จารึกที่ 265 : คำสาบานใต้จันทร์โลหิต : มรรคาแห่งกระบี่และอัคคี
พู่กันนิรันดร์ขนาดยักษ์พุ่งแหวกพายุฝุ่นสีเลือด ทะยานกลับมาถึงซอกเขาหินอัคนีอันเป็นฐานที่มั่นอย่างรวดเร็วดุจดาวตก เบื้องหน้าของคณะวิปลาส คือโครงสร้างมหึมาของ 'มหาราชรถแห่งสูญตา' ที่ตั้งตระหง่านรอคอยการเติมเต็ม มันแผ่กลิ่นอายความดุดันและแข็งแกร่งประหนึ่งป้อมปราการที่ไม่มีวันถูกตีแตก
"ลงมา! เวลาทุกอึดใจคือศิลาปราณที่ไหลออกไป!"
อาเจีย ตวัดพู่กันนิรันดร์ให้หดเล็กลงกลับเข้าสู่สาบเสื้อ ก่อนจะทะยานลงไปยืนอยู่หน้าช่องว่างบริเวณแกนกลางของราชรถ นัยน์ตาสีเงินยวงของชายหนุ่มทอประกายจริงจังขั้นสุด เขาล้วงเอา 'ผลึกมิติบรรพกาล' ทั้งสามสิบหกก้อนที่เปล่งประกายสีเงินลี้ลับออกมาจากแหวนมิติ
"เจ้าสัว! จุดเตาหลอมวิญญาณเพื่อหล่อเลี้ยงอุณหภูมิโครงสร้างเอาไว้! ห้ามให้กระดองศิลาบรรพกาลเย็นตัวลงเด็ดขาด!" อาเจียสั่งการโดยไม่หันมอง "รับทราบขอรับนายท่าน! เตาหลอมแห่งความหน้าเงินพร้อมทำงานเสมอ!" พยนต์เทวะสีทองตอบรับพร้อมพ่นเปลวเพลิงสีทองแดงหล่อเลี้ยงตัวถังราชรถ
"ข้าต้องใช้สมาธิขั้นสูงสุดในการสลัก 'ผสานอักขระ ' ขั้นที่สี่ จตุรธาตุบรรพกาล เพื่อผสานผลึกทั้งสามสิบหกก้อนให้เป็นหนึ่งเดียว และขั้นที่ห้า ทวนกระแสสัจธรรม เพื่อตอกลิ่มมิติเข้าไปในแก่นกลาง..." อาเจียสูดลมหายใจลึก "ในระหว่างนี้ ข้าไม่อาจขยับตัวหรือแบ่งแยกสัมผัสเทวะไปป้องกันสิ่งใดได้แม้แต่ครึ่งลมหายใจ"
"ศิษย์พี่อาเจียวางใจเถิด" เฟิงหลิงเอ๋อร์ ก้าวออกมายืนเบื้องหน้าเขา เนตรดาราของนางส่องประกายมุ่งมั่น "พวกเราจะปกป้องท่านเอง"
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่อาเจียเริ่มถ่ายทอดปราณและเจตจำนงสูญตาลงสู่ผลึกมิติบรรพกาลก้อนแรกนั้นเอง...
"ครืนนนนนนนนน!"
แผ่นดินสีดำเกรียมแห่งแดนเนรเทศสูญญตา พลันเกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงประหนึ่งวันสิ้นโลก! ท้องฟ้าที่เคยมืดครึ้มถูกย้อมด้วยสีแดงชาดที่เข้มข้นยิ่งกว่าเดิม ดวงจันทร์สีเลือดขนาดยักษ์ที่ซ่อนตัวอยู่หลังเมฆหมอก เผยโฉมออกมาสาดแสงที่น่าสะพรึงกลัวลงมาบดบังทุกสรรพสิ่ง
"เกิดอะไรขึ้น!" หลินชิงเสวี่ย ชักกระบี่เหมันต์ออกมา ปราณความเย็นแผ่ซ่าน
"ผลสะท้อนกลับจากกฎเกณฑ์ฟ้าดิน!" เฟิงอี้หราน เบิกตากว้าง มองไปรอบทิศทาง "ศิษย์น้องอาเจียเพิ่งสูบกลืนวิญญาณมารบรรพกาลที่เป็นดั่งรากฐานส่วนหนึ่งของแดนเนรเทศแห่งนี้ไป! นรกขุมนี้กำลังเสียสมดุล มันจึงปลดปล่อยความอาฆาตทั้งหมดเพื่อกวาดล้างพวกเรา!"
