จารึกที่ 230 : สมรภูมิประมูลใต้ดารา : รอยยิ้มสหายและเจตจำนงแห่งกระบี่
ความคึกคักที่แท้จริงของมหานครการค้าเทียนหยวน มิได้จำกัดอยู่เพียงบนท้องถนนเบื้องบนที่ปูด้วยหินหยกขาวบริสุทธิ์ ทว่ามันซ่อนตัวอยู่ลึกลงไปใต้ดินนับร้อยจั้ง ณ โถงประมูลลับใต้ดาราของหอสุวรรณดารา โถงประมูลแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดมหึมา ล้อมรอบด้วยค่ายกลระดับห้า 'ม่านสุวรรณคุ้มภัย' ที่เพิ่งถูกอาเจียใช้อำนาจแห่งอนัตตาซ่อมแซมและยกระดับจนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ปราณเซียนธาตุน้ำไหลเวียนเคลือบคลุมเพดานวิหารประดุจทะเลดาวที่ส่องประกายระยิบระยับ ข่มความร้อนรุ่มในใจของผู้เข้าร่วมประมูลให้สงบลง
ที่นั่งชั้นล่างอัดแน่นไปด้วยผู้ฝึกตนสวมหมวกฟางและหน้ากากปิดบังใบหน้ากว่าพันคน บรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดัน การแก่งแย่งชิงดี และกลิ่นอายคาวเลือดที่แฝงเร้นอยู่ในความมืด ส่วนด้านบนคือห้องรับรอง VIP ลอยฟ้าที่สลักจากไม้หอมพันปี ซึ่งถูกปิดกั้นด้วยม่านปราณป้องกันการสอดแนมอย่างแน่นหนาไร้ช่องโหว่ สงวนไว้สำหรับมหาอำนาจระดับทวีปและตระกูลใหญ่เท่านั้น
ภายในห้อง VIP หมายเลขหนึ่ง อาเจียนั่งพิงเก้าอี้หุ้มหนังอสูรระดับสูงอย่างผ่อนคลาย ผ้าดิบเปื้อนเลือดที่พันรอบดวงตายังคงอยู่ ทว่า 'เตาหลอมปราณจำลอง' รูปทรงพายุหมุนสีดำสนิทในจุดตันเถียนกำลังหมุนวนอย่างนุ่มนวล ส่งผ่านพลังสุดหยั่งคาดให้ 'เนตรสูญตา' ค่อยๆ แทรกซึมผ่านม่านปราณป้องกันของห้องต่างๆ ออกไปอย่างเชื่องช้าแต่มั่นคง ราวกับสายน้ำไร้รูปที่แทรกซึมผ่านรอยแยกของศิลา โดยไม่มีค่ายกลแห่งโลกิยะใดสามารถหยุดยั้งวิถีแห่งความว่างเปล่าได้
"กร้วม... ง่ำๆ... ชาปราณเซียนนี่รสชาติดีใช้ได้! ไอ้หนู! รีบกวาดขนมพวกนี้ลงถุงมิติเร็วเข้า ของฟรีระดับ VIP ไม่ได้มีมาบ่อยๆ นะโว้ย!"
นักพรตหมื่นอีแปะนั่งยัดผลไม้ปราณล้ำค่าเข้าปากอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่หลงเหลือคราบปรมาจารย์ผู้ซ่อนเร้นพลังระดับหลอมความว่างเปล่าแม้แต่น้อย โดยมี 'เจ้าถุงเงิน' ในร่างราชันแมงมุมเงาจันทรา โผล่หัวดำเมี่ยมออกมาจากมิติเงาใต้ฝ่าเท้าของอาเจียเพื่ออ้าเขี้ยวพิษแย่งกินผลไม้ปราณด้วยอีกแรง ส่วนพยนต์เทวะ 'เจ้าสัว' ในร่างราชันย์อเวจีกึ่งเซียน ยืนพับปีกโลหะหกแฉกกอดอกพิงผนังห้องอย่างสงบเงียบ ทำหน้าที่เป็นองครักษ์เหล็กที่น่าเกรงขาม
(สวรรค์... ข้าผู้เป็นถึงปรมาจารย์แห่งยุค เหตุใดจึงต้องมาทนดูพฤติกรรมตะกละตะกลามเช่นนี้ด้วย...) เสียงถอนหายใจของปรมาจารย์มู่เฉินดังแว่วขึ้นในห้วงจิตของอาเจียอย่างปลงตก บัดนี้ยอดวิญญาณเซียนเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่เงียบๆ ไม่กล้าส่งเสียงดังรบกวน 'อิสตรีตัวน้อย' ที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุขอยู่ลึกสุดในแก่นไม้ดึกดำบรรพ์แห่งมหาภาวะซวี
อาเจียส่ายหน้ายิ้มๆ เขาไม่ได้สนใจความตะกละของอาจารย์ สัตว์อสูรหน้าเงิน หรือความเจียมเนื้อเจียมตัวที่เพิ่มขึ้นกะทันหันของอาจารย์มู่เฉิน เพราะในขณะนี้ สัมผัสวิญญาณจากเนตรสูญตาของเขาได้ไปปะทะเข้ากับ 'คลื่นพลังที่คุ้นเคย' ในห้อง VIP ข้างเคียงเข้าเสียแล้ว
"ห้อง VIP หมายเลขสี่..."
เนตรสูญตาของเขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายปราณเซียนธาตุไฟอันร้อนแรงของ พี่ใหญ่อวี้หราน สหายรักและดาวนำโชคจากตระกูลเฟิง ทว่ากลิ่นอายนั้นกลับปั่นป่วนและเต็มไปด้วยความร้อนรน ผิดวิสัยคุณชายเจ้าสำราญผู้มักจะยิ้มแย้มกวนประสาทอยู่เสมออย่างสิ้นเชิง และที่ทำให้มุมปากของอาเจียกระตุกขึ้นเล็กน้อย คือกลิ่นอายอันคุ้นเคยที่นั่งอยู่ข้างๆ สหายของเขา
สัมผัสปราณอันบริสุทธิ์ของสองศิษย์เอกแห่งยอดเขาพู่กันหยก สำนักหมึกวารี... หลินชิงเสวี่ย ศิษย์พี่หญิงใหญ่ผู้ครอบครองพรสวรรค์ 'โสตสวรรค์' และมีกลิ่นอายวิญญาณพฤกษาอันอ่อนโยนทว่าแข็งกร้าวดุจด้ามพู่กัน, เย่ปิงอวิ๋น ศิษย์พี่หญิงรองผู้มีกลิ่นอาย 'พู่กันกระบี่เหมันต์' อันเย็นเยียบสงบนิ่ง รวมถึง เฟิงหลิงเอ๋อร์ น้องสาวของเฟิงอวี้หรานผู้มี 'เนตรดารา' ที่เจิดจรัส! แม้เขาจะมองไม่เห็นใบหน้าด้วยตาเนื้อ ทว่าเนตรสูญตาและสัมผัสวิญญาณกลับรับรู้อารมณ์ที่แตกต่างกันของพวกนาง เฟิงหลิงเอ๋อร์มีหยาดน้ำตาแห่งความกังวลอาบสองแก้ม หลินชิงเสวี่ยแผ่กลิ่นอายหงุดหงิดปนร้อนรนราวกับพยายามปกปิดความโศกเศร้า โสตสวรรค์ของนางกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อค้นหาสุ้มเสียงของเขาท่ามกลางคนนับพัน ส่วนเย่ปิงอวิ๋นแม้จะเงียบงัน ทว่ามือของนางกลับกำพู่กันกระบี่เหมันต์แน่น จังหวะการเต้นของหัวใจก็รวดเร็วกว่าปกติ บรรยากาศในห้องนั้นหดหู่และหนักอึ้งอย่างประหลาด
"ร้องไห้กันทำไมเนี่ย..." อาเจียพึมพำด้วยความสงสัยสุดขีด 'ยัยหนูหลิงเอ๋อร์สะอื้นจนตาบวม ศิษย์พี่หลินก็ใช้โสตสวรรค์จนเลือดลมตีกลับเพื่อกลบเกลื่อนความเศร้า ส่วนศิษย์พี่เย่ก็เอาแต่จับพู่กันกระบี่แน่น บรรยากาศหดหู่ราวกับเพิ่งกลับจากสุสาน... หรือว่าตระกูลเฟิงล่มสลาย? หรือยอดเขาพู่กันหยกถล่ม? หรือไอ้บ้าอวี้หรานไปทำลูกสาวสำนักไหนท้องแล้วไม่รับผิดชอบจนโดนตามฆ่า?'
