ดอกเหมยสีชาด

    กลับดำเป็นขาว

            “นายหญิง...นายหญิงตื่นเถอะ” เสี่ยวเชียนเขย่าปลุกหลินเฟยหลันด้วยความร้อนใจเมื่อได้ยินเสียงแส้ที่ฟาดลงร่างขององครักษ์ผู้นั้นไม่หยุด

            ทำให้หลินเฟยหลันรู้สึกตัว

            ยังไม่ทันได้ลืมตาดีเสี่ยวเชียนลากหลินเฟยหลันลงจากเตียงโดยที่เจ้าตัวยังไม่ทันตั้งตัว พร้อมกับเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงที่หลินเฟยหลันหลับไปให้ฟังอย่างละเอียด

            เมื่อมาถึงลานหน้าจวนหลินเฟยหลันก็ต้องตกใจเมื่อเห็นแม่ทัพว่านกำลังสั่งโบยองครักษ์ที่อารักขาตนเอง

            “เกิดอะไรขึ้น”

            ได้ยินเสียงของคนหมดสติไปนานแม่ทัพว่านก็พลันแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วก็รีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

            เขาไม่ตอบแต่กลับบอกองครักษ์อีกคนที่ถือแส้ “โบยต่อไป”

            หลินเฟยหลันถึงกับเริ่มโมโหที่จริงนางโมโหตั้งแต่ถูกเสี่ยวเชียนลากลงมาจากเตียงแล้ว ยิ่งเขาไม่สนใจนาง

            นางยิ่งโมโห จึงถามขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงห้วน“เขาทำผิดอะไร”

            แม่ทัพว่านเห็นว่าหญิงสาวใช้น้ำเสียงตำหนิตนเพราะบ่าวผู้หนึ่ง อารมณ์ที่คุกรุ่นอยู่แล้วก็เพิ่มทวี เขาจึงตะคอกขึ้น “เพิ่มโทษอีกห้าสิบแส้”

            หลินเฟยหลันหน้าซีด“ท่านบ้าไปแล้ว จะฆ่าเขาหรืออย่างไร”

            ห้าสิบแส้ไม่ตายก็พิการ

            องครักษ์ผู้นี้ได้รับบาดเจ็บเพราะปกป้องนางแผลเก่ายังไม่หายดี ยังได้แผลใหม่มาอีก

            สั่งลงโทษเช่นนี้เห็นชีวิตคนของตนเป็นผักปลาหรืออย่างไรกัน

            นางอุตส่าห์คิดว่าเขาเป็นคนดีที่ไหนได้ ก็เป็นคนที่บ้าอำนาจคนหนึ่งเท่านั้น

            ยิ่งเห็นหลินเฟยหลันออกตัวแทนยิ่งทำให้แม่ทัพว่านโกรธ “หูหนวกหรือ ข้าบอกให้โบย”

            นางจึงใช้ตัวเองเข้าขวางเอาไว้“หยุดนะ ท่านบ้าไปแล้ว”

            แม่ทัพว่านจึงตะคอกขึ้น“เขาทำผิดอะไรงั้นรึ? ฮึ! ข้าสั่งให้เขาปกป้องเจ้า แต่เขากลับพาเจ้าไปในที่ที่อันตรายแบบนั้นจนเกือบจะ...เอาชีวิตไม่รอด”

            เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าหากเมื่อคืนนี้เขากลับมาไม่ทันเรื่องราวจะเป็นอย่างไร

            ยิ่งคิดก็ยิ่งเจ็บปวดที่ใจจึงต้องหาที่ระบาย

            “เป็นข้าที่ดื้อรั้นอยากไปดูเหตุการณ์ด้วยตัวเอง เรื่องนี้โทษเขาไม่ได้” หลินเฟยหลันจึงออกตัวแทน

            “แต่เขาก็ไม่อาจปกป้องเจ้าได้”

            นางจึงสูดลมหายใจเข้าจากนั้นก็อธิบาย “คนพวกนั้นมีหลายคน เขาคนเดียวจะสู้ได้อย่างไรแทนที่ท่านจะมาหาเรื่องคนของตัวเองใยไม่เอาความผิดกับคนจวนเซี่ยที่สังหารชาวบ้านกัน”

            “เหลวไหลโจรเหล่านั้นบุกปล้นเสบียง ถูกรองแม่ทัพเซี่ยสังหาร และรองแม่ทัพเซี่ยก็ถูกโจรสังหารเช่นกัน” แม่ทัพว่านตะคอกกลับ

