของนางทำให้ทั้งร่างดูเหมือนหิมะบางบนยอดเขา

    ฉินหยวนประสานมือ

     

    “คุณหนูลั่วข้ารู้ว่าท่านแข็งแกร่งแต่ข้าอยากทดสอบกระบี่วายุของข้ากับกระบี่น้ำแข็งของท่านสักครั้ง”

     

    ลั่วชิงเยียนตอบ

     

    “เชิญ”

     

    เสียงผู้ตัดสินดังขึ้น

     

    “เริ่ม!”

     

    ฉินหยวนชักกระบี่ทันที

    แสงกระบี่วายุพุ่งออกเป็นสายถี่ราวฝนเขาไม่เข้าใกล้ตรง ๆ แต่ใช้ความเร็วและการเปลี่ยนทิศทางตลอดเวลา กระบี่ของเขาบางเบา และแทบไร้เสียง

    ลั่วชิงเยียนยืนอยู่กลางเวที

    ปราณเย็นแผ่ออกใต้เท้านางพื้นศิลารอบตัวเริ่มมีเกล็ดน้ำแข็งบาง ๆ ก่อตัว

    กระบี่วายุสายแรกมาถึง

    นางยกกระบี่น้ำแข็งขึ้นรับ

     

    เคร้ง!

     

    เสียงปะทะใสกังวานราวหยกเย็นกระทบโลหะ

    ฉินหยวนเปลี่ยนทิศทันทีกระบี่สายที่สองสามสี่เข้ามาจากคนละมุม

    ลั่วชิงเยียนหมุนตัวเบา ๆชายกระโปรงฟ้าพลิ้วไหว กระบี่น้ำแข็งในมือวาดเส้นโค้งงดงามแต่ทุกเส้นล้วนป้องกันคมกระบี่วายุได้พอดี

    ผู้ชมจำนวนมากมองจนลืมหายใจ

    มันไม่ใช่เพียงการต่อสู้

    แต่เหมือนระบำหิมะท่ามกลางพายุ..

     

    ฉินหยวนยิ่งโจมตียิ่งกดดันเขาเร่งความเร็วขึ้น กระบี่วายุจากสิบสายกลายเป็นยี่สิบสาย ลมรอบเวทีเริ่มกรีดร้องค่ายกลขอบเวทีเรืองแสงจาง ๆ จากแรงเฉือน

    แต่ลั่วชิงเยียนยังคงสงบนิ่ง

    นางถอยเพียงสามก้าวตลอดสามสิบกระบวน

    และทุกก้าวที่ถอยนางทิ้งรอยน้ำแข็งไว้บนพื้น

     

    เยี่ยเฉินหานมองเวทีดวงตาไหวเพียงเล็กน้อย

    เสี่ยวอวี้ถามเบา ๆ

     

    “คุณชายคุณหนูลั่วกำลังวางกับดักหรือเจ้าคะ”

     

    “ใช่”

     

    “รอยน้ำแข็ง?”

     

    “รอยน้ำแข็งสามก้าวนั้นเชื่อมกันเป็นเส้นปราณเย็นหากฉินหยวนยังเร่งความเร็วโดยไม่สังเกต อีกไม่เกินสิบกระบวน เขาจะถูกล็อกเท้า”

     

    คำของเขายังไม่ทันจบฉินหยวนก็พุ่งเข้าแนวเฉียงจากด้านขวา

    ลั่วชิงเยียนถอยอีกครึ่งก้าว

    ปลายเท้าของฉินหยวนเหยียบลงตรงรอยน้ำแข็งเดิม

     

    แกรก!

     

    น้ำแข็งสีฟ้าขาวพุ่งขึ้นจากพื้นเกาะข้อเท้าเขาในพริบตา

    สีหน้าฉินหยวนเปลี่ยน

    เขารีบตัดน้ำแข็งด้วยกระบี่วายุแต่ช้ากว่าครึ่งลมหายใจ

    ครึ่งลมหายใจนั้นเพียงพอ

    ลั่วชิงเยียนยกกระบี่ขึ้น

     

    “หิมะปิดวายุ”

     

    ปราณเย็นกลายเป็นเกล็ดหิมะจำนวนมากหมุนรอบตัวฉินหยวนกระบี่วายุที่เคยรวดเร็วถูกชะลอเหมือนจมลงในน้ำเย็น

    จากนั้นกระบี่น้ำแข็งจ่อถึงลำคอเขา

    ฉินหยวนนิ่งไปก่อนยิ้มขื่น

     

    “ข้ายอมแพ้”

     

    เสียงผู้ตัดสินดังขึ้น

     

    “ลั่วชิงเยียนชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”

     

    เสียงโห่ร้องและปรบมือดังทั่วลาน

    ลั่วชิงเยียนลดกระบี่ลง

     

    “กระบี่ของเจ้ารวดเร็วแต่ลมหายใจยังเปิดเผยเกินไป”

     

    ฉินหยวนประสานมือ

     

    “ขอบคุณที่ชี้แนะ”

     

    ลั่วชิงเยียนเดินลงเวทีอย่างสงบ

    เมื่อเดินผ่านเยี่ยเฉินหานนางหยุดชั่วครู่

     

    “เจ้ามองออกตั้งแต่แรกหรือไม่”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

     

    “ตั้งแต่ก้าวที่สอง”

     

    ลั่วชิงเยียนดวงตาไหวเล็กน้อย

     

    “เช่นนั้นหากเป็นเจ้าเจ้าจะหลุดจากรอยน้ำแข็งได้หรือไม่”

     

