"มี่เอิน ข้าช่วยประคองเสด็จพี่เอง" เป็นเหรินเยว่เทียนที่พูดขึ้นอย่างจงใจ มุมปากตอนนี้ก็กดยิ้มไว้แน่นพยายามกลั้นรอยยิ้มไว้สุดฤทธิ์ แต่แววตากับเป็นประกายระยิบระยับไม่อาจซ้อนไว้ได้
จูมี่เอินหันเพิ่งจะหันไปสนใจสามคนที่ตามมา ดวงตากลมโตกระพริบสองสามครั้ง นั่นสิ ให้พวกเขาช่วยน่าจะพาฮ่องเต้กลับไปได้ไวยิ่งกว่า
"ใครอยากให้เจ้าช่วยกัน!" เหรินโยว่หลุนยืดตัวขึ้นเอามือพ่ายหลังท่าทางวางอำนาจ แถมยังแผ่กระจายความกดดันรอบตัวใส่ผู้อื่นอีกด้วย
จูมี่เอินถึงกับผละออกมามองท่าทางของเขาอีกที ไม่เจ็บแล้ว? หรือยังทนไหว? พลันมีคำถามในหัวขึ้นมากมาย
ตอนนั้นองค์รักษ์ส่วนพระองค์ก็ปรากฏกายขึ้นด้านหลังของเหรินโยว่หลุนและกล่าวว่า "จัดการด้านในเรียบร้อยแล้วพะยะค่ะ" เป็นฟางอี้นั้นเอง
จูมี่เอินเมื่อได้ยินเข้าใจได้ในทันที นิมิตรนั้นคนที่ได้รับบาดเจ็บหรือถึงขั้นเสียชีวิตไม่ใช่ฮ่องเต้ของตน กลับเป็นอีกคนที่อยู่ในห้องนั้น เลือดบนตัวนี้หาใช่ของฝ่าบาทไม่ เพราะนางไม่เห็นบาดแผลของเขาเลย น่าจะเป็นเลือดของอีกฝ่าย แล้วเลือดของอีกฝ่ายจะมาเปื้อนเขาขนาดนี้ได้ยังไงถ้าเขาไม่ได้อยู่ใกล้ขนาดระยะปะชิด และเป็นคนลงมือทำเอง
นางก้าวถอยหลัง มือเริ่มสั่น ฮ่องเต้ของนางเพิ่งฆ่าคนมาใช่หรือไม่?
"มี่เอิน" ยามนี้เหรินโยว่หลุนเรียกเพียงชื่อเล่นของนาง เรียกมาตั้งแต่เมื่อครู่แล้วแต่คนซื้อบื้อไม่ทันได้สังเกตเพราะตกใจอยู่ เห็นนางไม่ปฏิเสธเขาก็เรียกนางเหมือนเดิมอีกครั้ง "มี่เอิน" พลันมองเห็นสีหน้าตกใจของนาง ดวงตาคู่นั้นกำลังมองผ่านตัวเขาไปยังความมืดด้านหลัง
มิน่านางถึงมาที่นี่ ที่แท้ก่อนหน้านี้นางเห็นนิมิตร เมื่อครู่ที่นางวิ่งมาหาเขาด้วยความเป็นห่วงเช่นนั้นคงไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่เสียชีวิต แต่ดูจากสายตาของนางในตอนนี้เดาว่านางคงรู้แล้ว
"ฝ่า..." จูมี่เอินถอยหลังด้วยความกลัว ช้อนดวงตาที่เจือไปด้วยน้ำตาขึ้นมองเขา
"ห้ามกลัวข้า!" เหรินโยว่หลุนสั่ง ยามนั้นก็คว้ามือเล็กมากุมไว้แน่นแล้วออกเดินนำไป เขาจะไม่ให้นางกลัวเขา แล้วก็จะไม่ให้นางหนีเขาไปไหนด้วย
"พระองค์? ฝ่าบาท!" จูมี่เอินพยายามดึงมือตนคืน ขาก็ก้าวตามเขาไป "ทรงปล่อยหม่อมฉันเถิดเพคะ"
