เทพสงครามหวนจุติ

    ส่งยิ้ม

    ตอนที่ 73


    ส่งยิ้ม




    ไกลห่าง เหนือน่านน้ำมหาสมุทรทางทิศตะวันออก มองเห็นเป็นหมู่เกาะรูปร่างประหลาด มองไปคล้ายดุจดั่งมังกรขนด หากมองอีกคราก็คล้ายดั่งเพียงงูทะเล


    ท่ามกลางเกาะแก่งน้อยใหญ่มากมายหลายสิบนี้ มีเกาะขนาดใหญ่ ที่ปลูกสร้างไว้ด้วยราชวังอันโอ่อ่าห์เกรียงไกร ราชวัง ที่พอผนวกกลืนกับทัศนียภาพอันวิจิตร จึงแลมองดุจดั่งวิมารของเทพเซียน


    หากที่อาศัยอยู่มิใช่เทพเซียน แต่เป็นเผ่าพันธ์ปีศาจ ปีศาจงูทะเล ที่ขานนามตนว่า ราชวงศ์มังกร


    ที่ด้านในตำหนักบรรทมของธิดามังกร เบื้องหน้าม่านมุก ยืนอย่างสงบไว้ด้วยสตรีรับใช้ที่มาแจ้งข่าว


    “ เจ้ากล่าวว่า ท่านปู่พามันออกเดินทางมาจากอาณาจักรเมฆครามแล้ว” เสียงนี้ดังลอดออกมาจากหลังม่านมุก เป็นถ้อยความของธิดามังกร


    “ เจ้าค่ะ อดีตองค์ราชันย์ยังติดต่อมาอีกว่า ได้นำพาครอบครัวและมิตรสหายของเทพสงครามร่วมมาด้วย”


    “ หืม! ถึงกับพาคนมาด้วย?...”


    “ เจ้าค่ะ เมื่อนับรวมเทพสงครามเข้าไปด้วยแล้ว ก็เป็นจำนวนทั้งสิ้น สิบเก้าคนครึ่ง”


    “ สิบเก้าคนครึ่ง?!!!…”


    “ เป็นสตรีท้องแก่ใกล้คลอดผู้หนึ่งเจ้าค่ะ”


    “ หญิงท้องแก่ก็มา?!!... ”


    “ เจ้าค่ะ…”


    “ เฮ้อออ... ท่านปู่นะท่านปู่ ข้าบอกเพียงให้คนของเราไปเฝ้าอารักษ์ ท่านรึก็ออกไปด้วยตัวเอง ทีนี้ยังจะนำพาผู้คนของมันมาตั้งมากมายเช่นนี้ นี่ใยมิใช่เป็นการเอาอกเอาใจมันจนเกินไปแล้ว…” 




    บนฟากฟ้า ที่ยังคงไกลห่างจากวังมังกร มีนาวาเหินหาวสีครามลำใหญ่ นาวาที่กำลังเหินทะยานไปในระดับเดียวกับชั้นเมฆ ภายในลำนาวา โดยสารไว้ด้วยผู้คนถึงยี่สิบคนครึ่ง แน่นอนว่าอีกครึ่งคน ย่อมหมายถึงทารกในครรภ์ของสุ่ยหลิงเยว่ นางที่แม้จะตั้งครรภ์ท้องแก่ หากบัดนี้กลับทำตัวราวกับสาวรุ่น ยืนเกาะขอบหน้าต่าง ทอดสายตามองผืนทะเลกว้างอย่างตื่นเต้นยินดี


    นับเป็นเรื่องราวอันปกติ สำหรับผู้ที่มิเคยได้เหินบินบนฟากฟ้า ภาพเช่นนี้จึงนับเป็นสิ่งที่ประหลาดตา ยากหาโอกาสได้ชมมอง เมื่อพอได้มอง ย่อมต้องมองให้จุใจ ดังนั้นแล้ว จึงมิใช่แค่เพียงสุ่ยหลิงเยว่ที่ยืนเกาะริมขอบหน้าต่าง เพราะเป็นเกือบจะทุกคน ที่ต่างก็ตื่นตาตื่นใจ ไปกับภาพที่มิเคยพบเคยเจอ


    “ ทะเล ช่างกว้างใหญ่นัก... นี่เราก็บินกันมาตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่ามันจะสิ้นสุด...” 


