ความเงียบยังคงอยู่
แต่ประตูด้านหน้าเปิดช้า ๆ
แสงสีม่วงทองส่องออกมา
ฉินเฟิงตรวจระดับพลังของตน
ขั้นรับปราณขั้นห้า
แต่ความเปลี่ยนแปลงจริงมากกว่าหนึ่งขั้น
กำลังร่างกายเพิ่มขึ้นชัดเจน
เส้นชีพจรทั้งหกสายแข็งแรงกว่าเดิม
และในโลหิตมีพลังบางส่วนจากหยดสีม่วงทองหลงเหลืออยู่
เขาหยิบกระบี่สั้นออกมา
ทดลองส่งพลังปราณเข้าไป
ทันใดนั้นประกายสายฟ้าสีม่วงเล็กมากปรากฏตรงสันกระบี่
เปรี๊ยะ!
ฉินเฟิงมีสีหน้าเปลี่ยน
พลังอัสนี
แม้ยังน้อยจนใช้เป็วิชาต่อสู้ไม่ได้
แต่มีอยู่จริง
หยดโลหิตหนึ่งหยดทำให้ร่างซึ่งไม่มีคุณสมบัติอัสนี เริ่มมีร่องรอยธาตุสายฟ้าเกิดขึ้น
หากเื่นี้แพร่ออกไป แม้ผู้แข็งแกร่งในแดนระดับต่ำย่อมแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่ง
เขาเก็บพลังทันที
สิ่งนี้ต้องปิดไว้ก่อน
ฉินเฟิงเดินผ่านประตูใหม่
ด้านหลังเป็ทางเดินลงใต้ดิน
ยิ่งเดินลึก อุณหภูมิกลับยิ่งสูง
รูปัมีปีกปรากฏบนผนังมากขึ้น
บางรูปกำลังต่อสู้กับสัตว์มหึมา
บางรูปบินผ่านดวงดาว
บางรูปยืนอยู่เหนือมหาสมุทรสายฟ้า
ฉินเฟิงมองภาพเ่าั้และยิ่งมั่นใจ
สิ่งที่นี่เกี่ยวข้องกับสัตว์เทวะที่มีระดับสูงกว่าสัตว์อสูรในแดนล่างอย่างเทียบกันไม่ได้
หลังเดินอีกครึ่งก้านธูป ทางเดินจบลง
เบื้องหน้าเป็ห้องโถงขนาดใหญ่จนมองไม่เห็นเพดาน
ตรงกลางมีแท่นศิลาสีดำ
บนแท่นนั้นมีไข่หนึ่งใบ
สูงประมาณครึ่งตัวคน
เปลือกสีดำม่วง
มีลายสายฟ้าสีทองพันรอบ
ฉินเฟิงหยุดฝีเท้า
ทันทีที่เห็นไข่
พลังสีม่วงทองใกล้หัวใจสั่นขึ้นทันที
ตุบ!
ไข่บนแท่นตอบสนอง
ตุบ!
เสียงหัวใจจากด้านใน
ชัดเจน
สิ่งมีชีวิตอยู่ในไข่นี้
ฉินเฟิงเดินเข้าใกล้ทีละก้าว
ทุกครั้งที่ลดระยะห่าง สายฟ้าบนเปลือกก็สว่างขึ้น
จนเหลือเพียงสามก้าว
เสียงหนึ่งดังในจิต
ไม่ใช่เสียงแก่ชราเหมือนก่อน
กลับเป็เสียงอ่อนมาก ราวกับสิ่งมีชีวิตเพิ่งเริ่มมีสติ
“นาย”
ฉินเฟิงหยุดทันที
ดวงตาจับอยู่บนไข่
“เ้าเรียกข้า?”
“นาย”
เสียงดังซ้ำอีกครั้ง
คราวนี้ชัดเจนกว่าเดิม
เขายังไม่ทันตอบ
ประตูด้านหลังกลับเกิดเสียงะเิ
ตูม!
ฉินเฟิงหันกลับทันที
มีคนกำลังทำลายผนึกเข้ามาจากอีกเส้นทาง
เสียงหนึ่งดังผ่านประตู
“พี่เหอ ทางนี้มีห้องอีกแห่ง!”
เสียงนั้นฉินเฟิงจำได้
เฉินกู่
จากนั้นเสียงเหอจิ่วก็ดังตามมา
“ทำลายมัน!”
ตูม!