จากสุดปลายขอบฟ้าทุกทิศทาง ปรากฏคลื่นสีแดงเข้มที่ถาโถมเข้ามาประหนึ่งสึนามิ! เมื่อเนตรดาราของเฟิงหลิงเอ๋อร์เพ่งมอง นางถึงกับสูดลมหายใจเย็นเยียบ
"นั่นมิใช่คลื่นน้ำ... ทว่ามันคือฝูง 'ซากอสูรโลหิตคลั่ง' นับหมื่นตัว!"
ซากอสูรที่ตายไปนับหมื่นปี ถูกเจตจำนงของแดนเนรเทศปลุกให้ฟื้นคืนชีพ ร่างกายของพวกมันเน่าเปื่อย ทว่าถูกห่อหุ้มด้วยปราณโลหิตที่ดุร้าย พวกมันมีตั้งแต่ระดับสร้างรากฐาน ไปจนถึงระดับแก่นทองคำขั้นปลาย! กลิ่นอายความตายที่คลุ้มคลั่งพุ่งเป้ามาที่พลังงานมหาศาลของมหาราชรถแห่งสูญตา!
"ศิษย์พี่ชิงเสวี่ย! ศิษย์พี่ปิงอวิ๋น! แม่นางหลิงเอ๋อร์! พวกเจ้าสามคนกางค่ายกลพฤกษาเหมันต์ปิดล้อมรอบตัวราชรถและอาเจียไว้! อย่าให้พวกมันเข้ามาทำลายสมาธิของเขาได้เด็ดขาด!"
ฉินมู่หลาง ตวาดลั่น น้ำเสียงของยอดกระบี่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่พร้อมแตกหัก เขาหันไปสบตากับเฟิงอี้หราน "ศิษย์น้องเฟิง... พวกเราสองคนจะออกไปเป็นทัพหน้า สกัดกั้นพวกมันอยู่นอกค่ายกล!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ได้เลยศิษย์พี่มู่หลาง! ตั้งแต่ทะลวงแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ ข้าก็ยังไม่ได้ยืดเส้นยืดสายอย่างแท้จริงเลย!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่า เปลวเพลิงสีทองแดงลุกพรึบขึ้นท่วมตัว
"อย่าปล่อยให้เลือดสกปรกของพวกมันกระเด็นมาเปื้อนสีรถของข้าแม้แต่หยดเดียว! ไม่งั้นข้าจะหักค่าทำความสะอาดจากส่วนแบ่งสมบัติของพวกเจ้า!" เสียงแหบพร่าของอาเจียดังแทรกขึ้นมา ทั้งที่ดวงตายังคงจ้องเขม็งอยู่ที่ปลายพู่กันนิรันดร์
คำพูดที่หน้าเงินหน้าเลือดในยามวิกฤติ ทำเอาความตึงเครียดของทุกคนลดทอนลงไปหลายส่วน ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานลอบยิ้มให้กัน พวกเขารู้ดีว่าวาจาหยาบกระด้างนั้น คือความไว้วางใจสูงสุดที่จอมหน้าเงินมอบให้
"ไปลุยกันเถอะ เพื่อปกป้องเจ้าขี้งกของพวกเรา!"
ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานทะยานร่างพุ่งทะลุม่านค่ายกลเหมันต์พฤกษาออกไปยืนประจันหน้ากับคลื่นอสูรโลหิตนับหมื่นที่ถาโถมเข้ามา!
"วิถีกระบี่ฝืนลิขิต... เพลงกระบี่นิรันดร์บทที่สี่... สังหารวัฏจักร!"
ฉินมู่หลางกวัดแกว่งกระบี่นิรันดร์ ปราณกระบี่สีเงินที่คมกริบและเย็นเยียบที่สุด พุ่งทะยานออกไปเป็นแนวโค้งยาวกว่าร้อยจั้ง! คลื่นกระบี่ตัดผ่านร่างของซากอสูรโลหิตนับร้อยตัวขาดสะบั้นในพริบตา!
