#วันอาทิตย์#
“คุณเรเวลคะ..ตื่นได้แล้วค่ะ..ถึงเวลาแล้วนะคะ” เมดคนหนึ่งกำลังเขย่าตัวปลุกเรเวลอยู่
“งืมมๆ…ไม่เอาง่าา..” เรเวลนอนดิ้นไปมา..ไม่ยอมลุก
“คุณเรเวลคะ..ตื่นได้แล้วค่ะ..” เมดเขย่าแรงกว่าเดิม
“งืมมๆ…เซซิเลียไม่เอา..อย่างับหูฉันน้าาาา” เรเวลนอนละเมอไม่ยอมตื่น
“เห้อออ….” เมดถอนหายใจ…หลังจากนั้นเธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด
“คุณเรเวลตื่นได้แล้วค่าาาาาาาาาาาาาาาาาาาา”
“วะ…เหวอออออออ…” เรเวลสะดุ้งตกใจจนกลิ้งตกเตียงในทันที
“ตื่นได้แล้วนะคะ..ตอนนี้ได้เวลาแล้วค่ะ..ท่านไอรีนให้ฉันมาปลุกคุณ”
“ขะ..เข้าใจแล้วครับ..ขะ..ขออภัยครับ..พอดีหลับลึกไปหน่อย”
วันนี้มีเมดมาปลุกผมที่ห้องนอนตั้งแต่ตี5 เนื่องจากคนที่ถูกคำสาปจำนวนมากในชุดแรกได้ถูกขนมายังเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว
“ตื่นแล้วรีบเตรียมตัวให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมงด้วยนะคะ”
“คะ..ครับ”
ผมลุกขึ้นจากเตียงทำกิจวัตรต่างๆให้เรียบร้อยแล้วมุ่งหน้าไปยังลานกว้างใจกลางเมืองหลวงทันที และเมื่อมาถึงก็พบว่ามีคุณเซบาสเตียนยืนรออยู่ก่อนแล้ว
“อรุณสวัสดิ์..เหนื่อยหน่อยนะเจ้าหนู”
“ออ..ไม่หรอกครับ..”
มีรถม้าจำนวนมากที่มีกระโจมอยู่ด้านหลังจอดเรียงกันไว้อยู่
ทหารค่อยๆขนคนเจ็บลงมาจากรถม้านัันเรียงรายกันบนพื้น
“โอยยย…”
“อึก..ทรมานเหลือเกิน”
เสียงคนมากมายร้องโอดครวญ
บางคนดิ้นทุรนทุรายราวกับเห็นภาพหลอน
บางคนร้องไห้หาพ่อแม่
คนที่ถูกคำสาปนั้นมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ปนกันอยู่เต็มไปหมด
ร่างกายมีผิวสีดำ..ดวงตาสีแดงฉาน..แถมบางคนก็มีเกล็ดสีดำราวกับเกล็ดของมังกรดำ
นอกจากนี้ก็มีคนบางส่วนที่มีปักสีดำงอกออกมาจากกลางหลังด้วย..แสดงให้เห็นว่าคำสาปได้ลุกลามมาจนถึงระยะสุดท้ายแล้ว
“ใครมันเป็นคนทำเรื่องโหดร้ายแบบนี้นะ” เรเวลเห็นภาพนั้นพร้อมกับกำหมัดแน่นด้วยความโกรธเกรี้ยว
“พวกเราขนคนเจ็บลงมาหมดแล้วครับ..ถึงจะน่าเศร้าแต่ก็มีคนบางส่วนที่มาถึงตรงนี้ไม่ทันและได้เสียชีวิตลงก่อน..ฉะนั้นต้องขออภัยด้วยครับ” ทหารทำท่าวันทยาหัตถ์แล้วก้มหน้าลงด้วยความเศร้าสลด
“ไม่เป็นไรหรอก..พวกคุณทำเต็มที่แล้วล่ะ..ต่อจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของเราเอง” เซบาสเตีนนกล่าว
“ครับ” ทหารทำท่าวันทยาหัตถ์แล้วเดินจากไป
“เอาล่ะ..เจ้าหนูพวกเรารีบลงมือกันเถอะ..ฟ้าใกล้สางแล้ว..ถ้าคนพวกนี้ถูกแสงแดดขึ้นมาโดยไม่มีอะไรบัง..อาการจะรุนแรงขึ้นจนถึงตายได้เลยนะ” หลังเซบาสเตียนกล่าวจบแล้ว..เขาเรียกอาร์ติเฟกซ์ลูกแก้วของตัวเองออกมาทันที
“เข้าใจแล้วครับ” เรเวลพยักหน้าตอบ
อา..ต่อให้คนที่อยู่เบื้องหลังจะเป็นใครหรือใหญ่มาจากไหนฉันไม่สนหรอก..เพราะไม่ว่ายังไงฉันจะต้องกระชากหน้ากากแล้วลากพวกแกออกมารับผลกรรมที่ทำไว้ให้ได้เลยคอยดูเถอะ!!!!!