    “ก่อนรอยน้ำแข็งสมบูรณ์ข้าจะไม่เหยียบลงไป”

     

    คำตอบนี้ทำให้นางเงียบไปก่อนกล่าว

     

    “หวังว่าเราจะได้พบกันบนเวที”

     

    “หากจับคู่ถึงย่อมได้พบ”

     

    ลั่วชิงเยียนพยักหน้าแล้วเดินจากไป

    เสี่ยวอวี้มองแผ่นหลังนางเงียบไปชั่วครู่

    เยี่ยเฉินหานหันมาหาเสี่ยวอวี้

     

    “เจ้าคิดอะไร”

     

    เสี่ยวอวี้สะดุ้งเล็กน้อยก่อนตอบตามจริง

     

    “คุณหนูลั่วแข็งแกร่งมากเจ้าค่ะ”

     

    “ใช่”

     

    “ข้ายังห่างจากนางมาก”

     

    เยี่ยเฉินหานมองนาง

     

    “เจ้าไม่จำเป็นต้องเป็นนางเจ้าต้องเป็นเสี่ยวอวี้ที่แข็งแกร่งพอจะทำให้ผู้ใดก็ไม่กล้าแตะต้อง”

     

    คำพูดนั้นทำให้หัวใจนางสั่นเบาๆ

    นางก้มหน้าลง

     

    “ข้าจะฝึกให้หนักขึ้นเจ้าค่ะ”

     

    แผ่นหยกหมุนอีกครั้ง

    คู่ที่สามคือหลินซื่อหลางพบต้วนเหวินไห่

    ทั้งสองเป็นอัจฉริยะจากตระกูลระดับกลางการต่อสู้นี้ดุเดือดมาก ต้วนเหวินไห่ใช้หอกยาว ส่วนหลินซื่อหลางใช้ฝ่ามือเหล็กทั้งสองปะทะกันกว่าแปดสิบกระบวน โลหิตกระเซ็นบนเวทีหลายครั้งสุดท้ายต้วนเหวินไห่ใช้หอกกวาดขาแล้วแทงหยุดที่คอหลินซื่อหลาง ชนะไปอย่างยากลำบาก

    ผู้ชมโห่ร้องให้ทั้งสองด้วยความเคารพ

    หลังจากนั้นเสียงผู้คุมเวทีประกาศคู่ที่ทุกคนรอคอยอีกคู่หนึ่ง

    แสงสีทองบนแผ่นหยกหยุดลง

     

    “หานจวินเทียนพบ เฉินอี้หลัว!”

     

    เสียงทั้งลานเงียบลงก่อนจะระเบิดอีกครั้ง

    เฉินอี้หลัวเป็นผู้ชนะจากตระกูลเฉินเป็นอดีตอันดับสี่ปีที่แล้ว ใช้วิชากระบี่สายโลหิตซึ่งโด่งดังด้านความดุดันแม้จะไม่เท่าเฟิงหรานในเชิงความงดงาม แต่ในด้านพลังสังหาร เขาไม่ด้อยกว่า

    หลายคนอยากเห็นว่าหลังจากหานจวินเทียนใช้เพียงครึ่งกระบี่เอาชนะเฟิงหรานวันนี้เขาจะใช้กระบี่มากกว่าเดิมหรือไม่

    เฉินอี้หลัวขึ้นเวทีพร้อมกระบี่ยาวสีแดงเข้ม

    ใบหน้าของเขาเย็นชาแต่ดวงตาเต็มไปด้วยไฟต่อสู้

     

    “หานจวินเทียนข้าไม่ใช่เฟิงหราน”

     

    หานจวินเทียนเดินขึ้นเวทีอย่างสงบ

     

    “ข้ารู้”

     

    “หากเจ้าดูถูกข้าเหมือนเขาเจ้าจะได้เห็นโลหิตของตนเอง”

     

    หานจวินเทียนกล่าว

     

    “หากเจ้าทำได้ข้ายินดี”

     

    เสียงเริ่มดัง

    เฉินอี้หลัวพุ่งเข้ามาทันที

    กระบี่โลหิตในมือเขาฟันออกเป็นเส้นสีแดงเข้มกลิ่นคาวปราณแผ่ออกมาเล็กน้อย กระบวนท่าของเขาหนักและเร็วผสมกันทุกครั้งที่กระบี่ผ่านอากาศ จะเกิดเสียงหวีดต่ำ ๆ เหมือนสัตว์ป่าคำราม

    หานจวินเทียนยังไม่ชักกระบี่

    เขาใช้ฝ่ามือเบี่ยงกระบี่แรกถอยครึ่งก้าวหลบกระบี่ที่สอง และใช้ปลายนิ้วแตะสันกระบี่ที่สาม

    แต่เฉินอี้หลัวต่างจากเฟิงหรานจริงๆ

    กระบี่ของเขาไม่เปลี่ยนทิศอย่างงดงามแต่กดหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนต้องการบดการป้องกันของหานจวินเทียนโดยตรง

    ผ่านไปยี่สิบกระบวนหานจวินเทียนถอยเป็นครั้งแรกหนึ่งก้าวเต็ม

    ผู้ชมโห่ร้องทันที

     

    “เขาถอยแล้ว!”

     

    เฉินอี้หลัวไม่ปล่อยโอกาสกระบี่โลหิตพุ่งขึ้นสูง ปราณสีแดงเข้มรวมเป็นเงากระบี่ยักษ์

     

    “โลหิตผ่าภูผา!”

     

    กระบี่ฟันลงมาอย่างดุเดือด

    คราวนี้หานจวินเทียนชักกระบี่

     

    ชิ้ง!