    นี่จึงเป็นคำกล่าวที่เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อของซวงเอ๋อร์ แม้ในความทรงจำที่ตกทอดมาของนาง จะมีทิวทัศน์ของทะเลให้ชมมอง หากแต่นั่นเป็นเพียงแค่ภาพของชายฝั่ง ไหนเลยจะเทียบกับภาพของผืนทะเลที่ได้แลมองจากกลางเวหาเช่นนี้


    “ นี่แหละคือทะเล มันไม่มีคำว่าสิ้นสุดหรอก...”


    ผู้กล่าวต่อเป็นจิ่วโม่ ตัวมันที่แม้จะมีชีวิตอยู่มากว่าสองพันปี หากยังคงตื่นเต้นยินดี ที่ได้ชมมองภาพของผืนทะเลที่กว้างไกล


    “ ผิดแล้วพี่ชาย ทะเลนะ จะอย่างไรก็ต้องสิ้นสุด อยู่ที่ว่ามันจะกว้างใหญ่ถึงเพียงไหน ก็เท่านั้นเอง”


    ที่กล่าวต่อมาจึงเป็นหวังมู่ มันที่ชมดูอยู่ข้างๆจิ่วโม่ แต่พอยืนเทียบขนาดกันแล้ว ร่างอันหนาใหญ่บึกบึนของมัน กลับเตี้ยกว่าจิ่วโม่เพียงเล็กน้อย แต่ถ้าวัดกันที่เรื่องความกำยำล่ำสัน กลับหวังมู่ที่ร่ายกายใหญ่หนา บึกบึนกว่าจิ่วโม่นัก


    ถัดจากหวังมู่ไป ยังคงเห็นเป็นสหายทั้งสี่ แน่นอนว่าคนทั้งหมดย่อมต้องเคยเห็นท้องทะเล แต่การที่ได้เหินบินบนฟากฟ้าเช่นนี้ นี่จึงเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับพวกมัน ดันนั้นแล้ว พวกมันจึงรู้สึกยินดียิ่ง ที่วันนี้เลือกติดตามหวังมู่มาพบกับหานเฟิง


    ส่วนหานเฟิง มันที่ยามนี้ก็หลบไปนั่งจิบชาสนทนาอยู่กับหลงซุนที่มุมหนึ่งอย่างเงียบๆ...


    “ กล่าวถามท่านตามตรง ท่านที่แท้เป็นใคร?”


    “ ถามตามตรง ข้าก็จะบอกกล่าวตามตรง เทพธิดาที่พวกเจ้าเรียกหา นางคือหลานสาวแท้ๆของข้า...”


    “ หลานสาว?!... เช่นนั้นท่าน...”


    “ ข้าจึงเป็นปู่ของนาง”


    หานเฟิงฟังความแทบตกเก้าอี้ ไหนเลยที่คนเบื้องหน้าจะมิใช่ตัวตนอันยิ่งใหญ่ในโลกนี้ “ เช่นนั้น ท่านเป็นองค์จักรพรรดิ”


    หลงซุนส่ายหน้า “ ฐานะตำแหน่งที่เรียกหาในราชวงศ์มังกรของข้า ไม่มีคำจักรพรรดิ หากจะมีก็แต่ราชันต์ ส่วนตัวข้านั้น เป็นเพียงอดีตราชันต์ผู้หนึ่ง”


    “ อดีตราชันต์!!!” หานเฟิงทวนคำอย่างแปลกใจ


    “ ส่วนราชันต์มังกรคนปัจจุบัน คือบุตรชายข้า หลงอวี้เซิน”


    หานเฟิงพยักหน้ารับอย่างเรียบเฉย แม้คราแรกที่ทราบรู้ความจริง จะพาให้แตกตื่นตกใจอยู่บ้าง แต่หลังจากนั้น มันก็มิได้แสดงความหวาดหวั่นอันใดออกมาอีกเลย


    “ เจ้านับว่าไม่ต่างจากที่นางได้กล่าวไว้แม้แต่น้อย”


    “ ไม่ต่าง?...” หานเฟิงทวนคำขึ้นอย่างงุนงง


    “ เจ้ามิแปลกใจบ้างรึ ว่าทำไม ข้าที่เป็นถึงอดีตราชันต์จึงต้องเป็นผู้มารับเจ้าด้วยตัวเอง”


    “ เป็นหลานสาวท่านสั่งการ ไม่ก็เป็นบอกกล่าวบางสิ่งต่อท่านแล้ว...”


