“หวงจื่อเฟยโปรดสำรวมวาจาด้วย !”
ซูอันหนิงหัวเราะพรืดออกมา ตอนที่นางเพิ่งฟื้นขึ้นมาแล้วพบว่าตนเองไม่รู้จักใครเลยในโลกนี้ นางยอมรับว่าเคยหวาดกลัว จะขยับทำสิ่งใดล้วนระมัดระวังไม่ให้ตนเองทำผิดพลาด
แต่ตอนนี้นางรู้แล้วว่าตนเองไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่ลำพัง นางมีครอบครัวหนุนหลัง กลับบ้านเดิมวันนั้น...ท่านแม่ยังบอกกับนางเองว่าอย่าได้อดทน
แต่เห็นได้ชัดว่าซูหวงจื่อเฟยคนนี้ไม่ฟังมารดาแม้แต่น้อย นางอดทนไม่ยอมหย่า แต่ข้าซูอันหนิงจะไม่ทนใครทั้งนั้น !
เริ่มจากขันทีเฒ่าอย่างเ้าก็แล้วกัน !
ซูอันหนิงหุบยิ้ม มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเรียบเฉย “ข้าพูดสิ่งใดผิดหรือ...วาจาของหวงจื่อจะเป็แค่ผายลมก็ต่อเมื่อคนในจวนนี้เพิกเฉยต่อคำสั่งของเขา ยามนี้ข้าก็แค่เปรียบเปรยแบบบ้าน ๆ ขออภัย...คำพูดของเปิ่นกงคงหยาบคายเกินไปกระมัง”
หลีจิ่นกงกงริมฝีปากสั่นระริก ท่าทางของเขายามนี้ไม่ต่างจากปลาในบ่อ ปากเดี๋ยวอ้าเดี๋ยวหุบ ทว่าไม่อาจเค้นคำพูดใดออกมาแก้ต่างได้เลย หากไม่ยอมปล่อยตราประทับและป้ายคู่ ก็เท่ากับยอมรับว่าคำสั่งขององค์ชายรองเป็แค่ผายลมจริง ๆ
แต่หากปล่อยอำนาจหลุดมือไปง่าย ๆ ก็ไม่ต่างจากการคายเนื้อชิ้นใหญ่ที่เคี้ยวมานานหลายปีออกมา ไหนเลยจะยอมง่าย ๆ
“หวงจื่อเฟยกล่าวเกินไปแล้ว...มิใช่ว่ากระหม่อมจะไม่ส่งมอบอำนาจคืน เพียงแต่ว่าท่านเพิ่งจะหายจากการประชวร ซ้ำยังไม่คุ้นเคยกับบ่าวไพร่ในจวน กระหม่อมจึงช่วยดูแลต่ออีกหน่อย”
“อ้อ...เป็เช่นนี้เอง” นางวางปลายนิ้วเรียวขาวผ่องลงบนปากถ้วยชา ลี่หนานจึงขยับเข้ามาเติมชาให้อย่างรู้ใจ
“ในเมื่อวันนี้กงกงมาถึงที่นี่แล้ว เช่นนั้นก็จัดการเสียวันนี้เลยเถอะ...เรียกบ่าวมาพบนายหญิงของเรือนได้แล้ว ข้าจะได้รีบคุ้นเคยกับพวกเขาเร็วขึ้น”
ซูอันหนิงโบกมือกล่าว “ไม่ต้องเรียกมาทั้งหมดหรอก ให้เฉพาะหัวหน้าแต่ละฝ่ายมาพบข้าก็พอ ข้าแค่อยากเห็นหน้าตาพวกเขาสักหน่อย จะได้รู้ว่าเวลาตนเองขาดเหลือ้าอะไร จะต้องไปหาผู้ใด”
หลีจิ่นกงกงยืนอึ้งไปครู่ใหญ่ สุดท้ายเขาก็โค้งกายประสานมือ “กระหม่อมรับบัญชา”
เมื่อหมุนตัวกลับใบหน้าของเขาก็ราบเรียบราวกับบึงลึก
