บทที่ 40 ปะทะสามผู้นำ
ท้องฟ้าทั่วอาณาเขตสำนักสยบมังกร ค่อยๆปรากฏร่างจำแลงอันเลือนรางห้าร่างอย่างช้าๆ พร้อมกับปล่อยกลิ่นอายของผู้ปกครองออกมาอย่างท่วมท้น
ในตอนที่ทุกคนกำลังจับจ้องที่ร่างจำแลงอันเลือนรางทั้งห้าอยู่นั้นเอง ร่างจำแลงทั้งสี่ร่างได้หายไปจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงร่างจำแลงอันเลือนรางตรงจุดศูนย์กลางของร่างจำแลงอื่นๆที่หายไป
ผู้คนโดยรอบที่กำลังจะมองหาว่าร่างอันเลือนรางทั้งสี่นั้นหายไปที่ใด เวลานั้นเองเสียงระเบิดดังสนั่นได้ดังขึ้นอย่างฉับพลัน
เมื่อสายตาทุกคู่มองไปยังจุดที่เกิดการระเบิด สิ่งที่เหล่าจอมยุทธ์ได้เห็นคือ ร่างของ หยงอู่โกที่ถูกหนึ่งในสี่ร่างจำแลงอันเลือนรางเหยียบจมไปกับพื้นดินเบื้องล่าง
“นี่มันจะแข็งแกร่งเกินไปแล้ว หยงอู่โกเป็นถึงหนึ่งในสิบผู้นำของขุมอำนาจในสนามรบร้อยดินแดนเลยนะ แต่เหตุใดจึงอยู่ในสภาพนั้นได้” ศิษย์สำนักสยบมังกรผู้หนึ่งได้เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตกใจกับพลังที่ตนได้เห็น
ไม่รออันใดต่อ ร่างจำแลงอันเลือนรางที่เหยียบ หยงอู่โกไว้ ได้ห่อหุ้มปราณรอบตัวหวงหลิงเอ๋อ และนำตัวนางมาอยู่ด้านหลังของชายหนุ่ม
ทว่าไม่ทันให้ผู้คนได้พูดคุยอันใดต่อ ร่างจำแลงอันเลือนรางอีกสามร่างได้ พุ่งเข้าปะทะกับสามผู้นำบนฟากฟ้า แม้จะไม่ถูกเล่นงานย่อยยับเหมือนกับ หยงอู่โก แต่การปะทะกันเมื่อครู่ได้ทำให้ทั้งสามถูกซัดถอยห่างจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว
“นะ…นี่มันคือวิชาอันใดกันแม้แต่สามผู้นำเหล่านั้นยังถูกทำให้ถอยด้วยการปะทะแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ความแข็งแกร่งเช่นนี้แม้แต่ข้าก็คงไม่อาจเป็นคู่มือของเขา” เหยาฉานฉานหนึ่งในสิบผู้นำเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตกตะลึง
สำหรับนางแล้ว กู่ยง หลงหมิง เฉินเฮาเหริน ล้วนแล้วแต่เป็นตัวตนระดับสูงในขุมอำนาจของสนามรบร้อยดินแดน หรือแม้แต่โลกภายนอก ในหมู่เจ็ดสำนักหนึ่งหอสองตระกูล ทั้งสามคนก็ยังคงเป็นตัวตนระดับต้นๆอยู่ดีโดยเฉพาะ เฉินเฮาเหรินและกู่ยง
ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับชายหนุ่มทั้งสามที่เป็นถึงตัวตนระดับสูง แม้จะร่วมมือกันก็ไม่อาจสยบชายหนุ่มได้เลย
ถ้านับหยงอู่โกไปด้วยเท่ากับว่าแม้จะเป็นการต่อสู้หนึ่งต่อสี่ ก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะเอาชนะชายหนุ่มได้ สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกยำเกรงชายหนุ่มเป็นอย่างมาก
ในด้านของสองพี่น้องตระกูลหนี่ เมื่อเห็นว่าศิษย์น้องของพวกตนถูกช่วยมาได้จึงรีบมาดูอาการบาดเจ็บของนางในทันที