    “ ฮาๆ ๆ  มิผิด เป็นนางบอกกล่าวต่อข้าจริงๆ เป็นนางว่าเจ้านั้น เป็นถึงตัวตนอันยิ่งใหญ่ ที่เรียกว่าเทพสงคราม หากต้องย้อนคืนกลับมาจากอนาคต”


    หานเฟิงฟังความก็สงบนิ่ง นี่จึงนับเป็นครั้งแรก ที่มันได้รับการยืนยันจากปากของผู้อื่น ว่ายังมีคนทราบรู้เรื่องราวการย้อนคืนกลับมาของมัน


    “ โอ้! เป็นเรื่องจริงสินะ...” หลงซุนกล่าวขึ้น เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่มีท่าทีว่าจะปฏิเสธ


    หานเฟิงยิ้ม “ ท่านเทพธิดาถึงกับออกปากด้วยตัวเอง ไหนเลยจะไม่มีความจริง...”


    “ แต่ ข้าก็ยังไม่เข้าใจ เหตุใดนางจึงต้องการพบตัวข้า?...”


    “ เรื่องนี้ ไว้รอเจ้าสอบถามเอากับนางด้วยตัวเองเถอะ”


    หานเฟิงพยักหน้ารับ หากรู้สึกว่าเรื่องราวยังไม่ถูกต้อง “ ในเมื่อนางที่อย่างไรก็ต้องพบเจอกับข้าให้ได้ ไฉนข้ายังต้องเข้าร่วมการประลองชิงชัยในครั้งนี้”


    “ กติกาการแข่งขันออกมาแล้ว” หลงซุนยิ้มเจื่อน


    “ ออกมา แล้วอย่างไร? ข้าจำเป็นต้องเข้าร่วมด้วย?” หานเฟิงย่อมมิชื่นชอบการแข่งขันที่ไร้สาระเช่นนี้


    “ ข้าเองก็มิต้องการให้เป็นเช่นนี้ หากนี่จึงเป็นความคิดของนาง นางกล่าวว่า ถ้าหากเจ้าปรากฏตัวเข้าร่วมการแข่งขัน ก็จำเป็นยิ่ง ที่เจ้าจะต้องได้ชัย...”


    “ เหตุผลเล่า?...”


    หลงซุนยิ้มเจื่อน “ เหตุผล เพื่อที่ฉายานาม เทพสงครามนี้ จะตกเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว...” ( หนึ่งในของรางวัลของผู้ชนะการแข่งขัน คือ ได้รับฉายานาม เทพสงคราม ได้มีกล่าวถึงไว้ในตอนที่ 58 ร่วมการทดสอบ)


    หานเฟิงฟังความถึงกับต้องส่ายหน้าอย่างระอา “ นี่กลับเป็นเหตุผลที่ไร้สาระสิ้นดี?...”


    “ ข้าก็คิดเห็นเช่นกัน...” หลงซุนกล่าวคำอย่างเหนื่อยใจ ดูแล้ว มันคงจะทุ่มเถียงกับผู้เป็นหลานมาก่อนหน้า หากไม่สำเร็จ




    ยังคงอยู่กันบนฟากฟ้าเหนือท้องทะเล หากเป็นตำแหน่งที่นำห่างออกไปจากนาวาเหินหาวที่พวกหานเฟิงโดยสารอยู่ ซึ่งที่ตรงนั้น มองเห็นเป็นนาวาเหินหาวลำหนึ่งที่กำลังเหินบิน ภายในลำนาวา มองเห็นเป็นผู้คนนับได้กว่าร้อย บรรยากาศภายในแตกต่างจากนาวาโดยสารของหานเฟิงยิ่ง เพราะผู้คนในที่นี้ แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ ชุดผ้าเหมือนกันนั่งรวมกัน ทั้งต่างก็นั่งกันอย่างสงบสำรวม


