จารึกที่ 327 : ม่านหมอกสัจธรรม : เสียงเพรียกจากเถ้าธุลีบรรพกาล
เมื่อเศษซากของความโกลาหลระลอกแรกจากการปะทะกับศาลสวรรค์สงบลง ห้วงมิติภายในสุสานสัจธรรมก็กลับคืนสู่ความมืดมิดอันไพศาล ไร้ซึ่งแสงตะวันหรือจันทราคอยบอกเล่าการไหลเวียนของกาลเวลา
มีเพียงแสงสีเงินยวงอันริบหรี่ที่เปล่งประกายจากแกนปราณของมหานาวาปราณสูญตา ซึ่งกำลังแหวกว่ายฝ่ากระแสอากาศธาตุที่หนืดเหนียวประดุจโคลนตม มุ่งหน้าลึกลงไปในใจกลางของดินแดนเร้นลับอย่างไม่ลดละ
ที่หน้าหางเสือบังคับทิศทาง 'เจ้าสัว' หุ่นกลศิลาพิทักษ์ ยืนตระหง่านอย่างมั่นคง หัตถ์ศิลาสะบั้นสูญตาคู่ใหม่ที่หล่อหลอมจากสสารแห่งมิติและอักขระหลิง 零 (หลิง) ขยับควบคุมทิศทางอย่างนุ่มนวล
ทุกครั้งที่ฝ่ามือศิลาสีดำสนิทซึ่งสลักลวดลายอักขระสีทองคำขยับเขยื้อน มิติที่บิดเบี้ยวและรอยแยกที่อันตรายเบื้องหน้าก็จะถูก 'คลี่คลาย' และแหวกออกเป็นทางเดินที่ปลอดภัยประหนึ่งผืนน้ำที่ถูกแหวกออกด้วยอำนาจศักดิ์สิทธิ์ มันทำหน้าที่อย่างเงียบเชียบและทรงพลัง ไร้ซึ่งวาจาโอ้อวดดั่งเช่นในอดีต ราวกับว่าการถือกำเนิดใหม่ได้ยกระดับสภาวะจิตของมันให้ลึกล้ำขึ้นตามวิถีแห่งเต๋า
บนดาดฟ้าเรือหยกดำ บรรยากาศอบอวลไปด้วยความมุ่งมั่นที่เงียบงัน
อาเจียนั่งขัดสมาธิอยู่เบื้องหน้าเตาหลอมปราณที่ดับมอด ลมหายใจของเขาประสานเข้ากับจังหวะการเต้นของเอกภพ เส้นชีพจรเซียนที่เคยปริแตกจากการฝืนรับน้ำหนักของมหาค่ายกลย้อนศร บัดนี้ได้รับการสมานตัวจนเกือบสมบูรณ์
ภายใต้การนำทางของเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนไม่ได้ขยายขนาดขึ้นอย่างบ้าคลั่ง ทว่ามันกลับควบแน่นและเปล่งประกายลึกล้ำประดุจดวงดาวที่ถูกบีบอัด รากฐานของเขาขยายกว้างออกไปอย่างเงียบเชียบ รอคอยเพียงทรัพยากรและความเข้าใจที่มากพอเพื่อก้าวข้ามสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ในอนาคต
"มรรคาแห่งอักขระ มิใช่เส้นทางที่ก้าวเดินด้วยความเร่งรีบ ทว่าคือการตอกเสาเข็มให้ลึกที่สุดเพื่อรองรับความยิ่งใหญ่ของผืนฟ้า..."
เสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความเมตตาดังขึ้น มู่เฉิน อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ ก้าวเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ร่างเนื้อที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่อย่างสมบูรณ์แบบ แผ่กลิ่นอายปราณเซียนแท้ที่มั่นคงและเก่าแก่ประดุจขุนเขา
ฝ่ามืออันหยาบกร้านทว่าอบอุ่นของท่าน ไพล่ไว้เบื้องหลัง ดวงตาที่ผ่านโลกมานับพันปีทอดมองศิษย์รักด้วยความภาคภูมิใจที่ซ่อนลึก การที่อาเจียไม่ดันทุรังดูดซับพลังของศัตรูมาเพิ่มพูนตบะอย่างหน้ามืดตามัว แต่เลือกที่จะขยาย 'ภาชนะ' ของตนเอง ถือเป็นการตัดสินใจของผู้ที่มองเห็นสัจธรรมอย่างแท้จริง
วูบ!
แสงสีเงินสว่างวาบขึ้นที่ข้างกายอาเจีย องค์หญิงน้อย จิตวิญญาณแห่งพู่กันนิรันดร์ ปรากฏกายขึ้น นางนั่งกอดเข่าลอยอยู่เหนือพื้นกระดานเรือหยกดำ ใบหน้างดงามบูดบึ้งเล็กน้อย จมูกโด่งรั้นสูดดมกลิ่นอายที่สะท้อนเข้ามาจากมิติเบื้องหน้า
"แหวะ... กลิ่นอายข้างหน้านี้มันอะไรกัน!" องค์หญิงน้อยบ่นอุบอิบ แววตาฉายความรังเกียจระคนระแวดระวัง "มีแต่ความตาย ความอาฆาต และกลิ่นคาวเลือดที่หมักหมมมาเป็นพันปี ข้าเกลียดสถานที่เช่นนี้ที่สุดเลย! อาเจีย เจ้าเตรียมตัวให้ดีล่ะ หากมีสิ่งใดพุ่งเข้ามา ข้าจะกางตาข่ายวิญญาณคลุมพู่กันไว้ก่อน ไม่ยอมให้ของสกปรกมาแปดเปื้อนแกนอักขระของข้าเด็ดขาด!"
อาเจียลืมตาขึ้นช้าๆ รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนใบหน้า "ขอบใจที่เตือน องค์หญิงน้อย เจ้าช่วยรักษาความเสถียรของพู่กันไว้ก็พอ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเอง"
ฉินมู่หลาง ยอดกระบี่แห่งสำนักกระบี่นิรันดร์ ลืมตาขึ้นช้าๆ แขนขวาที่เคยแหลกละเอียดบัดนี้ประสานกลับคืนเป็นปกติด้วยปราณกระบี่หยกเย็น แม้จะยังไม่อาจฟาดฟันได้เต็มกำลัง ทว่าเจตจำนงกระบี่ที่แผ่ออกมากลับตั้งตรงและคมกริบยิ่งกว่าเดิม
"อาเจีย..." ฉินมู่หลางเอ่ยทำลายความเงียบ "ยิ่งเราดำดิ่งลึกลงไป ข้าก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่ไร้รูปร่าง มันไม่ใช่แรงกดดันของเซียนอมตะอย่างที่พวกเราเพิ่งเผชิญ ทว่ามันเป็น... ความรู้สึกของคมดาบที่จ่ออยู่บนลำคอ หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว รากฐานวิญญาณอาจถูกบดขยี้"
"สัมผัสของพี่มู่หลางเฉียบแหลมยิ่งนัก" อาเจียลุกขึ้นยืน ดวงตาแห่งความว่างเปล่าทอประกายเยือกเย็น "สุสานสัจธรรมแห่งนี้ มิใช่เพียงที่คุมขังมรดกของบรรพชน ทว่ามันคือค่ายกลบังคับขนาดยักษ์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทดสอบ 'คุณสมบัติ' ของผู้มาเยือน หากสวรรค์จอมปลอมสามารถบุกเข้ามาถึงแก่นแท้ได้ พวกมันคงฉกชิงทุกสิ่งไปนานแล้ว การที่ม้วนคัมภีร์โลหิตและรากฐานบางส่วนยังคงอยู่ แสดงว่าบรรพชนของพวกเราได้ทิ้งด่านทดสอบที่แม้แต่เทพบรรพกาลก็ยังต้องปวดเศียรเวียนเกล้าไว้"
เฟิงอี้หรานที่เพิ่งฟื้นฟูเพลิงอัคคีบรรพกาลขึ้นมาได้บางส่วน ลุกขึ้นยืนและทอดสายตาออกไปเบื้องนอกม่านพลังของเรือ "และดูเหมือนว่า ด่านทดสอบที่เจ้ากล่าวถึง... จะอยู่ตรงหน้าพวกเราแล้ว"
สิ้นคำกล่าวของดาวนำโชคแห่งตระกูลเฟิง มหานาวาปราณสูญตาก็เคลื่อนตัวทะลุผ่านม่านหมอกสีเทาหม่น เผยให้เห็นทัศนียภาพที่ทำให้ลมหายใจของทุกคนต้องสะดุด!
