เสียงอึกทึกครึกโครมในลานประลองเมืองฝูเจิ้นพลันเงียบกริบดุจป่าช้าชาวเมืองทุกคนต่างหน้าเหวอ ปากอ้าตาค้างจ้องมองร่างของรุ่ยหลินที่นอนจมกองเลือดปางตายอยู่เบื้องล่างเวทีสลับกับมองร่างของ ต้วนผิงอัน ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านบนด้วยสายตาที่ไม่อยากจะเชื่อ
“พะ... พะ... เพียงสองกระบวนท่า!” เสียงพึมพำด้วยความสยองขวัญดังมาจากฝูงชน
บนปะรำพิธี สืออิน, เฟิงสื่อ และ เฉินฮั่ว สามยอดฝีมือที่เหลือถึงกับตกตะลึงจนร่างแข็งค้างพลังฝึกปรือที่สัมผัสได้จากผิงอันยังคงเป็นเพียงระดับจินหรงขั้นสูงสุดชัดๆ!แต่เหตุใดมดปลวกในสายตาพวกเขาถึงสามารถขยี้ปราณครามขั้น 4 ได้ยับเยินเช่นนี้?
‘หรือมันจะมีเคล็ดวิชาลับในการระเบิดพลังชั่วพริบตา?’ สืออินขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน
พวกมันหารู้ไม่ว่า ภายใต้การอำพรางของ 'อนันตาไร้ลักษณ์' ผิงอันได้แฝงพลังปราณคราม ขั้นเดียวกับรุ่ยหลินเข้าไปในทุกกระบวนท่าจู่โจมและรั้งกลับอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ยอดฝีมือในที่นี้จะสัมผัสได้ชาวเมืองจึงคิดไปเพียงว่าเด็กหนุ่มคนนี้คงมีไม้ตายเด็ดที่พอจะงัดมาสู้ได้เท่านั้น
ในขณะที่ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ หนิวมู่อี้กลับไม่ได้สนใจสิ่งใดเขาเดินยิ้มแป้นอย่างกะลิ้มกะเหลี่ยเข้าไปหาผู้จัดการโต๊ะพนันท่าทางที่ดูเหมือนจิ้งจอกเจ้าเล่ห์นั่นทำให้ผู้จัดการถึงกับขนลุกซู่ด้วยความรู้สึกไม่ปลอดภัยรีบกวักมือเรียกพนักงานให้เร่งนำศิลาผลึกครามออกมานับเพื่อจ่ายเงินรางวัลทันที
ทว่า...มู่อี้มองดูภูเขาศิลาผลึกครามที่พนักงานเริ่มนำมาเรียงรายพลันคิดถึงปัญหาใหญ่ขึ้นมาได้ เขาหันไปตะโกนปรึกษาผิงอันบนเวทีเสียงดังลั่น“ผิงอัน! ปัญหาเกิดแล้วสิสหาย... เราจะขนศิลาผลึกครามตั้ง 1,600,000 ศิลา เดินทางยังไงไหว? ถุงของเราใส่ไม่พอแน่!”
ผิงอันที่อยู่บนเวทีได้ยินดังนั้นถึงกับหน้าเบ้ทันทีการขนภูเขาเงินทองเดินทางผ่านแดนทุรกันดารย่อมไม่ต่างจากการชักศึกเข้าหาตัว
ผู้จัดการโต๊ะพนันเมื่อเห็นโอกาสทางการค้าจึงรีบก้าวเข้ามากล่าวประจบประแจงด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไปราวกับหน้ามือเป็นหลังมือ“ท่านจอมยุทธ์น้อยมิต้องกังวล! โต๊ะพนันของเราคือสาขาของ ‘โต๊ะพนันมรกตอำพัน’และสมาคมการค้า ‘จินหยวนเทียนซิน’ (ทองสวรรค์ใจกลาง)เรามีบริการพิเศษสำหรับยอดฝีมือเช่นท่านขอรับ!”