    ย่อมแน่นอน ว่าผู้คนกว่าร้อยนี้คือกลุ่มตัวแทนที่จะไปเข้าร่วมการแข่งขันที่วังมังกร ซึ่งเป็นทางวังมังกรที่ใจดีเกินกว่าเหตุ จัดหานาวาเหินหาวมาลำหนึ่ง เพื่อใช้รวบรวมตัวแทนจากทุกอาณาจักร ที่จะมาเข้าร่วมการแข่งขันที่วังมังกร ทว่า ความเป็นจริงแล้วกลับมิต้องกระทำถึงขนาดนั้น เพราะทุกอาณาจักรล้วนมีนาวาเหินหาวเป็นของตนเอง หากแต่เพราะราชวงศ์มังกรเสนอมา จึงไม่มีผู้ใดกล้าไม่ยินดี


    ดังนั้นแล้ว ภายในนาวาเหินหาวลำนี้จึงรวมไว้ด้วยผู้คนจากทุกอาณาจักร ทั้งยังรวมถึงแดนผู้พิทักษ์ หากจะยกเว้นก็แต่กลุ่มตัวแทนจากอาณาจักรร่มพฤกษา


    “ ไฉนไม่เห็นผู้คนจากอาณาจักรร่มพฤกษา?...”


    ผู้กล่าวเป็นหยุนซินถง องค์หญิงใหญ่แห่งอาณาจักรเมฆคราม นางที่ซึ่งบัดนี้นั่งรวมอยู่กับกลุ่มตัวแทนอาณาจักรเมฆคราม หากสองตากลับสอดส่ายไปมา คล้ายดั่งว่ากำลังมองหาสิ่งใด


    “ ท่านที่ปรึกษาตงฟาง ท่านพอจะทราบหรือไม่ ว่ากลุ่มคนจากอาณาจักรร่มพฤกษาไปอยู่ที่ใดกันหมด?”


    หยุนซินถงหันไปกล่าวกับสตรีผู้หนึ่ง สตรีที่ใบหน้าหมดจดงดงาม หากขนคิ้วและเรือนผมยาวกลับขาวโพลน ทั้งนางยังสวมใส่ไว้ด้วยชุดอาจารย์ของวังยุทธ์เมฆคราม นางเรียกว่า ตงฟางเยว่ อดีตเป็นอาจารย์สอนในวังยุทธ์สาขาหลักที่นครหลวง กระทั่งยังเป็นอาจารย์ของจ้าววังยุทธ์เมฆครามเขตสิบสอง ซีคงเล่ย ส่วนปัจจุบัน ตงฟางเยว่ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของวังยุทธ์ ( ตงฟางเยว่ ปรากฏตัวครั้งแรกในช่วงท้ายของตอนที่ 15 ไร้ยางอาย)


    และการที่นางนั่งรวมอยู่กลับกลุ่มตัวแทนเช่นนี้ จึงเป็นนางที่ได้รับเลือกให้มาเฝ้าอารักษ์ขาหยุนซินถง ซึ่งเมื่อครู่ที่นางถูกหยุนซินถงตั้งคำถามมาอย่างกระทันหัน นางก็ได้แต่ขมวดคิ้วครุ่นคิด หากมิพบเจอคำตอบ จึงได้แต่หันไปหาตัวช่วยจากศิษย์คนล่าสุดของตน


    “ เหยาเอ๋อร์ เจ้าพบเห็นผู้คนที่สวมใส่ชุดลายเถาไม้บ้างหรือไม่?”


    เหยาเอ๋อร์ที่ตงฟางเยว่หันไปถาม ก็มิใช่ใครอื่น เพราะหากเป็นหวังซูเหยา เป็นเช่นที่พวกหานเฟิงทราบ ว่านางได้อาวุโสจากนครหลวงรับเป็นศิษย์ และอาวุโสที่ว่า ก็คือตงฟางเยว่ผู้นี้เอง ส่วนการที่หวังซูเหยาร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ ก็มิได้มาเพื่อเข้าร่วมการประลอง หากเพียงแค่ติดตามผู้เป็นอาจารย์มาเพื่อเฟ้นหาประสบการณ์


