จารึกที่ 426 : แผนการพลิกฟ้า : เก้าเสาหลักแห่งเซียนโบราณ
ลมหนาวพัดโชยมาพร้อมกับแสงตะวันรุ่งอรุณที่พยายามแหวกม่านหมอกสีเลือดเหนือทวีปตะวันออก แม้ค่ายกลกลืนฟ้า 吞天阵 (ทวินเทียนเจิ้น) จะถูกตาข่ายสูญตาของอาเจียผลักไสออกไปจากน่านฟ้าวิหารสุริยันจันทรา ทว่ากลิ่นอายแห่งการกดขี่ยังคงแฝงตัวอยู่ทั่วทุกอณูของฟ้าดิน บ่งบอกว่าตระกูลเซียนโบราณยังคงกำปั้นแน่นเพื่อรอเวลาบดขยี้มดปลวกที่กล้าต่อต้าน
ภายในโถงหลักของวิหารหยกขาว บรรยากาศตึงเครียดแต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่น อาเจียนั่งอยู่บนเก้าอี้ศิลาตรงกลาง นัยน์ตาสูญตาทอประกายลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่กำลังจำลองกระดานหมากแห่งทวีป เบื้องหน้าเขามีโต๊ะหยกขนาดใหญ่ที่ฉายภาพแผนที่ทวีปตะวันออกและขอบเขตของทวีปศักดิ์สิทธิ์ซึ่งวาดขึ้นจากปราณหมึกวิญญาณ
มู่เฉิน หลี่ชางไห่ ฉินมู่หลาง เฟิงอวี้หราน หลินซิงเสวี่ย เย่วปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเออร์ ยืนล้อมรอบโต๊ะหยก ทุกคนต่างจับจ้องไปยังจุดสว่างเก้าจุดที่กระพริบอยู่ตามขอบทวีปศักดิ์สิทธิ์
"เสาหลักศิลาเทวะทั้งเก้าทิศ..." อาเจียชี้ปลายพู่กันนิรันดร์ไปยังจุดสว่างเหล่านั้น "นี่คือรากฐานที่ค้ำจุนเจตจำนงการกลืนกินของตระกูลเซียนโบราณ พวกมันฝังลึกถึงแก่นปราณของผืนดิน สูบพลังชีวิตของทวีปมาหล่อเลี้ยงค่ายกลกลืนฟ้า หากเราไม่ถอนรากถอนโคนพวกมัน การตั้งรับอยู่ที่นี่ก็เป็นเพียงการรอความตายอย่างช้าๆ"
หลี่ชางไห่ลูบเคราขาวด้วยความเคร่งเครียด "ท่านผู้นำ เสาหลักระดับนี้ย่อมมีผู้พิทักษ์ที่แข็งแกร่ง และอาจมีค่ายกลซ้อนทับอยู่หลายชั้น การส่งกองกำลังไปโจมตีพร้อมกันเก้าจุด อาจเป็นการกระจายกำลังจนอ่อนแอเกินไป"
"ท่านเจ้าสำนักกล่าวได้ถูกต้อง" อาเจียพยักหน้า "ทัพหลักของศิษย์นับหมื่นจะไม่ออกไปเสี่ยง ข้าจะให้พวกท่านปักหลักอยู่ที่วิหารสุริยันจันทราและหุบเขาศิลาจารึก ใช้ค่ายกลป้องกันระดับสูงสุดเพื่อดึงดูดความสนใจของทัพหลักตระกูลเซียนโบราณ... ส่วนการทำลายเสาหลัก จะเป็นหน้าที่ของข้าและยอดฝีมือที่สามารถเคลื่อนไหวได้รวดเร็ว"
เฟิงอวี้หรานทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ เปลวเพลิงสีทองสว่างวาบในแววตา "ฮ่าฮ่า! แอบลอบเข้าไปเผาเสาหลักของพวกมันจากข้างหลัง ฟังดูเป็นงานที่เหมาะกับเพลิงอัคคีบรรพกาลของข้ายิ่งนัก!"