            ได้ยินเช่นนั้นหลินเฟยหลันก็สั่นวาบ “ท่าน...กลับดำเป็นขาวได้อย่างไร เขาสั่งฆ่าชาวบ้านนะ”

            “คนพวกนั้นเป็นโจรอย่าได้พูดจาเหลวไหล”

            “ท่านบ้าไปแล้วเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ เหตุใดจึงโง่เขลาเช่นนี้”

            ทันทีที่จบประโยคแม่ทัพว่านก็สาวเท้าตรงมาหาหลินเฟยหลันอย่างรวดเร็วมือหนายกขึ้นบีบที่ใบหน้าของนางอย่างแรง “หุบปาก! หากยังอยากมีชีวิต ก็เงียบปากเสีย”

            หลินเฟยหลันตีที่มือของเขาอย่างแรง“ข้าไม่หยุด ฮึ!ท่านมันก็คนพาล คนชั่ว เหมือนคนตระกูลว่านนั่นแหละสมแล้วที่เป็นลูกไล่ของหลินเว่ยหาน”

            แม่ทัพว่านแค่นเสียงออกมาทีละคำด้วยความโกรธ“ข้า...บอก...ให้...หยุด”

            มาถึงตอนนี้หลินเฟยหลันเองก็โกรธจนขาดสติ“ข้าไม่หยุด จะทำอะไร ฆ่าข้าเหรอ เอาสิ ฆ่าเลย ข้าก็ไม่กลัวเพราะต่อให้ท่านไม่ฆ่าข้าตอนนี้ เมื่อหลินเว่ยหานเห็นข้าอยู่ที่นี่คนชั่วช้านั่นก็ไม่ปล่อยข้าหรอก อยากรู้รึว่าข้าเป็นใคร ได้...ข้าจะบอกข้าหลิ...อื้ออออ”

            ก่อนที่ประโยคต่อไปจะถูกกล่าวออกมาปากของนางก็ถูกปิดด้วยริมฝีปากหนาเสียก่อน

            จูบของเขาหนักหน่วงและรุนแรงตามโทสะ

            ร่างบางถูกรั้งให้แนบชิดกับแผ่นอกยิ่งขัดขืน ก็ยิ่งทำให้นางอ่อนแรง จนต้องเผยอริมฝีปากเพื่อสูดอากาศแต่นั่นก็ทำให้ลิ้นร้อนแทรกผ่านโพรงปากเข้าไป

            เพราะกำลังมัวเมาในรสจูบที่ตนปรารถนามาเนิ่นนานแม่ทัพว่านจึงเผลอตัวคลายวงแขนที่รัดเอวของหลินเฟยหลันออกนางจึงผลักเขาออกอย่างรวดเร็ว

            แล้วฝ่ามือเรียวก็ตบฉะที่ใบหน้าสากอย่างแรง

            เพียะ!

            แววตาของหลินเฟยหลันสั่นระริกนางกำมือแน่นเพื่อกดหยาดน้ำที่จะเอ่อล้นดวงตาเอาไว้ นางไม่สนใจว่าฝ่ามือของตนจะเจ็บมากเพียงใด

            นางรู้แต่ว่าจะไม่ยอมให้คนแซ่ว่านเห็นความอ่อนแอของนาง

            เขาเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของนางไม่ต่างกับคนชั่วแซ่เซี่ยนั่น

            จากนี้ต่อให้นางต้องตาย นางก็จะไม่ร้องขอความช่วยเหลือจากเขาอีก

            แล้วหลินเฟยหลันก็หมุนตัวคิดวิ่งออกไปจากที่ตรงนี้แต่ลำแขนเล็กก็ถูกคว้าเอาไว้เสียก่อน

            “ปล่อยข้านะ”

            แม่ทัพว่านลากหลินเฟยหลันมาถึงห้องจากนั้นก็ตะโกนออกคำสั่ง

            “ดูนางให้ดีห้ามไม่ให้ออกจากห้องแม้แต่ก้าวเดียว”

            จากนั้นเขาก็สะบัดตัวออกไปด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่น

            และคนที่สามารถเป็นที่ระบายอารมณ์ของแม่ทัพหนุ่มได้ก็คือ เหล่านักโทษที่บุกปล้นโรงเสบียงในครั้งที่แล้วนั่นเอง

            พวกเขาหลายคนที่เห็นความโหดเหี้ยมของแม่ทัพว่านจึงยอมรับสารภาพทั้งหมด

    คล้ายกับเรื่องดอกเหมยสีชาด ที่คุณอ่าน