    แน่นอนว่าภายในใจของหวังซูเหยาย่อมยินดีไม่น้อย ที่ตนได้มีโอกาส ไปเยือนถึงสถานที่ประหนึ่งตำนานอย่างวังมังกร นางที่วางแผนเอาไว้ว่า พอกลับไปแล้ว ก็จะขออนุญาตท่านอาจารย์กลับไปเยี่ยมบ้าน นางที่ตั้งใจว่าจะโอ้อวดเรื่องราวต่อพี่ชายและน้องชายทั้งสองของนาง จะทำให้พวกมันที่ได้รับฟังเรื่องราวต้องรู้สึกอิจฉาตาร้อนขึ้นมา


    กระทั่งที่คำเรียกหาของอาจารย์ดังขึ้นเป็นรอบที่สาม หวังซูเหยาที่เหม่อลอยจึงค่อยได้สติ


    “ เหยาเอ๋อร์ นี่เจ้าได้ยินที่อาจารย์เรียกหรือไม่?”


    “ อ เอ๊ะ!!... ท่านอาจารย์เรียกหาศิษย์ มีเรื่องราวใด?”


    “ เจ้านี่นะ เหม่ออันใดของเจ้ากัน... ช่างเถอะ ข้าเพียงอยากจะถามเจ้าว่า เจ้าใช่พบเห็นกลุ่มคนที่สวมใส่ชุดลายเถาไม้บ้างหรือไม่?”


    “ เถาไม้?...” หวังซูเหยาทำทีครุ่นคิด ก่อนจะส่ายหน้า “ ศิษย์ไม่พบ”


    ตงฟางเยว่ที่ได้คำตอบจากผู้เป็นศิษย์ ก็หันกลับไปหาหยุนซินถงที่ยังคงกวาดไล่สายตามองไปรอบๆ


    “ หม่อมฉันกับศิษย์ ก็ไม่พบเห็นคนจากอาณาจักรร่มพฤกษาเลยเพคะ”


    หยุนซินถงที่ได้ยินคำก็หลุบตาครุ่นคิด ก็จะเหลียวมองไปยังทิศทางหนึ่ง ทิศทางนั้นนั่งไว้ด้วยกลุ่มสตรีในชุดขาว


    เป็นคนของตำหนักนางเซียน


    ในกลุ่มคน หยุนซินถงมองเห็นเงาร่างที่คุ้นเคย เป็นเทพธิดาเหมันต์ มู่เสวี่ยหลัน (ชื่อปลอมที่เสวี่ยเอ๋อร์ใช้ นามนี้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกในตอนที่ 14 หินลับมีด) นางที่นั่งหลับตาพริ้มอย่างสงบ ดวงหน้าพิสุทธิ์ยังคงปิดบังไว้ด้วยผ้าคลุมหน้า หากถึงกระนั้น ยังคงสามารถเรียกหาสายตาของบรรดาบุรุษให้เมียงมอง ยิ่งโดยเฉพาะกับเหล่าบุรุษจากแดนผู้พิทักษ์ด้วยกัน ที่พวกมันต่างพากันจับจ้องอย่างไม่วางตา


    “ ท่านที่ปรึกษาตงฟาง ข้าฝากทางนี้สักครู่” กล่าวจบก็ลุกเดินจากไป ทิศทาง คือกลุ่มของตำหนักนางเซียน


    หยุนซินถงสาวเท้าก้าวไป สภาวะอันองอาจของผู้เป็นองค์หญิงแปรเปลี่ยนเป็นสงบนิ่งสำรวม เพราะอย่างไร กลุ่มคนที่เบื้องหน้า ก็ได้ชื่อว่าตำนาน แม่ไม่อาจเปรียบได้กับราชวงศ์มังกร หากตัวนางนั้นยังห่างไกล


    เมื่อเข้าใกล้ สายตาหลายคู่จากกลุ่มคนของตำหนักนางเซียนก็หันมองมา หากทุกสายตาล้วนเต็มไปด้วยความหยิ่งทะนง คล้ายจะสื่อออกเป็นความนัยว่า


    ผู้มาก็เพียงแค่องค์หญิงของอาณาจักรหนึ่ง ฝ่ายตนที่เป็นถึงแดนผู้พิทักษ์ ไม่จำต้องให้ความสำคัญอันใด...


    ทุกผู้คนคิดเช่นนั้น หากไม่ใช่กับเสวี่ยเอ๋อร์หรือเทพธิดาเหมันต์มู่เสวียหลัน นางที่พอสัมผัสได้ถึงผู้มา ก็ลืมตาขึ้น ก่อนจะชันกายลุกขึ้นยืน แล้วเดินตรงเข้าหาหยุนซินถงโดยไม่สนใจสายตาที่มองมา


    “ องค์หญิงมีธุระอันใดกับข้าหรือ?” 