“ขอบคุณสหายยุทธ์หลินตงที่ช่วยศิษย์น้องเอาไว้ บุญคุณครั้งนี้สำนักสยบมังกรจะไม่ลืมเป็นอันขาด” หนี่เป่าที่ยืนคุ้มกันชายหนุ่มอยู่เมื่อครู่ได้เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าซาบซึ้ง
“หากไม่ได้เจ้าช่วย ข้าไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าศิษย์น้องจะต้องเจอชะตากรรมแบบใด” หนี่กังเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
“ ขอบคุณเจ้ามากเมื่อครู่ ขะ..ข้าเกือบจะ ถ้าเจ้าไม่ยืนมือมาช่วยข้า” เอ่ยถึงตรงนี้น้ำตาของหญิงสาวได้พรั่งพรูออกมาดังสายฝน
“ ว่าแต่วิชานี้คือวิชาอันใดกัน เหตุใดกลิ่นอายกดดันถึงได้มากมายเช่นนี้” หนี่เป่าอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
“ข้าว่าอีกไม่นาน พวกท่านคงจะรู้อย่างแน่นอน แต่เวลานี้ท่านทั้งสองควรพา แม่นางหวงหลิงเอ๋อไปให้ไกลจากบริเวณนี้เสียจะดีกว่า เพราะนับจากนี้ข้าจะใช้ทุกอย่างที่ข้ามีแล้ว”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม สองพี่น้องตระกูลหนี่จึงพาหวงหลิงเอ๋อในสภาพที่อ่อนแรงถอยห่างจากบริเวณการต่อสู้อย่างรวดเร็ว
ในตอนนั้นเองร่างทั้งสามที่ถูกซัดถอยออกไป ได้กลับมาอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มอีกครั้ง
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะมีไพ่ตายเยอะเสียจริง ข้ากู่ยง อยากรู้เสียจริงว่าวันนี้เจ้าจะเอาชีวิตรอดไปจากพวกข้าได้เช่นไร”
“กายไร้อรุณ” สิ้นเสียงกลุ่มปราณสีดำได้รายล้อมรอบตัวของกู่ยง ในตอนนั้นเองร่างจำแลงสีดำทมิฬของบุรุษผู้หนึ่งในมือถือเคียวขนาดใหญ่ ที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตาย ได้ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของกู่ยง
“นี่มันหนึ่งใน เก้า ร่างกายเซียนบรรพกาล เจ้ากู่ยง ผู้นี้จะต้องมีตำแหน่งที่ไม่ธรรมดาในสมาคมดับดาราเป็นแน่ เหตุใดคนเช่นนี้จึงมายังสนามรบร้อยดินแดนกัน” ถังเต๋อเอ่ยออกมาพร้อมกับแตะที่ปลายคางเหมือนกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
“ในเมื่อเจ้าเอาจริงแล้ว อย่างนั้นข้าก็คงจะต้องเอาจริงบ้างสินะวันนี้พวกเราจะสอนไอคนอวดดีผู้นี้เอง ว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่แท้จริงนั้นเป็นเช่นไร”
“กายพิษหมื่นวิถี” สิ้นเสียงของเฉินเฮาเหริน ปราณพิษได้ถูกปลดปล่อยออกมารอบกายอย่างรวดเร็ว พร้อมปรากฏร่างจำแลงบุรุษที่ในมือถือหม้อโอสถไว้ อยู่ด้านหลังเฉินเฮาเหริน
“ข้าละอิจฉาพวกมี กายเซียนบรรพกาลเสียจริง ถึงแม้ข้าจะไม่มีกายเซียนแต่สายเลือดของข้าก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นกัน”
“วิชาสายเลือด จุติมังกรมาร” สิ้นเสียงของหลงหมิง เกร็ดสีดำด้านนับไม่ถ้วนได้ขึ้นปกคลุมทั่วทั้งร่าง พร้อมกับปลดปล่อยกลิ่นอายดุร้ายออกมา
