ซานเป่า—ตัวเล็กส่ายหน้าจนผมกระจาย “ไม่ใช่นะขอรับ! เป็เพราะข้าเองที่อยากกลับมา”
“ไม่ใช่หรอก เป็ความผิดของข้าเอง ถ้าข้ากับเอ้อร์เป่าไปเร็วอีกนิด คงไม่คลาดกับน้อง ๆ เื่แบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น” ต้าเป่า—หกขวบเอ่ยเสียงเครียด
เอ้อร์เป่า—ห้าขวบพยักหน้าหงึกหงักสนับสนุน “ใช่ ๆ เป็เพราะพวกเราไปไม่ทันเอง”
ซื่อเป่า—คนสุดท้องได้ยินพวกพี่ ๆ ช่วยปกป้องก็ยิ่งก้มหน้าลงต่ำ น้ำตาเม็ดโตเอ่อคลอที่ขอบตาอย่างรู้สึกผิด
เสิ่นเฉินถอนหายใจออกมาเบา ๆ แทบไม่มีใครได้ยิน
แม้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับลูกทั้งสี่จะนับว่าใกล้ชิด แต่เด็ก ๆ ก็ยังมีความหวั่นเกรงตัวเขาอยู่มาก หลายครั้งก็แสดงอาการหวาดกลัวให้เห็น ไม่ต่างจากชาวบ้านคนอื่น ๆ
เหมือนกับตอนนี้ เด็กน้อยทั้งสี่ต่างตัวเกร็งเพราะกลัวว่าเขาจะตำหนิ
เสิ่นเฉินค่อย ๆ ย่อตัวลงตรงหน้าซื่อเป่า พยายามใช้น้ำเสียงและสีหน้าอ่อนโยนที่สุด “เจ็บตรงไหนหรือไม่?”
ซื่อเป่าเงยหน้ามองบิดาแล้วส่ายหน้ารัว ๆ เหมือนตุ๊กตาหัวโยก พยายามทำตัวเข้มแข็ง
แต่แล้วก็นิ่งเงียบไป มือน้อย ๆ บิดชายเสื้อไปมา ไม่นานนักก็กล่าวด้วยน้ำเสียงลังเล “โชคดีที่… นาง… ออกมาช่วยพวกเราได้ทันเ้าค่ะ”
น้ำเสียงของเด็กน้อยฟังดูสับสนและไม่เข้าใจ
หัวเล็ก ๆ ของซื่อเป่าคิดเท่าไหร่ก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้สตรีคนนั้นถึงลุกขึ้นมาปกป้องพวกตน นางไม่ได้รังเกียจตนกับพี่ ๆ มาตลอดหรอกหรือ?
เอ้อร์เป่าเบ้ปากสีหน้าขุ่นเคือง เอ่ยขึ้นด้วยเสียงที่ยังเจือความไม่พอใจ “ก่อนหน้านี้นางทำร้ายซื่อเป่าจนเกือบแย่ ครั้งนี้นางปกป้องซื่อเป่าแค่นี้ก็ถือว่าเป็สิ่งที่สมควรทำแล้ว!”
ต้าเป่าไม่เอ่ยอะไร แต่แววตาสื่อความหมายชัดว่าเห็นด้วยกับคำพูดของน้องชาย
าแที่หลินซีฝากไว้ในหัวใจพวกเขา โดยเฉพาะซื่อเป่านั้น ต่อให้ทำดีแค่ไหนก็ไม่มีวันลบล้างได้ง่าย ๆ ต่อจากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็ไม่มีวันเชื่อใจนางได้อีก และไม่มีวันยอมให้นางอยู่ที่นี่ต่อไปเด็ดขาด!