     

    เสียงกระบี่ออกจากฝักดังใส

    ต่างจากครั้งก่อนที่ชักเพียงครึ่งฝักคราวนี้กระบี่ยาวสีขาวเงินถูกชักออกมาทั้งเล่ม

    แสงกระบี่สีขาวพุ่งขึ้น

     

    เคร้ง!!!

     

    กระบี่โลหิตและกระบี่ขาวปะทะกันกลางอากาศ

    แรงปะทะทำให้เวทีสะเทือนค่ายกลขอบเวทีเรืองแสงจ้า

    เฉินอี้หลัวถอยสามก้าว
    หานจวินเทียนถอยครึ่งก้าว

    ทั้งลานเงียบลงทันที

    หานจวินเทียนถอยครึ่งก้าว

    แม้เพียงครึ่งก้าวแต่ก็เป็นสิ่งที่ผู้คนไม่เคยเห็นในปีนี้

    เฉินอี้หลัวหัวเราะเสียงต่ำ

     

    “ในที่สุดเจ้าก็ถอย”

     

    หานจวินเทียนมองกระบี่ของตน

     

    “เจ้าแข็งแกร่งกว่าเฟิงหรานในด้านแรงปะทะ”

     

    “แล้วพอให้เจ้าจริงจังหรือยัง?”

     

    หานจวินเทียนเงยหน้า

     

    “พอให้ข้าใช้สามกระบี่”

     

    บรรยากาศพลันหนักขึ้น

    เฉินอี้หลัวกัดฟัน

     

    “เช่นนั้นลองดู!”

     

    เขาพุ่งเข้ามาอีกครั้ง

    หานจวินเทียนก้าวออก

    กระบี่แรก

    แสงขาวกวาดออกเป็นเส้นตรงเรียบง่ายจนแทบไม่มีลูกเล่น แต่เร็วและคมถึงขีดสุด

    เฉินอี้หลัวยกกระบี่รับ

     

    เคร้ง!

     

    เขาถอยสองก้าว แขนชา

    กระบี่ที่สองตามมา

    คราวนี้แสงขาวแยกเป็นสามสายจากมุมต่างกันเฉินอี้หลัวคำราม ใช้กระบี่โลหิตปัดสองสาย แต่สายที่สามเฉือนแขนซ้าย โลหิตกระเซ็น

    กระบี่ที่สาม

    หานจวินเทียนหยุดหายใจชั่วขณะ

    ปราณแท้จริงสีขาวบาง ๆไหลขึ้นตามคมกระบี่

    เขาฟันออก

    ไม่มีเสียงคำราม
    ไม่มีแสงใหญ่โต
    มีเพียงเส้นกระบี่สีขาวหนึ่งสายที่ตัดผ่านอากาศอย่างเงียบงัน

    เฉินอี้หลัวหน้าเปลี่ยนรุนแรง

    เขายกกระบี่รับด้วยพลังทั้งหมด

     

    ตูม!

     

    กระบี่โลหิตในมือเขาแตกเป็นรอยยาวร่างเขากระเด็นถอยไปถึงขอบเวที กระอักโลหิตออกมาเต็มปาก

    เขาพยายามยืนแต่เข่าทรุดลงข้างหนึ่ง

    หานจวินเทียนลดกระบี่

     

    “จบแล้ว”

     

    เฉินอี้หลัวมองกระบี่แตกในมือก่อนหัวเราะขม

     

    “ข้ายอมแพ้”

     

    ผู้ตัดสินประกาศ

     

    “หานจวินเทียนชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”

     

    เสียงโห่ร้องดังสะท้านเมือง

    หานจวินเทียนใช้สามกระบี่จริงๆ

    และชนะอดีตอันดับสี่

    ความแข็งแกร่งของเขาถูกตอกย้ำอีกครั้ง

    เยี่ยเฉินหานมองจากข้างลานดวงตานิ่งลึก

    เสี่ยวอวี้ถาม

     

    “คุณชายกระบี่ของเขา…”

     

    “มีปราณแท้จริงแล้ว”

     

    “หากท่านยังอยู่ก่อกำเนิดปราณขั้นสิบจะเสียเปรียบหรือไม่เจ้าคะ”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

     

    “ระดับพลังเป็นเพียงส่วนหนึ่งหากเขามีเพียงปราณแท้จริง ข้าไม่กังวล แต่กระบี่ของเขามีแก่นกระบี่ขั้นต้นนั่นต่างหากที่ควรระวัง”

     

    ถูซานเป้าฟังแล้วตาโต

     

    “แก่นกระบี่คืออะไร?”

     

    เยี่ยเฉินหานตอบ

     

    “เมื่อคนใช้กระบี่มานานพอและเข้าใจว่ากระบี่ของตนต้องการสิ่งใดกระบี่จะไม่ใช่เพียงเหล็ก แต่กลายเป็นเจตจำนง”

     

    ถูซานเป้านิ่งไป

     

    “ข้าไม่เข้าใจทั้งหมดแต่ฟังดูน่ากลัวมาก”

     

    “ใช่น่ากลัวกว่าคนที่ใช้แต่พลังดิบ”

     

    ถูซานเป้าพยักหน้าอย่างจริงจัง

     

    “เช่นนั้นข้าจะใช้พลังดิบให้น่ากลัวกว่านั้น”

     

    เสี่ยวอวี้เกือบหลุดยิ้มอีกครั้ง

    การประลองดำเนินต่อไปอีกหลายคู่

     

    ในที่สุดผู้ชนะเจ็ดคนเข้าสู่แปดอันดับสุดท้ายแล้ว เหลือเพียงคู่สุดท้ายของรอบสิบหก

    แผ่นหยกหมุนช้า ๆ

    ทั้งลานเงียบลงทันที

    ทุกคนรู้ว่าเยี่ยเฉินหานยังไม่ได้ขึ้นเวทีในรอบนี้

    ชื่อคู่สุดท้ายค่อย ๆปรากฏ

     

    “เยี่ยเฉินหานพบ ซือหม่าเหยียน!”