เบื้องหน้าของพวกเขา ห่างออกไปไม่ถึงร้อยลี้ คือรอยแยกมิติขนาดมหึมาที่ถูกฉีกออกเป็นรูปวงกลม ภายในรอยแยกนั้นมิใช่ความมืดมิด ทว่ามันคือ 'ทะเลสาบสีชาด' ที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศธาตุ! น้ำในทะเลสาบนั้นมิใช่วารีธรรมชาติ ทว่ามันคือ 'ปราณโลหิตบริสุทธิ์' ที่หลอมรวมกับความเคียดแค้นและความรวดร้าว
เหนือทะเลสาบโลหิต ปรากฏศิลาจารึกขนาดยักษ์นับหมื่นแท่ง ลอยสลับซับซ้อนราวกับค่ายกลเขาวงกต ศิลาแต่ละแท่งสลักอักขระสีทองคำที่กำลังหลั่งเลือด ทุกการเคลื่อนไหวของศิลาเหล่านั้นก่อให้เกิดเสียงสะท้อนประดุจวิญญาณนับล้านดวงกำลังร่ำไห้!
"ค่ายกลพันธนาการวิญญาณ... มหาจารึกมรณะ..." มู่เฉินเบิกตากว้าง ร่างเนื้อของปรมาจารย์ผู้เฒ่าสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความทรงจำอันเจ็บปวดเมื่อหนึ่งพันปีก่อนถาโถมเข้าใส่จนท่านต้องหลับตาลง "นี่คือเศษซากของสนามรบสุดท้าย... ศิลาจารึกเหล่านี้ คือป้ายหลุมศพของผู้อาวุโสและศิษย์ร่วมสำนักของข้า ที่สละชีวิตเพื่อปกป้องแก่นแท้ของวิถีอักขระจากการรุกรานของวิหารเทพอนันตกาล"
บรรยากาศบนเรือหนักอึ้งลงทันที อาเจียมองไปยังป้ายหลุมศพศิลานับหมื่นแท่งด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ความรู้สึกขูดรีดหรือปรารถนาผลประโยชน์ใดๆ มลายหายไปจากจิตใจของเขาสิ้นเชิง เหลือเพียงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งที่ส่งผ่านสายเลือดแห่งมรรคา
"พวกท่านพลีชีพเพื่อรักษาความจริง..." อาเจียประสานมือ ก้มศีรษะคารวะดวงวิญญาณบรรพชน "ผู้น้อยอาเจีย ผู้สืบทอดวิถีแห่งหมื่นอักขระ ขอตั้งปณิธาน จะนำความจริงที่พวกท่านปกป้อง กลับคืนสู่วัฏสงสาร และชำระล้างความอยุติธรรมนี้ด้วยปลายพู่กันของข้า"
วูบ!
ราวกับตอบรับคำปฏิญาณ ศิลาจารึกนับหมื่นแท่งเหนือทะเลสาบโลหิตพลันสั่นสะเทือน อักขระสีทองคำที่เปื้อนเลือดเปล่งประกายเจิดจ้า ค่ายกลบังคับขนาดยักษ์เริ่มหมุนวนด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ คลื่นพลังงานที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรงแผ่ขยายออกมา ปิดกั้นเส้นทางเดินเรืออย่างสมบูรณ์!