    เสวี่ยเอ๋อร์ย่อมรู้ ว่าหยุนซินถงมาเพื่อพบนาง เพราะคนทั้งหมดในที่นี้ จะมีก็แต่เพียงตัวนาง ที่มีมิตรไมตรีต่อกัน


    “ เราเพียงมีเรื่องที่อยากจะสอบถาม ต่อท่านสักเรื่อง”


    พอเห็นว่า หญิงสาวตรงหน้า พยักหน้ารับ จึงได้กล่าวขึ้นต่อ “ ได้ยินว่า นาวาลำนี้จอดรับที่อาณาจักรฟ้าเหมันต์เป็นที่แรก”


    “ ถูกแล้ว”


    ตัวของเสวี่ยเอ๋อร์นั้น ได้กลับไปที่ตำหนักนางเซียน ก่อนจะร่วมเดินทางมากับกลุ่มตัวแทน


    “ จึงอยากสอบถามท่านว่า พบเห็นกลุ่มคนจากอาณาจักรร่มพฤกษาบ้างหรือไม่?”


    “ ที่อาณาจักรร่มพฤกษา นาวาลำนี้เพียงจอดรับเพียงที่หุบเขาหมอกมายา มิได้จอดรับตัวแทนจากอาณาจักรร่มพฤกษาแต่อย่างใด”


    ได้ยินคำตอบ สีหน้าของหยุนซินถงก็หม่นลง กล่าวเพียงว่า “ กลับเป็นเช่นนั้น...” ก่อนจะขอตัวจากไป


    หยุนซินถงจากไปแล้ว หากเสวี่ยเอ๋อร์ยังคงยืนอยู่ที่เดิม นางที่มองส่งเงาหลังของหยุนซินถงอย่างสงบนิ่ง นางย่อมตระหนักได้ถึงบางสิ่ง หากในแววตาที่สงบนิ่ง กลับไม่อาจบ่งบอกว่านางกำลังคิดสิ่งใด




    กระทั่งที่วันเวลาล่วงผ่านไปอีกสามวัน นาวาเหินหาวลำแรกก็จอดเทียบบนลานกว้างของวังมังกร ก่อนจะทะยอยกันลงมาด้วยกลุ่มคนนับร้อย เมื่อลงมาแล้ว ต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น ที่ได้หยั่งเท้าลงบนดินแดนอันเป็นตำนานแห่งนี้ เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ของผู้คนจึงก้องกังวานขึ้น กระทั่งที่เหล่าอาวุโสของแต่ละฝ่ายเข้าควบคุม ทุกสิ่งอย่างจึงสงบลงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ต่างฝ่ายต่างก็แยกย้ายกันไปจับกลุ่มยืนอย่างสงบเรียบร้อย เพียงรอคอย ว่าพวกตนจะได้รับคำสั่งให้กระทำสิ่งใดต่อไป


    ทว่า ยืนรออยู่เนิ่นนาน หากทูตมังกรที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันก็ไม่มีทีท่าว่าจะออกคำสั่งนำพาพวกมันไปที่ใด กระทั่งที่คนผู้หนึ่งสืบเท้าเข้าสอบถาม จึงได้ความว่า ยังคงรอคนอีกกลุ่มหนึ่ง


    คนอีกกลุ่ม บังเกิดเป็นความสงสัยขึ้นในกลุ่มคน หากบางคนคล้ายจะสามารถคาดเดาคำตอบ แต่ก็ยังคงสงสัย ว่าเหตุใด คนกลุ่มนั้นจึงมิร่วมเดินทางมาพร้อมกัน


    กระทั่งผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม ไกลห่างก็มองเห็นเป็นนาวาเหินหาวสีครามลำใหญ่ ที่เหินทะยานตรงมาอย่างเร็วไว ก่อนจะร่อนลงจอดไม่ไกลห่างจากกลุ่มคน