เขารีบนำแผ่นการ์ดโลหะแวววาวสี่สีออกมาแสดง“เรามี 'การ์ดผนึกศิลา' ให้เลือกใช้ขอรับ
เรามีบริการ ซื้อขายการ์ดผนึกศิลาผลึกคราม แบ่งระดับการ์ดเป็นการ์ดเหลือง ซึ่งสามารถรองรับ ศิลาเงินครามได้ 10,000,000 ศิลา ราคาการ์ด 1,000,000 ศิลาผนึกคราม
การ์ดทองแดงซึ่งสามารถรองรับ ศิลาเงินครามได้ 100,000,000 ศิลา ราคาการ์ด 5,000,000 ศิลาผนึกคราม
การ์ดเงินซึ่งสามารถรองรับ ศิลาเงินครามได้ 1000,000,000 ศิลา ราคาการ์ด 15,000,000 ศิลาผนึกคราม
และการ์ดทอง ที่เรานำมาในที่นี่ สามารถรองรับ ศิลาเงินครามได้10,000,000,000 ศิลา ราคาการ์ด 30,000,000ศิลาผนึกคราม ขอรับ!”
ผู้จัดการแอบยิ้มในใจอย่างเจ้าเล่ห์ ‘หากพวกเจ้าซื้อการ์ดเหลือง 1 ใบก็ต้องเสียเงินตั้งล้านศิลา กำไรเข้ากระเป๋าข้าเห็นๆ เหลือศิลาไปแค่ 6 แสนศิลาเท่านั้น เหอะๆๆะ!’
ทว่า รอยยิ้มของผู้จัดการพลันค้างเติ่งเมื่อเห็นมู่อี้ฉีกยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิม เด็กหนุ่มไม่ได้เดินไปที่ที่ทำการแลกเงินแต่กลับเดินไปหยุดอยู่ข้างป้ายประกาศอัตราเดิมพันที่ยังตั้งอยู่มู่อี้มองดูศิลาผลึกครามจำนวน 1.6 ล้านก้อนที่พนักงานเพิ่งเรียงเสร็จก่อนจะชี้นิ้วไปยัง สืออิน ที่ยืนหน้าบิดเบี้ยวอยู่ตรงข้ามเวที
“ข้าขอเดิมพันศิลาผลึกครามทั้งหมดที่วางอยู่ตรงนี้...ว่าข้า หนิวมู่อี้ ผู้อยู่ระดับจินหรงขั้นสูงสุด จะชนะเจ้าหน้าผีนั่นภายใน 3 กระบวนท่า!”
คำประกาศนั้นดุจสายฟ้าฟาดลงกลางลานประลอง!
สืออิน ที่ถูกชี้หน้าด่าว่า ‘เจ้าหน้าผี’ ถึงกับสติหลุดเส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความโกรธจัด “มา! มาเลยเจ้าหนูอยากตาย!ข้าจะสงเคราะห์เจ้าลงนรกอเวจีด้วยน้ำมือข้าเอง!”
มู่อี้ทำหูทวนลมไม่สนใจเสียงเห่าหอนของสืออินเขาหันไปกดดันผู้จัดการโต๊ะพนัน “ว่าอย่างไร? อัตราเดิมพันเดิม 1 ต่อ 5,000... เงินรางวัลคือ 8,000 ล้านศิลาผลึกคราม ท่านเจ้าของร้าน... ท่านจะกล้ารับเดิมพันนี้หรือไม่?”
ผู้จัดการโต๊ะพนันถึงกับอึกอัก เหงื่อกาฬไหลชุ่มแผ่นหลังชาวเมืองทั้งเมืองต่างจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว หากไม่รับเดิมพันในตอนนี้ยี่ห้อของโต๊ะพนันมรกตอำพันจากนครหลวงย่อมต้องพินาศป่นปี้ไร้ความน่าเชื่อถือ
ผู้จัดการคำนวณในใจอย่างรวดเร็ว ‘เพียง 3 กระบวนท่า? ต่อให้เจ้าเด็กนี่เก่งแค่ไหน สืออินมีพลังปราณครามขั้นสูงกว่ารุ่ยหลินนักไม่มีทางที่จะพ่ายแพ้ใน 3 กระบวนท่าแน่นอน!’
เขากัดฟันตะโกนลั่นเพื่อกู้ชื่อเสียง “ตกลง!ข้าในนามของร้านมรกตอำพัน รับเดิมพันนี้!”