‘อาร์ติเฟกซ์-หอกศักดิสิทธิ์โฮลี่เจวาลิน’ แสงสว่างจ้าถือกำเนิด..
ปรากฎหอกศักดิสิทธิ์สีขาวเงินบริสุทธิ์..
ปีกขนนกสีขาวและใบมีดรูปสามเหลี่ยมเหลืองตรงปลายหอกส่องแสงประกายสีขาวเงิน
อาร์ติเฟกซ์เทวทัณฑ์ที่ถูกยกระดับวิวัฒนการ..เริ่มรวบรวมอนุภาคแสงสีขาวบริสุทธิ์พร้อมกับเสียงระฆัง
เรเวลตั้งสมาธิถือหอกนิ่งด้วยมือทั้งสองข้างเพื่อเตรียมใช้สกิล <หอกแห่งปาฎิหาริย์> แบบชาร์จเต็มพิกัดอีกครั้ง
……………..
“อา…ฉันเห็นหมดทุกอย่างแล้ว..หึหึ”
เสียงหัวเราะของผู้หญิงคนหนึ่งเต็มไปด้วยความน่ากลัว..ดังสะท้อนไปทั่ว
บรรยากาศโดยรอบห้อมล้อมด้วยความมืดสนิท …พร้อมกับไอเย็นเฉียบชวนสยอง
“แกเองคือคนที่ล้างคำสาปของฉันได้อย่างงั้นสินะ..”
คำสาป<ตรามรณะที่1> นี้เดิมทีเป็นคำสาประดับสูงที่ฉันมั่นใจว่าไม่มีใครในทวีปอัลเทียร์แห่งนี้สามารถถอนมันได้แน่นอน…แต่แกกลับถอนมันได้อย่างงั้นสินะ..ฮึฮึ
ที่จริง..ก็สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมอยู่ดีๆคำสาปที่ฉันมอบให้กับราชวงศ์คนหนึ่งมันถึงได้หายไปได้..หลังจากนั้นถึงได้ตามดูผู้ที่ถูกฉันสาปมาตลอด
“มีอะไรอย่างงั้นหรอครับ..ท่านดิมาเรีย..” ปรากฎชายหนุ่มผมสีดำคนหนึ่งกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม
“เดี๋ยวฉันจะแสดงภาพนิมิตในหัวของฉันให้นายดูแล้วกัน..ไรอา”
"พลังปีศาจ 1%"
‘เวทย์ปีศาจ-ปีศาจคำสาป <กระจกคำสาปมรณะ>’ …ปรากฎกระจกสีดำขึ้นกลางอากาศทันที
ในกระจกนั้นฉายภาพเด็กหนุ่มผมขาวตาสีแดงคนหนึ่ง..กำลังถือหอกสีเงินที่รวบรวมอนุภาคแสงลึกลับบางอย่างอยู่
อนุภาคแสงนั่นถูกส่งไปยังอาร์ติเฟกซ์ลูกแก้วของชายแก่คนหนึ่ง…หลังจากนั้นชายแก่ได้ร่ายสกิลบางอย่าง
แล้วปรากฎแสงสีฟ้าสว่างเข้มพุ่งสูงเสียดฟ้า..กระจายไปทั่งบริเวณลานกว้างขนาดมหึมาทันที