"กลับวังด้วยกัน" เหมือนเป็นคำเชิญชวนภรรยากลับบ้าน แต่สภาพคือคนหนึ่งดึง คนหนึ่งถูกลาก
"..." นางไหนเลยจะกล้าขัด แม้จะพูดก็ยังไม่กล้า ถูกเขาดึงก็ได้แต่เดินตาม
ร่างสูงพานางมาจนถึงปากทางเข้า เห็นม้าอยู่สี่ตัวเขาก็เลือกมาตัวหนึ่ง ช่วยนางปีนขึ้นม้าไป จูมี่เอินยังคิดว่าเขาจะไปขี่อีกตัวที่ไหนได้กระโดดเหยียบที่วางเท้าขึ้นมานั่งซ้อนด้านหลังของนางด้วยความไว แล้วก็ควบม้าออกไปทันที
"เจ้าเห็นอะไร?" เสียงทุ่มต่ำถามขึ้นด้านหลัง ทั้งที่เขาตัวสูงมากใบหน้าจึงอยู่เลยหัวของจูมี่เอินไปไกล แต่ยามพูดคล้ายจงใจก้มตัวลงมาต่ำกระซิบข้างหูเล็กแผ่วเบา
ไม่กี่วันก่อนเห็นนางไม่กลับมาสักทีเลยส่งจดหมายไปเรียกตัวกลับมา ไหนเลยจะคิดว่านางเดินทางมาไวกว่ากำหนดการถึงหนึ่งวัน แล้วดันมาเห็นเขาในสภาพนี้เข้าพอดี
"ไม่ ไม่เห็นอะไรเพคะ" จูมี่เอินตอบเสียงตะกุกตะกัก ในนิมิตรมีเพียงความมืด นางไม่เห็นหน้าของคนที่อยู่กับฮ่องเต้ด้วยซ้ำว่าเป็นใคร
"ข้าให้เจ้าพูดอีกที" เหรินโยว่หลุนขยับหน้าลงมาต่ำกว่าเดิม ริมฝีปากอยู่ไม่ห่างจากใบหูเล็กของจูมี่เอิน
จูมี่เอินกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อครู่เขาเพิ่งฆ่าคนมา ยามนี้หากนางไม่ตอบเล่า คงเอาชีวิตไว้ไม่รอด
"หม่อม หม่อมฉันเห็นว่าพระองค์อยู่กับชายคนหนึ่งในห้องมืดๆ ต่อมาก็เห็นท่านเปื้อนเลือด เห็นโรงน้ำชา แค่นั้น...เพคะ"
"ที่แท้ภาพที่เจ้าเห็นไม่ได้ประติดประต่อกัน?"
"เพคะ บางครั้งก็ตัดกันไปมา หรือจะเห็นเป็นช่วงเดียวเลยก็มี" จูมี่เอินพยายามก้มหัวลงต่ำไปด้านหน้าเมื่อรับรู้ได้ถึงไอร้อนจากลมหายใจของคนด้านหลัง บุรุษกับสตรีไม่ควรใกล้ชิด การนั่งอยู่บนม้าตัวเดียวกันก็ไม่เหมาะสมมากแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่านางเป็นนักบวชเลยด้วยซ้ำ
"อื้มมมมม เป็นเช่นนั้นเอง" เหรินโยว่หลุนมือหนึ่งกำบังเหียน มือหนึ่งก็เกี่ยวเอวบางของนางไว้อย่างดื้อดึง
"..." เสียง 'อื้ม' บุรุษด้านหลังนั้นลากยาวในลำคอ ทำให้จูมีเอินรู้สึกแปลกๆ หัวใจดวงเล็กเต้นแรงขึ้นโดยคิดไปแล้วว่าตนกำลังตกใจกลัว
เหรินโยว่หลุนมองเรือนผมดำเงาของนาง ในใจรู้แล้วว่าเหตุใดนางมาอยู่ที่นี่ เป็นอย่างที่เขาคิดก่อนหน้านี้ตอนอยู่ในซอยร้านน้ำชา นางดูท่าทางเป็นห่วงเขา