เสิ่นเฉินนึกถึงบางอย่างขึ้นมาได้ คิ้วกระบี่ขมวดเล็กน้อย สุดท้ายเขาก็ลุกขึ้น เอ่ยเรียบ ๆ กับเด็กทั้งสี่ “พวกเ้าไปพักผ่อนก่อนเถอะ เดี๋ยวพ่อจะไปเตรียมมื้อกลางวันให้”
“ท่านพ่อ ข้าช่วยท่านนะขอรับ” ต้าเป่ารีบเอ่ยอย่างรู้ความ
เอ้อร์เป่าเองก็ไม่ยอมน้อยหน้า กล่าวเสริมทันที “ท่านพ่อ ข้าก็จะช่วยท่าน ให้ซานเป่ากับซื่อเป่าไปพักเถอะขอรับ”
++++++++++
กว่าหลินซีจะฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว
นางลืมตาขึ้นอย่างงัวเงีย ร่างกายปวดระบมราวกับถูกทุบตีจนแหลกเละ แม้ไข้จะลดลงบ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีแรงจะขยับตัวไปไหนเลย
กระนั้นเสียงท้องร้องโครกครากก็บังคับให้นางจำต้องลุกขึ้น เดินโซเซไปที่โต๊ะ คว้ากาน้ำขึ้นมาเทใส่แก้วแล้วดื่มอึกใหญ่
ถึงน้ำในกาจะเย็นชืด แต่ก็ทำให้หลินซีสดชื่นขึ้นเล็กน้อย
รอบกายเงียบสนิท นางอาศัยความทรงจำเดิมของร่างนี้ เดินไปยังห้องครัวทางด้านซ้ายของตัวบ้าน เมื่อผลักประตูเข้าไปก็พบว่าภายในสะอาดสะอ้าน ดูเป็ระเบียบดีทีเดียว
โชคดีที่นางจำได้ว่ามีแป้งข้าวโพดเก็บไว้ในตู้ข้างเตาไฟ เปิดตู้ดูก็เจอผักป่ากำเล็ก ๆ กับไข่ไก่อีกสองสามฟองวางอยู่
ได้เห็นอาหาร ร่างกายก็พลันรู้สึกมีเรี่ยวแรงขึ้นทันที นางหยิบถังน้ำเล็ก ๆ เดินโซซัดโซเซออกไปตักน้ำจากบ่อน้ำด้านนอก กว่าจะตักขึ้นมาได้สักครึ่งถังก็เหนื่อยหอบจนแทบขาดใจ หิ้วกลับเข้าโรงครัวอย่างยากลำบากแต่ก็ไม่ย่อท้อ
นางเลือกชามกระเบื้องใบใหญ่ที่ดูสะอาดที่สุด หยิบแป้งมาผสมอย่างตั้งใจ คืนนี้นางตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะทำ ‘บะหมี่น้ำแกงไข่’ กินสักชามใหญ่ให้อิ่มท้อง!
จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม หลินซีรู้ดีว่าฐานะทางบ้านของเสิ่นเฉินไม่ค่อยดีนัก หมู่บ้านเฉินหยางแห่งนี้เองก็อยู่ห่างไกลจากความเจริญมากพอสมควร
กับเื่นี้ หลินซีที่มาใหม่รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เสิ่นเฉินนับว่าเป็ชายหนุ่มที่มีฝีมือและความสามารถโดดเด่นที่สุดในหมู่บ้าน ถ้าหากเขาย้ายไปอยู่ในเมืองหรือที่ที่อุดมสมบูรณ์กว่านี้สักหน่อย ก็คงไม่ยากที่จะมีชีวิตที่ดีขึ้น
‘…ทำไมถึงยังอยู่ในที่ที่แร้นแค้นแบบนี้กันนะ?’