คำสาป<ตรามรณะที่1>..ถูกลบล้างหายไปในพริบตา
"ละ..ลบล้างคำสาปของท่านดิมาเรียหายไปได้อย่างงั้นหรอ!?..อย่างนี้เองหรอครับที่ท่านกังวล?” ชายผมดำชื่อไรอากล่าว
"คิคิคี่…ถ้าอย่างนั้นจะให้พวกกระผมไปฆ่ามันตอนนี้เลยมั้ยครับ..คิคิคี่” มนุษย์สัตว์ครึ่งคนครึ่งแพะ..ยืนสองขามีร่างกายเหมือนมนุษย์..แถมมีขนสีขาวทั่วตัวพร้อมกับมีเขาที่หัวสองข้าง…กล่าวแบบนั้น…นอกจากนี้มนุษย์แพะคนนี้ยังใส่แว่นกันแดดสีดำด้วย
“นี่ถึงขนาดต้องฆ่าเลยหรอคาบิคอน..ท่านดิมาเรียยังไม่ได้สั่งอะไรเราเลยนะ..แถมเด็กหนุ่มผมขาวคนนั้นก็หน้าตาหล่อไม่เบาด้วยล่ะ..ถูกสเปคฉันเลยนะขอบอก” ผู้หญิงผิวสีแทน..ผมยาวสีดำ..ท่าทางดูดุร้าย..เลียฝ่ามือตัวเองพร้อมกับกล่าวแบบนั้น
“คิคิคี่..อย่าพูดมากเลยน่ะ..ฮิริวเต้…ฉันเห็นเธอพูดแบบนี้กับผู้ชายทุกคนไม่ใช่รึไง..อย่างรายล่าสุด ผู้ชายคนหนึ่งที่เธอเพิ่งชิมเขาเสร็จ…เห็นว่าเธอจับเขาตัดแขนตัดขา..แล้วโยนให้สัตว์ปีศาจกินทั้งเป็นเลยไม่ใช่หรอ….คิคิคี่"
“นั่นเขาเรียกว่าการเอ็นดูในแบบของฉันต่างหากล่ะ..ฮิฮิฮิ..”
“พวกแกทั้งหมดเงียบได้แล้ว..”
“ครับ../คิคิคี่../ค่ะ..”
“ไอเจ้าเด็กผมขาวนั่น..จะลงมือฆ่ามันเมื่อไหร่ก็ได้..ไม่ใช่เรื่องยากหรอก..งานด่วนของพวกเราตอนนี้คือตามหาคริสตัลให้ครบ 7ชิ้นนะ..อย่าลืมสิ..แถมนี่ผ่านมาก็หลายปีแล้วยังทำมันได้ไม่ถึงไหนเลย..ถ้าหากช้าเกินไปจนท่านผู้นั้นโกรธขึ้นมา..ทั้งฉันแล้วก็พวกแกจะซวยเอาได้นะ”
“แต่ว่าท่านดิมาเรียครับ..ถ้าไอเด็กผมขาวกับไอแก่คนนั้นมันร่วมมือกันแล้วล้างคำสาปของท่านจนหมด..พวกเราจะไปหลอกพวกสมาชิกระดับล่างให้ช่วยงานพวกเราต่อได้ยังไงล่ะครับ..ในเมื่อเจ้าพวกโง่พวกนั้นมันยอมช่วยเราเพราะคิดว่าเราจะแก้คำสาปให้มันไม่ใช่หรอ?"
