วิถีธุลีชน

    บทที่ 47 ฟูหรง

    ฝนหยุดตกแล้ว

    บนถนนที่เจิ่งนองด้วยโคลนตม รถม้าสองคันกำลังเคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างยากลำบาก

    หยวนจิ่วควบม้านำทาง สภาพเปียกปอนโชกโชนและดูเหนื่อยล้า ทว่าแววตายังคงเย็นชาและดุดันราวกับหมาป่าเดียวดายที่กำลังออกล่าเหยื่อ

    รถม้าสองคันขับตามมาติดๆ

    คันที่โม่ฉานเป็นคนบังคับนั้นเปรอะเปื้อนโคลนไปทั้งคัน บ่งบอกชัดเจนว่าการเดินทางฝ่าสายฝนนั้นทุลักทุเลเพียงใด

    ส่วนรถม้าของจี้เหยียนยิ่งมีสภาพดูไม่ได้ โคมหนังแกะที่แขวนไว้เหี่ยวแฟบไปกว่าครึ่ง สินค้าบนรถถูกโคลนสาดกระเซ็นใส่จนเละเทะ

    พานหย่วนที่นั่งอยู่บนรถยิ่งไม่ต้องพูดถึง มันเปียกโชกคลุกโคลน สภาพอเนจอนาถ ใบหน้าบูดบึ้งอมทุกข์สุดขีด

    อวี๋เย่ควบม้าตามมาท้ายแถว เขามีเพียงผ้ากันฝนคลุมตัว แม้รูปลักษณ์จะดูซอมซ่อมอมแมม ทว่าบนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้ม

    เหตุผลที่ต้องรีบเผ่นออกจากหมู่บ้านเสียงวารี เป็นเพราะหยวนจิ่วทำเรื่องชั่วช้าไว้จนหวาดระแวง ส่วนโม่ฉานก็กลัวจะพาให้หลงจู๊คั่งต้องเดือดร้อน จึงเร่งรัดให้ทุกคนออกเดินทางตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง

    เดินทางฝ่าความมืดมิดก็นับว่ายากลำบากพอตัวแล้ว ยังต้องมาเผชิญพายุฝนกระหน่ำซ้ำเติม

    ผลก็คือไปได้ไม่กี่สิบลี้ รถม้าของจี้เหยียนก็เสียหลักพลิกคว่ำ พานหย่วนถูกเหวี่ยงกระเด็นตกลงไปในร่องน้ำข้างทางทันที

    เสียงแหกปากร้องลั่นของมันดังกลบเสียงม้าที่ตื่นตระหนกเสียมิด

    ไอ้สวะนี่ แหกปากดังชะมัด!

    ตอนนั้นอวี๋เย่ไม่อาจยืนดูดาย จึงเข้าไปช่วยดึงรถม้าและขนย้ายสินค้า

    กว่าจะจัดการเสร็จแล้วเริ่มเดินทางต่อ เมฆฝนก็จางหาย ฟ้าสว่างโร่ มีเพียงพานหย่วนที่ยังคงกอดขาตัวเองพลางสบถด่าทอไม่หยุดปาก

    สภาพของมันดูน่าสมเพชเหลือเกิน หากโลกนี้มีกฎแห่งกรรม สิ่งที่มันเจอในวันนี้ก็ถือว่าสาสมแล้ว

    ล่วงเข้ายามอู่ เบื้องหน้าก็ปรากฏกลุ่มอาคารบ้านเรือนหนาตา

    พวกเขาเดินทางมาถึงตำบลเฉ่าเปิ่นแล้ว

    ทว่าหยวนจิ่วกลับกระตุกบังเหียนชะลอม้า แล้วยกมือขึ้นส่งสัญญาณ

    ตรงทางเข้าตำบลเฉ่าเปิ่น มีชายฉกรรจ์ห้าหกคนดักรออยู่

    พวกมันคอยเรียกตรวจและซักไซ้ผู้คนที่สัญจรไปมาอย่างเข้มงวด ขบวนรถยังไม่ทันเข้าใกล้ ก็ถูกชายฉกรรจ์ถือดาบสองคนเดินมากั้นทางไว้

    หยวนจิ่วควบม้านำอยู่ด้านหน้า เอ่ยถามเสียงเย็น "มีธุระอะไร?"

