บนโต๊ะอาหารมีเพียงการสนทนาของหูเสี่ยวเถากับฉินซูเม่ย ซูต้าจู้หรือคุณพ่อซูเป็คนไม่ค่อยพูด เขาจึงนั่งทานข้าวเงียบๆ ส่วนซูซ่างจิ่นก็เอาแต่คอยสังเกตฉินซูเม่ย
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสนใจ ฉินซิ่วหลานจึงเอื้อมมือไปลูบต้นขาของซูซ่างจิ่น ซูซ่างจิ่นรู้สึกตัวจึงก้มลงมองดูที่ต้นขาของตัวเองก็เห็นว่าเป็มือของฉินซิ่วหลานที่ััเขาอยู่ เขากำลังจะต่อว่าเธอแต่ฉินซิ่วหลานกลับพลิกผ่ามือขึ้น
“ฉันเห็นเศษอาหารหล่นอยู่บนขาพี่ ฉันก็เลยหยิบออกให้น่ะค่ะ กลัวว่าถ้าปล่อยไว้นาน เศษอาหารที่มีคราบน้ำมันจะทำให้กางเกงของพี่มีเป็รอยเปื้อน เสื้อผ้าเปื้อนคราบน้ำมันทำความสะอาดยากมากเลยนะคะ” ฉินซิ่วหลานอธิบายเสียงเบา
ซูซ่างจิ่นเห็นเศษอาหารที่อยู่ในมือของฉินซิ่วหลานก็ทำตัวไม่ถูก ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนกินอาหารเลอะเทอะ แต่วันนี้เขากลับทำเศษอาหารหล่นต่อหน้าแขก และเมื่อได้ยินคำอธิบายของฉินซิ่วหลานก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกอาย ถึงการกระทำของฉินซิ่วหลานจะไม่เหมาะสมและชวนให้เข้าใจผิดไปบ้าง แต่อย่างไรเขาก็ต้องขอบคุณในความหวังดีของเธอ “ขอบใจมาก ทีหลังฉันจะระวังให้มากกว่านี้”
“ไม่เป็ไรหรอกค่ะ ฉันเต็มใจดูแลพี่อยู่แล้ว”
แม้เสียงของฉินซิ่วหลานจะเบา แต่ซูซ่างจิ่นที่นั่งอยู่ใกล้เธอก็ได้ยินอย่างชัดเจน เขามองฉินซิ่วหลานอยู่สักพัก ก่อนที่จะหันไปมองว่าคนอื่นได้ยินคำพูดของเธอหรือเปล่า ยังดีที่ไม่มีใครได้ยิน “ไม่จำเป็ หน้าที่นี้ควรเป็ของฉินซูเม่ย”
ฉินซิ่วหลานเก็บความไม่พอใจเอาไว้ เธอทำได้เพียงก้มหน้าทานอาหารต่อ แต่ท่าทางของเธอกลับดูน่าสงสารเป็อย่างยิ่ง ซูซ่างจิ่นทำเป็มองไม่เห็น จะให้เขาปลอบใจเธอตอนนี้คงไม่เหมาะสมนัก อย่างไรฉินซิ่วหลานก็เป็น้องสาวของคู่หมั้น เขากับเธอไม่ควรใกล้ชิดกันจนเกินงาม เดี๋ยวฉินซูเม่ยหรือแม้แต่แม่ของเขาจะเข้าใจผิดได้ ซูซ่างจิ่นทำได้แค่กินข้าวต่อไปเงียบๆ
ฉินซูเม่ยที่เหมือนจะไม่สนใจกลับแอบยิ้มให้กับความใจกล้าของฉินซิ่วหลาน ‘นี่ขนาดพ่อกับแม่ของซูซ่างจิ่นหรือแม้แต่ฉันที่เป็คู่หมั้นของเขายังนั่งอยู่ตรงนี้ แต่เธอยังกล้าให้ท่าว่าที่พี่เขยของตัวเอง ฉันจะทำเป็ไม่รู้เห็นก็แล้วกัน และฉันก็หวังว่าเธอจะจับซูซ่างจิ่นให้ได้เร็วๆ ยิ่งเธอทำงานได้เร็ว ฉันก็จะถอนหมั้นได้เร็วขึ้น’