"ค่ายกลของบรรพชนกำลังต่อต้านพวกเรา!" หลินชิงเสวี่ยอุทาน โสตสวรรค์ของนางได้ยินเสียงสะท้อนของเจตจำนงที่หลงเหลืออยู่ "พวกเขามิได้ต่อต้านสวรรค์เพียงอย่างเดียว ทว่าค่ายกลนี้ถูกตั้งค่าให้ปฏิเสธ 'ทุกสรรพสิ่ง' ที่เข้าใกล้ มันคือการป้องกันที่ไร้ความปรานีที่สุด!"
"หากบรรพชนหวาดระแวงแม้กระทั่งผู้สืบทอด ย่อมหมายความว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังค่ายกลนี้ สำคัญยิ่งกว่าชีวิตของพวกเขานับหมื่นคน" อาเจียก้าวออกไปที่หัวเรือ พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ถูกเรียกออกมาสถิตในมือ "เจ้าสัว หยุดเรือ! รักษาระยะห่างไว้ หากล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของค่ายกล โครงสร้างของนาวาลำนี้อาจถูกบดขยี้ได้"
มหานาวาปราณสูญตาหยุดนิ่งอยู่หน้าขอบเขตของทะเลสาบโลหิต
อาเจียเพ่งตามองโครงสร้างของค่ายกลศิลานับหมื่นแท่ง เขาไม่ได้ใช้พลังปราณแท้เพื่อสัมผัส ทว่าเขาใช้ 'เจตจำนงแห่งความว่างเปล่า' ค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปเพื่อวิเคราะห์สมการ
"ช่างเป็นโครงสร้างที่ซับซ้อนและงดงามยิ่งนัก..." อาเจียรำพึง "ศิลาแต่ละแท่ง คือตัวแปรอิสระ พวกมันขับเคลื่อนด้วยความขัดแย้งของธาตุทั้งห้า มีทั้งการผสานและการผลักไส หากพยายามใช้พลังดิบเข้าทำลาย แรงสะท้อนจะทวีคูณขึ้นนับหมื่นเท่า... นี่คือสุดยอดแห่งวิถีอักขระป้องกัน"
"เจ้าจะแก้ค่ายกลนี้ได้อย่างไร อาเจีย?" เย่ปิงอวิ๋นถามด้วยความกังวล "ปราณเซียนแท้ของเจ้ายังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ หากต้องวาดอักขระระดับสูงเพื่อต่อต้านค่ายกลขนาดนี้ เกรงว่ารากฐานของเจ้าจะรับไม่ไหว"
อาเจียส่ายหน้า รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้า "ศิษย์พี่ปิงอวิ๋น การต่อสู้กับหินผา มิได้แปลว่าเราต้องสร้างหินผาที่ใหญ่กว่าไปปะทะ... บรรพชนสร้างค่ายกลนี้เพื่อปกป้อง ดังนั้น สัจธรรมของมันคือ 'การผลักไส' หากเราใช้กำลังผลักเข้าไป มันย่อมผลักกลับ"
เขาหยิบพู่กันนิรันดร์ขึ้นมา ตวัดปลายพู่กันที่ไร้น้ำหมึกลงในอากาศธาตุ
"ข้าจะทำการทดลอง..." อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ
เขาวาดอักขระธาตุ 'ปฐพี' (ดิน) ที่อัดแน่นด้วยความหนักแน่นและเจตจำนงแห่งการรุกรานเพียงเล็กน้อย ส่งมันพุ่งตรงเข้าไปในอาณาเขตของค่ายกลศิลา
ทันทีที่อักขระปฐพีล่วงล้ำเข้าไป ศิลาจารึกนับสิบแท่งพลันตอบสนอง พวกมันหมุนวนเข้าหาอักขระนั้น อักษรสีทองคำบนศิลาแปรสภาพเป็นปราณธาตุ 'พฤกษา' (ไม้) ซึ่งเป็นธาตุที่ข่มปฐพีตามหลักวัฏสงสาร ปราณพฤกษานั้นพุ่งทะลวงและย่อยสลายอักขระของอาเจียจนหมดสิ้นในเสี้ยววินาที!