    ชายที่ขวางทางเชิดหน้าถามอย่างโอหัง "พวกเจ้ามาจากไหน จะไปที่ใด บนรถมีนักพรตมาด้วยหรือไม่?"

    "บนรถคือครอบครัวของหลงจู๊คั่งแห่งตำบลหลีสุ่ย กำลังเดินทางไปเยี่ยมญาติที่เขาเชวี่ยหลิง หลีกทางไปซะ!"

    "โอ้..."

    "ช่างเถอะๆ สหายร่วมยุทธภพ อย่าให้ผิดใจกันเลย..."

    แม้หยวนจิ่วจะเป็นคนพูดน้อย ทว่าท่าทีกลับดุดันและแข็งกร้าว ชายที่ขวางทางสัมผัสได้ถึงจิตสังหารเย็นเยียบที่แผ่ซ่านออกมา

    ประกอบกับเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นสหายร่วมยุทธภพที่มารับจ้างคุ้มกันครอบครัวพ่อค้า จึงไม่อยากแตกหักให้บาดหมาง มันโบกมือให้พรรคพวกเปิดทางปล่อยให้ผ่านไป

    ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวต่อไป

    อวี๋เย่ควบม้าตามรถของจี้เหยียนมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวตำบล ทว่าสายตากลับลอบสังเกตกลุ่มชายฉกรรจ์ตรงทางเข้าพลางขมวดคิ้วครุ่นคิด

    คนพวกนี้กำลังตามหานักพรตงั้นหรือ?

    หรือว่าจะเป็นลูกน้องของหูเหลาต้าที่รับคำสั่งจากปู้อี้ให้มาตามล่าข้า? ตำบลเป่ยฉีอยู่ห่างจากที่นี่ตั้งเจ็ดแปดร้อยลี้ หูเหลาต้าตามกลิ่นมาถึงตำบลเฉ่าเปิ่นได้ยังไง?

    แต่ดูเหมือนพวกมันจะไม่รู้อายุและหน้าตาของข้า

    ถนนปูด้วยแผ่นหินสีน้ำเงิน มีผู้คนและรถม้าสัญจรไปมาไม่ขาดสาย ร้านรวงสองข้างทางตั้งเรียงรายเป็นระเบียบ

    เสียงตะโกนเรียกแขกและเร่ขายสินค้าดังระงม บรรยากาศที่นี่คึกคักกว่าตำบลเป่ยฉีมาก แต่ขณะเดียวกันก็ดูพลุกพล่านและเต็มไปด้วยผู้คนร้อยพ่อพันแม่

    เมื่อถึงทางแยก รถม้าก็เลี้ยวขวา

    บนป้ายเหนือประตูทางเข้าสลักอักษร "โรงเตี๊ยมเม่าหยวน"

    เมื่อเลี้ยวเข้ามาด้านในจะเป็นลานกว้างของโรงเตี๊ยม ที่นี่มีทั้งห้องพักทั่วไปและเรือนหลังเล็กแยกเป็นสัดส่วน

    เสี่ยวเอ้อสองคนรีบกุลีกุจอเข้ามาต้อนรับและจัดการเรื่องที่พัก จี้เหยียนประคองพานหย่วนลงจากรถ พร้อมสั่งให้เด็กรับใช้ไปทำความสะอาดรถและดูแลม้า รวมถึงตามหมอมารักษาพานหย่วน ทำให้บรรยากาศวุ่นวายขึ้นมาทันที