แต่น่าเสียดายที่ในนิยายต้นฉบับ เสิ่นเฉินถูกวางบทบาทเป็เพียงตัวร้ายที่ร่วมมือกับนางเอก ประวัติ่แรกของเขาถูกเล่าถึงอย่างผิวเผินเท่านั้น หลินซีจึงไม่มีทางรู้เลยว่าแท้จริงแล้วเหตุผลที่เขายังอยู่ที่นี่คืออะไร
แม่ครัวสาวเตรียมทุกอย่างอย่างรวดเร็ว ก้มตัวลงก่อไฟอย่างคล่องแคล่ว
ระหว่างนั้นสายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นกระปุกน้ำมันหมูที่วางอยู่ข้างเตา จึงรีบใช้ช้อนตักน้ำมันออกมาครึ่งช้อนเล็ก ๆ ใส่ลงในกระทะ แล้วตอกไข่ลงไปทันที เสียงไข่ที่กระทบกับน้ำมันร้อน ๆ ดัง *ฉ่า!* กลิ่นหอมยั่วยวนตลบอบอวลไปทั่วห้องครัวจนแม้แต่ตัวคนทำยังแทบอดใจไม่ไหว ความอยากอาหารเพิ่มขึ้นเป็เท่าทวี นางรีบเติมผักป่า คลุกเคล้าให้เข้ากัน ก่อนเติมน้ำลงไปในกระทะใบเดิมแล้วปิดฝา รอจนน้ำเดือดจึงหยิบเส้นบะหมี่ที่นวดและตัดไว้ใส่ลงไป จากนั้นจึงใส่แป้งเล็กน้อยให้น้ำแกงข้นขึ้น
และในตอนนั้นเอง หลินซีก็สังเกตเห็นร่างเล็ก ๆ ของใครคนหนึ่งยืนหลบมุมอยู่ตรงประตูห้องอย่างเงียบ ๆ
—-เป็ซื่อเป่าที่กำลังหดตัวให้เล็กที่สุด แอบมองนางอยู่ตรงนั้น
เมื่อสายตาของทั้งคู่ประสานกันโดยไม่ตั้งใจ ซื่อเป่าก็ใสะดุ้งสุดตัว รีบถอยหลังวิ่งหนี หายไปจากหน้าประตูทันที
หลินซีมองตามด้วยรอยยิ้มบางเบา รู้สึกเอ็นดูขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก นางลุกขึ้นเดินออกจากห้องครัว จึงได้เห็นร่างเล็ก ๆ ของเด็กหญิงวิ่งหายเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ข้าง ๆ
‘นั่นคงเป็ห้องของเด็ก ๆ สี่คนสินะ?’
หลินซีเดินเข้าไปเคาะประตูเบา ๆ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนโยนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ซื่อเป่า เ้าหิวใช่หรือไม่? ออกมากินข้าวกับข้าหน่อยดีหรือเปล่า?”
ภายในห้องเงียบสนิท ไม่มีเสียงใด ๆ ดังลอดออกมา
หลินซีถอนหายใจแ่เบา ที่ผ่านมาเพราะไม่เคยคลุกคลีกับเด็กเล็ก ๆ มาก่อน จึงไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เด็ก ๆ ยอมเปิดใจ
หลินซีคิดว่าเสิ่นเฉินกับเด็กชายคนอื่นคงออกไปทำธุระข้างนอก ซื่อเป่าเด็กหญิงคนเดียวและตัวเล็กที่สุดคงถูกสั่งให้รออยู่ที่บ้าน และอีกไม่นานพวกเขาคงจะกลับมาแล้ว คงไม่ปล่อยให้ซื่อเป่าอยู่คนเดียวแบบนี้นานเกินไป
หญิงสาวตัดสินใจกลับไปที่ครัวอีกครั้งเพื่อทำเส้นเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย
‘อืม…ปริมาณแค่นี้จะพอหรือเปล่านะ?’
หลินซีรื้อค้นไปทั่วทุกซอกทุกมุมของห้องครัว ในที่สุดก็พบผักกาดขาวหัวใหญ่หนึ่งหัว พริกอีกสองสามเม็ด และเนื้อไก่ป่าครึ่งตัวที่จัดการเรียบร้อยแล้วถูกเก็บอยู่ในตะกร้าไม้ไผ่บนหลังตู้
‘เสน่ห์ปลายจวักมัดใจชายได้ก็ต้องมัดใจลูกเขาได้…คิดจะสร้างความประทับใจ ก็เริ่มจากทำอาหารนี่แหละดีที่สุด!’
