มารฟ้าพิชิตสวรรค์

    ตอนที่ 92 : การตัดสินใจของชิงถิงฟง

    ตอนที่ 92
     
    เมืองลางซอน ในจังหวัดหลั่งเซิน ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม มีภูเขาหลายลูกตั้งเรียงราย ที่ถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม ประตูหินที่ซ่อนอยู่ในช่องเขา เกิดการสั่นไหว ก่อนที่จะมีร่างของชายสี่คน ก้าวออกมายังด้านนอก 
     
    ชิงเทียนหันไปหาสุ่ยหลินเหยา “ขอบคุณที่มาส่ง หากมีโอกาสก็เชิญมาที่ประเทศจีนได้ทุกเมื่อ ข้าจะให้การต้อนรับอย่างดี"
     
    “ขอบคุณสำหรับคำเขิญ ขอให้พวกเจ้าเดินทางโดยสวัสดิภาพ" สุ่ยหลินเหยา เดินกลับเข้าไปเดินกลับเข้าไปในถ้ำ จากนั้นประตูหินก็ค่อยๆปิดตัวลง ก่อนที่จะมาส่งกลุ่มของชิงเทียน สุ่ยหลินเหยา ได้ส่งคนในตระกูล ไปคอยคุ้มกันโกเมศและผู้ติดตาเรียบร้อยแล้ว จึงไม่มีอะไรที่น่าห่วง

     
    เมื่อชิงเทียน โกมินทร์และโนอาห์ เดินพ้นเขตภูเขามา พวกเขาก็พบกับเมืองขนาดใหญ่ จึงได้ตัดสินในว่า จะแวะทานอาหารกันที่นี่ เนื่องจากตอนที่พวกเขาพักอยู่ที่นครใต้บาดาล อาหารส่วนใหญ่ก็มักจะมีแต่เมนูปลา จนตอนนี้หน้าตาของพวกเขา เริ่มจะเหมือนปลาเข้าไปทุกทีแล้ว 


    ในที่สุดชายหนุ่มทั้งสามคน ก็มาหยุดอยู่ที่หน้าร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งถูกตกแต่งสไตล์วินเทจ ทั้งจักรเย็บผ้า แป้นพิมพ์ รวมถึงโทรศัพท์โบราณแบบหมุน ต่างก็ทำให้สัมผัสได้ถึงบรรยากาศย้อนยุค เมื่อพวกเขาเลือกที่นั่งได้แล้ว ก็มีพนักงานออกมาเสริฟน้ำ ทว่าในขนะที่ชิงเทียน กำลังจะสั่งอาหาร แก้วน้ำในมือพนังงาน ก็หล่นลงกระทบกับพื้นจนแตกละเอียด 

     
    “ท...ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่!!" 
     
    ชิงเทียน เหมือนจะเคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน จึงเงยหน้าขึ้นมองพนักงาน และได้รู้ว่าเขาก็คืออดีตเจ้าหน้าที่ระดับ 4 ขององค์กรอิลลูมินาติ ที่มีขื่อว่าซาโต้ ซึ่งในอดีต เขาเคยพยายามที่จะลักพาตัวชิงเทียนมาแล้ว แต่กลับต้องพ่ายแพ้กลับไป
     
    “ฉันก็มาทานอาหารไง ว่าแต่ที่นี่มีอะไรขึ้นชื่อบ้าง" ชิงเทียนเลิกสนใจซาโต้ แล้วกลับไปเปิดดูเมนูอาหารต่อ 
     
    ซาโต้ผงะถอยหลังไปเล็กน้อย “นายไม่ได้ถ่อมาถึงเวียดนาม เพื่อตามมาฆ่าฉันหรอกเหรอ" เขาทำหน้างุนงง เมื่อครู่เขาเกือบจะชักมีดออกมาแล้วเชียว ต่อให้รู้ดีว่าไม่มีทางชนะก็ตาม
     