    อวี๋เย่กอดกระบี่ยาว สะพายห่อผ้า เดินแยกตัวไปหาที่พักของตน

    หลงจู๊คั่งเหมาเรือนพักแยกไว้แห่งหนึ่ง บนแผ่นกระเบื้องลายดอกไม้หน้าประตูสลักอักษร "สวนฟูหรง"

    เมื่อก้าวพ้นประตูเข้ามาจะพบระเบียงทางเดินทอดยาววนรอบเรือน รายล้อมด้วยมวลดอกไม้บานสะพรั่งและห้องหับที่สะอาดสะอ้าน

    ห้องปีกซ้ายสองห้องตกเป็นของพานหย่วนและหยวนจิ่ว ห้องปีกขวาหนึ่งห้องเป็นของโม่ฉาน ส่วนอวี๋เย่และจี้เหยียนต้องพักร่วมกันในห้องที่เหลือ

    ส่วนเรือนหลักสามห้องตรงกลาง หลงจู๊คั่งและครอบครัวยึดครองไว้ทั้งหมด ด้านหลังห้องปีกซ้ายขวามีสระน้ำและห้องสุขาแยกไว้เป็นสัดส่วน

    กว้างขวางโอ่อ่ายิ่งนัก!

    นั่นคือความรู้สึกแรกของอวี๋เย่เมื่อก้าวเท้าเข้ามาในเรือนพักแห่งนี้

    ห้องพักของเขาคือห้องปีกขวาฝั่งติดประตูทางเข้า

    ภายในมีเตียงสองหลัง โต๊ะไม้ ม้านั่ง ราวแขวนผ้า กระจกทองเหลือง เชิงเทียน กาน้ำ จอกชา ไปจนถึงอ่างไม้และโถดินเผาสำหรับล้างหน้า ข้าวของเครื่องใช้ล้วนมีพร้อมสรรพ

    หรูหราสะดวกสบายนัก!

    อวี๋เย่วางห่อผ้ากับกระบี่ลง ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนเตียงนุ่มนิ่มพลางอุทานในใจ ท่าทางตื่นตาตื่นใจเหมือนเด็กบ้านนอกเข้ากรุงไม่มีผิด

    จะโทษเขาก็ไม่ได้ เด็กหนุ่มที่โตมาในหุบเขาลึก ขอแค่มีข้าวกินอิ่มท้อง มีเสื้อผ้าซอมซ่อสวมใส่กันหนาวก็ถือว่าบุญโขแล้ว

    จนกระทั่งได้ก้าวเท้าออกมาเผชิญความวุ่นวายในโลกภายนอก ได้เห็นความกว้างใหญ่ของแผ่นดิน ถึงได้ประจักษ์ว่าความมั่งมีกับความยากจนนั้นต่างกันราวฟ้ากับเหว จิตใจมนุษย์นั้นยากแท้หยั่งถึง และการดิ้นรนเอาชีวิตรอดในวิถีโลกนั้นแสนสาหัสเพียงใด

    อวี๋เย่ถอดชุดที่เลอะโคลนออก หยิบชุดสีเขียวในห่อผ้ามาเปลี่ยนใหม่ ล้างหน้าล้างตาและรวบผมให้เรียบร้อย

    เมื่อจัดการตัวเองเสร็จสรรพ เขาก็ถืออ่างไม้ใส่เสื้อผ้าที่ถอดทิ้งไว้เดินออกไป ทว่าพอถึงกลางลานบ้าน หญิงวัยกลางคนท่าทางคล่องแคล่วผู้หนึ่งก็ปรี่เข้ามาพยายามจะแย่งอ่างไม้ในมือเขา

    เขารีบเบี่ยงตัวหลบพลางถามเสียงหลง "ทำอะไรน่ะ!"

    พรูด!

    ไช่เอ๋อร์ที่นั่งห้อยขาอยู่บนม้านั่งหน้าเรือนหลักหลุดหัวเราะจนตัวโยน "ไอ้คนเกาะกิน จะตื่นตูมไปทำไมกัน?"