อีกด้านหนึ่ง หยงอู่โกที่ลุกขึ้นมาจากพื้นและได้เห็น พลังที่ทั้งสี่คนได้ปลดปล่อยออกมา ทำให้จิตใจในการไปแก้แค้นชายหนุ่มที่โจมตีตนเมื่อครู่หายไปจนสิ้น
เมื่อรู้ว่าตนไม่อาจจะไปยุ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ได้และไม่อาจจะหาโอกาส รอบโจมตีหวงหลิงเอ๋อได้เช่นกัน ด้วยเหตุนี้หยงอู่โกจึงเลือกที่จะถอยออกไปดูสถานการณ์อยู่ห่างๆพร้อมกับกองกำลังของตน
ถึงแม้จะเป็นหนึ่งในสิบผู้นำของสนามรบร้อยดินแดนเหมือนกัน แต่พลังที่แท้จริงของแต่ละคนนั้นไม่อาจวัดด้วยระดับพลังแม้จะเป็นราชันย์ยุทธ์ระดับสูงเหมือนกัน
แต่ในหมู่ผู้นำทั้งสิบที่เปิดเผยพลังมานั้น
ถังเต๋อและตี้ซินอี้คือสองคนที่แข็งแกร่งที่สุด
ตามมาด้วย กู่ยง หวงเซียนเซียน เฉินเฮาเหริน หลงหมิง เกาเนี่ยนเจิน เจียงเมิงถิง และสุดท้าย หยงอู่โก
ใช่แล้วแม้ว่าการกระทำของเขาจะดูอวดดี ทว่าหยงอู่โกคือคนที่อ่อนแอที่สุดแม้เจ้าตัวจะชอบวางท่าใหญ่โตก็ตามที และเมื่อได้เห็นพลังของทั้งสี่ที่แสดงออกมาตัวมันจึงตัดสินใจได้ทันทีว่าควรถอยเพียงเท่านี้
ในด้านของชายหนุ่มที่เห็น คนทั้งสามเบื้องหน้าได้สำแดงกายบรรพกาลและวิชาสายเลือดออกมาก็อดที่จะสบถในใจไม่ได้
“เหตุใดเจ้าพวกนี้ถึงยังมีไพ่ลับกันอีกละเนี่ย การที่ข้าเผาผลาญโลหิตบริสุทธิ์มาใช้แทนพลังปราณเช่นนี้ข้าคงจะสู้ได้ประมาณหนึ่งชั่วยาม เมื่อพลังโลหิตของข้าหมดไปข้าอาจต้องสลบไปเป็นแน่”
“แม้จะใช้พลังโลหิตมาแทนพลังปราณ แต่ข้าก็ต้องควบคุมไม่ให้เผาผลาญจนเร็วเกินไปไม่งั้นพลังโลหิตของข้าจะต้องหมดภายในครึ่งชั่วยามเป็นแน่ แต่การที่ข้าควบคุมการเผาผลาญโลหิตจะทำให้ข้าสู้ได้นานก็จริง แต่พลังที่ข้าสำแดงได้ก็ไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น”
“หากเป็นเช่นนั้นข้าขอเดิมพันทุกสิ่งด้วย พลังโลหิตบริสุทธิ์เต็มกำลังและเวลาครึ่งชั่วยามที่เหลืออยู่”
“หากเจ้าไม่ตายก็เป็นข้า ถึงแม้ในใจข้าอยากจะให้แม่นางผู้นั้นของสำนักสยบมังกรมาช่วยก็เถอะนะ” เอ่ยจบชายหนุ่มได้หยุดควบคุมพลังโลหิตของตนเอง จากเดิมที่ถูกเผาผลาญอย่างช้าๆ กลับกลายเป็นถูกเผาผลาญอย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเป็นเช่นนี้พลังปราณที่แพร่กระจายออกมารอบตัวชายหนุ่มก็มากขึ้นเช่นกัน
ตอนนี้ร่างจำแลงที่เลือนรางทั้งห้าได้ค่อยๆเด่นชัดในสายตาของทุกผู้คน
ในตอนนั้นเองเสียงของ ตี้ซินอี้จากสำนักภูตเหมันต์ได้ดังขึ้นด้วยน้ำเสียงยากจะเชื่อ
“ มังกรฟ้า หงส์แดง เสือขาว เต่าดำและมังกรทอง”
“นะ…นี่มันสัตว์เทพทั้งห้า”
“วิชาเดียวในมหาทวีปฟ้านิรันดร์แห่งนี้ที่สามารถเรียกร่างจำแลงสัตว์เทพทั้งห้าได้”
เอ่ยถึงตรงนี้นางได้หยุดชะงักไปครู่หนึ่งพร้อมเอ่ยออกมาอย่างอดไม่ได้