ประตูสั่นอีกครั้ง
ฉินเฟิงหันกลับมามองไข่
หากคนกลุ่มเหอจิ่วเข้ามาเห็นสิ่งนี้ การแย่งชิงย่อมเกิดขึ้นทันที
และด้วยระดับพลังปัจจุบัน เขายังไม่สามารถต่อสู้กับขั้นเปิดชีพจรขั้นสองตรง ๆ ได้อย่างมั่นใจ
ต้องตัดสินใจเร็ว
ฉินเฟิงขึ้นแท่น
พลังิญญาสำรวจไข่
ไม่มีตราควบคุม
ไม่มีอักขระระบุวิธีรับ
แต่ใต้แท่นมีข้อความหนึ่งบรรทัด
โลหิตผู้เปิดประตู คือพันธะของผู้สืบทอด
ฉินเฟิงเข้าใจทันที
เขาใช้เล็บกรีดปลายนิ้ว
หยดโลหิตหนึ่งหยดลงบนเปลือกไข่
ทันทีที่โลหิตัั
ตูม!
สายฟ้าสีม่วงทองะเิทั่วห้อง
ประตูด้านหลังที่กำลังถูกทำลายหยุดสั่นทันที
เสียงเฉินกู่ร้องขึ้น
“เกิดอะไรขึ้น!”
แสงบนไข่พุ่งเข้าสู่หว่างคิ้วฉินเฟิง
สัญลักษณ์รูปัมีปีกปรากฏชั่วขณะ
จากนั้นความรู้สึกเชื่อมโยงอย่างประหลาดก็เกิดขึ้น
เขาััได้ถึงชีพจรในไข่
ััความอ่อนแอ
ััความหิว
และััความใกล้ชิดที่ไม่มีเหตุผล
เสียงอ่อนในจิตดังอีกครั้ง
“นาย”
คราวนี้ฉินเฟิงตอบ
“ถ้าเ้าจะติดตามข้า ข้าจะไม่ทอดทิ้งเ้า”
ไข่สั่นขึ้นเบา ๆ
ราวกับเข้าใจ
จากนั้นเื่ที่ฉินเฟิงไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น
ไข่ทั้งใบเปลี่ยนเป็แสงสีม่วงทอง
พุ่งเข้าสู่สัญลักษณ์กลางหว่างคิ้ว
หายไปทันที
ฉินเฟิงยกมือแตะหน้าผาก
ััได้ถึงพื้นที่เล็กแห่งหนึ่งภายในดวงจิต
ไข่ลอยอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ
พลังิญญาของเขาไม่ได้ลดลง
กลับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากการเชื่อมพันธะ
ในเวลาเดียวกัน ตัวอักษรขนาดใหญ่ปรากฏเหนือแท่นศิลา
ผู้สืบทอดสายโลหิต ได้รับไข่สัตว์เทวะอัสนี
จงหล่อเลี้ยงด้วยพลังอัสนี โลหิตอสูร และพลังิญญา
เมื่อเวลาถึง มันจะตื่นขึ้นเอง
ฉินเฟิงอ่านจบ
ประตูด้านหลังเกิดเสียงแตก
แกร๊ก!
ผนึกใกล้พังแล้ว
เขาไม่เสียเวลา
กวาดตามองห้องอย่างรวดเร็ว
หลังแท่นมีช่องหินเล็ก
ด้านในมีขวดหยกดำหนึ่งใบกับแผ่นศิลาขนาดฝ่ามือ
ฉินเฟิงหยิบทั้งสองอย่างทันที
ขวดหยกบรรจุของเหลวสีม่วงเพียงสามหยด
เขายังไม่รู้ว่าเป็อะไร
ส่วนแผ่นศิลามีอักษรเขียนว่า
วิชาหลอมอัสนีขั้นต้น
ยังไม่ทันตรวจละเอียด ประตูด้านหลังก็แตกออก
ตูม!
เศษหินปลิวกระจาย
เหอจิ่วเดินเข้ามาคนแรก
ตามด้วยเฉินกู่และคนอีกสี่คน
ทุกคนหยุดทันทีที่เห็นห้องว่างเปล่ากับฉินเฟิงยืนอยู่ข้างแท่น
เฉินกู่กวาดตามอง
“สมบัติอยู่ที่ใด!”
ฉินเฟิงเก็บแผ่นศิลาเข้าเสื้อ
“ข้าไม่จำเป็ต้องบอกเ้า”
เฉินกู่มีสีหน้าโกรธทันที
“เ้าหาที่ตาย!”