ซูอันหนิงขมวดคิ้วมองตามแผ่นหลังของอีกฝ่ายไปจนลับตา นางไม่ได้้าสร้างความลำบากใจให้ใคร เมื่อมีนายหญิงอำนาจในจวนก็ควรถูกส่งมอบให้นายหญิง เ้าจวนออกคำสั่งแล้วแท้ ๆ แต่ผ่านมานานเพียงนี้หลีจิ่นกงกงผู้นี้ก็ยังกอดอำนาจไว้แน่น จะให้นางรู้สึกสบายใจได้อย่างไร
ชีวิตที่ต้องถูกผู้อื่นกุมไว้ในมือมันไม่สุขสบายอย่างที่คิดหรอกนะ แม้เ้าจะเป็ถึงพระชายาก็ตาม
กลิ่นหอมสายหนึ่งโชยมาต้องจมูก ซูอันหนิงคลายหัวคิ้วออกเหลียวมองไปรอบ ๆ
เหมยกุย[1]กอใหญ่กำลังเบ่งบานอยู่ข้างกำแพงติดกับประตูวงเดือนเชื่อมไปหาเรือนชั้นในหลังอื่น นางรีบเดินลงจากศาลาไปชมใกล้ ๆ ก้มลงสูดหายใจลึก กลิ่นหอมทำให้ดวงตาของนางเปล่งประกาย
“เก็บดอกไม้พวกนี้ให้หมด อย่าปล่อยให้กลีบร่วงลงพื้นเสียเล่า”
“เพคะหวงจื่อเฟย”
จากนั้นซูอันหนิงก็เดินสำรวจรอบเรือนหลังใหม่ กระทั่งเดินมาจนถึงด้านหลังของเรือนหลัก ซึ่งเป็ทางเดินแคบ ๆ ระหว่างเรือนหลักและพื้นที่ซักล้างด้านหลัง ได้ยินกระทั่งเสียงทุบผ้าดังตุบตับ
ไม่มีสิ่งใดให้ดูแล้วนางจึงหมุนตัวกลับ ขณะนั้นเองที่เสียงสนทนาของสาวใช้จากลานซักล้างดังลอดออกมา
“หวงจื่อคงให้ย้ายออกมากระมัง ก่อนหน้านี้หวงจื่อเฟยประชวรจึงได้อยู่เรือนนั้น ยามนี้หายดีแล้วย่อมต้องย้ายออกมา”
ขาที่กำลังจะก้าวเดินของซูอันหนิงหยุดชะงัก นางหยุดฟังบทสนทนานั้นด้วยความสนใจ
“ข้าได้ยินข่าวมาจากข้างนอก เล่าลือกันว่าหวงจื่อไม่โปรดหวงจื่อเฟยผู้นี้ เดิมทีคนที่ต้องแต่งเข้ามาคือคุณหนูอีกคนหนึ่ง จริงหรือไม่ ?”
ซูอันหนิงเลิกคิ้ว ก้าวถอยหลังเข้าไปใกล้กำแพงอีกสองก้าว เื่ซุบซิบนี้นางเองก็อยากฟังเหมือนกัน แต่ลี่หนานกลับชางอิงกลับขมวดคิ้วนิ่วหน้า ทำท่าจะพุ่งเข้าไปห้ามปรามคนพูด แต่เมื่อเห็นผู้เป็นายเอียงคอฟังอย่างตั้งใจเพียงนั้นพวกนางจึงได้แต่กัดฟันทน
“ท่าทีของหวงจื่อชัดเจนเพียงนั้น เ้าคิดว่าอย่างไรเล่า...”
เสียงพูดเงียบลงครู่หนึ่ง จากนั้นเสียงที่เจือแววซุกซนก็ดังขึ้นมาอีก “ข้าซื้อบทประพันธ์มาด้วย เ้าอยากอ่านหรือไม่เล่า ว่ากันว่านิยายรักเล่มนี้บอกเล่าเื่ราวความรักของหวงจื่อกับคุณหนูผู้นั้น”
“ข้าจะอ่านออกได้อย่างไร เ้าอ่านแล้วอย่าลืมเล่าให้พวกข้าฟังด้วยล่ะ”
เปาะ !