ทว่า ซากอสูรเหล่านี้ไร้ความเจ็บปวด เมื่อตัวหน้าถูกฟันขาด ตัวหลังก็เหยียบซากศพพุ่งเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ปราณโลหิตของพวกมันมีฤทธิ์กัดกร่อนรุนแรง แม้แต่ปราณกระบี่ที่แข็งแกร่งก็เริ่มถูกหลอมละลายเมื่อต้องปะทะนับร้อยนับพันครั้ง!
"พวกมันมีมากเกินไป! ศิษย์พี่มู่หลาง ถอยมา!"
เฟิงอี้หรานตะโกน เขากระทืบเท้าลงพื้น รีดเค้นวิถีอัคคีบรรพกาลจากจุดตันเถียนอย่างบ้าคลั่ง สองมือประสานอินดุจสายฟ้าฟาด!
"อัคคีบรรพกาล... ทะเลเพลิงผลาญวิญญาณ!"
พายุเปลวเพลิงสีทองแดงระเบิดออกจากร่างของเฟิงอี้หราน กวาดล้างฝูงอสูรโลหิตที่พุ่งเข้ามาให้กลายเป็นเถ้าถ่าน! ทว่ากฎเกณฑ์ฟ้าดินของแดนเนรเทศพยายามกดทับวิถีอัคคีของเขา ทำให้เฟิงอี้หรานต้องผลาญปราณในระดับมหาศาลเพื่อรักษากำแพงไฟเอาไว้
เวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป... สองก้านธูป...
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างโหดเหี้ยม ซากอสูรโลหิตกองพะเนินเป็นภูเขาเลากา ทว่าพวกมันก็ยังหลั่งไหลมาไม่หยุดหย่อนประหนึ่งมดปลวก ฉินมู่หลางเริ่มหอบหายใจหนักหน่วง กระบี่ในมือเริ่มทื่อลงจากการฟันฝ่าสายเลือดที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เฟิงอี้หรานเองก็มีใบหน้าซีดเซียว ปราณอัคคีในร่างเริ่มแห้งเหือด
"ศิษย์น้องเฟิง... หากขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป พวกเราจะถูกคลื่นมนุษย์บดขยี้ตายด้วยความเหนื่อยล้า" ฉินมู่หลางตวัดกระบี่ฟันคออสูรกระเด็น ก่อนจะถอยมาพิงแผ่นหลังชนกับเฟิงอี้หราน
"ศิษย์พี่..." เฟิงอี้หรานหอบแฮก เปลวไฟรอบตัวเริ่มหรี่ลง "ท่านจำตอนที่พวกเราปะทะกับแมงป่องบรรพกาลได้หรือไม่? ตอนนั้นข้าใช้ไฟเคลือบกระบี่ของท่านเพื่อทะลวงเกราะความร้อน... แต่คราวนี้ ศัตรูคือจำนวนที่มหาศาล และสายเลือดที่กัดกร่อน..."
ดวงตาของฉินมู่หลางทอประกายวาบ "เจ้าหมายความว่า... แทนที่จะสู้แยกกัน เราต้องหลอมรวมสัจธรรมของเราเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์งั้นหรือ?"
"ถูกต้อง! กระบี่ของท่านคือความคมที่ตัดสัจธรรม... ส่วนไฟของข้าคือการผลาญทำลายและชำระล้าง!" เฟิงอี้หรานหันไปสบตากับฉินมู่หลาง "ท่านเปิดจุดชีพจรรับปราณอัคคีของข้าเข้าไปในเจตจำนงกระบี่โดยตรง! ข้าจะยอมสละการควบคุมไฟของข้าทั้งหมด ให้เจตจำนงกระบี่ของท่านเป็นผู้นำทาง!"
การกระทำเช่นนี้ถือว่าอันตรายถึงชีวิต! การปล่อยให้ปราณอัคคีที่ดุร้ายของผู้อื่นแทรกซึมเข้าสู่จุดชีพจร หากผู้รับไม่อาจควบคุมได้ ร่างกายย่อมธาตุไฟแตกซ่าน! ทว่าด้วยความเชื่อใจที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ฉินมู่หลางพยักหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่เศษเสี้ยววินาที!
