ตอน 36 กว่าจะเข้าใจจวนจะรั้งท้ายเหตุ
ณ ตำหนักหย่งเล่อ
เจ้อหมิงขังตัวเองไว้ที่นั่นเพื่อใช้สมองทบทวนบทความเพียงบทเดียวในตำราแม้แต่เสี่ยวหลงตูยังถูกสั่งห้ามมิให้เข้ารบกวน
กระทั่งว่าเจ้อหมิงถอดปริศนาได้อย่างชัดเจนด้วยตนเอง
"หรือว่า... นางจะไม่ใช่คนที่มาจากโลกนี้...บางครั้งนางอาจจะมาอีกฟากฝั่ง โลกอีกใบที่เกินเอื้อมไกลจนคนอย่างข้านึกไม่ถึง" เจ้อหมิงครุ่นคิดพึมพำกับตัวเองทั้งคืน...ถึงอย่างนั้นมันก็ยังไม่สามารถการันตรีได้ว่าความคิดของเขาทั้งหมดมันเป็นจริง
"จริงๆข้าควรจะแปลกใจนานแล้ว ว่านางมักมีท่าทางทีถ้อยที่เอื้อนกล่าวแปลกประหลาดไปบ้าง" เจ้อหมิงเริ่มจับสังเกตจากถ้อยคำเอยวลีเอยที่เสี่ยวชิงมักหลุดพูดออกมา เพราะบางคำมันไม่ใช่คำที่มีอยู่ในยุคสมัยนี้
"หลงตู!!!! "
"ขอรับองค์ชาย หลงตูยังอยู่ขอรับ"
"หลานเสี่ยวชิง นางอยู่ที่ใดไปตามตัวนางมาพบข้า" เพื่อจะสอบสวนนางเค้นถามทุกอย่างจากปากเจ้อหมิงเอ่ยหานางอย่างฉับพลัน
"เรียนองค์ชายขอรับ แม่นางถูกคุมขังในคุกหลวงเห็นทีหลงตูคงจะพานางมาพบองค์ชายไม่ได้"หลงตูเปิดประตูเข้ามานั่งคุกเข่ากล่าวรายงานอยู่เบื้องหน้าเจ้อหมิง
"ห่ะ เจ้าว่าไงนะ เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรเหตุใดไม่มีเส้นสายปลายเหตุ!!!"
"หลงตูเห็นว่าองค์ชายรับสั่งห้ามผู้ใดรบกวนทั้งนั้นจึงไม่ทันกล่าวรายงาน นางถูกทหารของฝ่าบาทจับขังตั้งแต่ออกจากตำหนักหย่งเล่อเหตุเพราะตรวจพบว่านางลอบวางยาพิษในอาหารขององค์ชายขอรับ"
เจ้อหมิงร้อนใจ เร่งรุดสวมอาภรณ์สีดำ บุกเขาวังหลวงวาดฝ่ามือเดียวย่องเงียบกระแทกหลังคอทหารที่เฝ้าอยู่สลบไสลไปอย่างง่ายดาย
ณ คุกหลวง
"เสี่ยวชิง.... เสี่ยวชิง... ตืนสิ ได้ยินข้าหรือไม่" เจ้อหมิงเข้าไปถึงคุกหลวงรู้ว่าเวลาที่ตนถ่วงไว้มีไม่มากนัก เขาพยายามส่งเสียงเรียกให้นางตื่นเพราะในเวลานั้นเป็นยามจื่อ (เวลา 23.0-24.59 น.)