"เห็นหรือไม่..." อาเจียวิเคราะห์อย่างรวดเร็ว "มันตรวจจับ 'เจตจำนง' และ 'โครงสร้าง' ของสิ่งที่ล่วงล้ำ จากนั้นจึงใช้อักขระที่เหนือกว่ามาทำลาย... นี่คือระบบปัญญาประดิษฐ์แห่งเต๋าที่สมบูรณ์แบบ มันไม่ได้โจมตีมั่วซั่ว ทว่ามันคำนวณหาวิธีที่ประหยัดและทรงประสิทธิภาพที่สุด"
"นี่มันกับดักชัดๆ!" องค์หญิงน้อยโวยวาย "ไม่ว่าเจ้าจะส่งวิชาใดเข้าไป มันก็จะคำนวณและหาวิธีข่มวิชานั้นเสมอ... มันคือค่ายกลที่ไร้ช่องโหว่!"
"ไม่มีสมการใดในโลกหล้าที่ไร้ช่องโหว่ องค์หญิงน้อย" อาเจียหันกลับมามองจิตวิญญาณแห่งพู่กันและสหาย แววตาของเขาเปล่งประกายแห่งสติปัญญาที่ลึกล้ำ "ศัตรูที่ไร้ช่องโหว่ที่สุด คือศัตรูที่ยึดติดกับกฎเกณฑ์... ค่ายกลนี้ถูกออกแบบมาให้ทำลาย 'สิ่งที่มีอยู่' ดังนั้น ข้อบกพร่องเดียวของมันคือ... มันไม่รู้จักวิธีจัดการกับ 'สิ่งที่ไม่มีอยู่'"
อาเจียไม่ได้ตีหน้าเศร้าเพื่อเรียกร้องความสนใจ ทว่าเขากำลังใช้ตรรกะแห่งมหาภาวะซวี เพื่อย้อนศรความสมบูรณ์แบบของบรรพชน!
"ท่านอาจารย์ขอรับ..." อาเจียหันไปหามู่เฉิน "หากศิษย์คาดเดาไม่ผิด แก่นแท้ของวิชาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังค่ายกลนี้ คือรากฐานที่แท้จริงของอักขระสูญตา ใช่หรือไม่ขอรับ?"
มู่เฉินพยักหน้าช้าๆ "ถูกต้อง ในยุคของข้า มีเพียงปฐมบรรพชนที่เข้าใจถึงแก่นของมัน สิ่งที่ข้าและศิษย์รุ่นหลังร่ำเรียนมา เป็นเพียงกิ่งก้านสาขาเท่านั้น... การที่เจ้าล่วงรู้ถึงความขัดแย้งของสัจธรรม และเข้าใจว่า 'ความไม่มี' คือกุญแจ แสดงว่าเจ้าเข้าใกล้รากฐานนั้นมากกว่าผู้ใดในรอบหมื่นปี"
"เช่นนั้น ข้าก็จะขอรับการทดสอบนี้ด้วยความเคารพ"
อาเจียหลับตาลงและเก็บพู่กันนิรันดร์กลับคืนสู่ทะเลวิญญาณ องค์หญิงน้อยกระพริบตาปริบๆ ก่อนจะสลายร่างตามเข้าไปสถิตในพู่กันอย่างว่าง่าย การกระทำของเขาสร้างความประหลาดใจให้แก่สหายทั้งสี่
"เจ้าเก็บพู่กันทำไม? จะใช้วิถีแห่งอักขระโดยปราศจากพู่กันกระนั้นหรือ?" ฉินมู่หลางถามอย่างไม่เข้าใจ
"พู่กันคือเครื่องมือในการสร้างเจตจำนง..." อาเจียก้าวเดินไปที่ขอบดาดฟ้าเรือ "ทว่าการจะก้าวผ่านค่ายกลที่ทำลายล้างทุกเจตจำนง ข้าต้องละทิ้งแม้กระทั่งความปรารถนาที่จะก้าวผ่าน... ข้าต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของความว่างเปล่า"
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก ปล่อยวางปราณเซียนแท้ทั้งหมดในร่างกาย ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนหยุดการโคจรพลังงาน กลิ่นอายของขอบเขตวิญญาณแรกเริ่มที่เคยแผ่ซ่าน บัดนี้จางหายไปจนสิ้น! หากหลับตาและใช้เพียงจิตสัมผัส จะไม่มีผู้ใดรับรู้ถึงการมีอยู่ของบุคคลตรงหน้า ราวกับว่าเขาเป็นเพียงอากาศธาตุ
"เต๋าแห่งสูญตา ขั้นไร้รูปไร้นาม..." มู่เฉินรำพึงด้วยความทึ่ง
อาเจียก้าวเท้าข้างหนึ่งลงจากเรือเหาะ เหยียบย่างลงบนความว่างเปล่าเหนือทะเลสาบโลหิต!