พนักงานรีบประทับตราแดงลงบนใบรับรองเดิมพันมูลค่ามหาศาลที่สุดในประวัติศาสตร์เมืองฝูเจิ้นส่งให้มู่อี้ด้วยมือที่สั่นเทา
มู่อี้รับใบรับรองมาสะบัดไปมาเบาๆก่อนจะหันไปหาผิงอันส่งใบรับรองให้เด็กหนุ่ม ผิงอันยกยิ้ม มู่อี้ยิ้มตอบ
เด็กหนุ่มค่อยๆ ก้าวขึ้นสู่เวทีลุยไถ
ร่างของ สืออิน ทะยานขึ้นสู่เวทีลุยไถดุจค้างคาวผีพุ่งทะลวงเมฆทันทีที่ฝ่าเท้าแตะพื้นศิลา พลังฝึกปรือ ปราณครามขั้นที่ 7 พลันระเบิดออกมารอบทิศทางก่อเกิดเป็นคลื่นกระแทกสีม่วงดำที่เย็นยะเยือกจนชาวเมืองที่อยู่ใกล้ขอบเวทีถึงกับกระอักเลือดออกมาสภาพอากาศเหนือเวทีปั่นป่วนบิดเบี้ยวจนน่าหวาดหวั่น
“โอ้!ระดับปราณครามขั้นที่ 7! เมืองฝูเจิ้นไปเอาปีศาจเช่นนี้มาจากไหนกัน!”เสียงอุทานด้วยความหวาดกลัวดังกึกก้องไปทั่วลานประลอง
หนิวมู่อี้ ที่ยืนประจันหน้าอยู่พลันขมวดคิ้วแน่นสัมผัสอายตนะของเขาที่ถูกเคี่ยวกรำจากยอดเขาอเวจีทำงานอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายคาวโลหิตและไอเย็นที่แผ่ออกมาจากสืออินนั้นไม่ใช่พลังปราณของมนุษย์ผู้ฝึกตนตามปกติแต่มันคือกลิ่นของ 'อสุรกาย' ที่เขาคุ้นเคย
‘กลิ่นไอเช่นนี้...เหมือนกับภูตอัสนีคร่ำครวญในคุกสายฟ้าหมื่นปีไม่มีผิดพวกมันต้องมิใช่คนของโลกฝั่งนี้เป็นแน่!’ มู่อี้คำนึกในใจแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึมเขาตัดสินใจทันทีว่าจะต้องจบการต่อสู้นี้ให้เร็วที่สุดเพื่อมิให้ความลับของพลังอสูรนี้แพร่กระจายจนเกิดความโกลาหล
สืออินแสยะยิ้มจนเห็นเขี้ยวแหลมคม ร่างของมันบิดเบี้ยวไปมาอย่างผิดธรรมชาติก่อนจะเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เหลือเชื่อร่างของสืออินแตกกระจายเป็นภาพติดตานับสิบสายนับร้อยร่างล้อมวงมู่อี้ไว้กึ่งกลางเวที พลางเคลื่อนที่หมุนวนบีบพื้นที่เข้ามาเรื่อยๆ
ร่างติดตาเหล่านั้นเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเงาทมิฬที่มีแขนขาเรียวยาวดุจแมงมุมปีศาจในมือถือปราณสีดำที่ควบแน่นเป็นกรงเล็บอสูรพวกมันพุ่งเข้าจู่โจมจากทุุกทิศทางหมายจะฉีกกระชากร่ายกายของมู่อี้ให้เป็นชิ้นๆในเสี้ยววินาทีเดียว!
“มดปลวกเช่นเจ้าจงกลายเป็นอาหารของอสูรเสียเถอะ!” เสียงสืออินดังกึกก้องมาจากทุกทิศทาง
ในวินาทีที่กรงเล็บอสูรจะถึงตัวมู่อี้หลับตาลงช้าๆ เนตรดาราภายในใจพลันสว่างวาบเขาใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาที่ขัดเกลามาจากยอดเขาอเวจี [สัมผัสอายตนะ: สุญญตาตรึงวิญญาณ]
มู่อี้ไม่ได้ขยับร่างหลบหลีกแต่กลับสืบเท้าไปข้างหน้าเพียงครึ่งก้าว พลันวาดฝ่ามือซ้ายเป็นรูปวงกลมสุญญตาขณะที่มือขวาพลังอัสนีหนาแน่นปรากฏวงแหวนอาคมสีฟ้าครามแผ่ขยายออกจากใต้เท้าในชั่วพริบตา พลังงานสุญญตาสีขาวพิสุทธิ์พุ่งทะยานเข้าหาเงาร่างอสูรทั้งหมด
วูมมมมมมม!