    “ก็ไม่หนิ...ฉันหมดธุระกับองค์กรอิลลูมินาติไปนานแล้ว ที่มาอยู่นี่ก็เพราะความบังเอิญล้วนๆ" ทันใดนั้น ชิงเทียนก็เหลือบไปเห็นอาหาร ที่มีลักษณะคล้ายกับปอเปี๊ยะทอด เพียงแต่จะเปลี่ยนส่วนประกอบจากวุ้นเส้น เป็นข้าวเจ้าแทน
     
    “อันนี้น่าสนใจแหะ งั้นฉันเอาจ๋าหญ่อใส้กุ้งที่หนึ่งละกัน" จากนั้นชิงเทียน ก็หันไปถามชายที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม “แล้วนายเลือกได้รึยังโนอาห์" 
     
    ซาโต้ห้วใจแทบจะหยุดเต้น หลังจากที่ได้ยินชื่อนั้น และเมื่อหันมองไปยังอีกด้าน ก็พบกับในหน้าที่แสนจะคุ้นเคย ซึ่งตอนแรกเขามั่วแต่ตกใจที่ได้เห็นชิงเทียน จนไม่ทันสังเกตเห็นชายหนุ่ม ที่ตามมาอีกสองคน 
     
    “ฉันขอเป็นกาแฟเย็นหนึ่งแก้วก็พอ" 
     
    “ส่วนของฉัน...." ในขณะที่โกมินทร์ กำลังจะเอ่ยปากส้่ง ก็ถูกขัดจังหวะโดยชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งที่ทยอยกันเข้ามาในร้าน พร้อมกับตะคอกใส่ซาโต้ เป็นภาษาเวียดนาม
     
    ชิงเทียนขมวดคิ้วสงสัย “นายไปทำไรให้พวกนั้นโกรธรึเปล่า" 
     
    “ก็แค่เผลอไปมีเรื่อง กับคนในแก็งค์มันมานิดหน่อย ไม่มีอะไรมากหรอก" ซาโต้ควัดมีดสั้นออกมาแล้วก็เสริมความคม โดยการใช้คลื่นความถี่สูง ทว่าก็ถูกชิงเทียนกล่าวห้ามเสียก่อน
     
    “หยุดเลย...ฉันไม่อยากเห็นศพก่อนทานอาหารนะ โกมินทร์ช่วยไล่พวกมันไปที"
     
    โกมินทร์พยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่ก็กำเอาเศษใบไม้ ออกมาจากแหวนมิติ พร้อมกับท่องคาถาอะไรบางอย่าง ซึ่งการกระทำของเขา ต่างก็ทำให้ทุกคนภายในร้านรู้สึกงุนงง แต่ทันทีที่โกมินทร์แบมือออก ในหน้าของเหล่าชายฉกรรจ์ ก็กลายเป็นขาวซีดขาวไปในพริบตา พวกเขารีบวิ่งหนีฝูงต่อนับพันตัวกันจ้าละหวั่น พร้อมกับกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว และเมื่อกลุ่มชายฉกรรจ์ วิ่งหนีออกไปนอกร้านจนหมดแล้ว กลุ่มของชิงเทียนก็หันมาสั่งอาหาร ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซ้าโต้ที่มองดูเหตุการณ์ทั้งหมด ขยี้ตาพลางตบหน้าแรกสติ เขาคิดว่าตนเองต้องฝันไปแน่ๆ หรือไม่ชายคนนั้น ก็ต้องเป็นนักมายากลระดับโลก 

     
    ซาโต้พึ่งจะเปิดร้านได้ไม่นาน ดังนั้นเขาจึงต้องจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง แม้ว่าจะเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น - อเมริกัน แต่เขากลับหลงไหลอาหารเวียดนาม และได้ตัดสินใจเปิดร้านในเมืองนี้ 
     
    ไม่กี่นาทีต่อมา ซาโต้ก็นำอาหารออกมาเสริฟ ซึ่งหากพูดถึงรสชาติ แม้แต่ชิงเทียน ที่ได้ทานอาหาร จากภัตตาคารหรูมาหลายแห่ง ก็ยังต้องเอ่ยปากชม และหลังจากที่ทานอาหารเสร็จ กลุ่มของชิงเทียนก็จ่ายตังค์แล้วเดินออกจากร้านไป ซึ่งในตอนแรกเขามีตั้งใจว่า จะลองชวนซาโต้มาเป็นผู้บ่มเพาะ แต่ก็เกิดเปลี่ยนใจกระทันหัน เนื่องจากเขารับรู้ได้ว่า ซาโต้ต้องการที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่
     