     

    เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที

    ซือหม่าเหยียน

    อดีตอันดับสองของการประลองครั้งก่อน

    ผู้ใช้หอกเพลิงอสรพิษ

     

    ปีที่แล้วเขาแพ้หานจวินเทียนในรอบสุดท้ายเพียงครึ่งกระบวนและถูกยกให้เป็นคนที่มีโอกาสท้าชิงอันดับหนึ่งอีกครั้งในปีนี้

    หลายคนไม่คิดว่าเยี่ยเฉินหานจะจับคู่เจอเขาเร็วถึงเพียงนี้

     

    “อดีตอันดับสอง!”

     

    “เยี่ยเฉินหานเจอของแข็งที่สุดแล้ว!”

     

    “ถ้าชนะคนนี้ได้เขาจะทะลุถึงกลุ่มลุ้นอันดับหนึ่งจริง ๆ!”

     

    บนอัฒจันทร์ชายหนุ่มผมแดงเข้มลุกขึ้นช้า ๆ

    ซือหม่าเหยียนรูปร่างสูงใหญ่ดวงตาคมดุจสัตว์ป่า ในมือเขาถือหอกยาวสีแดงดำปลายหอกโค้งเล็กน้อยเหมือนเขี้ยวอสรพิษรอบตัวแผ่กลิ่นอายร้อนแรงจนแม้ยังไม่ขึ้นเวที ผู้คนแถวใกล้ยังรู้สึกได้ถึงไอร้อน

    เขาก้าวขึ้นเวทีกลาง

    ทุกก้าวเหมือนเปลวเพลิงกดลงบนศิลา

    เยี่ยเฉินหานเดินขึ้นอีกฝั่ง

    หน้ากากเงินของเขาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามบ่ายที่เริ่มคล้อยลง

     

    สองคนยืนประจันหน้า

    ซือหม่าเหยียนมองเขาอย่างตรงไปตรงมา

     

    “เจ้าคือม้ามืดปีนี้”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

     

    “คนเรียกเช่นนั้น”

     

    “ข้าดูเจ้าสู้มาแล้วกายาแข็ง ท่าร่างเร็ว อ่านวิชาได้ดี และมีวิชาเพิ่มพลังชั่วคราว”

     

    ซือหม่าเหยียนยกหอกขึ้นพาดบ่า

     

    “แต่ข้าไม่ใช่มู่หรงคังไม่ใช่หลัวเซี่ยวเหิง และไม่ใช่หวังจื่อเหวิน”

     

    “ดี”

     

    เยี่ยเฉินหานตอบ

     

    “ข้าก็หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”

     

    ดวงตาซือหม่าเหยียนลุกวาบ

     

    “ข้าชอบคำนี้”

     

    ผู้ตัดสินยกมือ

    ทั้งลานเงียบจนได้ยินเสียงลม

     

    “เริ่ม!”

     

    ซือหม่าเหยียนพุ่งออกมาในพริบตา

    เร็วกว่าเจ้าของหอกร่างใหญ่ควรจะเป็น

    หอกเพลิงอสรพิษแทงตรงเข้าหาอกเยี่ยเฉินหานปลายหอกหมุนเป็นเกลียวเพลิงสีแดงเข้ม ไอร้อนพุ่งออกจนพื้นเวทีเกิดควันบาง ๆ

    เยี่ยเฉินหานไม่รับตรง ๆด้วยมือเปล่า

    เขาก้าวเบี่ยงหนึ่งก้าวปลายหอกเฉียดผ่านอกไปเพียงหนึ่งชุ่น

    ซือหม่าเหยียนบิดข้อมือ

    หอกที่แทงพลาดพลันโค้งกลับราวอสรพิษมีชีวิตปลายหอกกวาดเข้าลำคอเยี่ยเฉินหาน

    เยี่ยเฉินหานเอนตัวหลบ

    ไอร้อนเฉียดหน้ากากเงินเกิดเสียงฉ่าเบา ๆ

    ถูซานเป้าตาโต

     

    “หอกมันงอได้หรือ!”

     

    เสี่ยวอวี้กล่าว

     

    “ไม่ใช่งอจริงแต่เขาใช้ข้อมือและปราณบังคับปลายหอกให้เปลี่ยนทิศเร็วมาก”

     

    บนเวทีซือหม่าเหยียนโจมตีต่อเนื่อง

    หอกเพลิงอสรพิษไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนหอกทั่วไปมันเปลี่ยนทิศกลางทาง แทงหนึ่งแต่ซ่อนสาม กวาดหนึ่งแต่บิดเป็นห้าปลายหอกแทบไม่เคยหยุดอยู่แนวเดิม

    เยี่ยเฉินหานใช้ท่าร่างเงาเวิ้งนภาหลบในระยะประชิด

    เงาร่างของเขาแยกออกสองสายเป็นบางครั้งแต่ซือหม่าเหยียนกลับไม่หลงง่าย ๆ เขาใช้ไอร้อนจากหอกตรวจการไหลของอากาศเมื่อเงาใดไม่รบกวนไอร้อน เขาจะตัดทิ้งทันที

    เยี่ยเฉินหานดวงตาลึกขึ้นเล็กน้อย

    ซือหม่าเหยียนไม่โง่

    และมีประสบการณ์จริง

    นี่ต่างหากคือคู่ต่อสู้ที่พอทำให้เวทีสนุกขึ้น

    หอกหนึ่งแทงเข้ามา

    เยี่ยเฉินหานยกฝ่ามือปัดสันหอก

     

    ปัง!