เมื่อเขากวาดสัมผัสวิญญาณต่อไปยังห้อง VIP หมายเลขสาม เขาก็พบกับกลิ่นอายกระบี่อันคมกริบที่ตั้งตระหง่านดุจขุนเขาบรรพกาล... พี่ใหญ่มู่หลาง ยอดอัจฉริยะแห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ ศัตรูผู้ทรงเกียรติที่ผันตัวมาเป็นสหายร่วมชีวิตตาย ปราณกระบี่ของเขาในยามนี้ไม่ได้แผ่รังสีอำมหิตเพื่อท้าประลองกับผู้ใด แต่กลับแผ่ซ่านความระแวดระวังและปกป้อง ราวกับมาทำหน้าที่คุ้มกันพวกนางอยู่ห่างๆ อย่างเงียบเชียบและพึ่งพาได้เสมอ
"มากันพร้อมหน้าเลยเชียว... ดูก็รู้ว่ามีคนบาดเจ็บสาหัสจนต้องดั้นด้นมาประมูล 'หญ้าคืนวิญญาณเบิกเนตร' ไปรักษาแน่ๆ" อาเจียระบายยิ้มกว้างขึ้น ความอ้างว้างและเหน็บหนาวในโลกที่มืดมิดพลันถูกเติมเต็มด้วยมิตรภาพที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน
ทันใดนั้น เสียงระฆังแก้วก็ดังกังวานไปทั่วโถงประมูล สยบทุกสรรพเสียงให้เงียบสงัดลงในพริบตา ผู้อาวุโสลำดับที่สามแห่งหอสุวรรณดาราก้าวขึ้นมาบนเวทีศิลาหยกด้วยท่วงท่าสง่างาม
"เพื่อเป็นการอุ่นเครื่องสำหรับค่ำคืนอันยิ่งใหญ่นี้ เราขอเสนอสินค้าชิ้นแรก... 'โอสถประสานชีพจรบรรพกาล' แม้โอสถเม็ดนี้จะไม่สามารถสร้างตันเถียนใหม่ได้ แต่มันมีความสามารถในการรักษารอยร้าวของเส้นชีพจรที่สาหัสที่สุดให้กลับมาเชื่อมต่อกันได้ดั่งปาฏิหาริย์! ราคาเริ่มต้นหนึ่งหมื่นศิลาปราณระดับกลาง!"
ยังไม่ทันที่ผู้คนชั้นล่างจะได้ยกป้ายเสนอราคา เสียงตะโกนที่สั่นเครือ ทว่าเต็มไปด้วยความดุดันและเด็ดเดี่ยวก็ดังมาจากห้อง VIP หมายเลขสี่ทันที
"ห้าหมื่นศิลาปราณระดับกลาง!"
เสียงของเฟิงอวี้หรานดังก้อง ทั่วทั้งโถงประมูลเงียบกริบ การเสนอราคาข้ามขั้นแบบไม่คิดชีวิตเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อต้องการมันอย่างยิ่งยวด! อาเจียสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากฝ่ามือน้อยๆ ของเฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เกาะแขนพี่ชายแน่นราวกับจะฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่โอสถเม็ดนั้น
"คุณชายเฟิง... ท่านล้ำเส้นกฎการประมูลไปหน่อยกระมัง การทุ่มราคาเช่นนี้ไม่ใช่วิสัยของบัณฑิต" เสียงทุ้มต่ำดุดันดังขัดขึ้นจากห้องของขุมอำนาจอื่นที่ต้องการโอสถเม็ดนี้เช่นกัน "หกหมื่นศิลาปราณ!"
เฟิงอวี้หรานกัดฟันแน่นจนได้เลือดด้วยความเจ็บใจ เขากำลังจะตะโกนสู้ราคาด้วยทุกสิ่งที่ตระกูลเฟิงมี ทว่ากลับมีเสียงที่เย็นชา เฉียบขาด และทรงอำนาจดังมาจากห้อง VIP หมายเลขสาม แทรกขึ้นมาเสียก่อน
"สำนักกระบี่นิรันดร์ ขอออกแปดหมื่นศิลาปราณระดับกลาง... เพื่อมอบโอสถเม็ดนี้ให้แก่คุณชายเฟิง!"