    ระหว่างทาง ชิงเทียนได้รับข้อความจากชิงถิงฟง ว่าต้องการให้ชิงเทียน เดินทางกลับไปที่ตระกูลเพื่อเข้าร่วมการประชุม ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องแยกทางกับ โนอาห์และโกมินทร์ เพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง

     
    เหล่าสมาชิกแกนหลักของตระกูลชิง ต่างงุนงงกับการเรียกประชุมอย่างกระทันหัน แม้แต่ชิงเหอหลงยังต้องลางาน เพื่อเดินทางมาเข้าร่วมประชุม ในขณะที่บรรยากาศภายในห้องเริ่มตึงเครียด ประตูห้องประชุมก็ถูกเปิดออก 

     
    “ขอโทษที่มาสายครับ" ชิงเทียนเดินไปนั่งที่ของตัวเอง ภายในห้องนอกจากสมาชิกแกนหลัก ก็ยังมีชิงเจียมู่และชิงรุ่ยซิน ที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ด้วย 

     
    ดวงตาของชิงถิงฟง เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น หลังจากที่ปรึกษากับชิงเหอไป่มาหลายวัน สุดท้ายเขาก็ได้ข้อสรุป “ที่ฉันเรียกทุกคนมาในวันนี้ ก็เพราะว่ามีเรื่องที่จะประกาศ ต่อจากนี้เป็นต้นไป สมาชิกของตระกูลชิงทุกคน จะต้องย้ายไปอยู่ที่เกาะไห่หลิง เพื่อฝึกเป็นผู้บ่มเพาะ"

     
    ทุกคนที่อยู่ภายในห้อง ต่างก็รู้สึกตกใจกับสิ่งที่ได้ยิน โดยเฉพาะชิงเหอะหลง ที่ดูจะไม่ค่อยพอใจกับคำพูดของชิงถิงฟงมากที่สุด “อย่าพึ่งใจร้อนเหอหลง พ่อรู้ดีว่าลูกลำบากแค่ไหน กว่าจะมายืนจุดนี้ได้ หากลูกไม่อยากไปกับพวกเรา พ่อก็จะไม่บังคับ แต่การเป็นผู้บ่มเพาะ คือโอกาสครั้งใหญ่ในชีวิต ลูกจะปล่อยให้มันหลุดลอยไปอย่างนั้นหรือ"
     
    ชิงเหอหลงนิ่งเงียบไปสักพัก จริงอยู่ว่าหน้าที่การงานเป็นสิ่งสำคัญต่อเขามาก แต่เส้นทางการเป็นผู้บ่มเพาะ ก็เป็นอะไรที่ไม่สามารถมองข้ามได้ ทว่าในขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น ร่างของชิงเทียนก็ค่อยๆลอยขึ้นจากเก้าอี้ 
     
    “คุณอา...การเป็นผู้บ่มเพาะนั้น เหนือล้ำเกินกว่าจินตนาการ อีกทั้งการทะลวงขอบเขต ยังสามารถช่วยยืดอายุไข ยังมีอะไรให้ต้องลังเลอีกเหรอครับ" 
     
    สายตาของทุกคนภายในห้อง จ้องมองไปที่ชิงเทียนเป็นตาเดียว พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่า ผู้บ่มเพาะนั้นจะทรงพลังขนาดนี้ ไม่กี่วันต่อมา ข่าวการหายตัวไปของตระกูลชิง ก็แพร่ลามไปทั่วประเทศ โดยมีการคาดการณ์ว่า ตระกูลชิงอาจจะอพยพไปที่อเมริกา เนื่องจากเกิดความขัดแย้งกับรัฐบาล บ้างก็ว่าพวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว แต่นั่นก็เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น
     