“เธอกำลังจะไปไหนเหรอซูเม่ย” เซี่ยหงเดินเข้ามาทัก
“่นี้คุณป้าหูกับคุณลุงซูไปเยี่ยมญาติที่ต่างอำเภอ คุณป้าหูก็เลยให้ฉันทำอาหารไปส่งให้ซูซ่างจิ่น นี่ก็ใกล้จะได้เวลาทานมื้อค่ำแล้ว ฉันกำลังจะเอาอาหารไปส่งให้เขา” ฉินซูเม่ยตอบ
“อาหารในตะกร้าหอมมากเลย ฉันเดาว่าคงเป็หมูตุ๋นผักกาดดองฝีมือเธอใช่ไหม” เซี่ยหงพูดยิ้ม “ฝีมือการทำอาหารของเธออร่อยอย่าบอกใคร คงตั้งใจแสดงฝีมือให้คู่หมั้นได้กินของอร่อยเต็มที่เลยล่ะสิ”
“ก็มีแต่เธอนี่ล่ะที่บอกว่าอาหารของฉันอร่อย แต่ต่อให้ไม่ใช่ฉัน จะเป็ฝีมือใครก็อร่อยทั้งนั้นถ้ามีเนื้อและน้ำมันเป็ส่วนประกอบ”
“ไม่เหมือนกันหรอก อย่างฉันนี่ไง ต่อให้มีเนื้ออย่างดีมากองอยู่ตรงหน้า สุดท้ายอาหารที่ฉันทำออกมาก็ยังเป็อาหารที่กลืนแทบไม่ลงอยู่ดี”
“ของแบบนี้มันฝึกกันได้นะ เอาไว้ฉันไปสอนเธอทำอาหารบ้างดีไหมล่ะ”
“ไม่ดีหรอก บ้านพักของฉันอาศัยอยู่กันหลายคน ถ้าฉันชวนเธอไปทำอาหารที่นั่น กลัวว่าจะไปรบกวนคนอื่นเขา”
“กลัวว่าจะไปรบกวนหรือกลัวว่าจะได้แบ่งปันอาหารให้คนอื่นกันแน่” เหอเจียวเจียวเดินเข้ามา “ทำไมเธอไม่บอกฉินซูเม่ยไปล่ะหงหงว่าความจริงแล้วที่เธอต้องทำอาหารกินคนเดียวเป็เพราะเพื่อนยุวชนคนอื่นไม่อยากกินอาหารร่วมกับคนเห็นแก่ตัวอย่างเธอ ขนาดตอนนั้นฉันหิวน้ำจนจะเป็ลม ขอยืมเงินเธอแค่ไม่กี่เหมาเธอยังไม่ให้ยืม แล้วถ้าฉันกับเพื่อนยุวชนคนอื่นมากินข้าวร่วมกับเธอ ต่อไปพวกเราไม่ต้องนับเม็ดข้าวเวลาตักแบ่งอาหารเลยหรือไง”
“ใช่ ฉันมันคนเห็นแก่ตัว เธอรู้ไว้ก็ดี ต่อไปก็อย่ามายุ่งกับฉัน หรือเวลาเจอหน้าก็ให้เดินเลี่ยงไปไกลๆ เพราะฉันก็จะทำแบบนี้เหมือนกัน” เซี่ยหงพูดขึ้น
“เห็นไหม ในที่สุดเธอก็ยอมรับแล้วว่าเธอเป็คนเห็นแก่ตัว” เหอเจียวเจียวหันไปมองในตะกร้าที่ฉินซูเม่ยถืออยู่ “อาหารในตะกร้าคืออะไรทำไมหอมจัง บ้านเธอทานเนื้อทุกวันเลยเหรอ”
“บ้านของซูเม่ยจะกินอะไรแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย” เซี่ยหงเดินไปหยุดอยู่ข้างฉินซูเม่ย “อยากกินเนื้อก็ไปซื้อมาเอง หรือถ้าไม่มีเงินก็ขึ้นเขาไปหากระต่ายหรือไก่ป่าสักตัว อย่าเอาแต่มองอาหารในมือคนอื่น อย่านึกว่าฉันรู้ไม่ทันเธอนะ อีกเดี๋ยวเธอก็จะคร่ำครวญถึงความลำบากและอาหารการกินที่ไม่ดีของเธอให้ซูเม่ยฟัง แล้วหลังจากนั้นเธอก็จะขออาหารจากซูเม่ยใช่ไหม ลูกไม้เก่าๆ แบบนี้เธอเก็บมันกลับไปเถอะ ฉันรู้ทันเธอหมดแล้ว”