ฉินมู่หลางประกาศกร้าว เจตจำนงกระบี่แห่งการตัดห้วงเวลาแผ่ซ่านออกมากดดันขุมอำนาจอื่นจนทะลวงผ่านม่านปราณ ผู้คนชั้นล่างต่างสูดลมหายใจหนาวเหน็บ ไม่มีใครกล้าเสนอราคาต่อต้านอำนาจของหนึ่งในเจ็ดมหาอำนาจผู้เกรียงไกร
การร่วมมือกันข้ามสำนักของสองอัจฉริยะแห่งยุค เพื่อช่วงชิงโอสถรักษาบาดแผลสร้างความตกตะลึงให้ผู้คน ทว่าสำหรับอาเจียที่นั่งฟังอยู่ในห้องหมายเลขหนึ่ง เขากลับเบิกตาโพลงภายใต้ผ้าพันแผล อาการเจ็บแปลบที่ตันเถียนพลันหายไปชั่วขณะ คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
'โอสถประสานชีพจร? พวกเขาประมูลไปทำไมกัน! พลังปราณของอวี้หรานก็ยังอยู่ดี ศิษย์พี่ใหญ่ฉินก็แข็งแกร่งดุจปีศาจ สองศิษย์พี่หญิงแห่งยอดเขาพู่กันหยกก็ยังปกติดี ยัยหนูหลิงเอ๋อร์ก็ไร้รอยขีดข่วน แล้วใครกันที่เส้นชีพจรขาดจนพวกนางต้องร้องไห้ฟูมฟายปานนั้น?... เดี๋ยวสิ!'
อาเจียชะงักกึก ความคิดหนึ่งสว่างวาบขึ้นมาในหัวราวกับถูกอัสนีสวรรค์ฟาดใส่ 'หรือว่าข่าวลือที่แพร่ออกไปจะบอกว่าข้าตายหรือบาดเจ็บสาหัส? คนที่เส้นชีพจรขาดและตันเถียนร้าว... ก็คือข้าเองนี่หว่า! สวรรค์... ที่พวกเขายอมทุ่มศิลาปราณหน้ามืดตามัว ทะเลาะกันข้ามห้องประมูล ก็เพื่อซื้อโอสถเม็ดนี้มาต่อชีวิตให้ข้าหรอกรึ!'
ความอบอุ่นสายหนึ่งไหลอาบเข้ามาในหัวใจที่ด้านชา ทว่าวิญญาณพ่อค้าหน้าเงินของเขากลับกรีดร้องรับไม่ได้! 'ซาบซึ้งก็ส่วนซาบซึ้ง แต่โอสถระดับนี้ราคาตลาดมันไม่เกินสี่หมื่นศิลาปราณ ไอ้พวกบ้านี่เอาเงินไปโปรยเล่นให้หอการค้าฟันกำไรตั้งแปดหมื่นเก้าหมื่นศิลาปราณชัดๆ! ในฐานะมหาเศรษฐีหน้าเงินผู้ทนเห็นสหายถูกหลอกฟันราคาไม่ได้ ข้าไม่ยินยอมให้พวกเจ้าเสียศิลาปราณไปเปล่าๆ เพราะความโง่เขลานี้หรอกโว้ย!'
ชายหนุ่มสูดหายใจลึก เขาจะไม่ยอมให้สหายต้องมาสูญเสียทรัพย์สินมหาศาลเพื่อเขาด้วยความไม่รู้เท่าทันกลไกการตลาด อาเจียกดปุ่มหยกกระจายเสียงบนโต๊ะไม้หอม ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงกวนประสาทอันเป็นเอกลักษณ์ที่ทุกคนคุ้นเคย
"หนึ่งแสนศิลาปราณระดับกลาง!"
เสียงของอาเจียดังก้องไปทั่วลานประมูล ก่อนที่เขาจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะเย้ยหยัน
"พี่ใหญ่อวี้หราน... เก็บศิลาปราณของท่านไว้เป็นสินสอดให้น้องสาวสุดที่รักของข้าเถอะ! ซื้อโอสถชีพจรไปทำไมกัน ท่านลื่นล้มพู่กันทิ่มพุงตัวเองจนเส้นชีพจรขาดหรืออย่างไร! ส่วนศิษย์พี่ใหญ่ฉิน... เก็บเจตจำนงกระบี่ของท่านไว้ประลองกับข้าเถอะ อย่าเอามาใช้ข่มขู่คนในงานประมูลเลย โอสถเม็ดนี้ข้าขอรับไว้เป็นค่าขนมกินเล่นก็แล้วกัน อ้อ! แล้วนั่น... ศิษย์พี่หลิน ศิษย์พี่เย่ แห่งยอดเขาพู่กันหยก แล้วก็ยัยหนูหลิงเอ๋อร์ พวกนางร้องไห้ทำไมกัน? ข้าแค่หายหน้าไปประเดี๋ยวเดียว ทำเป็นเศร้าโศกปานนั้น ทำไมไม่มีใครส่งเทียบเชิญงานศพให้ข้าไปร่วมงานของตัวเองเลยเล่า!"