    *******************************

     
    ภายในห้องใต้ดินที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ร่างของอามุนกำลังลอยค้างอยู่กลางอากาศ โดยไร้ซึ่งสิ่งยึดเหนี่ยว ผิวหนังของเขา เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม ไม่ต่างไปจากโลหิต ทันใดนั้นดวงตาที่หลับสนิทของเขา ก็เบิกโพลงขึ้นมาพร้อมกับพลังปราณมหาศาล ที่กระจายไปทั่วบริเวณ จากนั้นผิวหนังสีแดงทั่วราง ก็ค่อยๆกลับคืนสู่สภาพปกติ
     
    จางเนี่ยหงยิ้มอย่างพอใจ โดยปกติเคล็ดวิชาของเขา ต้องใช้เวลาหลายปีในการฝึกฝน ทว่าอามุนกลับใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเท่านั้น หากไม่ติดว่าดาวเคราะห์ดวงนี้ มีทรัพยากรที่จำกัด ป่านนี้อามุนคงเข้าสู่ ขอบเขตเซียนขั้นต้นไปนานแล้ว 
     
    “ข้าได้ถ่ายทอดเคล็ดวิชา ให้กับเจ้าแล้ว จากนี้ไปคงขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเอง ว่าจะสามารถดึงศักยภาพของมัน มาใช้ได้มากขนาดไหน"
     
    อามุน ประสานมือด้วยความเคารพ “ศิษย์จะตั้งใจขัดเกลาฝีมือ และจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง"
     
    “ข้าต้องกลับไปพักผ่อนแล้ว...อีกไม่กี่กี่อาทิตย์ข้างหน้า จะเกิดปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือดขึ้น เจ้าต้องเตรียมผู้หญิงที่เหลือ มาสังเวยให้ข้าซะ เพราะข้าจะใช้โอกาศนี้ เร่งการรักษาบาดแผล และอีกไม่นานข้าก็จะกลับไปแดนเซียน เพื่อทวงทุกอย่าง ที่ควรเป็นของข้ากลับคืนมา" จางเนี่ยหงกำหมัดแน่น ดูเหมือนว่าเวลาที่เขารอคอย ใกล้ที่จะมาถึงแล้ว
     
    “ทราบแล้วขอรับ" อามุนโค้งตัวเล็กน้อย ก่อนที่จะเดินออกจากห้องไป
     
    เมื่ออามุนออกมายังด้านนอก ก็ได้รับรายงานว่า ผู้อาวุโสสามขาดการติดต่อไปเมื่อไม่กี่วันก่อน โดยเบาะแสที่เหลืออยู่ มีเพียงข้อมูลที่ถูกส่งมา ก่อนหน้านี้เพียงหนึ่งอาทิตย์ ซึ่งภายในมีเนื้อหาเกี่ยวกับแพทย์หนุ่มอัฉริยะ ที่ชื่อว่าชิงเทียน ไปจนถึงประวัติและเครือญาติ แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจที่สุด นั่นก็คือ ชิงเทียนมีอายุเพียง 19 ขวบปีเท่านั้น จะเป็นไปได้อย่างไร ที่เด็กหนุ่มอายุเพียงเท่านี้ จะสามารถทำให้ผู้บ่มเพาะ ขอบเขตเปลี่ยนแปลงร่างกาย บาดเจ็บสาหัสได้
     
    “ส่งคนไปตามหาผู้อาวุโสสามซะ หากภายในหนึ่งอาทิตย์ไม่มีความคืบหน้า ก็ให้ออกคำสั่งรวมตัวเหล่าผู้อาวุโสซะ" อามุนออกคำสั่งกับชายหนุ่ม ที่เข้ามารายงานสถานการณ์ การพัฒนาของชิงเทียน ไม่สามารถคาดเดาได้ ไม่แน่ว่าบางทีผู้อาวุโสสาม อาจจะเสียท่าให้กับชายหนุ่มแล้ว


    ---------------------------------------
    Facebook Fanpage : มารฟ้าพิชิตสวรรค์
    https://www.facebook.com/มารฟ้าพิชิตสวรรค์-105158271890771

    คล้ายกับเรื่องมารฟ้าพิชิตสวรรค์ ที่คุณอ่าน