เขาก้าวออกมา
พลังขั้นรับปราณขั้นเก้าแผ่ออกจากร่าง
เหอจิ่วไม่ได้ห้ามคราวนี้
สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ขวดหยกดำในมือฉินเฟิง
“ส่งของที่ได้มาให้ข้าดู”
ฉินเฟิงมองเขา
“แล้วถ้าข้าไม่ส่ง?”
เหอจิ่วยิ้มเย็น
“เ้าอยู่ขั้นรับปราณขั้นห้า?”
เขาเพิ่งสังเกตว่าระดับฉินเฟิงเพิ่มขึ้นอีกขั้น
แววตาประหลาดใจเพียงชั่วครู่ ก่อนถูกความโลภแทนที่
“ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เ้าเพิ่มจากขั้นสี่เป็ขั้นห้า แสดงว่าที่นี่มีของดีจริง”
คนด้านหลังเริ่มมองฉินเฟิงด้วยสายตาไม่เป็มิตร
เฉินกู่กล่าว
“พี่เหอ พูดกับมันทำไม จับตัวค้นก็จบ”
ฉินเฟิงหันมองเฉินกู่
“ก่อนเข้า ข้าเตือนเ้าแล้ว”
เฉินกู่หัวเราะ
“แล้วอย่างไร เ้าคิดว่าชนะหลี่เทียนิได้แล้วจะต่อสู้กับข้าขั้นเก้าได้?”
“ข้าไม่ได้คิดเช่นนั้น”
ฉินเฟิงชักกระบี่สั้นออกจากฝัก
ประกายสายฟ้าสีม่วงบางมากแล่นผ่านสันกระบี่เพียงชั่วครู่
เขามองคนตรงหน้าอย่างสงบ
“แต่เ้าเป็ฝ่ายคิดแย่งของและเตรียมลงมือกับข้าก่อน”
“จากนี้ไม่ต้องกล่าวเื่เข้าใจผิด”
“ผู้ใดเข้ามา ข้าจะถือว่าเป็ศัตรู”
เฉินกู่หัวเราะเสียงดัง
“เ้ามีสิทธิ์หรือ!”
เขาพุ่งเข้ามาทันที
ขั้นรับปราณขั้นเก้าะเิพลังอย่างเต็มที่
หมัดขวาห่อหุ้มด้วยปราณสีเหลืองอ่อน
“หมัดภูผาทลาย!”
ฉินเฟิงไม่ปะทะตรง ๆ
ร่างเคลื่อนไปด้านข้าง
ความเร็วหลังเข้าสู่ขั้นห้าสูงกว่าตอนประลองหลี่เทียนิอย่างเห็นได้ชัด
หมัดเฉินกู่พลาด
แต่แรงจากปราณยังกระแทกพื้นหินแตก
ฉินเฟิงไม่ถอยออกห่าง
กลับเข้าประชิดด้านใน
กระบี่สั้นแทงชายโครง
เฉินกู่ยกศอกกระแทกสันกระบี่
เคร้ง!
แรงขั้นเก้าทำให้ข้อมือฉินเฟิงชา
กระบี่เกือบหลุด
เฉินกู่ยิ้มเยาะ
“นี่หรือความสามารถของเ้า!”
หมัดซ้ายซัดมา
ฉินเฟิงเอียงตัวหลบ
แต่หมัดเฉียดหัวไหล่
แรงปราณทำให้ร่างเขาถอยสามก้าว
เหอจิ่วมองอยู่โดยไม่ลงมือ
ในสายตาเขา เฉินกู่เพียงคนเดียวก็เพียงพอ
ฉินเฟิงยืนมั่นคงอีกครั้ง
ความแตกต่างสี่ขั้นยังชัดเจน
หากปะทะพลังตรง ๆ เขายังด้อยกว่า
แต่ร่างกายหลังรับหยดโลหิตต่างจากก่อน
แรงที่เมื่อก่อนอาจทำให้ไหล่าเ็หนัก ตอนนี้เพียงเกิดความชา
เฉินกู่พุ่งเข้ามาอีกครั้ง
“คราวนี้ข้าจะหักแขนเ้า!”
หมัดต่อเนื่องสามครั้ง
ฉินเฟิงหลบสอง
ครั้งที่สามใช้กระบี่รับด้านข้าง
จากนั้นถอยครึ่งก้าว
เฉินกู่ไล่ตามโดยไม่ระวัง
เพราะคิดว่าตนได้เปรียบทั้งหมด
ฉินเฟิงรอจังหวะนี้
เขาหมุนพลังปราณตามวิธีใหม่ที่เพิ่งััจากหยดโลหิต
ประกายอัสนีเล็ก ๆ ในตันเถียนถูกนำเข้าสู่แขนขวา
ยังไม่ใช่วิชา
เพียงกระแสพลังธาตุเล็กมาก
แต่เมื่อส่งผ่านกระบี่
เปรี๊ยะ!