"อย่าเพิ่งได้ใจไป" ฉินมู่หลางเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น "จุดพิกัดที่อาเจียล่วงรู้มาจากวิญญาณของพวกอาวุโสคุมกฎ ย่อมมีการคุ้มกันระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นกลางขึ้นไปเป็นอย่างน้อย หากประมาท อาจถูกล้อมกรอบได้"
เย่วปิงอวิ๋นขมวดคิ้ว "อาเจีย การลักลอบข้ามทวีปไปทีละจุด ต้องใช้เวลานานเพียงใด? กว่าเราจะทำลายเสาต้นแรกได้ ตี้เทียนอู๋ย่อมรู้ตัวและเสริมกำลังป้องกันจุดอื่นๆ แน่นอน"
อาเจียระบายรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก "ใครบอกว่าพวกเราจะลักลอบไปทีละจุดเล่า? พวกเราจะโจมตีพร้อมกัน... ทั้งเก้าจุด"
คำกล่าวนั้นทำให้ทุกคนในโถงชะงักงัน แม้แต่มู่เฉินก็ยังเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
"เจ้าหมายความว่าอย่างไร อาเจีย?" มู่เฉินถาม "กำลังคนของเราไม่เพียงพอที่จะแบ่งออกเป็นเก้ากลุ่มย่อยเพื่อปะทะกับยอดฝีมือระดับสวรรค์ได้พร้อมกัน"
"เราไม่ต้องแบ่งคน ขอรับท่านอาจารย์" อาเจียประสานอินด้วยมือซ้าย ทารกวิญญาณสูญตาในตันเถียนเปล่งประกายแสงสีเทา ลวดลายอักขระลึกลับเริ่มก่อตัวขึ้นกลางอากาศ "ข้าล่วงรู้ความลับของพวกมันมาแล้ว... เสาหลักทั้งเก้า แม้จะทรงพลัง แต่ก็เชื่อมโยงกันด้วย 'กฎเกณฑ์แห่งเจตจำนง' สายเดียวกัน หากเราสามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์นั้นได้ เราก็สามารถส่งการโจมตีผ่านมิติไปยังเสาหลักอื่นๆ ได้ในพริบตา"
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดค่ายกลหกเหลี่ยมที่ซ้อนทับกันเก้าชั้นเหนือแผนที่หยก "ข้าจะสร้าง 'ค่ายกลบังคับสูญญตา' ขนาดใหญ่ โดยมีวิหารแห่งนี้เป็นศูนย์กลาง และเชื่อมโยงกับปฐมอาณาเขตของข้า... มู่หลาง อี้หราน ซิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น และหลิงเออร์ พวกเจ้าห้าคนจะเป็นแกนนำควบคุมจุดห้าทิศ ส่วนข้าจะรับหน้าที่สี่ทิศที่เหลือ"
"เจ้าบ้าไปแล้ว!" เฟิงอวี้หรานเบิกตากว้าง "ควบคุมสี่ทิศพร้อมกัน? ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจะฉีกร่างเจ้าเป็นชิ้นๆ!"
"ข้าผ่านความปั่นป่วนของเจตจำนงนับหมื่นมาแล้ว การแยกจิตวิญญาณออกเป็นสี่สาย มิใช่เรื่องเกินกำลัง" อาเจียตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "เมื่อค่ายกลบังคับทำงาน เนตรสูญตาของข้าจะเจาะทะลวงช่องโหว่ของค่ายกลกลืนฟ้า เปิดเส้นทางมิติให้พวกเจ้าส่งปราณโจมตีระดับสูงสุดของพวกเจ้า เข้าไปทำลายแกนกลางของเสาหลักศิลาเทวะโดยตรง!"
หลี่ชางไห่สูดลมหายใจลึก "นี่มัน... แผนการที่ท้าทายสวรรค์อย่างแท้จริง การโจมตีข้ามทวีปพร้อมกันเก้าจุดโดยใช้ปฐมอาณาเขตเป็นสื่อกลาง... หากสำเร็จ ค่ายกลกลืนฟ้าจะพังทลายลงในพริบตา!"