วูบ...
ทันทีที่ร่างกายของเขาล่วงล้ำเข้าไปในอาณาเขตของค่ายกลมรณะ ศิลาจารึกนับหมื่นแท่งพลันสั่นสะเทือน ค่ายกลเริ่มกระบวนการคำนวณและตรวจจับผู้บุกรุก! แสงสีทองจากศิลานับหมื่นกวาดส่องมาที่ร่างของอาเจียประดุจดวงตาขนาดยักษ์นับหมื่นดวง!
ทว่า... ค่ายกลกลับหยุดนิ่ง!
มันไม่สามารถตรวจจับ 'เจตจำนง' หรือ 'สสารปราณ' ใดๆ จากร่างของเด็กหนุ่มได้เลย! ในสมการของค่ายกลบรรพชน สิ่งที่กำลังเดินล่วงล้ำเข้ามา ไม่ใช่ศัตรู ไม่ใช่ผู้ฝึกตน และไม่ใช่มารร้าย ทว่ามันเป็นเพียง... 'ความว่างเปล่า' ที่เคลื่อนที่ได้!
อาเจียก้าวเดินต่อไปทีละก้าว ท่ามกลางศิลาจารึกที่เรียงรายและหมุนวนอยู่รอบตัวเขา ทุกย่างก้าวของเขาสอดคล้องกับจังหวะของค่ายกล เขาไม่ได้ขัดขืน ไม่ได้ผลักไส และไม่ได้โอบกอด เขาเพียงแค่ 'ไหลผ่าน' ไปตามช่องว่างของกฎเกณฑ์ประดุจสายลมที่พัดผ่านช่องเขา
"เขากำลังหลอกค่ายกลระดับบรรพกาล..." เฟิงอี้หรานอ้าปากค้าง "วิถีแห่งเต๋าของเขา น่ากลัวยิ่งกว่าการใช้พลังทำลายล้างเสียอีก"
อาเจียเดินลึกเข้าไปจนถึงกึ่งกลางของทะเลสาบโลหิต ที่ซึ่งศิลาจารึกหนาแน่นที่สุด ทันใดนั้น ความกดดันที่ไร้รูปร่างก็กดทับลงมาที่จิตวิญญาณของเขาโดยตรง! มันมิใช่การโจมตีทางกายภาพ ทว่ามันคือ 'บททดสอบสุดท้าย' ของบรรพชน
ภาพมายาแห่งประวัติศาสตร์ระเบิดขึ้นในห้วงสำนึกของเขา!
เขาเห็นภาพการล่มสลายของสำนักหมื่นอักขระ เห็นเหล่าผู้อาวุโสถูกเงาทัณฑ์สวรรค์ฉีกร่าง เห็นศิษย์รุ่นเยาว์ถูกเพลิงสวรรค์แผดเผาทั้งเป็น เสียงกรีดร้อง ความสิ้นหวัง และความเคียดแค้น ถาโถมเข้าใส่จิตวิญญาณประดุจคลื่นยักษ์!