เฉินกู่ชะงัก
มือที่กำลังป้องกันเกิดอาการชาชั่วขณะ
เพียงชั่วลมหายใจ
ฉินเฟิงไม่ปล่อยทิ้ง
กระบี่เปลี่ยนทิศ
แทงเข้าหัวไหล่ขวา
ฉึก!
เืพุ่ง
เฉินกู่ร้องด้วยความเจ็บ
ถอยออกอย่างรวดเร็ว
“สายฟ้า?”
เหอจิ่วมีสีหน้าเปลี่ยน
ฉินเฟิงไม่ได้ให้เวลาเฉินกู่ตั้งตัว
เขาพุ่งตาม
กระบี่เล็งข้อมือ
เฉินกู่ใช้แขนซ้ายรับแล้วเตะสวน
ฉินเฟิงเอียงตัวหลบ
ปลายเท้าเฉียดท้อง
ทั้งสองแยกออก
เฉินกู่กุมไหล่
ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อและโกรธ
“เ้ากล้าทำร้ายข้า!”
ฉินเฟิงตอบ
“เ้าพุ่งมาหาข้าเอง”
“ข้าจะฆ่าเ้า!”
คำว่า “ฆ่า” เปลี่ยนความหมายของการต่อสู้ทันที
ฉินเฟิงมีแววตาเย็นลง
เดิมยังเป็การแย่งชิงสมบัติ
ตอนนี้อีกฝ่ายประกาศจะเอาชีวิต
เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็ต้องไว้มือ
เฉินกู่กินโอสถหนึ่งเม็ด
พลังปราณเพิ่มขึ้นชั่วคราว
เส้นเืบริเวณแขนปูดขึ้น
เหอจิ่วกลับขมวดคิ้ว
“เฉินกู่ อย่าเสียเวลา”
“ข้าจะจัดการมันเดี๋ยวนี้!”
เฉินกู่พุ่งออก
ความเร็วสูงกว่าก่อนเกือบหนึ่งส่วน
หมัดพุ่งตรงศีรษะฉินเฟิง
คราวนี้ไม่มีเจตนาจับตัว
หากโดนเต็มแรง ย่อมอาจตาย
ฉินเฟิงมองหมัดที่เข้ามา
ไม่ถอย
ในชั่วขณะก่อนถึงตัว เขาใช้กระแสอัสนีเข้าสู่ขาทั้งสอง
เปรี๊ยะ!
ความเร็วเพิ่มขึ้นฉับพลัน
ร่างเคลื่อนออกจากแนวหมัด
เฉินกู่ต่อยพลาด
ยังไม่ทันหันกลับ กระบี่สั้นก็แทงเข้าด้านหลังต้นขา
ฉึก!
ขาขวาอ่อนแรงทันที
เฉินกู่ทรุดเข่าข้างหนึ่ง
ฉินเฟิงถอนกระบี่แล้วฟันข้อมือที่กำลังพยายามหยิบอาวุธ
เืกระเด็น
ดาบสั้นของเฉินกู่หล่นพื้น
จากนั้นปลายกระบี่ของฉินเฟิงหยุดตรงลำคอ
ทุกอย่างเกิดขึ้นไม่กี่ลมหายใจ
คนในกลุ่มเหอจิ่วมีสีหน้าเปลี่ยนทั้งหมด
ขั้นห้าเอาชนะขั้นเก้า
มิใช่บนสนามที่มีกติกาตกเวที
แต่เป็การต่อสู้จริง
เฉินกู่มองกระบี่ตรงลำคออย่างหวาดกลัว
ความโกรธหายไปเกือบทั้งหมด
“เ้าอย่า…”
ฉินเฟิงถาม
“เมื่อครู่เ้าพูดว่าจะทำอะไรกับข้า”
เฉินกู่หน้าเปลี่ยน
“ข้าเพียงโกรธชั่วขณะ…”
“ก่อนหน้านั้นเ้าก็คิดค้นตัวข้าและแย่งของ”
“พี่เหอเป็คน…”
“ข้าถามเ้า”
น้ำเสียงฉินเฟิงยังสงบ
เฉินกู่กลืนน้ำลาย
“ข้าไม่ควรพูดว่าจะฆ่าเ้า”
ฉินเฟิงมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นถาม
“หากเมื่อครู่หมัดเ้าโดนศีรษะข้า เ้าจะหยุดหรือไม่”
เฉินกู่เงียบ
คำตอบชัดเจนแล้ว
กระบี่เคลื่อนผ่าน
ฉึก!