“อา..ฉันคิดว่าจะไม่ใช้งานเจ้าพวกนั้นแล้วล่ะ..เพราะในบรรดาสมาชิกระดับสูงทั้งหมด มีแค่ฉันที่ใช้วิธีนี้แต่กลับรวบรวมคริสตัลมหาเวทย์ไม่ได้เลยสักชิ้น แถมชิ้นที่เพิ่งรวบรวมมาได้ครั้งแรก...ล่าสุด..ก็เห็นสายข่าวแจ้งมาว่าถูกอัศวินศักดิ์สิทธิ์คนหนึ่งชิงไปอีก..นอกจากนี้ยังมีสมาชิกระดับกลางแบบพวกแกถูกจับตัวไปด้วยคนหนึ่ง”
“โอ..แบบนั้นแย่เลยนะครับเนี่ย…แต่ว่าท่านจะกลัวอัศวินศักดิ์สิทธิ์ทำไมหรอครับ..เพราะในเมื่อถ้าหากดึงพลังปีศาจให้ถึง 30% ก็สามารถชนะมันได้สบายๆแล้ว”
“ฉันไม่ได้กลัวอัศวินศักดิ์สิทธิ์เฟ้ยย..เจ้าโง่..ที่ฉันจะสื่อคือ..ถ้าคริสตัลมหาเวทย์ยังรวบรวมได้ช้าอยู่แบบนี้..พวกเราจะถูกท่านผู้นั้นโกรธเอาได้..แถมสมาชิกระดับสูงคนอื่นๆนอกจากฉันก็เริ่มจะทำผลงานแซงหน้าฉันไปแล้ว" ดิมาเรียกล่าวด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยวจนมีออร่าพลังเวทย์สีดำมหาศาลแผ่ออกมา..ทำให้ลูกน้องทั้งสามคนของเธอกลัวจนตัวสั่น
“ถะ..ถะ..ถ้างั้น..ท่านจะทำยังไงหรอคะท่านดิมาเรีย..?” ฮิริวเต้หน้าซีดแล้วกล่าวถามขึ้นมา
“พอละ..ฉันจะไม่ใช้งานสมาชิกระดับล่างอีกแล้ว..หลังจากนี้หน้าที่ตามหาคริสตัลมหาเวทย์ให้เป็นสมาชิกระดับกลางอย่างพวกเธอ..”
“ก็คือแผนการของท่านหลังจากนี้จะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณหรอครับ?..ถ้างั้นจะทำยังไงกับสมาชิกระดับล่างที่มีจำนวนมากล่ะ..จะปล่อยมันไปหรอครับ?”
ดิมาเรียยิ้มทันที..แล้วกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำน่ากลัว
“ไม่ต้องคิดมากหรอก…ฆ่าพวกมันทิ้งให้หมดก็สิ้นเรื่อง..ถ้าสมาชิกระดับกลางอย่างพวกแกลงมือ..แค่แปปเดียวก็ฆ่าได้หมดแล้ว”
“เข้าใจแล้วครับ” ไรอาโค้งคำนับด้วยท่าทีนอบน้อม
“คิคิคี่..แบบนี้งานเลี้ยงละเลงเลือดได้มากันแล้ว” คาบิคอนยิ้มด้วยใบหน้าสยดสยอง..พร้อมกับสะบัดหน้าที่มีลิ้นยืดยาวไปมา
“แล้วคริสตัลมหาเวทย์ชิ้นถัดไปจะไปหาที่ไหนดีคะ..ท่านดิมาเรีย?” ฮิริวเต้กล่าวถามแบบนั้น
“ได้ข่าวว่ามีดันเจี้ยนที่เพิ่งค้นพบใหม่ไม่นาน..ให้พวกแกไปตามหาที่นั่นก็แล้วกัน..บางทีอาจจะมีก็ได้”
“เข้าใจแล้วครับ/เข้าใจแล้วค่ะ/เข้าใจแล้วคิคิคี่"
……………………………
การล้างคำสาปเสร็จสมบูรณ์
คนทุกคนที่อยู่ในบริเวณลานกว้างหายจากคำสาปจนกลับมาเป็นปกติแล้ว
“หายแล้วหรอ!”