    ทุกผู้คนยังคงสงบนิ่ง เพียงมองกันอย่างสงสัยใคร่รู้ ว่าภายในโดยสารมาด้วยผู้ใด เหตุไฉนจึงปล่อยให้พวกตนยืนรอ กระทั่งที่ประตูยานอ้าเปิด คนมิทันเห็น เสียงใสๆที่คล้ายจะเป็นเสียงของเด็กสาวก็ดังเจื้อยแจ้วออกมา


    “ เมื่อครู่เห็นกันหรือไม่ เกาะเรียงตัวกันเป็นรูปงูเขียวด้วยละ” เสียงใสๆเช่นนี้ ย่อมมีเพียงแค่ซวงเอ๋อร์


    “ เพ่ย! งูเขียวบ้านเจ้า ใหญ่โตถึงเพียงนี้ สมควรเป็นงูเหลือม” ที่กล่าวแย้งย่อมเป็นจิ่วโม่


    “ ไม่ใช้ทั้งสองนั่นแหละ เรามากันที่วังมังกร รูปลักษณ์เช่นนี้จึงสมควรเป็นมังกร เป็นมังกรขนด” 


    ส่วนผู้ที่กล่าวสืบมาฟังดูคล้ายจะเป็นเสียงของหวังมู่ หากทันทีที่คำกล่าวนี้ดังขึ้น หวังซูเหยาที่สงบนิ่งในกลุ่มคน ยังถึงกับต้องเอานิ้วแคะหูฟังดูให้ชัดเจน


    กระทั่งที่สามคนแรกสืบเท้าเก้าออกมา ก็เห็นเป็นเด็กสาววัยสิบสองสิบสามในชุดกระโปรงสีแดงผู้หนึ่ง กับอีกสองที่รูปร่างสูงใหญ่สันทัด หนึ่งในชุดขนสัตว์ กับอีกหนึ่งในชุดศิษย์ของวังยุทธ์เมฆคราม ดังนั้นแล้ว กลุ่มคนจากอาณาจักรเมฆครามที่พบเห็นจำต้องตกตะลึง และยิ่งโดยเฉพาะกับหวังซูเหยา


    “ พี่!!!...” 


    เสียงของนางมิใช่เบา จึงพาให้ผู้คนเหลียวหน้าชมมอง แต่แล้ว กลับเห็นว่านางเปิดปากกล่าวคำขึ้นมาอีก


    “ จ เจิ้งหู่!!!… น้องสะใภ้!!!…


    “ พ พ่อก็ด้วย?!!!...”


    วงศาคณาญาติมากันเกือบครบ หวังซูเหยาอึงงันยิ่งแล้ว หากที่ก้าวตามออกมากลับมีไม่น้อยที่นางรู้จัก ไม่ว่าจะสหายทั้งสี่ของผู้เป็นพี่ อาจารย์ที่ปรึกษาทั้งสอง หรือแม้แต่จ้าววัง และรองจ้าววัง ที่ครานี้ถึงกับทำให้ตงฟางเยว่ที่เป็นฝ่ายอึงงัน


    “ ซีคงเล่ย?!!...” 


    ตงฟางเยว่งุนงงสับสน หากเพียงแค่กล่าวคำเสียงค่อย จากนั้น จึงชมมองสองคนที่ตบเท้าออกมาต่อ แต่สองคนนี้นางกลับไม่รู้จัก ทว่า ทันทีที่หยุนซินถงพบเห็น กลับพลันต้องเบิกตากว้าง พร้อมกับถ้อยความหนึ่งที่ปรากฏขึ้นมาในใจ


    ‘ บิดามารดาของหานเฟิง...’


    ถูกแล้ว เป็นหลี่หานซานและสุ่ยอิง ทั้งสองที่เดินเคียงคู่กันออกมา ก่อนจะตามติดมาด้วยเสี่ยวหู่และต้าหู่ จากนั้น ก็เป็นคนที่ทำให้ดวงใจน้อยๆของนางต้องเต้นกระหน่ำอย่างรุนแรง


    เป็นหานเฟิง


    ‘ มันยังมีชีวิตอยู่จริงๆ!!!…’


    หยุนซินถงหายใจถี่กระชั้น ความยินดีฉายชัดขึ้นบนใบหน้า หากมิทันรู้ตัว เท้าของนางก็ก้าวออก แต่พลันต้องหยุดลง เมื่อเสียงหนึ่งกังวานขึ้นมาปลุกนางให้รู้ตัว


    “ หานเฟิง!!!...”