โลหิตพุ่งออกจากลำคอ
เฉินกู่เอามือจับาแ
ดวงตาเบิกกว้าง
ล้มลงในไม่กี่ลมหายใจ
ภายในห้องเงียบสนิท
ไม่มีผู้ใดคิดว่าฉินเฟิงจะฆ่าจริง
แต่เขาไม่ได้มองศพนาน
เพียงถอนกระบี่ เช็ดเืกับเสื้อของผู้ตาย แล้วหันไปหาเหอจิ่ว
“ต่อไปเป็เ้า?”
คนกลุ่มเหอจิ่วขยับทันที
แต่เหอจิ่วยกมือห้าม
สีหน้าของเขาไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
ก่อนหน้านี้มองฉินเฟิงเป็เพียงคนมีประโยชน์ที่สามารถบังคับได้
ตอนนี้กลับต้องประเมินใหม่
ขั้นรับปราณขั้นห้า
มีพลังอัสนีประหลาด
สามารถสังหารขั้นเก้า
และตัดสินใจฆ่าโดยไม่ลังเลเมื่ออีกฝ่ายคิดเอาชีวิต
ที่สำคัญ เขาไม่รู้ว่าฉินเฟิงได้อะไรจากห้องนี้ไปแล้ว
หากบังคับต่อ อาจเกิดการต่อสู้ซึ่งเสียหายทั้งสองฝ่าย
เหอจิ่วมองศพเฉินกู่ ก่อนกล่าว
“เฉินกู่ลงมือรุนแรงเกินไปเอง”
ฉินเฟิงถาม
“แล้วเื่ของที่ข้าได้เล่า”
เหอจิ่วยิ้มบาง
“วาสนาใครวาสนามัน ผู้ใดได้ก่อนก็เป็ของผู้นั้น”
“ดี”
ฉินเฟิงเก็บกระบี่
“หวังว่าเ้าจะจำคำนี้ไว้”
เหอจิ่วไม่ตอบ
ฉินเฟิงเดินผ่านกลุ่มพวกเขา
ไม่มีผู้ใดขวาง
เมื่อถึงประตูอีกด้าน เขาหยุดเล็กน้อย
“ศพของคนเ้า จัดการเอง”
จากนั้นเดินออกไป
เมื่อประตูปิด ชายคนหนึ่งด้านหลังเหอจิ่วจึงถาม
“พี่เหอ เหตุใดปล่อยมันไป”
เหอจิ่วหันมอง
“เ้าคิดว่าเฉินกู่อ่อนแอกว่าเ้าหรือ”
ชายผู้นั้นเงียบ
เหอจิ่วมองคราบเืบนพื้น
“มันเพิ่งเข้าไปในห้องนี้ไม่นาน ระดับเพิ่มหนึ่งขั้น และยังได้พลังอัสนี”
“ถ้าเราไม่รู้ว่ามันได้สิ่งใดอีก การบุกพร้อมกันอาจทำให้มีคนตายเพิ่ม”
คนข้างกายถาม
“แล้วจะปล่อยไปจริง?”
เหอจิ่วยิ้มเย็น
“ใครบอกว่าปล่อย”
“ทางทั้งหมดจะไปที่หอด้านใน”
“ให้มันเปิดทางก่อน”
“เมื่อถึงตอนนั้น เราค่อยดูว่าในมือมันมีอะไรบ้าง”
อีกด้านหนึ่ง ฉินเฟิงเดินอยู่ตามทางหินลำพัง
เขาไม่ได้ยินบทสนทนานั้น
แต่ไม่จำเป็ต้องได้ยินก็รู้ว่าเหอจิ่วไม่ใช่คนที่จะยอมจบง่าย ๆ
ศัตรูเช่นนี้ต่างจากเฉินกู่
เฉินกู่แสดงเจตนาฆ่าต่อหน้าและลงมือโดยตรง จึงต้องจบชีวิตทันที
เหอจิ่วยังไม่ลงมือเอง
แต่มีความโลภและเริ่มคิดคำนวณแล้ว
ฉินเฟิงจะระวัง
หากอีกฝ่ายข้ามเส้นเมื่อใด เขาจะจัดการเช่นเดียวกัน
ระหว่างเดิน เขาตรวจของที่ได้จากห้อง
ขวดหยกดำ
แผ่นศิลาวิชาหลอมอัสนีขั้นต้น
และไข่สัตว์เทวะในห้วงจิต