“นี่เราเป็นอะไรกันแน่ละเนี่ย”
“คุณพ่อคุณแม่หนูอยู่ไหนหรอคะ”
ทั้งผู้ใหญ่และเด็กจำนวนมากเดินกันวุ่นวายในบริเวณลานกว้างจนเจ้าหน้าที่กองทหารต้องเข้ามาควบคุมความสงบเรียบร้อย
“ในที่สุดก็สำเร็จแล้วนะครับคุณเซบาสเตียน..ขอบคุณมากๆเลยครับ”
“ไม่หรอก..ทั้งหมดเป็นเพราะหนุ่มน้อยอย่างคุณต่างหากล่ะ”
“เจ้าเด็กนั่นเป็นใครกันนะ..นักเรียนโรงเรียนอัศวินเวทย์มนต์งั้นหรอ?”
“พลังเวทย์เมื่อกี้มันมหาศาลมากๆเลยนะ..”
ทั้งเจ้าหน้าที่ทหารและเจ้าหน้าที่สภาเวทย์มนต์จำนวนมากมองดูเรเวลด้วยความตกตลึง
“นี่พวกแก..ทำงานกันได้แล้ว..หน้าที่พวกเราคือสืบสวนเรื่องราวนะ…รีบไปสอบถามข้อมูลจากคนเจ็บที่เพิ่งหายเร็วเข้า”
“คร้าบบบ!!!..หัวหน้าา”
เรเวลมองส่งภาพนั้นแล้วยิ้มให้..พร้อมกับคิดว่าในที่สุดเรื่องราวก็กลับมาเป็นปกติแล้ว..ถึงแม้ว่าจะมีคนอีกจำนวนมากที่ยังถูกคำสาปอยู่..แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาแม้แต่น้อย
“คุณเซบาสเตียนครับ..คนที่ถูกคำสาปชุดถัดไปจะถูกส่งมาที่นี่อีกเมื่อไหร่หรอครับ?”
“เรื่องนี้กระผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ..เอาเป็นว่าคุณเอาอันนี้ไปก่อนละกัน" เซบาสเตียนมอบเข็มกลัดคล้ายกระดุมอันหนึ่งให้เรเวล
“หืม?..อันนี้มันคุ้นๆแหะ” เรเวลหยิบกระดุมอันนั้นขึ้นมามองดู
“อุปกรณ์สื่อสารระยะไกลไงครับ..เอาเป็นว่า..ถ้าชุดถัดไปมาเมื่อไหร่..เดี๋ยวกระผมจะติดต่อไปเอง..ระหว่างนี้..คุณจะไปเที่ยวเล่นหรือทำธุระที่ไหนก่อนก็แล้วแต่เลยครับ ..แต่ถึงอย่างนั้นต่อให้ชุดถัดไปมาถึง..กว่าจะเริ่มล้างคำสาปกันได้ก็คงต้องเป็นตอนค่ำ เพราะว่าเราไม่สามารถวางคนเจ็บกลางแสงสว่างจ้าได้”
“งั้นหรอครับ”
เรเวลเงยหน้ามองท้องฟ้าพร้อมกับมองหอนาฬิกาที่เมืองหลวง
‘6:25 น.’
เลย6โมงเช้ามาแล้วสินะ..ดวงอาทิตย์เริ่มขึ้นทางทิศตะวันออกแล้ว.. แต่ถึงอย่างงั้นจะไปทำอะไรดีล่ะ..ในเมื่อสนามต่อสู้ของโรงเรียนเวทย์มนต์กว่าจะเปิดก็ต้องรอวันพรุ่งนี้
ตอนที่คิดแบบนั้นอยู่นั่นเอง
“เรเวลลลล…”
มีเสียงเรียกของผู้หญิงอันไพเราะคุ้นหู
“เซซิเลียหรอ?”