    อวี๋เย่ปรายตามองพลางเอ่ยเสียงแข็ง "ข้าจะเอาผ้าไปซัก แต่พี่สาวคนนี้..."

    พรูด!

    ไช่เอ๋อร์กลั้นขำไม่อยู่อีกระลอก "แขกที่เหมาสวนฟูหรงพัก มีใครเขาซักผ้าเองบ้างเล่า พี่สาวคนนี้คือคนซักผ้าของโรงเตี๊ยม เจ้าควรจะขอบคุณนางด้วยซ้ำ!"

    มีคนคอยซักผ้าให้โดยเฉพาะงั้นหรือ?

    หญิงซักผ้ายังคงยื่นมือออกมารอรับ พร้อมรอยยิ้มนอบน้อมประจบประแจง

    "อ้อ... ขอบคุณพี่สาว!"

    อวี๋เย่กล่าวขอบคุณแล้วส่งเสื้อผ้าเปื้อนโคลนให้ ก่อนจะถืออ่างไม้เปล่าเดินกลับเข้าห้องด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนและหงุดหงิดใจ

    เฮ้อ... ขายหน้าอีกจนได้!

    ช่างเถอะ ออกไปเดินเล่นข้างนอกดีกว่า ขืนหมกตัวอยู่ในเรือนเดียวกับคุณหนูคั่งคนนั้น ไม่รู้นางจะพ่นคำพูดถากถางอะไรออกมาอีก

    อวี๋เย่จัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วก้าวออกจากห้องอีกครั้ง

    แต่ยิ่งเกลียดอะไร สิ่งนั้นก็มักจะวิ่งเข้าหาเสมอ

    "นี่ ไอ้คนเกาะกิน!"

    อวี๋เย่ทำเป็นหูทวนลม ไม่สนใจ

    เสียงเจื้อยแจ้วนั้นดังขึ้นอีก "อาโม่ไปทวงหนี้เป็นเพื่อนท่านพ่อ จี้เหยียนก็ไปเฝ้าพี่พานรักษาขา ส่วนท่านแม่กำลังพักผ่อน มื้อเที่ยงวันนี้กินกันง่ายๆ เอ้านี่... รับไปสิ!"

    ในมือไช่เอ๋อร์ถือกล่องไม้ไผ่สาน ภายในมีขนมกุ้ยฮวาวางอยู่ไม่กี่ชิ้น

    ที่แท้นางก็หวังดี!

    ในเมื่อมื้อเที่ยงหาของกินกันง่ายๆ แค่พอประทังหิวก็พอแล้ว

    อวี๋เย่ชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสาวเท้าเข้าไปหยิบขนมมาสองชิ้น

    ทว่าขณะหันหลังเดินจากไปพลางเคี้ยวขนมตุ้ยๆ เสียงหัวเราะคิกคักของไช่เอ๋อร์ก็ลอยตามหลังมา

    "ไอ้คนเกาะกินเอ๊ย..."

    "แค่ก! แค่ก!"

    อวี๋เย่สำลักขนมจนหน้าดำหน้าแดง เขาตวัดสายตาขวับกลับไปมองด้วยความฉุนเฉียว

    ทว่ากลับเห็นเพียงไช่เอ๋อร์นั่งแกว่งเท้าไปมาบนม้านั่ง เอียงคอแหงนมองฟ้าทำหน้าซื่อตาใส แต่ที่มุมปากกลับประดับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

    "หึ!"

    อวี๋เย่แค่นเสียงฮึดฮัดในลำคอแล้วรีบก้าวยาวๆ ออกจากเรือน ทันทีที่ก้าวพ้นประตู เสียงหัวเราะใสราวกับกระดิ่งของไช่เอ๋อร์ก็ดังไล่หลังมา

    เขารีบกลืนขนมฝืดคอลงท้อง มุ่งหน้าไปโรงครัวเพื่อหาน้ำดื่มแก้สำลัก จากนั้นก็แวะไปดูม้าดำที่คอก ก่อนจะเดินทอดน่องออกสู่ถนนใหญ่