*"เจ้าโกรธแค้นหรือไม่?"* เสียงกังวานที่เก่าแก่และเปี่ยมด้วยความเจ็บปวดดังก้องในหัวของเขา มันคือเจตจำนงรวมของวิญญาณบรรพชน! *"สวรรค์พรากทุกสิ่งไปจากเรา เหยียบย่ำสัจธรรมของเรา... เจ้าจะรับสืบทอดความแค้นนี้ และใช้มันทำลายล้างสรวงสวรรค์หรือไม่!?"*
หากอาเจียตอบรับด้วยความโกรธแค้น ค่ายกลจะมองว่าเขามี 'เจตจำนงสังหาร' และจะบดขยี้เขาทิ้งทันที! นี่คือกับดักทางจิตวิญญาณที่โหดเหี้ยมที่สุด!
เด็กหนุ่มยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางพายุแห่งภาพมายา ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ทว่าดวงตาแห่งความว่างเปล่ากลับทอประกายความเมตตาที่ลึกซึ้ง
เขาไม่ได้ตีหน้าเศร้าเพื่อเสแสร้ง ทว่าเขารู้สึกรันทดใจต่อโศกนาฏกรรมนี้อย่างแท้จริง
"ข้าเห็นความเจ็บปวดของพวกท่าน..." อาเจียตอบกลับเจตจำนงนั้นด้วยน้ำเสียงที่สงบและก้องกังวาน "สวรรค์กระทำผิดต่อสำนักของเราอย่างไม่อาจอภัย... ทว่า ข้าจะไม่รับสืบทอด 'ความแค้น' ของพวกท่าน"
*"เจ้าจะทรยศต่อสายเลือดกระนั้นหรือ!"* เจตจำนงบรรพชนพิโรธ ค่ายกลศิลาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เตรียมพร้อมทำลายล้าง!
"ข้ามิได้ทรยศ!" อาเจียประกาศกร้าว น้ำเสียงหนักแน่นประดุจเหล็กกล้า "หากข้าใช้ความแค้นเป็นแรงผลักดัน ข้าก็จะกลายเป็นเพียงมารร้ายที่สวรรค์เคยกล่าวหา... ข้าจะตกอยู่ในวงจรอุบาทว์ของการเข่นฆ่าที่ไม่มีวันสิ้นสุด การทำลายล้างวิหารเทพด้วยความแค้น ไม่ใช่การกอบกู้สัจธรรม ทว่ามันคือการสร้างสวรรค์จอมปลอมแห่งใหม่ที่โหดร้ายกว่าเดิม!"
เด็กหนุ่มค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น แม้จะปราศจากพู่กันนิรันดร์ ทว่าปลายนิ้วของเขากลับเปี่ยมด้วยเจตจำนงแห่งผู้กำหนดอักขระ!
"ข้าจะรับสืบทอดเพียง 'ความจริง' และ 'เจตจำนงแห่งเต๋า' ของพวกท่าน!" อาเจียกล่าวอย่างอหังการ "ข้าจะใช้สติปัญญาและความว่างเปล่า รื้อถอนกฎเกณฑ์ที่บิดเบี้ยวของสวรรค์ ไม่ใช่เพื่อแก้แค้นให้คนตาย ทว่าเพื่อทวงคืนความยุติธรรมและอิสรภาพให้แก่สรรพชีวิตในวัฏสงสาร! นี่คือวิถีแห่งหมื่นอักขระที่แท้จริง!"
สิ้นคำประกาศที่ก้องกังวานและเปี่ยมด้วยความชอบธรรมที่ไร้ข้อกังขา...