ปรากฎภาพของเซซิเลียกำลังโบกมือให้แล้ววิ่งเข้ามาหา
“คุณร่วมมือกับคุณเซบาสเตียนล้างคำสาปเรียบร้อยแล้วใช่มั้ยคะ”
“อืมก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ..ว่าแต่เธอไปหารูอันแล้วบอกเรื่องฉันแล้วใช่มั้ย?”
“เรียบร้อยแล้วค่ะ..”
ปรากฎสายตาจำนวนมากมองไปที่เซซิเลียทันที
“เห้ยย..นั่นใครวะ…โคตรสวยเลยย”
“เห้ยแกไม่รู้หรอ..นั่นเชื้อพระวงศ์นะเว้ยย..อย่าพูดจาเสียมารยาทเชียวล่ะ”
“ฉันจะไปรู้ได้ไงล่ะ..ก็มาจากบ้านนอกนี่นา..แถมเพิ่งหายจากโรคบ้าๆเมื่อกี้ด้วย..ยังมึนๆอยู่เลย”
“องค์หญิงเซซิเลีย..บุตรสาวของท่านดยุคเซนาท…ไม่คิดว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้นะเนี่ย..ฉันที่เป็นขุนนางผู้หญิงเห็นแล้วยังอิจฉาเลย”
“แล้วเด็กผมขาวที่ช่วยเราร่วมกับคุณลุงแก่ๆเมื่อกี้เป็นอะไรกับองค์หญิงงั้นหรอ”
“ไม่รู้เหมือนกันสิ..คนใช้มั้ง”
เสียงฮือฮากระซิบกระซาบดังเป็นจำนวนมากหลังเซซิเลียปรากฎตัว
เซซิเลียยืนอยู่ด้านหน้าเรเวลพร้อมกับมองหน้าเขาอยู่นานแล้วยิ้มให้
“มะ..มีอะไรหรอ..ซะ..เซซิเลีย” เรเวลรู้สึกถึงบรรยากาศแปลกๆจึงได้ลองถามไปแบบหวาดๆ
“ท่านเซซิเลียครับ..หลังจากนี้คุณเรเวลว่างนะครับ..” เซบาสเตียนกล่าวแบบนั้นด้วยท่าทีนอบน้อม..ราวกับรู้ใจเด็กสาวผู้เป็นนาย
“งั้นหรอคะ..ขอบคุณมากนะคะ..คุณเซบาสเตียน”
“ไม่เป็นไรครับ”
“ถ้างั้น..><” เซซิเลียเดินเข้ามาเกาะแขนเรเวลทันที..
“วันนี้พวกเราไปเดินเที่ยวเมืองหลวงด้วยกันเถอะค่ะ..ที่รัก >//<”
#คุยกับคนเขียน (ไรท์)#
ตอนหน้าจะแบ่งเป็นสองฉากครับ คือฉากเดินเที่ยวเมืองหลวงด้วยกันสองคนกับเซซิเลีย(สั้นๆ)…แล้วก็จะตัดไปวันจันทร์ซึ่งเป็นฉากฝึกซ้อม(ต่อสู้จริง)กับเซซิเลียเลย ซึ่งฉากต่อสู้นี้คาดว่าจะกินความยาวไปถึงตอนที่73
ส่วนถ้าถามว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะลงดันเจี้ยน..ไทม์ไลน์ก็ประมาณนี้ครับ (สปอยนิดๆนะระวังด้วย)
.
.
.
.
ฝึกซ้อมต่อสู้กับเซซิเลีย →เอลิเซ่ปรากฎตัวอีกครั้งพร้อมกับปริศนาบางอย่าง → สืบหาความจริงบางอย่างเกี่ยวกับเอลิเซ๋ →สู้กับนักรบเงาปริศนา (ศัตรูเดียวกันในบทคั่น) → ลงดันเจี้ยน