ด้ามพัดในมือชางอิงหักคามือ ใบหน้าเล็ก ๆ ของสาวใช้ตัวน้อยแดงก่ำ ริมฝีปากเม้มแน่น ดวงตาถลึงกว้างราวกับมีกองไฟสุมอยู่ในนั้น ลี่หนานรั้งแขนนางไว้ไม่ให้ทำอะไรวู่วาม
พอเห็นท่าทางของสาวใช้ทั้งสอง ไฟร้อนที่แล่นมาสุมอยู่ในอกของซูอันหนิงพลันเย็นลง นางก้าวออกมาจากข้างกำแพงเอ่ยคำถามหนึ่งที่ทำให้สาวใช้ทั้งสองถึงกับอึ้งงั้นไปชั่วขณะ คิดในใจว่าเหตุใด คุณหนูของพวกนางถึงยังใจเย็นอยู่ได้
“พวกเ้าว่ายามนี้คนในเมืองจะกำลังคาดเดากันอยู่หรือไม่ ว่าข้าหน้าตาอัปลักษณ์จนสามียังทนมองไม่ได้”
ลี่หนานรีบกล่าวแก้พัลวัน “หวงจื่อเฟยงดงามเพียงนี้ หากออกงานสังคมบ่อย ๆ ต้องเป็ที่โจษจันแน่นอนเ้าค่ะ ตำแหน่งสาวงามอันดับหนึ่งจะต้องเป็ของท่านอย่างไม่ต้องสงสัย”
เื่ประจบเอาใจกล่าววาจาสรรเสริญเยินยอเ้านายของชางอิงนั้น หากบอกว่าเป็ที่สองคงไม่มีใครกล้าพูดว่าตนเองเป็ที่หนึ่งเป็แน่ ซูอันหนิงฟังแล้วยังอารมณ์ดีหลงเชื่อเสียสนิทใจ
นางส่องกระจกทุกวัน ใบหน้านี้เหมือนกับนางในภพก่อนทุกประการ ที่นั่นนางอาจไม่ถึงกับงามล่มเมือง แต่ในยุคโบราณที่ยังไม่รู้จักวิธีแต่งหน้านี้ นางเชื่อว่าตนเองจะกลายเป็สาวงามต้นแบบของสตรีในใต้หล้าได้อย่างไม่ยากเย็น
เมื่อกลับมาที่ศาลา หลีกงกงก็พาบ่าวกลุ่มหนึ่งมารออยู่แล้ว ซูอันหนิงก้าวขึ้นไปนั่งบนตำแหน่งประธาน แล้วหันมามองบ่าวชายหญิงอายุมากเ่าั้ทีละคน แต่ละคนล้วนเป็ตาแก่หรือยายแก่ที่เคี้ยวยากทั้งนั้น
พวกเขาทำความเคารพอย่างขอไปที หลีจิ่นกงกงก็มิได้ว่ากล่าวตักเตือนอะไร เพียงยืนมองอย่างเฉยเมยอยู่ตรงนั้น ราวกับ้ารอดูเื่สนุก
ซูอันหนิงยังคงสงบนิ่งกล่าวยิ้ม ๆ “ที่ให้ทุกคนมาวันนี้เพราะอยากเห็นว่าผู้ใดดูแลครัวกลาง ผู้ใดคุมเสบียง ผู้ใดจัดซื้อจัดหาข้าวของเข้าจวน แล้วผู้ใดทำบัญชี...”
นางเว้นจังหวะเล็กน้อย จับตามองสีหน้าของแต่ละคน
“เอ้อร์หวงจื่อได้มอบอำนาจดูแลจัดการเรือนให้ข้าแล้ว เพียงแต่ตัวข้านี้ไม่ใคร่ชอบเื่จุกจิก จึงจะไม่เข้าไปวุ่นวายให้มากนัก พวกเ้าเคยทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้นเถิด เพียงแต่ให้อยู่ในกฎระเบียบ ทุกสิ้นเดือนให้ส่งรายงานขึ้นมาให้ข้าดูสักครั้งก็เพียงพอแล้ว”
บ่าวกลุ่มนั้นชะงัก หันไปมองหน้ากัน
“เื่วัตถุดิบครัวเล็กของข้า หัวหน้าพ่อครัวจัดการได้หรือไม่” นางยิ้มถาม
หัวหน้าพ่อครัวเย็นวาบขึ้นมาที่กลางหลัง รีบพยักหน้าตอบรับ “จัดการได้พ่ะย่ะค่ะ”
ซูอันหนิงพยักหน้า “ในจวนยามนี้มีเพียงหวงจื่อเฟยอย่างข้าเพียงคนเดียว ยังไม่มีสนมชายาและพระนัดดาสักองค์ จัดการง่ายมากจริง ๆ”