"มาเลยศิษย์น้อง! ให้กระบี่ของข้า เป็นเชื้อเพลิงให้ไฟของเจ้า!"
เฟิงอี้หรานคำรามลั่น เขากระแทกฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนแผ่นหลังของฉินมู่หลาง! ปราณอัคคีทั้งหมดที่เหลืออยู่ในจุดตันเถียน ไหลทะลักเข้าสู่ร่างของยอดกระบี่ประหนึ่งเขื่อนแตก!
"อ๊ากกก!" ฉินมู่หลางกัดฟันกรอด เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนเป็นสีทองแดง ทว่าด้วยเจตจำนงกระบี่นิรันดร์ที่ได้รับการขัดเกลามาอย่างหนักหน่วง เขากดข่มความร้อนนั้น บังคับให้มันหลอมรวมเข้ากับ 'เจตจำนงแห่งกระบี่' ของเขา!
พริบตานั้น กระบี่นิรันดร์ในมือของฉินมู่หลางมิได้เปล่งแสงสีเงินอีกต่อไป ทว่ามันกลายเป็น 'กระบี่อัคคีโปร่งแสง' ที่แผ่ความร้อนแรงจนมิติอากาศรอบด้านบิดเบี้ยว!
สองยอดอัจฉริยะผสานใจเป็นหนึ่ง! มรรคาแห่งเต๋าที่ไม่เคยมีผู้ใดค้นพบ บัดนี้ได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้แสงจันทร์โลหิต!
"สัจธรรมผสาน... วิถีอัคคีกระบี่บรรพกาล... ดาบเดียวชำระล้างวัฏจักร!"
ฉินมู่หลางที่แบกรับเจตจำนงของเฟิงอี้หราน ก้าวออกไปเบื้องหน้าหนึ่งก้าว เขาง้างกระบี่อัคคีในมือขึ้นสู่ท้องฟ้า ดึงดูดพลังปราณฟ้าดินทั้งหมดมารวมไว้ในจุดเดียว ก่อนจะฟาดฟันลงมาเป็นเส้นตรงผ่ากึ่งกลางคลื่นอสูรโลหิต!
"ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม!!!"
รังสีกระบี่ที่หลอมรวมด้วยเพลิงบรรพกาล พุ่งทะยานออกไปเป็นรูปคลื่นพระจันทร์เสี้ยวขนาดยักษ์! มันมิใช่แค่การตัดขาด ทว่าทันทีที่ปราณกระบี่สัมผัสกับซากอสูร อัคคีบรรพกาลก็ลุกพรึบขึ้นแผดเผากฎเกณฑ์และวิญญาณอาฆาตของพวกมันจนสลายกลายเป็นอากาศธาตุ!
คลื่นอัคคีกระบี่กวาดล้างเป็นวงกว้าง รัศมีสิบลี้ถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจด! ฝูงอสูรโลหิตนับหมื่นตัว ระเหยเหือดแห้งไปในกระบวนท่าเดียว!
แผ่นดินสั่นสะเทือน คลื่นความร้อนพัดฝุ่นผงสีโลหิตให้มลายหายไป ท้องฟ้าที่เคยบิดเบี้ยวคล้ายจะสงบลงชั่วขณะ
เมื่อฝุ่นควันจางลง ฉินมู่หลางใช้กระบี่ยันร่างที่สั่นเทาของตนเองไว้ เฟิงอี้หรานล้มทรุดลงไปนั่งหอบแฮกกับพื้น ทั้งสองคนปราณแห้งเหือด ทว่าใบหน้ากลับเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความปีติ พวกเขาทำสำเร็จแล้ว!
"วาบบบบบบบบ!"
ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง จากทางด้านหลังของพวกเขา คลื่นพลังมิติที่รุนแรงและลี้ลับที่สุด ก็ปะทุขึ้นจากแกนกลางของ 'มหาราชรถแห่งสูญตา'!