     

    แรงปะทะทำให้แขนเขาชาเล็กน้อย

    ในขณะเดียวกันไอเพลิงแทรกเข้าผิวกาย พยายามเผาชีพจร

    แต่กายาเทพสวรรค์หมุนเวียนปราณเย็นบางส่วนจากโอสถที่เคยกลืนไว้ในอดีตถูกกระตุ้นขึ้นมาชะลอไอร้อนทันที

    ซือหม่าเหยียนเห็นว่าเยี่ยเฉินหานรับไอเพลิงได้โดยไม่เสียจังหวะจึงหัวเราะเสียงดัง

     

    “ดี!หากเจ้าล้มง่าย ข้าคงเสียดาย!”

     

    เขากระแทกหอกลงพื้น

     

    ตูม!

     

    เปลวเพลิงสีแดงเข้มพุ่งขึ้นเป็นวงรอบเยี่ยเฉินหาน

     

    “วงอสรพิษเพลิง!”

     

    เปลวไฟเจ็ดสายล้อมเยี่ยเฉินหานจากทุกทิศเหมือนอสรพิษเลื้อยเข้าหา

    ผู้ชมร้องเสียงดัง

    นี่ไม่ใช่เพียงท่าหอกแต่เป็นวิชาปราณเพลิงผสานหอก

    เยี่ยเฉินหานยืนอยู่กลางวงเพลิง

    เขาไม่รีบพุ่งออก

    ดวงเนตรแพทย์สวรรค์เก้าชั้นเปิดขึ้นภายใน

    เส้นปราณของเปลวเพลิงเจ็ดสายปรากฏในห้วงรับรู้

    สายที่สามอ่อนสุด
    สายที่ห้าหลอก
    สายที่เจ็ดซ่อนแรงระเบิด

    เขาก้าวไปทางสายที่สามทันที

    ซือหม่าเหยียนดวงตาไหว

     

    “มองออกหรือ?”

     

    เยี่ยเฉินหานใช้ฝ่ามือผ่าเปลวเพลิงสายที่สามปราณสีเงินหม่นแทรกเข้าไปตัดแกนเพลิง

     

    ฟู่!

     

    วงเพลิงเปิดช่อง

    แต่ในเสี้ยวที่เขาก้าวออกซือหม่าเหยียนปรากฏตรงหน้า

    หอกเพลิงอสรพิษแทงตรงเข้าหัวใจ

    นี่คือกับดักซ้อนกับดัก

    ผู้ชมหลายคนลุกขึ้นยืน

    เยี่ยเฉินหานยกมือขวาขึ้น

    สองนิ้วคีบปลายหอก

     

    กึก!

     

    หอกหยุด

    แต่พลังเพลิงในปลายหอกระเบิดทันที

     

    ตูม!

     

    แรงระเบิดทำให้เยี่ยเฉินหานถอยหนึ่งก้าว

    เสียงฮือฮาดังลั่น

    เขาถอยแล้ว!

    ซือหม่าเหยียนหัวเราะ

     

    “ในที่สุดก็ทำให้เจ้าถอยได้!”

     

    เยี่ยเฉินหานมองปลายนิ้วที่มีรอยไหม้จางๆ

     

    “หอกดี”

     

    “มีเพียงหอกดีหรือ?”

     

    “คนใช้หอกก็พอใช้ได้”

     

    ซือหม่าเหยียนหัวเราะดังกว่าเดิม

     

    “พอใช้ได้?เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าดูของจริง!”

     

    ปราณเพลิงรอบตัวเขาพุ่งสูงขึ้น

    หอกเพลิงอสรพิษสั่นอย่างรุนแรงเสียงเหมือนงูยักษ์ขู่ฟ่อดังขึ้นกลางเวทีเปลวเพลิงรวมเป็นเงาอสรพิษสีแดงดำขนาดใหญ่พันรอบหอก

    แรงกดดันพุ่งขึ้นจนผู้ชมแถวหน้าเริ่มถอย

    ผู้ตัดสินสีหน้าเคร่งขึ้น

    ซือหม่าเหยียนใช้ไพ่ลับแล้ว

     

    “อสรพิษเพลิงกลืนภูผา!”

     

    หอกพุ่งออก

    เงาอสรพิษเพลิงอ้าปากกลืนเข้าหาเยี่ยเฉินหาน

    อากาศรอบเวทีร้อนจนบิดเบี้ยว

    เยี่ยเฉินหานยืนนิ่ง

    ในร่างเขาชีพจรทั้งห้าสิบสี่จุดเริ่มหมุนแรงขึ้น

     

    ประตูสวรรค์ที่หนึ่งเปิด

     

    ครืน!