“เซี่ยหง! เธอตั้งใจจะฉีกหน้าฉันใช่ไหม”
“ฉันไปฉีกหน้าอะไรเธอ ฉันแค่พูดความจริง”
“ไม่เอาน่าอาหง เธอไม่จำเป็ต้องทะเลาะกับเหอเจียวเจียวเพราะฉันหรอก” ฉินซูเม่ยรีบห้ามเพราะกลัวว่าเื่ราวจะบานปลาย
“แต่เหอเจียวเจียวกำลังจะเอาเปรียบเธอนะ”
“ไม่เป็ไร เดี๋ยวฉันจัดการเอง” ฉินซูเม่ยหันไปพูดกับเหอเจียวเจียวต่อ “อาหารในตะกร้านี้ไม่ใช่ของฉันหรอก แต่เป็อาหารที่ฉันทำไปให้ซูซ่างจิ่น ฉันหมายถึงคู่หมั้นของฉันน่ะ พอดี่นี้เขาอยู่บ้านคนเดียว ฉันก็เลยต้องเอาอาหารไปส่งให้เขา ครอบครัวซูทานเนื้อทุกวัน อาหารที่ฉันทำไปส่งคู่หมั้นจึงเป็อาหารจานเนื้อ”
“ซูซ่างจิ่น?” เหอเจียวเจียวทำท่าคิด “เธอหมายถึงนักเรียนชั้นมัธยมปลายคนเดียวของหมู่บ้านคนนั้นน่ะเหรอ”
“ใช่ คู่หมั้นของฉันคือนักเรียนมัธยมปลายคนเดียวของหมู่บ้าน” ฉินซูเม่ยทำท่าทางภูมิใจเมื่อพูดถึงคู่หมั้น
ความจริงแล้วฉินซูเม่ยไม่จำเป็ต้องอธิบายหรือพูดอะไรให้เหอเจียวเจียวฟังเลยสักนิด เพราะต่อให้เธอจะกินอาหารจานเนื้อทุกวันหรือจะกินไข่ต้มทุกมื้อมันก็เป็เื่ของเธอ แต่ที่เธอยังอธิบายให้เหอเจียวเจียวฟังก็เพราะเธอจำได้ว่าในชาติที่แล้วเหอเจียวเจียวทนความลำบากที่ต้องทำนาทุกวันไม่ไหว ทั้งครอบครัวเดิมที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงก็เขียนจดหมายมาขอธัญพืชจากเธอทุกเดือน
เหอเจียวเจียวจนปัญญา เพราะธัญพืชที่เธอได้รับในแต่ละเดือนก็ไม่พอกินอยู่แล้ว แต่เธอยังต้องแบ่งธัญพืชครึ่งหนึ่งส่งกลับไปให้ที่บ้าน นานวันเข้าเหอเจียวเจียวก็ทนไม่ไหว เมื่อมีนายทหารหนุ่มคนหนึ่งกลับมาเยี่ยมบ้านในวันหยุด เหอเจียวเจียวใช้วิธีแสนน่าอายเพื่อที่จะจับนายทหารคนนั้น ไม่ว่านายทหารหนุ่มจะปฏิเสธและพยายามอธิบายเหตุผลให้คนอื่นฟังอย่างไร แต่พอเห็นเหอเจียวเจียวยืนกุมเสื้อที่ถูกฉีกขาดแล้วร้องไห้อย่างน่าสงสาร จึงไม่มีใครเชื่อคำพูดของนายทหารหนุ่มเลยสักคน สุดท้ายหัวหน้าหมู่บ้านสั่งให้นายทหารหนุ่มต้องรับผิดชอบและแต่งงานกับเหอเจียวเจียว เมื่อเสร็จงานแต่ง นายทหารหนุ่มจึงพาเหอเจียวเจียวไปอาศัยอยู่กับเขาที่บ้านพักในค่ายทหาร ฉินซูเม่ยก็ไม่รู้เื่ราวต่อจากนั้น