ในนิมิตรนั้นนางเห็นไม่หมดว่าใครที่เลือดออก แต่พอเห็นเขาตัวเปื้อนเลือดก็รีบวิ่งเข้ามาลูบคลำเขาเพื่อหาบาดแผล นึกถึงใบหน้ายามนั้นของนางก็ทำให้หัวใจอุ่นวาบไปทั้งดวง ต่อมาก็เห็นสีหน้าตกใจขอนางปรากฏขึ้นในหัว
ไม่ได้! จะทำให้นางกลัวเขาเช่นนั้นไม่ได้ เดี๋ยวจะเสียแผนที่วางไว้หมด หลังจากจัดการงานบ้านงานเมืองเสร็จทุกครั้งพอมีเวลาว่างเขาก็มังจะวางแผนเผื่อหลอกล่อนางหลายวิธี จะให้แผนเหล่านั้นมาถูกทำลายลงเพราะเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้ ในเมื่อนางไม่เห็นว่าใครเป็นคนทำเข้าทางเขาพอดี
เพียงแค่เสี้ยววิของคนเจ้าเล่ห์เช่นฮ่องเต้พระองค์นี้ก็สามารถกลับผิดให้เป็นถูกได้ในพริบตา
"คนที่เจ้าเห็นในนิมิตรนั้นเขาฆ่าตัวตายเอง" เหรินโยว่หลุนพูดปด คนคดโกงเช่นนั้นเขาฆ่าตนเองนั่นแหละ จะเก็บไว้ทำไม ศาลต้าหลี่ไม่ต้องเสียเวลา ใครเป็นภัยต่อเขา เขาจัดการทิ้งด้วยตัวเองก็จบแล้ว หากมีคนพูดว่าเข้าเป็นศาลเตี้ยละก็ เขาก็จะตอบกลับไปว่า 'แล้วอย่างไร ข้านี่แหละศาลเตี้ยที่ตัวใหญ่ยักษ์!'
"เป็นเช่นนั้นหรือเพคะ?" จูมี่เอินคล้ายโล่งใจ ไหล่ที่แข็งเกร็งอยู่ก็เหมือนผักถูกน้ำร้อนลวกห่อตัวอ่อนยวบลงทันที
จูมี่เอินไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเห็นนิมิตรถึงคนผู้นั้นที่เหรินโยว่หลุนกล่าวถึงมาสองครั้งแล้ว ครั้งแรกนั้นก็คือตอนที่คนผู้นั้นมีความผิดฐานยักยอกเสบียงและกำลังจะถูกลงโทษ และเหตุการณ์เมื่อครู่ก็คือครั้งที่สอง ใช่ ทั้งสองคนที่นางเห็นคือคนเดียวกัน เสนาบดีกรมการคลัง
"เป็นเช่นนั้น" เหรินโยว่หลุนได้ยินนางถอนหายใจโล่งอกก็ยกยิ้ม ได้ผล หึ ยัยเด็กซื้อบื้อ
เมื่อถึงวังหลวงเหรินโยว่หลุนหยิบหมวกที่ชุดคลุมของนางขึ้นมาคลุมศีรษะของนางไว้ เพื่อเข้าวังไปมีคนเห็นเข้าจะไม่ดี ยามนี้นางมีฐานะเป็นนักบวชหลวง จะทำอะไรเขาก็ต้องคิดหน้าคิดหลังก่อน ถึงสามคนนั้นที่ขี่ม้าตามมาด้านหลังจะเห็นไปแล้ว แต่เขารู้ว่าน้องชายตนถึงจะเที่ยวเล่นเอ้อละเหยลอยชายไปวันๆ แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนปากมาก ส่วนอีกสองคนก็ยังมีความผิดที่ปล่อยให้จูมี่เอินออกนอกเส้นทาง ยังไงเรื่องนี้ก็ไม่กล้าเอาไปพูดที่ไหน ไว้เขาจะยกโทษให้กับเรื่องที่ทำพลาดไปในครั้งนี้เป็นการตอบแทนก็แล้วกัน