     

    พลังเพิ่มขึ้นสามเท่า

    แต่คราวนี้เขาไม่ได้ใช้เพียงกายา

    ปราณในตันเถียนถูกส่งเข้าสู่แขนขวาอย่างหนาแน่นคัมภีร์มหาวิถีเซียนอมตะเก้าชีพจรหมุนเวียนในชั้นลึกทำให้ปราณของเขาหนากว่าผู้ฝึกระดับเดียวกันหลายเท่า

     

    เขาก้าวหนึ่งก้าว

    พื้นเวทีแตก

    หมัดขวาถูกยกขึ้น

    ไม่ใช่ดาบ
    ไม่ใช่กระบี่
    ไม่ใช่หอก

    เป็นหมัดธรรมดา

    แต่หมัดนั้นทำให้ผู้แทนสำนักบนอัฒจันทร์ลุกขึ้นเกือบพร้อมกัน

    เพราะปราณในหมัดนั้นหนาแน่นเกินกว่าก่อกำเนิดปราณควรมี..!!

     

    เยี่ยเฉินหานต่อยออก

    หมัดปะทะเงาอสรพิษเพลิง

     

    ตูมมม!!!

     

    เสียงระเบิดดังสะเทือนทั้งลาน

    ค่ายกลขอบเวทีสว่างจ้าจนผู้ชมหลายคนต้องยกมือบังตา

    เปลวเพลิงแตกกระจายเป็นฝนไฟ

    หอกของซือหม่าเหยียนสั่นแรงร่างเขาถอยสามก้าว

    เยี่ยเฉินหานถอยครึ่งก้าว

    ทั้งสองยังยืนอยู่

     

    ทั่วลานเงียบไปชั่วขณะก่อนเสียงโห่ร้องระเบิดขึ้นเหมือนฟ้าถล่ม

    นี่คือการปะทะที่ดุเดือดที่สุดของวันนี้

    ซือหม่าเหยียนมองเยี่ยเฉินหานดวงตาเต็มไปด้วยไฟต่อสู้

     

    “ดี!ดีมาก! เจ้ารับกระบวนนี้ได้จริง!”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

     

    “หากมีเพียงเท่านี้เจ้าจะหยุดข้าไม่ได้”

     

    “เช่นนั้นมาจบกัน!”

     

    ซือหม่าเหยียนเร่งพลังอีกครั้งแม้ใบหน้าเริ่มซีดจากการใช้ปราณเพลิงมากเกินไป แต่เขายังไม่ยอมถอย

    เยี่ยเฉินหานเองก้าวไปข้างหน้า

    ท่าร่างเงาเวิ้งนภาเปิดขึ้น

    เงาร่างสามสายแยกออก

    ซือหม่าเหยียนใช้ไอเพลิงตรวจเงาอีกครั้งแต่คราวนี้เงาทั้งสามล้วนรบกวนไอเพลิง

    เพราะเยี่ยเฉินหานส่งปราณจริงเข้าไปในเงาแต่ละสายบางส่วน

    ซือหม่าเหยียนชะงักเพียงเสี้ยวเดียว

    เสี้ยวเดียวนั้นพอแล้ว

    ร่างจริงของเยี่ยเฉินหานปรากฏด้านซ้ายต่ำกว่าระดับสายตาเขาใช้ฝ่ามือแตะก้านหอก แล้วบิดแรงส่งของซือหม่าเหยียนออกด้านข้าง

    หอกพลาดเป้า

    เยี่ยเฉินหานเข้าใกล้

    ศอกกระแทกเข้าชายโครง

     

    ปัง!

     

    ซือหม่าเหยียนกัดฟันไม่ร้องเขาหมุนด้ามหอกกวาดกลับ

    เยี่ยเฉินหานย่อหลบ ฝ่ามือซ้ายกระแทกข้อศอกขวาของอีกฝ่าย

    แขนซือหม่าเหยียนชา

    หอกหลุดจังหวะ

    เยี่ยเฉินหานใช้หมัดขวากระแทกกลางอก

     

    ตูม!

     

    ซือหม่าเหยียนถอยกรูดไปถึงขอบเวทีโลหิตไหลจากมุมปาก แต่เขาใช้หอกปักพื้นหยุดตัวเองไว้ทัน

    เขาเงยหน้าหัวเราะเสียงแหบ

     

    “ข้ายังไม่แพ้!”

     

    เยี่ยเฉินหานมองเขา

     

    “ใช่เจ้ายังไม่แพ้”

     

    ซือหม่าเหยียนยกหอกขึ้นอีกครั้งแต่ทันทีที่ปราณเพลิงหมุน เขากลับกระอักโลหิตออกมา

    พลังเพลิงย้อนชีพจรแล้ว

    เขาพยายามฝืนแต่ขาเริ่มสั่น

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

     

    “หากฝืนต่อชีพจรเพลิงของเจ้าจะไหม้ลึก อย่างน้อยครึ่งปีไม่อาจใช้หอกเต็มกำลัง”

     

    ซือหม่าเหยียนนิ่งไป

    ผู้ชมรอบลานก็เงียบลง

    เขารู้ว่าเยี่ยเฉินหานพูดจริง

    หลังจากยืนอยู่ครู่หนึ่งซือหม่าเหยียนหลับตาแล้วถอนหายใจ

    เขาวางหอกลง

     

    “ข้ายอมแพ้”

     

    เสียงผู้ตัดสินประกาศดังก้อง

    “เยี่ยเฉินหานชนะเข้าสู่แปดอันดับสุดท้าย!”

     

    เสียงทั้งลานระเบิดขึ้นทันที

     

    “เยี่ยเฉินหาน!”

    “เยี่ยเฉินหาน!”

    “เขาโค่นอดีตอันดับสองแล้ว!”

    “ม้ามืดทะลุแปดอันดับสุดท้าย!”