หลินซีฮึดสู้ เปี่ยมไปด้วยกำลังใจ รีบลงมือทำไก่ผัดอย่างตั้งใจ พอตั้งหม้อต้มจืดผักกาดขาวใส่ไข่เสร็จ นางก็รีบเตรียมบะหมี่ไข่เพิ่มขึ้นอีกจนเพียงพอสำหรับหกคนกิน
หลังจากปรุงอาหารทุกอย่างเรียบร้อย แม่ครัวผู้ตั้งใจก็ถือจานไก่ผัด ตั้งใจจะเดินออกไปข้างนอกเพื่อจัดโต๊ะ แต่ในจังหวะที่หมุนร่างหันหลัง นางก็ต้องสะดุ้งสุดตัว—-
เสิ่นเฉินยืนอยู่ที่หน้าประตูครัวั้แ่เมื่อไหร่ไม่รู้! ด้านหลังของเขายังมีเอ้อร์เป่าและซานเป่าชะโงกหน้ามองอยู่ ทั้งคู่กลืนน้ำลายอึกใหญ่ จ้องมองนางด้วยสายตาตกตะลึงระคนประหลาดใจ
ในแววตาของเสิ่นเฉินก็ฉายแววสงสัยเจือคาดไม่ถึงอยู่เช่นกัน
“!!!”
หลินซีสะดุ้งใถึงกับมือไม้อ่อน ถือจานไม่มั่นคงจนเกือบทำหล่นลงพื้น
“อ๊าาา” // “ไม่”
เด็กทั้งสองส่งเสียงร้องอุทานแตกตื่น ส่วนเสิ่นเฉินพุ่งเข้าหาอย่างว่องไวและรับจานไว้ได้อย่างหวุดหวิด
เขาเหลือบตามองนางเพียงชั่ววูบ จากนั้นก็หยิบชามต้มจืดใบใหญ่ขึ้นมาอีกใบ ก่อนหันหลังเดินกะเผลกออกไปจากห้องครัว
“เอ๊ะ! เอ่อ ระวังร้อนนะ!” หลินซีร้องเตือนเบา ๆ ก่อนจะรีบถือชามบะหมี่เดินตามชายหนุ่มไปติด ๆ
ด้านนอก ต้าเป่าลากโต๊ะไม้ออกมาตั้งกลางลานบ้านเรียบร้อยแล้ว ด้านหลังเขามีซื่อเป่าตัวน้อยเดินตามติด มือเล็กจ้อยกำลังพยายามลากม้านั่งเตี้ย ๆ ตัวหนึ่งที่ขนาดแทบจะใหญ่เท่าตัวเองออกมาอย่างน่าเอ็นดู
ต้าเป่าจัดม้านั่งตัวอื่น ๆ เข้าที่เสร็จ ก็หันกลับไปทางห้องครัว ทันทีที่เห็นหลินซี เขาก็ชะงักเล็กน้อย แววตาเปลี่ยนไปเป็ประหลาดใจ แต่พอกลิ่นอาหารหอมฉุยที่เสิ่นเฉินถือไว้ลอยมาแตะจมูก เด็กชายก็อดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายลงคอดังเอื๊อก ซื่อเป่าเองก็เบิกตากว้าง จ้องมองอาหารในมือบิดาตาไม่กะพริบ
หลินซีเห็นแบบนั้นก็พลันรู้สึกขัดเขิน ‘...เห็นคนอยากกินอาหารที่เธอทำมากขนาดนั้น มันก็อดเขินไม่ได้’
หญิงสาวผู้ข้ามมิติมาจึงทำทีเป็เดินกลับเข้าไปยกชามบะหมี่ที่เหลือในครัวเพื่อแก้เขิน แต่เสิ่นเฉินสังเกตใบหน้าซีดเซียวของนางจึงขยับตัวมาขวางไว้ก่อนเดินกะเผลกกลับเข้าไปในครัวแทนโดยไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ารีบวิ่งตามท่านพ่อของตนเข้าไปช่วย ส่วนอีกสองเป่าตัวเล็กกว่าที่ยืนอยู่กลางลาน ได้แต่มองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้างุนงง เพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อดี
เสิ่นเฉินเห็นแบบนั้น ก่อนจะก้าวเข้าครัวจึงหันกลับมากล่าวกับลูก ๆ เสียงเรียบ “ไปล้างมือกันเสียก่อนไป”
ซานเป่ากับซื่อเป่าตัวน้อยถึงได้มีเื่ให้ทำ รีบเดินตรงไปยังบ่อน้ำที่อยู่ข้างลานบ้านอย่างว่าง่าย