    ยามเที่ยงวัน ผู้คนบนถนนค่อนข้างบางตา

    อวี๋เย่กวาดสายตามองป้ายร้านรวงสองข้างทางจนพบร้านขายของชำแห่งหนึ่ง เขาแวะเข้าไปซื้อกระดาษยันต์สีเหลืองปึกใหญ่ และถามหาพู่กันขนหมาป่ามาอีกหลายด้าม

    หนีบข้าวของทั้งหมดไว้ใต้รักแร้ แล้วเดินเตร็ดเตร่ต่อไป

    โรงยาใบหญ้า?

    อวี๋เย่เงยหน้ามองป้ายไม้สลักหน้าร้าน แล้วตัดสินใจก้าวเท้าเข้าไปด้านใน

    โรงยา... ก็คือร้านขายสมุนไพรนั่นแหละ เขาอยากหาซื้อชาดแดงชั้นดีเก็บไว้สักหน่อย

    ร้านนี้เป็นอาคารแฝดสามคูหาตั้งติดริมถนน มีหลงจู๊และคนงานคอยต้อนรับลูกค้า

    ชั้นวางไม้สองฝั่งผนังอัดแน่นไปด้วยสมุนไพรและของป่าตากแห้ง ด้านในสุดมีประตูบานหนึ่งเชื่อมทะลุไปสู่เรือนหลังบ้าน

    "พ่อหนุ่ม ต้องการสมุนไพรตัวไหนสั่งมาได้เลย!"

    คนงานท่าทางมีอายุคนหนึ่งเอ่ยทักทาย

    "รบกวนจัดชาดแดงชั้นดีให้ข้าสักหนึ่งโถ"

    "ชาดแดงงั้นรึ... ได้เลย รอประเดี๋ยวนะ!"

    คนงานหมุนตัวเดินไปหยิบของ

    ระหว่างที่รอ อวี๋เย่ลอบกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ

    ร้านนี้แตกต่างจากร้านยาที่เขาเคยเห็น ไม่มีซินแสนั่งจับชีพจรตรวจโรค บนชั้นวางก็ไร้เงายาลูกกลอนปรุงสำเร็จ

    กลับมีเพียงกองสมุนไพรจำนวนมหาศาล ดูไปแล้วเหมือนคลังเก็บสินค้าเสียมากกว่าร้านยาทั่วไป

    "หึหึ... ร้อยวันพันปี จะมีคนมาขอซื้อชาดแดงที่โรงยาใบหญ้าสักทีนะ!"

    เสียงทุ้มของใครบางคนดังแทรกขึ้นพร้อมกลั้วหัวเราะเบาๆ "หรือว่าเจ้าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียร ซื้อชาดแดงไปวาดเขียนยันต์อาคมงั้นหรือ?"

    หัวใจของอวี๋เย่กระตุกวูบ เขารีบหันขวับกลับไปมอง

    บนม้านั่งไม้ไม่ไกลนัก มีชายหนุ่มผู้หนึ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ อายุอานามราวๆ ยี่สิบห้าถึงยี่สิบหกปี

    สวมชุดยาวผ้าไหมเนื้อดี ผิวพรรณขาวสะอาดสะอ้าน คิ้วกระบี่พาดเฉียง ดวงตาสุกใสเป็นประกาย ดูเผินๆ เหมือนลูกหลานตระกูลมั่งคั่ง ทว่ากิริยาท่าทางกลับดูผ่อนคลายไร้การจองหอง ประดับรอยยิ้มเป็นมิตรบนมุมปาก

    อวี๋เย่ส่ายหน้าปฏิเสธทันควัน

    ชายหนุ่มยิ้มกว้าง เอ่ยอย่างรู้ทัน "น้องชาย เจ้าตบตาข้าไม่ได้หรอก"

    เขาปรายตามองของที่หนีบอยู่ใต้รักแร้ของอวี๋เย่แล้วพูดต่อ "กระดาษเหลือง พู่กันขนหมาป่า และชาดแดงที่เจ้ากำลังหาซื้อ ล้วนเป็นของที่ใช้สำหรับเขียนยันต์ทั้งสิ้น...