     

    เสียงเชียร์ดังจนแทบกลบเสียงกลอง

    บนอัฒจันทร์เฉินซวนไห่ลุกขึ้นยืนโดยไม่รู้ตัว

    ผู้แทนสำนักกระบี่หินดำกำหมัดแน่น

    หนิงเซียนอวี่ยิ้มอย่างไม่ปิดบัง

    ลั่วชิงเยียนมองเยี่ยเฉินหานดวงตาเย็นใสของนางไหวรุนแรงกว่าทุกครั้ง

    เขาชนะซือหม่าเหยียนแล้ว

    อดีตอันดับสอง

    ผู้ที่เคยเกือบชนะหานจวินเทียน

    บัดนี้ถูกเยี่ยเฉินหานโค่นลงต่อหน้าคนทั้งเมือง..

     

    เยี่ยเฉินหานเดินลงจากเวที

    ซือหม่าเหยียนมองแผ่นหลังเขาแล้วกล่าวเสียงดัง

     

    “เยี่ยเฉินหาน!”

     

    เขาหยุดก้าว

    ซือหม่าเหยียนยกหอกขึ้นประสานมือ

     

    “ข้าแพ้วันนี้แต่วันหน้าข้าจะท้าสู้เจ้าอีก”

     

    เยี่ยเฉินหานหันกลับเล็กน้อย

     

    “รักษาชีพจรเพลิงของเจ้าให้ดีวันหน้าค่อยพูดเรื่องท้าสู้”

     

    ซือหม่าเหยียนหัวเราะ

     

    “ตกลง!”

     

    เสียงปรบมือดังขึ้นอีกครั้ง

    นี่ไม่ใช่ศึกที่จบด้วยความอัปยศ

    แต่เป็นศึกที่ทำให้ผู้คนรู้สึกว่าอัจฉริยะที่แท้จริงแม้พ่าย ก็ยังมีศักดิ์ศรี..

     

    เมื่อเยี่ยเฉินหานกลับมาถึงข้างลานเสี่ยวอวี้รีบมองมือและแขนเขา

     

    “คุณชายไอเพลิงเข้าชีพจรหรือไม่เจ้าคะ”

     

    “มีเพียงผิวชั้นนอกถูกกายาขับออกแล้ว”

     

    ถูซานเป้าดวงตาเป็นประกาย

     

    “พี่ใหญ่ท่านชนะอดีตอันดับสองแล้ว! เช่นนั้นตอนนี้ท่านก็เท่ากับอันดับสองใช่หรือไม่?”

     

    เยี่ยเฉินหานมองเขา

     

    “อันดับไม่ได้ย้ายด้วยปากต้องชนะต่อไป”

     

    ถูซานเป้าหัวเราะ

     

    “ฮ่า ฮ่าเช่นนั้นก็ชนะต่อไป!”

     

    เยี่ยเฉินหานนั่งลงช้า ๆ

    ภายในร่างของเขาปราณยังคงหมุนแรงจากการเปิดประตูสวรรค์ที่หนึ่งเมื่อครู่ แม้เขาปิดมันแล้วแต่การปะทะกับซือหม่าเหยียนทำให้ตันเถียนสั่นลึกกว่าเดิม

    ประตูสู่ปราณแท้จริงใกล้มาก

    ใกล้จนหากเขาต้องการอาจผลักเปิดตอนนี้ได้

    แต่เขายังกดไว้

    ยังไม่ถึงเวลาที่ดีที่สุด

    เสียงผู้คุมเวทีดังขึ้นอีกครั้ง

     

    “แปดอันดับสุดท้ายได้ครบแล้ว!”

     

    แผ่นหยกรายชื่อส่องแสงกลางอากาศ

    หานจวินเทียน
    ลั่วชิงเยียน
    เยี่ยเฉินหาน
    มู่หลินชิง
    ต้วนเหวินไห่
    และผู้ชนะอีกสามคน

    ผู้คุมเวทีประกาศต่อ

     

    “พรุ่งนี้เริ่มรอบแปดอันดับสุดท้ายผู้ชนะเข้าสู่สี่อันดับสูงสุด!”

     

    เสียงโห่ร้องดังขึ้น

    แต่ทันใดนั้นเจ้าเมืองชิงเยวี่ยลุกขึ้น

     

    “เพื่อให้ผู้เข้าแข่งขันฟื้นตัวรอบแปดอันดับสุดท้ายจะเริ่มพรุ่งนี้ยามสาย วันนี้สิ้นสุดเพียงเท่านี้”

     

    หลายคนเสียดายแต่ก็เข้าใจ

    เพราะการต่อสู้วันนี้ดุเดือดเกินไปหากให้สู้ต่อทันที อาจทำให้ผู้เข้าแข่งขันที่มีศักยภาพบาดเจ็บเกินควร

    ผู้คนเริ่มทยอยออกจากลานประลอง

    ทว่าในขณะที่เยี่ยเฉินหานกำลังจะกลับเขากลับสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายหนึ่ง

     

    เย็น
    คม
    และแฝงกลิ่นโอสถที่เขาเพิ่งให้เมื่อคืน

    เขาหันไปยังหลังคาหอชมด้านตะวันตก

    หลิ่วชิงเสวี่ยยืนอยู่ตรงนั้น

    ชุดดำปลิวตามลมหน้ากากบางปิดครึ่งใบหน้า ดวงตางดงามเย็นใสมองเขาเงียบ ๆ

    คราวนี้นางไม่ได้ซ่อนตัวเต็มที่

    ผู้ชมบางคนเริ่มสังเกตเห็นเงานางบนหลังคา

     

    “นั่นใคร?”

     

    “สตรีชุดดำ?”