    คำกล่าวนี้เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ ผู้กล่าว เป็นหวังซูเหยา นางที่เบิกตากว้างอย่างไม่เชื่อ ก่อนที่สองเท้าจะก้าวออกไปอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นว่านางวิ่ง นางวิ่งเข้าหามัน


    หวังซูเหยาสืบเท้าวิ่งออก ในครรลองสายตามีเพียงชายหนุ่มที่เบื้องหน้า ผู้คนพบเห็นชมมอง จึงคล้ายดั่งภาพของหญิงคนรักที่พบเจอกับสามี เป็นสามีที่มิได้พบกันมาอย่างเนิ่นนาน


    กระทั่งที่หวังซูเหยาพุ่งทะยานเข้าประชิดตัว วงแขนของนางก็อ้าออก... 


    สวมกอด?


    ย่อมไม่...


    หากเป็นหนึ่งกำปั้นที่ชกเข้าใส่ใบหน้าของหานเฟิงอย่างรวดเร็ว


    “ หานเฟิง ไอ้ตัวบัดซบ ดีใจยิ่งที่เจ้ายังไม่ตาย”


    หานเฟิงไหนเลยจะถูกชกหน้าโดยง่าย มันที่เห็นกำปั้นเหวี่ยงมาก็ยกมือขึ้นต้านรับ


    “ ข้าย่อมไม่ตาย หากพึ่งทราบ ว่านี่จึงเป็นวิธีการแสดงความยินดีของเจ้า?” 


    หานเฟิงกล่าวยิ้ม มันย่อมไม่ถือสาการแสดงออกของแม่เสือสาวผู้นี้


    หวังซูเหยาเองก็ยิ้มกว้าง เห็นสหายไม่ตกตาย ไหนเลยจะไม่ยินดี “ แล้วนี่มันเรื่องอันใดกัน? ไฉนทุกคนจึงมาที่นี่?...”


    ทว่า คำถามนี้กลับไร้คำตอบ หวังซูเหยามองดูสหายที่เบื้องหน้า กลับเห็นว่า สายตาของมันทอดเลยผ่านตนเองไป ซึ่งไม่รู้ว่ามองสิ่งใด หากมันแลคล้ายว่าจะตกอยู่ในภวังค์...


    หานเฟิงที่เหม่อมอง ในครรลองมีเพียงภาพของหญิงสาวนางหนึ่ง หญิงสาวในชุดขาว ที่ยืนรวมอยู่กับกลุ่มคน นางจับจ้องมองมา นางที่สวมผ้าคลุมปิดบังใบหน้า หากแค่แรกเห็น หานเฟิงก็รู้ว่า คือนางในดวงใจ


    ย่อมเป็นเสวี่ยเอ๋อร์...


    เสวี่ยเอ๋อร์ที่พอเห็นว่าชายหนุ่มมองมา ก็ยิ้มให้ หากแต่เพราะมีผืนผ้าปิดบังใบหน้า จึงเห็นเพียงดวงตาที่หรี่โค้งดุจจันทร์เสี้ยวสองวง


    เสวี่ยเอ๋อร์ยิ้มมา หานเฟิงก็ยิ้มตอบ บังเกิดเป็นความรักอันหวานซึ้งที่เอ่อท้นขึ้นในจิตใจ


    หากทว่า ที่หานเฟิงมองเลยผ่านไป กลับมิใช่เพียงหวังซูเหยาแค่ผู้เดียว เพราะห่างออกไปนั้น กลับยืนขั้นไว้ด้วยสตรีนางหนึ่ง สตรีที่กำลังตื่นตะลึง กับรอยยิ้มที่ส่งมาของมัน


    เป็นหยุนซินถง... 


    นางที่บัดนี้สองแก้มแดงเรื่อ หัวใจเต้นกระหน่ำ ลมหายใจกลับกลายเป็นหอบกระชั้น พร้อมกันนั้นคือถ้อยความหนึ่งที่ผุดดังขึ้นมาในห้วงคำนึง


    ‘ มันส่งยิ้มให้ข้า…’


    ‘ มันกลับจดจำข้าได้จริงๆ…’

    คล้ายกับเรื่องเทพสงครามหวนจุติ ที่คุณอ่าน