    แต่เท่าที่ข้ารู้ สำนักเซียนโพ้นทะเลเวลาจะลงอักขระยันต์ ล้วนต้องใช้หนังและเลือดของสัตว์วิญญาณเป็นวัตถุดิบ การใช้กระดาษเหลืองพื้นๆ แบบนี้ ต่อให้วาดออกมาได้ก็คงยากจะเข้าตาพวกผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงได้หรอก!"

    อวี๋เย่ก้มมองกระดาษกับพู่กัน สลับกับจ้องหน้าชายหนุ่มแปลกหน้าด้วยความงุนงงชั่วขณะ ไม่รู้จะสรรหาคำพูดใดมาโต้ตอบ

    อีกฝ่ายดูยังไงก็ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร แล้วเหตุใดถึงรอบรู้เรื่องการวาดเขียนยันต์อาคมได้?

    หรือมันจะเป็นยอดฝีมือจากฉีโจวที่แฝงตัวมา?

    คนงานเดินกลับมาพร้อมโถชาดแดงในมือ "โรงยาใบหญ้าของเราเน้นขายส่งสมุนไพรทีละมากๆ ไม่ค่อยได้แบ่งขายปลีกชาดแดงนัก แต่เห็นแก่ที่เจ้าอุตส่าห์เดินเข้ามาแล้ว ข้าจะไม่ไล่ลูกค้าให้เสียน้ำใจก็แล้วกัน... คิดราคาหนึ่งตำลึงเงิน!"

    อวี๋เย่หลุดอุทานออกมาทันที "หนึ่งตำลึงเงิน! แพงหูฉี่ขนาดนี้เชียวหรือ?"

    เขาเคยซื้อชาดแดงเต็มโถในราคาแค่สองเฟิน ทว่าที่นี่กลับเรียกราคาถึงหนึ่งตำลึงเงิน แพงกว่าเดิมตั้งหลายสิบเท่าตัว!

    ทันใดนั้น ชายหนุ่มแปลกหน้าก็เอ่ยขัดขึ้น "เถ้าแก่ ลงบัญชีค่าชาดแดงโถนี้ไว้ที่ข้า!"

    "ไม่เป็นไร ข้าจ่ายเอง!"

    อวี๋เย่ปฏิเสธเสียงแข็ง เขารีบล้วงเงินหนึ่งตำลึงออกมายัดใส่มือคนงาน คว้าโถชาดแดงมาได้ก็หมุนตัวจ้ำอ้าวออกจากร้านทันที ทว่าเมื่อก้าวพ้นประตู เขาก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองหางตากลับไปมอง

    ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ได้ถือสาหาความกับท่าทีเสียมารยาทของเขา ซ้ำยังระบายยิ้มพลางกล่าวว่า "น้องชาย หากมีวาสนาต่อกัน คงได้พบกันใหม่!"

    อวี๋เย่พยักหน้าส่งๆ แล้วรีบสาวเท้าหลบฉากออกจากโรงยาใบหญ้า

    ยามนี้เขาหมดอารมณ์จะเดินเตร็ดเตร่ชมเมืองอีกต่อไป สองเท้าเร่งจังหวะมุ่งหน้ากลับที่พักอย่างเร่งรีบ

    เดิมทีคิดว่าเมื่อหนีห่างจากเขาเสวียนฮวงและเขาเป่ยฉีมาไกลโข จะสลัดหลุดจากการตามล่าของปู้อี้ได้ ใครจะคาดคิดว่ามาถึงตำบลเฉ่าเปิ่นก็ยังไม่วายเจอเรื่องปวดหัว...

    อย่าว่าแต่ด่านตรวจเข้มงวดตรงทางเข้าตำบลเลย แค่ออกมาซื้อของโง่ๆ ก็ดันมีคนตาแหลมมองทะลุปรุโปร่งถึงความลับเสียแล้ว!