ถังน้ำนั้นสูงจนเกือบท่วมหัวพวกเขา หลินซีเห็นแล้วทนดูไม่ไหว จึงรีบก้าวเข้าไปช่วย
เด็กทั้งสองเห็นแม่เลี้ยงใจร้ายเดินเข้ามาก็สะดุ้ง ผงะถอยหลังไปก้าวหนึ่งตามสัญชาตญาณ
หลินซีแกล้งทำเป็มองไม่เห็นอาการนั้น ตักน้ำขึ้นมาครึ่งถัง เทลงในอ่างล้างหน้า แล้วนำผ้าผืนเล็กจุ่มน้ำให้เปียกชุ่ม ก่อนจะกวักมือเรียกเด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “มานี่เถอะ”
เ้าตัวกลมสองก้อนหันมองหน้ากันอย่างงุนงงและระแวดระวัง หลินซีได้แต่ถอนหายใจ ก่อนตัดสินใจดึงร่างป้อม ๆ ทั้งสองเข้ามาหาอย่างอ่อนโยน ท่ามกลางดวงตากลมโตที่เบิกกว้างด้วยความใของเด็กชายหญิง นางค่อย ๆ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดมือเล็ก ๆ ของพวกเขาอย่างนุ่มนวลจนสะอาดหมดจด
จากนั้นก็ซักผ้าให้สะอาด แล้วค่อย ๆ เช็ดใบหน้ากลม ๆ ของพวกเขาต่ออย่างอ่อนโยน
อันที่จริง เด็กน้อยทั้งสองมีผิวขาวนวลเกลี้ยงเกลา แก้มแดง ๆ เหมือนมะเขือเทศดูน่ารักมาก ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ ซื่อเป่าเด็กหญิงถึงจะขี้อายไปบ้าง ส่วนซานเป่าเด็กชายก็ดูเงียบขรึมและเชื่องช้าเล็กน้อย แต่ทั้งคู่ก็ช่างว่าง่ายและน่าเอ็นดู
และจู่ ๆ หัวใจของหลินซีก็พองโตขึ้น …ทว่าคนไม่เคยใกล้ชิดเด็กกลับไม่รู้เลยว่านี่คือความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูแบบคนเป็แม่
เสิ่นเฉินที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องครัวเห็นภาพนี้เข้าพอดี แววตาของเขาฉายแววตกตะลึงไปชั่วขณะ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าที่ตามออกมาก็มีสีหน้าไม่ต่างกัน
‘ที่ผ่านมา หลินซีไม่เคยสนใจหรือรักใคร่พวกเขาเลย แม้แต่เื่ง่าย ๆ อย่างล้างหน้าล้างมือนางก็ไม่เคยทำให้’
เอ้อร์เป่าขมวดคิ้ว รีบวิ่งตรงเข้าไปดึงมือซานเป่ากับซื่อเป่าไว้ทันที “ต่อไปเื่เล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้พวกเ้าก็ทำเอง หรือไม่ก็เรียกพี่ชายเถอะ!”
พวกเขาต้องไม่หลงกลภาพลักษณ์ใจดีจอมปลอมของสตรีนางนี้เด็ดขาด!
ซานเป่าได้แต่ยืนนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ขณะที่ซื่อเป่ากลับก้มมองมือน้อย ๆ ป้อม ๆ ที่สะอาดสะอ้านของตนอย่างอาลัยอาวรณ์
‘เมื่อครู่มันรู้สึกสบายมากจริง ๆ นะ...ราวกับ…ราวกับได้ััถึงความรักของท่านแม่ที่คอยดูแลห่วงใยพวกเขาอย่างแท้จริง’
ยังไม่ทันที่เอ้อร์เป่าจะได้ดึงตัวน้อง ๆ ให้ไปไกลกว่านี้ หลินซีก็พลันคว้ามือดำปี๋ของเขาไว้เสียก่อน
“มือเ้าก็สกปรกไม่ใช่หรือ? ข้าจะเช็ดให้เ้าด้วยก็แล้วกัน”
.
.
.