ผลึกมิติบรรพกาลทั้งสามสิบหกก้อน ถูกอาเจียสลักอักขระทวนกระแสสัจธรรม และผสานเข้ากับตัวรถอย่างสมบูรณ์แบบ! ลวดลายอักขระสีเงินอมแดงวิ่งพล่านไปทั่วป้อมปราการโลหะสีดำทมิฬ ราชรถขนาดมหึมาค่อยๆ ลอยตัวขึ้นเหนือพื้นดิน แผ่กลิ่นอายที่สามารถฉีกกระชากสวรรค์ออกมาอย่างอหังการ!
"แฮ่ก... แฮ่ก..." อาเจียลดพู่กันนิรันดร์ลง ใบหน้าของเขาซีดเซียวจากความเหนื่อยล้าทางวิญญาณ ทว่านัยน์ตากลับลุกโชนด้วยความภาคภูมิใจ เขาลูบตัวถังราชรถอย่างทะนุถนอมประหนึ่งลูบทองคำแท่ง "สำเร็จ... มหาราชรถแห่งสูญตา... พร้อมทะลวงมิติแล้ว!"
หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเอ๋อร์ ถอนอาคมเหมันต์พฤกษาออก พวกนางรีบวิ่งเข้าไปพยุงฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานที่บาดเจ็บและหมดแรงกลับเข้ามาพักที่ข้างราชรถ
การต่อสู้ที่ดุเดือดจบลงแล้ว ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังของหุบเขาและกลิ่นอายคาวเลือดที่จางหายไป แสงจันทร์โลหิตสาดส่องลงมาอาบร่างของคณะวิปลาสทั้งหกคนที่สะบักสะบอมทว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความรุ่งโรจน์
ฉินมู่หลางมองดูบาดแผลบนแขนของตน สลับกับมองไปที่สหายทุกคนที่ล้วนผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน เขายิ้มกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ตั้งแต่ถูกดูดลงมาในขุมนรกนี้... ข้าคิดมาตลอดว่าพวกเราอาจไม่ได้กลับไปเห็นแสงตะวันอีก... แต่พวกเจ้าดูสิ... เราไม่เพียงรอดตาย แต่พวกเรายังก้าวล่วงสัจธรรมทะลวงขั้น และมีราชรถที่สามารถแหวกมิติเป็นของตัวเอง"
ยอดกระบี่หันไปมองอาเจียที่กำลังนั่งแปะอยู่บนพื้น พิงล้อราชรถอย่างหมดสภาพ "ศิษย์น้องอาเจีย... หากไม่มีความบ้าบิ่น ความเก่งกาจ... และความหน้าเงินของเจ้า พวกเราคงกลายเป็นกระดูกขาวไปนานแล้ว"
อาเจียแค่นเสียงหึ "อย่ามาพูดจาเลี่ยนๆ แถวนี้ศิษย์พี่มู่หลาง ข้าเพียงแค่ปกป้อง 'ลูกหนี้' ของข้าก็เท่านั้น หากพวกท่านตายไป ใครจะหาศิลาปราณมาใช้หนี้ค่าคุ้มครองข้าเล่า?"
แม้ปากจะอ้างเรื่องผลประโยชน์ ทว่าทุกคนล้วนรู้ดีถึงเจตจำนงที่แท้จริงของบุรุษผู้นี้ เฟิงหลิงเอ๋อร์มองชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุด หลินชิงเสวี่ยที่ปกติเย็นชาก็เผยรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก
"จริงสิ..." เฟิงอี้หรานพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง "ผ่านศึกใหญ่มาขนาดนี้ ในฐานะลูกผู้ชาย... มันต้องมีการดื่มฉลองสักหน่อยสิ!"
"จะไปเอาสุรามาจากไหนในนรกเช่นนี้เล่า?" เย่ปิงอวิ๋นส่ายหน้า
ทว่า อาเจียกลับแสยะยิ้มชั่วร้าย เขาล้วงมือเข้าไปในแหวนมิติ และดึงเอาไหสุราหยกสีขาวบริสุทธิ์ออกมาถึงหกไห! กลิ่นหอมของ 'สุราวิญญาณร้อยปี' ชั้นยอด ฟุ้งกระจายออกมาทันทีที่เปิดจุก
"ศิษย์พี่อาเจีย... ท่านไปเอาสุราชั้นยอดเช่นนี้มาจากไหน?" เฟิงหลิงเอ๋อร์ถามด้วยความประหลาดใจ
"อ๋อ... ข้าจำไม่ได้ว่ารูดมาจากแหวนมิติของผู้อาวุโสสำนักอัสนีบาต หรือพวกมารโลหิตเมื่อครู่นี้นี่แหละ" อาเจียตอบหน้าตายพลางโยนไหสุราแจกจ่ายให้ทุกคน "ในเมื่อเป็นของฟรี ก็ต้องดื่มให้คุ้ม!"