    อวี๋เย่ไม่ได้เกรงกลัวพวกจอมยุทธ์ปลายแถว ทว่าสิ่งที่เขากลัวจับใจคือปู้อี้และผู้บำเพ็ญเพียรจากฉีโจว หากความลับเรื่องรากวิญญาณรั่วไหล ด้วยพลังกระจ้อยร่อยของเขาในตอนนี้ ไม่มีปัญญาจะต่อกรหรือแม้แต่จะหลบหนีให้พ้นด้วยซ้ำ

    สู้ระแวดระวังตัวให้จงหนักตั้งแต่ตอนนี้ ดีกว่าปล่อยให้ภัยมาเยือนแล้วต้องมานั่งเสียใจภายหลัง!

    อวี๋เย่ขวัญผวาราวกับนกตื่นเกาทัณฑ์ เขารีบจ้ำอ้าวกลับมาจนถึงโรงเตี๊ยม มุ่งหน้าดิ่งเข้าห้องพักในสวนฟูหรงโดยไม่แม้แต่จะปรายตามองหรือสนใจเสียงร้องเรียกของไช่เอ๋อร์

    เมื่อปิดประตูดานกลอนแน่นหนาเรียบร้อย เขาถึงกับพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก

    ชายคนนั้นไม่ได้สะกดรอยตามมา... หรือข้าจะหวาดระแวงไปเอง?

    ไม่ว่าชายแปลกหน้าผู้นั้นจะเป็นใคร สุดท้ายก็ต้องโทษที่ระดับพลังของเขาในตอนนี้มันช่างต้อยต่ำนัก นอกจากปราณกระบี่เจ็ดสังหารแล้ว เขาก็ไม่มีวิชาอาคมใดไว้ใช้พลิกแพลงป้องกันตัว

    ยามนี้บังเอิญได้ 'ยันต์ทะลวงผ่าน' มาครอบครอง แม้จะยังไม่รู้วิธีวาดและใช้งาน แต่มันก็กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายในการดิ้นรนเอาชีวิตรอด

    เจียวอิ่งเอ๋ย เจียวอิ่ง... ทั่วทั้งใต้หล้านี้ จะมีผู้บำเพ็ญเพียรคนไหนอนาถาและไร้ที่พึ่งพิงเท่าข้าอีกไหมเนี่ย!

    อวี๋เย่สะบัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป เขาเริ่มลงมือตัดกระดาษเหลือง ฝนผสมชาดแดง กระชับพู่กันขนหมาป่าในมือแน่น แล้วเริ่มตั้งสมาธิวาดอักขระยันต์ทะลวงผ่านต่อไปอย่างไม่ลดละ

    ผลลัพธ์จะออกมาหน้าตาเป็นเช่นไร... เขาไม่อาจล่วงรู้

    เฉกเช่นเดียวกับเส้นทางเบื้องหน้าที่เขากำลังดิ้นรนก้าวเดินไป ท่ามกลางความมืดมิดและอันตรายที่รอคอยอยู่...

    คล้ายกับเรื่องวิถีธุลีชน ที่คุณอ่าน

    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    หวนคืนมรรคา วิถีสู่สวรรค์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    2.57M 5024
    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    3.06M 3586
    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    หมื่นอสุราสยบฟ้า หนึ่งมรรคานิจนิรันดร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.44M 2988
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    มหาวิบัติยีนกลายพันธ์ุ

    นิยาย แฟนตาซี
    196K 740
    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    จอมยุทธ์ซุปตาร์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    280K 462
    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    พิชิตฝันเหยี่ยวั่งออนไลน์ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย เกมออนไลน์
    479K 1734
    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    จิตวิญญาณเทพยุทธ์สยบเทวะ【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    2.76M 3640
    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    อลวนรักหมอหญิงชิงลั่ว (จบ)

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    213K 1367
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810