แต่ฉินซูเม่ยรู้ได้อย่างไรว่าเหอเจียวเจียววางแผนใส่ร้ายนายทหารหนุ่มคนนั้นน่ะหรือ ก็เพราะตอนที่เหอเจียวเจียววิ่งเข้าหานายทหารหนุ่มในสภาพไม่เรียบร้อย เธอกับซูซ่างจิ่นเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี เพียงแต่ซูซ่างจิ่นมองว่าเื่นี้ไม่ใช่เื่ของเขา และเขาก็ไม่อยากเอาตัวเข้าไปยุ่งกับเื่รักๆ ใคร่ๆ ของคนอื่น ซูซ่างจิ่นก็เลยห้ามไม่ให้เธอเข้าไปยุ่งกับเื่นี้ ก็เพราะเื่นี้ที่ทำให้ฉินซูเม่ยรู้สึกผิดกับนายทหารหนุ่มเป็อย่างมาก
ในเมื่อตอนนี้เหตุการณ์นั้นยังไม่เกิด ฉินซูเม่ยจะไม่ยอมให้นายทหารหนุ่มต้องมาเจอกับเื่ร้ายนี้อีก คนดีๆ ไม่ควรถูกรังแก และคนนิสัยไม่ดีอย่างเหอเจียวเจียวก็ควรจะได้เจอกับผู้ชายอย่างซูซ่างจิ่น
ถึงแม้ฉินซูเม่ยวางแผนและให้โอกาสฉินซิ่วหลานเข้าหาคู่หมั้นของตัวเอง แต่ในเมื่อฉินซิ่วหลานยังชักช้า ก็ให้เหอเจียวเจียวร่วมวงด้วยเลยก็แล้วกัน เพราะไม่ว่าใครจะคว้าซูซ่างจิ่นไปครองได้ คนที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือเธออยู่ดี
“เธอบอกว่าเธอเป็คู่หมั้นของซูซ่างจิ่นอย่างนั้นเหรอ” เหอเจียวเจียวเชิดหน้าถาม ตอนนี้เธอคิดอะไรดีๆ ออกแล้ว
“ใช่ ฉันเป็คู่หมั้นของเขา”
“พวกเธอมีกำหนดแต่งงานกันเมื่อไหร่”
“ยังไม่ได้กำหนด คงรอให้ซ่างจิ่นเรียนจบก่อนมั้ง”
“นี่! เหอเจียวเจียว เธอจะถามเื่ส่วนตัวของคนอื่นไปทำไม” เซี่ยหงทนเงียบต่อไปไม่ไหว เธอคิดว่าเหอเจียวเจียวต้องวางแผนที่จะทำอะไรอยู่แน่ อยู่ดีๆ มาถามเื่คู่หมั้นของคนอื่นทำไม
“เหอะ...ไม่ใช่เื่ของตัวเองสักหน่อย เธอจะมาโมโหทำไม” เหอเจียวเจียวแสร้งโมโหกลบเกลื่อน “อีกอย่างเธอเป็เพื่อนกับซูเม่ยได้ แล้วฉันจะเป็ไม่ได้บ้างหรือไง”
เซี่ยหงถึงกับพูดไม่ออก เพราะเธอไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามไม่ให้ฉินซูเม่ยคบหาหรือสนิทสนมกับเพื่อนคนอื่นได้จริงๆ ถึงแม้เธอกับฉินซูเม่ยจะสนิทกันมากก็ตาม
ฉินซูเม่ยตบหลังมือเพื่อนเบาๆ ก่อนจะหันไปพูดกับเหอเจียวเจียว “ถ้างั้นฉันก็ยินดีที่ได้รู้จักเพื่อนใหม่ก็แล้วกัน”
“เธอกำลังจะเอาอาหารไปส่งคู่หมั้นใช่ไหม ถ้างั้น...ฉันขอไปทำความรู้จักกับคู่หมั้นของเธอด้วยนะ”
เซี่ยหงอึ้งไปอีกครั้ง ฉินซูเม่ยก็ผิดคาดเช่นกัน เพราะไม่คิดว่าเหอเจียวเจียวจะรวดเร็วขนาดนี้ เพิ่งคุยกันจริงๆ จังๆ ก็อยากทำความรู้จักกับคู่หมั้นของเธอแล้วหรือ แต่ฉินซูเม่ยก็แอบยิ้ม ‘ฉินซิ่วหลาน เหอเจียวเจียว ระหว่างพวกเธอสองคน ใครจะคว้าซูซ่างจิ่นไปได้ก่อนนะ’