ทุกคนรับไหสุรามาไว้ในมือ ท่ามกลางแสงจันทร์สีเลือดที่สาดส่อง ฉินมู่หลางลุกขึ้นยืนชูไหสุราขึ้นสูง แววตาของเขามั่นคงดุจศิลาบรรพกาล
"แด่ความเป็นความตายที่พวกเราก้าวข้าม! แด่มิตรภาพที่หล่อหลอมด้วยเลือดและการฝืนลิขิต! วันนี้ ภายใต้แสงจันทร์โลหิตแห่งแดนเนรเทศ... ข้า ฉินมู่หลาง ขอสาบาน! ไม่ว่าสวรรค์จะพลิกผัน ไม่ว่าขั้วอำนาจใดจะมาขวางกั้น... ข้าจะถือว่าพวกเจ้าทุกคนคือพี่น้องร่วมเป็นร่วมตาย! หากผู้ใดแตะต้องพวกเจ้า กระบี่ของข้าจะไม่มีวันปรานี!"
"ข้า เฟิงอี้หราน ก็ขอสาบาน! เพลิงอัคคีของข้า จะแผดเผาศัตรูทุกคนที่มุ่งร้ายต่อพวกเรา!"
"ข้า หลินชิงเสวี่ย / ข้า เย่ปิงอวิ๋น / ข้า เฟิงหลิงเอ๋อร์... ขอร่วมสาบานเป็นพี่น้อง!" สตรีทั้งสามประสานเสียงอย่างหนักแน่น
ทุกคนหันไปมองอาเจียเป็นตาเดียว จอมหน้าเงินลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า เขาชูไหสุราขึ้น ใบหน้าที่เคยกวนประสาทยามนี้กลับแฝงด้วยความสุขุมและปรัชญาที่ลุ่มลึก
"พวกเจ้านี่ช่างวุ่นวายเสียจริง... เอาเถอะ..."
อาเจียสบตากับมิตรสหายทุกคน นัยน์ตาสีเงินยวงทอประกายอบอุ่นอย่างหาได้ยากยิ่ง
"ข้า อาเจีย... ขอสาบาน! ไม่ว่าหนทางข้างหน้าจะมีเทพหรือมารหน้าไหนขวางกั้น... หากพวกมันกล้าแตะต้องเส้นผมของพวกเจ้าแม้แต่เส้นเดียว หรือกล้ามาขโมยศิลาปราณของพวกเราแม้แต่อีแปะเดียว... ข้าจะใช้มือนี้ ลบสวรรค์และล้างสัจธรรมของพวกมันให้สูญสิ้นไปชั่วกัปชั่วกัลป์!"
"ฮ่าฮ่าฮ่า! ชนไห!"
"เคร้ง!"
เสียงไหสุราหยกกระทบกันดังกังวานไปทั่วหุบเขา คณะวิปลาสยกสุราวิญญาณขึ้นดื่มรวดเดียวหมดไห! รสชาติที่บาดคอผสมผสานกับความปีติยินดี หล่อหลอมให้สายใยแห่งมิตรภาพของพวกเขา สลักลึกลงไปในวิญญาณจนมิอาจมีสิ่งใดมาตัดขาดได้อีกต่อไป!
คำสาบานใต้จันทร์โลหิตได้บังเกิดขึ้นแล้ว!
"เอาล่ะพวกขี้เมาทั้งหลาย! ดื่มเสร็จแล้วก็รีบขึ้นมา!" อาเจียโยนไหสุราทิ้ง แล้วหันไปก้าวขึ้นแท่นควบคุมของมหาราชรถแห่งสูญตา รังสีความอหังการแผ่พุ่งทะลุฟ้า!
"ได้เวลา... ทวงหนี้สวรรค์ และตบหน้าพวกกบในกะลาแห่งสำนักอัสนีบาตแล้ว!"อ