ทันทีที่เสี่ยวชิงหันหน้ามา เขากลับต้องปวดใจ บีบมือตัวเองแน่นเพราะความเวทนา ใบหน้าอันงดงามของนางปูดบวมเพราะโดนฝ่ามือของฝ่าบาทตบไม่ยั้ง
"เสี่ยวชิง นั่นเจ้าใช่หรือไม่"เสียงเรียกแผ่วๆลดโทนน้ำเสียงลง มันกลับนุ่มนวลลงไปมาก เพราะความสงสาร
"นั่นเจ้าเป็นใครน่ะ " เสี่ยวชิงมองไม่ชัดนักเพราะโหนกแก้มบริเวณใต้ตาช้ำเลือดช้ำปูดโปนจนปิดตาสนิท
"ข้าเอง... ไฉเจ้อหมิง "
"ห่ะ ท่านเองหรือข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าท่านต้องมาเยี่ยมข้า ดีจริงๆดีจริงๆที่ท่านไม่ได้กินอาหารที่ข้าทำ ไม่เช่นนั้นท่านคงไม่รอดแน่เหตุเพราะในนั้นมียาพิษปะปนอยู่ ข้านั้นไม่ได้มีเจตนาคิดร้ายกับท่านเรื่องนี้มีคนจงใจรังแกข้า ท่านต้องเชื่อข้านะเจ้อหมิง" เสี่ยวชิงดีใจขีดสุดเข้าคลานอย่างทุลักทุเลเข้าหาเจ้อหมิง
ระหว่างที่กรงเหล็กแท่งหนาขั้นกลางระหว่างสองคน...เสี่ยวชิงควานเอื้อมมือออกมากุมจับแขนเจ้่อหมิงไว้
"ข้ามาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อหวังช่วยเหลือเจ้าเจ้าอย่าเพิ่งดีใจไป หากข้าจับได้ว่าเจ้าประสงค์ร้ายต่อข้ามีผู้บงการอยู่เบื้องหลัง การปล่อยให้เสด็จพ่อสังหารเจ้าก็เป็นเรื่องสุดแสนยินดีในใจข้า" แม้จะเวทนานางเพียงใด ในใจเจ็บปวดเพียงใดเขาไม่อาจไว้วางใจนางได้อย่างสนิทใจยังคงต้องการเว้นที่ว่างระหว่างความสัมพันธ์ไว้จนกว่าทุกอย่างจะกระจ่าง
"เช่นนั้นท่านมาทำไมกัน"เสี่ยวชิงค่อยๆลดมือลง จากที่กุมมือเจ้อหมิงไว้ก็ไม่มีความหมายนางรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ชายสุดที่รักเปล่งวาจาทำร้ายจิตใจซ้ำเติมเพียงนั้น
"เสี่ยวชิง...จริงๆแล้ว เจ้าเป็นใครกันแน่หากไม่ได้มีผู้ใดบงการอยู่เบื้องหลังของเจ้า ก็จงบอกตัวตนมาบอกที่ไปที่มาให้กระจ่าง"
"เจ้าไม่ใช่คนในโลกของข้าใช่หรือไม่"
"ฮะ ฮะ ฮ่าาาท่านรู้แล้วหรือ ข้ารู้อยู่แล้วล่ะว่าท่านต้องรู้เข้าสักวัน" เสี่ยวชิงหัวเราะออกมาแบบหน้าเจื่อนๆ
"ไหนๆข้าก็จะต้องตาย พรุ่งนี้คงหนีไม่พ้นถูกประหารถ้าเจ้ารู้แล้ว ข้าก็ไม่ต้องการปิดบังเจ้าอีกต่อไป"เสี่ยวชิงรู้สึกสิ้นหวังเป็นที่สุด ยินยอมเล่าตั้งแต่ต้นจนจบให้เจ้อหมิงฟัง
"เดิมทีข้าตื่นมาในห้วงแห่งความฝันข้านั้นคิดว่าฝันไป ภาพแรกที่ข้าได้สติ คือสัมผัสได้ถึงอากาศที่เหน็บหนาวเบื้องหน้าเป็นหิมะขาวโพลน เท้าหนักๆของหลานผิงเสวียนย่ำลงบนหิมะ พาข้ากลับจวนมอบชีวิตใหม่ให้ข้าถงเสี่ยวชิงที่มาจากโลกอีกใบ เป็นหลานเสี่ยวชิงเข้าคัดเลือกสนมในวังแทนบุตรีของเขา กระทั่งข้าได้พบเจ้า "