เงียบ... ทั่วทั้งโถงประมูลเงียบกริบราวกับป่าช้า ไม่มีใครในโถงชั้นล่างเข้าใจว่ามหาเศรษฐีวิปลาสในห้องหมายเลขหนึ่งกำลังพูดเรื่องอะไร ถึงได้กล้าลบหลู่ตัวแทนจากเจ็ดมหาอำนาจเช่นนี้
ทว่าภายในห้อง VIP หมายเลขสี่และหมายเลขสาม กลับเกิดแรงสั่นสะเทือนทางอารมณ์อย่างรุนแรงประดุจแผ่นดินไหว!
"เสียงนี้... สันดานอวดรวยและปากเสียแบบนี้... ไอ้หมึกมรณะอาเจีย! ไอ้ศิษย์น้องบ้าหน้าเงิน! เจ้ายังมีชีวิตอยู่!"
เฟิงอวี้หรานตะโกนลั่นห้องด้วยความโล่งใจปนหมั่นไส้จนแทบจะพังประตูออกมา คำพูดนั้นทำเอาอาเจียที่นั่งเก๊กอยู่ถึงกับชะงักกึก 'เดี๋ยวสิ... หรือว่าคนที่พวกเขาคิดว่าตายแล้ว... คือข้าจริงๆ ด้วย!'
ยังไม่ทันที่อาเจียจะได้ประมวลผล เสียงร้องไห้โฮด้วยความดีใจของเฟิงหลิงเอ๋อร์ก็ดังแว่วมา หลินชิงเสวี่ยที่ใช้ 'โสตสวรรค์' ยืนยันคลื่นความถี่แห่งความว่างเปล่าที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงกวนประสาทของเขาได้อย่างชัดเจนถึงกับทรุดลงปาดน้ำตาพร้อมกับด่าทอเขาทั้งที่ยิ้มกว้าง ส่วนเย่ปิงอวิ๋นผู้เยือกเย็นก็คลายมือที่กำพู่กันกระบี่เหมันต์ออกแล้วระบายลมหายใจยาวด้วยความโล่งอกอย่างแท้จริง ก้อนความกังวลและความโศกเศร้าที่เกาะกินจิตใจของพวกนางมลายหายไปจนสิ้น
ส่วนที่ห้อง VIP หมายเลขสาม... ฉินมู่หลางไม่ได้เอ่ยคำใดออกมาแม้แต่ครึ่งคำ ทว่าเขากลับปลดปล่อยเจตจำนงกระบี่ที่แหลมคมพุ่งทะลวงผ่านม่านอากาศ ตรงดิ่งมายังห้องหมายเลขหนึ่งอย่างแม่นยำ
มันมิใช่การลอบโจมตี แต่มันคือการทักทายของสหายร่วมรบที่เปี่ยมด้วยความเคารพและความปีติ!
อาเจียยิ้มกว้าง เขาขยับปลายนิ้วตวัดพู่กันนิรันดร์กลางอากาศเบาๆ อย่างสง่างาม ใช้ 'อักขระหลิง' สร้างระลอกคลื่นแห่งความว่างเปล่าขนาดเล็ก กระทบเข้ากับปลายเจตจำนงกระบี่ของฉินมู่หลางกลางอากาศ
ติ๊ง...
เสียงสั่นพ้องเบาๆ ดังกังวานในสัมผัสวิญญาณของทั้งสอง ราวกับยอดฝีมือสองคนกำลังยกจอกสุราขึ้นชนกันข้ามห้องประมูล เพื่อเฉลิมฉลองการพบพานและการมีชีวิตรอดอีกครั้ง!
"เอาล่ะตาเฒ่า..." อาเจียหันไปหานักพรตหมื่นอีแปะที่กำลังยืนอ้าปากค้าง ผลไม้ปราณร่วงหล่นจากปากเมื่อได้ยินราคาหนึ่งแสนก้อน "ถึงเวลาที่สมาคมการค้าแห่งนี้ จะได้เห็นวิถีการทุ่มศิลาปราณของมหาเศรษฐีวิถีสูญตาแล้ว! คืนนี้ข้ามีเครดิตอยู่ตั้งห้าแสนก้อน... ข้าจะเหมาสมบัติทุกชิ้นที่พี่น้องและบรรดาศิษย์พี่ของข้าอยากได้ให้เกลี้ยงลานประมูลเลยคอยดู!"