     

    “เหตุใดนางให้ความรู้สึกน่ากลัวนัก…”

     

    ลมพัดผ่าน

    ผ้าคลุมหน้าบางของหลิ่วชิงเสวี่ยขยับเล็กน้อยเผยเสี้ยวใบหน้าขาวเย็นงดงามเหนือสามัญ ดวงตาของนางคมใส ริมฝีปากบางไร้สีโลหิตมากนักแต่กลับยิ่งทำให้นางดูเหมือนบุปผาหิมะที่เติบโตในเงามืด

    แม้เพียงเสี้ยวเดียวผู้คนจำนวนมากก็เงียบลง

    หญิงงามอีกคนหนึ่ง

    มิใช่งามเย็นสูงส่งแบบลั่วชิงเยียน
    มิใช่งามอ่อนละมุนแบบหนิงเซียนอวี่
    แต่เป็นความงามของคมมีดใต้แสงจันทร์

    เย็น
    อันตราย
    และดึงดูดจนผู้คนจนไม่กล้าหายใจแรง.!!

     

    เสี่ยวอวี้มองนางด้วยแววตาระวัง

     

    “นางมาเปิดเผยตัวเองต่อหน้าผู้คน”

     

    เยี่ยเฉินหานกล่าว

     

    “เพราะนางต้องการบอกบางอย่าง”

     

    หลิ่วชิงเสวี่ยยกมือขึ้นเล็กน้อย

    มีแผ่นกระดาษดำเล็ก ๆถูกดีดออกจากนิ้ว พุ่งผ่านอากาศมาหาเยี่ยเฉินหาน

    เสี่ยวอวี้ขยับทันทีแต่เยี่ยเฉินหานยกมือรับไว้เอง

     

    บนกระดาษมีเพียงไม่กี่คำ

     

    “ศาลเจ้าร้างตะวันตกคืนนี้ ระวังหวังซ่ง”

     

    เยี่ยเฉินหานอ่านจบกระดาษก็ถูกปราณของเขาบดเป็นผง

    เมื่อเงยหน้าขึ้นหลิ่วชิงเสวี่ยหายไปแล้ว

    แต่การปรากฏตัวเพียงชั่วครู่ของนางทำให้ผู้คนทั้งลานเริ่มซุบซิบไม่หยุด

    สตรีลึกลับผู้งดงามเย็นเยียบ
    นักฆ่าที่ไม่รู้ฝ่าย
    และดูเหมือนมีความเกี่ยวข้องกับเยี่ยเฉินหาน

    ข่าวนี้ย่อมแพร่ไปทั่วเมืองในคืนนี้แน่นอน

    ถูซานเป้ากระซิบ

     

    “พี่ใหญ่นางงดงามมาก แต่ข้ารู้สึกว่าถ้าเข้าใกล้ นางอาจปาดคอข้าได้”

     

    เสี่ยวอวี้กล่าวเย็น ๆ

     

    “อย่างน้อยเจ้ายังรู้ตัว”

     

    ถูซานเป้าหัวเราะแห้ง

    เยี่ยเฉินหานมองทิศตะวันตกของเมือง

     

    ศาลเจ้าร้าง

    หวังซ่ง

    หุบเขาหมอกดำ

     

    ดูเหมือนคืนนี้จะไม่เงียบอีกแล้ว

    เขาหันหลังเดินออกจากลานประลอง

     

    “กลับเรือนก่อน”

     

    เสี่ยวอวี้รีบตาม

     

    “คืนนี้จะไปศาลเจ้าร้างหรือเจ้าคะ”

     

    เยี่ยเฉินหานตอบ

     

    “ไป”

     

    “ข้าจะไปด้วย”

     

    “เจ้าต้องไป”

     

    เสี่ยวอวี้นิ่งไปก่อนพยักหน้าอย่างมั่นคง

    ถูซานเป้าชี้ตนเอง

     

    “ข้าเล่า?”

     

    เยี่ยเฉินหานมองแผลของเขา

     

    “เจ้ากลับไปนอน”

     

    “แต่…”

     

    “หากเจ้าตามไปด้วยสภาพนี้ข้าต้องปกป้องเจ้าเพิ่มอีกหนึ่งคน”

     

    ถูซานเป้าปิดปากทันที

    เขาแม้ตรงไปตรงมาแต่ไม่อยากเป็นภาระ

     

    “ข้าจะรีบหาย”

     

    “ดี”

     

    ยามเย็นเมืองชิงเยวี่ยกลับมาคึกคักอีกครั้ง

    แต่ใต้ความคึกคักนั้นเงามืดเริ่มเคลื่อนไหว

    ในตรอกตะวันตกหวังซ่งสวมเสื้อคลุมดำ เดินผ่านประตูหลังของร้านสมุนไพรที่ปิดสนิท

    เขาไม่ได้รู้ตัวว่าบนหลังคาไกล ๆ มีเงาสองสายกำลังติดตาม

    หนึ่งคือเงาขาวของเสี่ยวอวี้
    หนึ่งคือเงาเทาดำของเยี่ยเฉินหาน

    และไกลกว่านั้นในความมืดลึกกว่าทั้งสอง

    หลิ่วชิงเสวี่ยยืนอยู่บนยอดเจดีย์ร้างมองทุกอย่างด้วยดวงตาเย็นใส..

     

    คืนนี้ศาลเจ้าร้างตะวันตกจะเปิดเผยความลับอีกชั้นหนึ่ง

    และก่อนรอบแปดอันดับสุดท้ายจะเริ่มขึ้นในวันพรุ่งนี้

    โลหิตของผู้ที่ซ่อนอยู่หลังพิษอาจจะต้องไหลเสียก่อน..