เรื่องราวมันยุ่งไปกันใหญ่ เมื่อคนเสเพลอย่างข้าดันตกหลุมรักเจ้าเข้าทั้งใจ แต่ด้วยโลกของเจ้านั้นนับหน้าถือตากันจากฐานะข้ากลัวว่าหากข้าบอกเรื่องนี้กับเจ้าแต่แรก เจ้าจะผลักไสไล่ส่งไม่ยอมรับตัวตนของข้า หาว่าข้าคือคนประหลาด
ข้านั้นคิดหาสารพัดวิธีเพื่อกลับไปยังโลกเดิม...แต่ตอนนี้ข้ากลับมาครุ่นคิดดูดีแล้วว่า เพียงแค่ข้าตาย ก็จะได้กลับไปยังปรโลกอีกครั้ง
เจ้อหมิงได้ฟังทุกอย่างจากปากนางซึ่งมันดันไปสอดคล้องกับสิ่งที่บอกในตำรา ทำเอาเขาอึ้งทึ่งแทบพูดไม่ออกจากที่เขาเอาแต่หวาดระแวงเป็นกังวล ก็เริ่มมองนางเปลี่ยนไป
"หากทั้งหมดที่เจ้าพูดมานั้น เป็นเรื่องจริงแท้แสดงว่า แม่นางผู้นั้นที่ข้าเฝ้าคำนึง นางได้จากไปเพราะความหนาวเย็นสินะและสุดท้ายชะตาที่ถูกกำหนดไว้แล้ว ส่งเจ้ามาฟื้นคืนในร่างของนาง "
"มิน่าล่ะ เจ้าถึงได้มีใบหน้าของนางแต่นิสัยผิดแปลกไปอย่างประหลาด "เจ้อหมิงคิดในใจ
"หากท่านรู้แล้วในตัวข้าก็ไม่มีสิ่งที่ท่านต้องการอีกแล้วก็จงไปเถอะ ที่คุกหลวงอากาศหนาวเย็นนักอย่ารั้งอยู่นานเดี๋ยวท่านจะป่วย" แม้กระทั่งก่อนจากลาเสี่ยวชิงก็ยังแสดงถึงว่าตนนั้นเป็นห่วงเป็นใยเจ้อหมิง
ยังพูดไม่ทันจบประโยค เจ้อหมิงก็รีบจากไป
"เจ้านี่ช่างเย็นชาไร้ใจเหลือเกินบทจะรักก็รักปานจะกลืนกิน บทจะร้ายก็ร้ายจนน่าใจหาย" เสี่ยวชิงพึมพำในใจหลังจากที่เจ้อหมิงจากไป
แต่ทว่าที่เขาเร่งร้อนลาจาก มิใช่ว่าไม่ไยดีแต่เป็นเพราะว่าเขาไม่อยากรอช้า ที่จะปล่อยให้นางตายไปโดยที่ตนเองยื่นมือช่วยเหลือไม่ทันการ
****************
ณ หน้าตำหนักหย่งเล่อ
"หลงตู เจ้าไปรวบรวมกำลังพลที่ค่ายชุมพลให้ข้า บอกพี่น้องให้เตรียมตัวให้พร้อมถึงเวลาแล้วที่ข้านี้จะยึดอำนาจเสียที ข้าได้ยินข่าวคราวมาว่ายามฟ้าสางฮองเฮากับเสนาบดีชู้รักชั่วนั่น วางแผนก่อกบฏ"
"องค์ชาย แล้วเรื่องแม่นางเสี่ยวชิงล่ะขอรับองค์ชายจะปล่อยให้นางโดนสังหารหรือไม่"
"หากข้าเป็นใหญ่ในใต้หล้าได้ ไม่มีผู้ใดสังหารนางได้ทั้งนั้น"เจ้อหมิงยื่นคำขาด ประหนึ่งว่า เมียสุดที่รักของข้า ใครจะแตะต้องไม่ได้แม้แต่พ่อก็ตามเถอะ
**********************
ณ ตำหนักฮองเฮา
เสนาบดีชั่ว หลิวเสี่ยงชาง ชู้รัก ออกมาจากหลังม่าน
"ยอดรักของข้า รออีกไม่กี่ชั่วยาม อำนาจทั้งหมดก็จะเป็นของเจ้า"
"แผนที่ท่านเตรียมการไว้หวังว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดนะ"
"ในเมื่อข้ากำจัดไฉเจ้อหมิงไปได้อย่างง่ายดายก็เหลือเพียงแค่ฝ่าบาทที่เป็นเป้าหมายใหญ่ "ฮองเฮาเข้าใจผิดคิดว่าไฉเจ้อหมิงตายเพราะยาพิษไปแล้ว จึงไม่อาจรีรอได้เร่งสั่งกล่อมเกลาให้ หลิวเสี่ยงชาง ชู้รักตระเตรียมกำลังพลที่ทั้งสองเฝ้ารวมหัวกันก่อตั้งกองทัพลับๆนี้มาหลายสิบปี