"แต่หากล้มเหลว..." ฉินมู่หลางกำด้ามกระบี่แน่น "พลังโจมตีทั้งหมดของพวกเรา รวมถึงกฎเกณฑ์ของเสาหลัก จะตีกลับมาทำลายวิหารแห่งนี้จนสิ้นซาก"
"ในการฝึกวิถีเต๋า ย่อมไม่มีความสำเร็จใดที่ปราศจากความเสี่ยง" อาเจียกวาดสายตามองสหายทุกคน "ตระกูลเซียนโบราณคิดว่าพวกเขาอยู่เหนือพวกเรา แต่พวกเขาไม่เข้าใจว่า วิถีอักขระที่แท้จริง คือการรังสรรค์กฎเกณฑ์ขึ้นมาใหม่... พวกเจ้าพร้อมที่จะพลิกฟ้าดินไปพร้อมกับข้าหรือไม่?"
ไม่มีเสียงตอบรับที่ลังเล มีเพียงรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นบนใบหน้าของมิตรสหายทั้งห้า
"เจตจำนงกระบี่ของข้า พร้อมที่จะทะลวงสวรรค์ทุกเมื่อ" ฉินมู่หลางประกาศ
"เพลิงอัคคีบรรพกาลจะเผาผลาญความเย่อหยิ่งของพวกมันให้เป็นเถ้าธุลี" เฟิงอวี้หรานหัวเราะ
หลินซิงเสวี่ย เย่วปิงอวิ๋น และเฟิงหลิงเออร์ ต่างประสานมือยืนยันความพร้อม
"ดีมาก" อาเจียพยักหน้า เขาหันไปหาเจ้าสัวและเจ้าถุงเงิน "เจ้าสัว ถุงเงิน พวกเจ้าสองคนจงไปสมทบกับท่านเจ้าสำนักหลี่ชางไห่ คอยรักษาสมดุลค่ายกลป้องกันของวิหารให้แข็งแกร่งที่สุด อย่าให้ทัพหลักของศัตรูเข้ามารบกวนสมาธิของพวกเราได้"
พยนต์เทวะศิลาทมิฬและราชันแมงมุมมิติสูญตาพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรู้ความ
อาเจียหลับตาลง รวบรวมสมาธิทั้งหมดเข้าสู่จุดกึ่งกลางของจิตวิญญาณ ทารกวิญญาณสูญตาประสานอินอย่างรวดเร็ว วงแหวนสามธาตุแผ่ขยายออกไปจนครอบคลุมทั้งโถงวิหาร
"ท่านอาจารย์ ข้าขอมอบหน้าที่ประคองเส้นชีพจรของข้าให้ท่านอีกครั้ง" อาเจียส่งกระแสจิต
"ศิษย์ดื้อรั้น... จงทำตามเจตจำนงของเจ้าเถิด" มู่เฉินระบายรอยยิ้มบางๆ วางมือลงบนแผ่นหลังของอาเจีย ปราณบริสุทธิ์อันอบอุ่นไหลเวียนเข้าสู่ร่างชายหนุ่ม
อาเจียลืมตาขึ้น เนตรสูญตาทอประกายสีเทาเข้มจนน่าสะพรึงกลัว พู่กันนิรันดร์ในมือถูกยกขึ้นสูง บรรยากาศรอบวิหารสุริยันจันทราเริ่มบิดเบี้ยว กฎเกณฑ์ของฟ้าดินกำลังถูกท้าทายด้วยเจตจำนงที่แน่วแน่ที่สุด
"เริ่มแผนการ... ทะลวงเก้าเสาหลักเซียนโบราณ!"
เสียงคำรามของอาเจียดังก้อง ฟ้าดินสั่นสะเทือน ค่ายกลบังคับสูญญตาที่กำลังจะถูกวาดขึ้น จะเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของทวีปตะวันออกอย่างแท้จริง!