ทันทีที่พลังสุญญตาปะทะกับร่างจำลองของสืออินกาลเวลาบนเวทีพลันหยุดนิ่ง! ร่างอสูรที่พุ่งเข้ามาถูก "ตรึง"ไว้กลางอากาศราวกับถูกแช่แข็งในก้อนน้ำแข็งที่มองไม่เห็นพลังสุญญตาไม่ได้หยุดเพียงภายนอก แต่มันพุ่งตรงเข้าไปทำลาย 'แกนวิญญาณอสูร' ภายในร่างของสืออินโดยตรงทำให้การโคจรปราณที่บิดเบี้ยวของมันหยุดชะงักลงทันที!
“เจ้า... เจ้าทำอะไรกับข้า!”สืออินเบิกตากว้างด้วยความสยดสยอง ร่างกายไม่สามารถขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว
“กระบวนท่าที่สอง...”มู่อี้เอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งเขาควงคทาพฤกษาอัสนีสวรรค์ขึ้นเหนือหัวพลังสายฟ้าสีทองมหาศาลจากร่างกายที่ผ่านการวิวัฒน์จุติถูกรีดเร้นออกมาจนท่วมท้นเวที
[มหายุทธ์สายฟ้า: พิพากษาอัสนีหมื่นโลกันตร์!]
มู่อี้ซัดหมัดโปร่งแสงรูปคทาลงไปที่หน้าอกของสืออินที่กำลังหยุดนิ่งเสาสายฟ้าขนาดมหึมาพุ่งจากฟากฟ้ากระแทกเข้าสู่ร่างอสูรอย่างแม่นยำ!
ตูมมมมมมมมมม!
เสียงระเบิดกัมปนาทสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเมืองฝูเจิ้นร่างของสืออินถูกพลังสายฟ้าทำลายล้างจนเครื่องแต่งกายและเกราะอสูรระเบิดกลายเป็นผุยผงร่างของมันลอยกระเด็นตกจากเวทีไปไกลนับสิบจั้ง ตกลงสู่พื้นดินในสภาพปางตายทั่วร่างมีประกายสายฟ้าสีทองวิ่งพล่านคอยแผดเผาทำลายเส้นชีพจรและเซลล์อสุรกายรอบตัวอย่างต่อเนื่องจนมันไม่เหลือแม้แรงจะกระดิกนิ้ว
“นะ... นั่นมัน...มหายุทธ์สายฟ้าของแท้!” ฉินโม่ที่อยู่ด้านล่างถึงกับทรุดลงกับพื้นด้วยความยำเกรง
มู่อี้ยืนสงบนิ่งท่ามกลางควันไฟที่ลอยออกมาจากเวที เขาหันไปมองผู้จัดการโต๊ะพนันที่บัดนี้น้ำลายฟูมปากตาเหลือกไปแล้วด้วยความตกใจ
“3 กระบวนท่าหรือ?...ข้าว่าข้าใช้ไปแค่ 2 เองนะ” มู่อี้เกาหัว ยักไหล่พลางเดินลงจากเวทีไปหาผิงอันที่กำลังอ้าปากค้างอยู่เช่นกัน
มู่อี้หน้าแดงเขาหัวเราะอย่างเก้อเขิน “ฮะฮ่า ฮะฮะ” จมูกแดงระเรือ ทันใดนั้น มู่อี้พลันตาลุกวาวเหลียวหาผู้จัดการโต๊ะพนัน เมื่อเห็นผู้จัดการโต๊ะพนันที่กำลังถูกพนักงานและผู้ช่วยพยุงขึ้นเขาพลันส่งสายตาหวานเยิ้มกล่าว “8,000,000,000 ศิลาของข้า” ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในที่นี้...