รอยยิ้มของพระชายาคลี่ออก ดวงตาหงส์ของนางคมปริบ “ข้าเข้าใจหลักการที่ว่าน้ำใสเกินไปปลาก็อยู่ยาก ดังนั้น...หากที่ผ่านมาทุกคนไม่หนักมือเกินไป ไม่เข้าข่ายยักยอกทรัพย์ ข้าก็จะหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่งไม่เอาความ แต่ต่อจากนี้ไปทุกคนต้องรู้จักควบคุมมือตัวเองให้ดี จวนองค์ชายรองแห่งนี้ย่อมจะเลี้ยงพวกเ้าให้สุขสบายต่อไป”
คำพูดของนางเหมือนเป็การส่งสัญญาณเตือนไปถึงทุกคนกลาย ๆ ใบหน้าของบ่าวแต่ละคนเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว ช่างมีหลากสีสันยิ่งนัก
ซูอันหนิงยิ้มมองคนเบื้องล่าง “เอาละ... ทุกคนกลับไปได้”
แต่ละคนมีสีหน้าราวกับได้ยกูเาออกจากอก ฝืนยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนจะทำความเคารพแล้วล่าถอยออกไป
หลีจิ่นกงกงหน้าตึง รอยยิ้มจึงดูแข็งกระด้างกว่าปกติ เขาไม่ได้พูดสิ่งใดนอกจากส่งมอบตราประทับและป้ายคู่แล้วก็ขอตัวลา
เมื่อทุกคนจากไปแล้ว ลี่หนานจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หวงจื่อเฟย เหตุใดไม่รวบอำนาจมาไว้ที่พระองค์เล่าเพคะ ต่อไปพวกเขาจะได้ไม่กล้ากระด้างกระเดื่องอีก”
ซูอันหนิงยิ้มปลายนิ้วคีบกลีบเหมยกุยขึ้นมาดมใกล้ ๆ แววตาสดใสแวววาวจับจ้องตะกร้าดอกไม้ไม่วาง
“เ้าคิดว่าข้ามีเวลาไปสนใจแก่งแย่งภายในด้วยหรือ ข้าแค่แสดงอำนาจเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้พวกเขารู้ว่าข้าไม่ใช่มะพลับนิ่มก็พอ เวลาที่เหลือข้าย่อมต้องใช้ไปกับสิ่งที่ข้า้า”
ลี่หนานทำสีหน้ากระจ่างแจ้ง
ซูอันหนิงเหลือบมองสาวใช้ทั้งสองแล้วหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับชางอิง “ไปเรียกช่างเย็บปักของจวนมา ข้ามีงานให้พวกนางทำ”
“เ้าค่ะคุณหนู” ชางอิงยอบกายแล้วเดินออกไปจากศาลาทันที
ทิ้งให้หม่าหมัวมัวค้อนประหลับปะเหลือกที่นางใช้คำเรียกขานไม่ถูกธรรมเนียมอีกแล้ว
สามวันต่อมา มีสตรีออกเรือนแล้วผู้หนึ่งสวมอาภรณ์ที่สัดส่วนความยาวของเสื้อผ้าไม่ตรงตามแบบแผนทั่วไปแต่ดูงามแปลกตาไม่น้อยออกมาเดินชมร้านรวงที่ถนนการค้า
ไม่ว่าเดินเข้าร้านใดก็ต้องมีคนตามมาชื่นชมนาง ไม่นานด้านหลังของนางก็มีหางของสตรีวัยแรกแย้มติดตามมาเป็พรวน
เมื่อไถ่ถามกันจนได้ความว่านางก็คือพระชายาที่เพิ่งแต่งเข้าจวนองค์ชายรอง ก็ยิ่งบอกกันปากต่อปาก ผู้ที่อยากเห็นโฉมหน้าของพระชายาองค์ชายรองจึงแห่กันมาล้อมวงดูนางราวกับมีงานแสดง
“มิน่าเล่า ถึงรักษาตำแหน่งหวงจื่อเฟยเอาไว้ได้ แต่กลับรักษาใจสามีไว้ไม่ได้” เสียงของสตรีออกเรือนแล้วผู้หนึ่งดังขึ้นแ่เบา “นางงดงามเช่นนี้ แต่กลับไม่รักษาขนบธรรมเนียมและจารีต เป็สตรีที่ออกเรือนแล้ว กลับมาเดินนวยนาดให้คนทั้งเมืองชม”
[1] เหมยกุย คือ กุหลาบชนิดที่มีกลิ่นหอม ใช้ทำยาและทำชาได้