ความเงียบงันปกคลุมค่ายกลมรณะ
ภาพมายาแห่งความเคียดแค้นค่อยๆ สลายไป เสียงร่ำไห้ของวิญญาณนับล้านแปรเปลี่ยนเป็นเสียงถอนหายใจที่โล่งอกและหลุดพ้น
*"ผู้สืบทอดเอ๋ย... ปัญญาของเจ้า ก้าวล่วงขอบเขตของความผูกใจเจ็บไปแล้ว... มหาเต๋าแห่งสูญตา ได้ค้นพบผู้ที่คู่ควรอย่างแท้จริง..."*
ครืนนนนน!
ศิลาจารึกนับหมื่นแท่งที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง พลันหยุดนิ่งลงพร้อมกัน! ก่อนที่พวกมันจะค่อยๆ ลดระดับลง จมหายลงไปในทะเลสาบโลหิตเบื้องล่าง เปิดทางเดินที่กว้างใหญ่และราบเรียบ ทอดยาวตรงไปยังส่วนลึกที่สุดของสุสานสัจธรรม!
น้ำในทะเลสาบโลหิตที่เคยมืดคล้ำและเดือดพล่าน บัดนี้ค่อยๆ เปลี่ยนสี กลายเป็นผืนน้ำสีเงินยวงที่บริสุทธิ์และสงบนิ่ง เจตจำนงที่อาฆาตแค้นของบรรพชนได้รับการปลดปล่อยจากพันธนาการ พวกเขายอมรับในตัวผู้ถือพู่กันแห่งมรรคาผู้นี้แล้วอย่างสมบูรณ์!
"เขาทำได้..." หลินชิงเสวี่ยระบายลมหายใจยาว ความตึงเครียดที่เกาะกินจิตใจมลายหายไปสิ้น
มู่เฉินลูบเครายาว น้ำตาแห่งความปีติเอ่อคลอในดวงตาของบุรุษผู้ผ่านกาลเวลา "ศิษย์ของข้า... เจ้าเหนือกว่าปฐมบรรพชนเสียอีก... เจ้าใช้ปัญญาและความเมตตา เพื่อดับไฟแค้นนับพันปี"
อาเจียยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เพื่อซึมซับความสงบที่เพิ่งได้รับมา ก่อนจะหันกลับมาส่งสัญญาณให้สหายบนเรือ
"เจ้าสัว เคลื่อนเรือเข้ามาได้แล้ว!" อาเจียร้องเรียก "ประตูสู่ความลับสูงสุด เปิดออกแล้ว!"
มหานาวาปราณสูญตาเคลื่อนตัวผ่านน่านน้ำสีเงินยวงอย่างสง่างาม เมื่อเรือเหาะมาเทียบเคียง อาเจียก็ทะยานร่างกลับขึ้นไปบนดาดฟ้า
เบื้องหน้าของพวกเขาสุดทางเดิน คือ 'วิหารไร้รูป' ที่ไม่ได้สร้างจากหินหรือไม้ ทว่ามันถูกสร้างขึ้นจาก 'อักขระสวรรค์' บริสุทธิ์ที่เรียงตัวกันเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามเกินกว่าสายตาของมนุษย์จะจินตนาการได้ มันโปร่งแสง ลึกล้ำ และแผ่กลิ่นอายของต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง
"ที่นั่น..." อาเจียจ้องมองวิหารไร้รูปด้วยดวงตาที่ลุกโชน "รากฐานของอักขระหลิง (零) และความลับที่วิหารเทพอนันตกาลหวาดกลัวที่สุด... กำลังรอพวกเราอยู่"
การก้าวผ่านด่านทดสอบของบรรพชน ไม่ได้อาศัยการทะลวงขั้นพลังด้วยแรงกดดัน ทว่าอาศัยความเข้าใจในแก่นแท้ของเต๋า และการยึดมั่นในหลักการที่สูงส่งกว่าความแค้น บัดนี้ อาเจียและสหายพร้อมแล้ว ที่จะรับมอบมรดกชิ้นสุดท้าย และเตรียมตัวก้าวขึ้นสู่สมรภูมิที่จะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสวรรค์และปฐพี!