“วิชามรรคห้าจักรพรรดิสี่ทิศ”
“ตระกูลหลิน”
ในเวลาเดียวกับที่นางเอ่ยออกมา เหล่าผู้นำขุมอำนาจในสนามรบร้อยดินแดนต่างก็เอ่ยคำนี้อยู่ในใจเช่นกัน
“จะเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร ผู้สืบสายเลือด ตระกูลหลินไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว และวิชามรรคนี้จะต้องเป็นผู้มีสายเลือดตระกูลหลินเท่านั้นจึงจะใช้ได้ ระ…หรือว่า”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ภายในใจของตี้ซินอี้ได้ดังขึ้นดั่งกลองศึก หากเรื่องที่ตระกูลหลินยังมีผู้สืบทอดเหลืออยู่ถูกแพร่กระจายออกไปยังมหาทวีปฟ้านิรันดร์ละก็ จะต้องเกิดแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทุกขุมกำลังเป็นแน่
“ตอนนี้ข้าควรทำเช่นไรดี เมื่อตอนที่ตระกูลหลินรุ่งเรือง สำนักภูตเหมันต์นั้นถือเป็นหนึ่งในพันธมิตรหลักของตระกูลหลินก็ว่าได้ และตอนนี้ผู้สืบทอดคนสุดท้ายของตระกูลหลินกำลังอยู่ในสถานการณ์คับขัน ตัวข้าจะต้องไปช่วยเขาใช่หรือไม่”
เมื่อเอ่ยกับตนเองถึงตรงนี้ ตี้ซินอี้จึงตัดสินใจ เตรียมพุ่งตัวเข้าสู่การต่อสู้เพื่อช่วยชายหนุ่มอีกแรง ทว่าตอนนี้เองพลังปราณสายหนึ่งได้รั้งนางเอาไว้
“ ถังเต๋อเจ้าคิดจะทำอันใด เหตุใดจึงขวางข้า” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง
“เจ้าอย่าพึ่งใจร้อนไป หากเจ้าอยากช่วยคนผู้นั้นจริงๆ ข้าว่าเจ้าควรเก็บแรงไว้ก่อนจะดีกว่า มีการปะทะกันรุนแรงเช่นนี้ ข้าคิดว่าอีกไม่นานไอเจ้าพวกนั้นจะต้องมาเป็นแน่ เวลานั้นหากกำลังหลักของพวกเราไม่พอมันจะเกิดเรื่องแย่เอาได้”
“เเละดูจากการต่อสู้นี้ แม้ผู้สืบทอดตระกูลหลินจะเผาผลาญโลหิตเพื่อแลกกับพลังปราณที่ศูนย์เสียไปก่อนหน้าและหลังจากนี้จะต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน แต่มันก็แลกมาด้วยกับพลังมหาศาลที่หนาแน่นกว่าพลังปราณเป็นไหนๆ”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าผู้สืบทอดของตระกูลหลิน ที่ดวงแข็งจนหลุดรอดจากการตามล่า จะไม่สามารถเอาชนะเจ้าสามคนนั้นได้”
“ที่สำคัญนี่ถือเป็นการดีมิใช่รึที่เราจะได้เห็น ว่าวิชามรรคห้าจักรพรรดิสี่ทิศนั้นแข็งแกร่งขนาดไหน”
“ในตอนที่ตระกูลหลินล่มสลายพวกเราเองก็ยังเป็นแค่ผู้เยาว์จึงไม่เคยได้เห็นวิชาในตำนานนี้เลย หากสุดท้ายคนผู้นั้นของตระกูลหลินตกอยู่ในสถานการณ์ถึงชีวิตจริงๆ เราจะยื่นมือช่วยตอนนั้นก็ไม่สาย”
“เหอะ อย่าคิดว่าข้าจะไม่รู้ ว่าเจ้าคิดเช่นไรถ้าหากข้าคิดว่าเขาต้องการความช่วยเหลือจริงๆละก็ต่อให้เป็นเจ้าก็หยุดข้าไม่ได้” เอ่ยจบหญิงสาวได้โคจรพลังปราณอย่างช้าๆพร้อมพุ่งเข้าไปช่วยเหลือชายหนุ่มในทันที
ในสถานที่ไม่ห่างไกลจากสนามรบร้อยดินแดนมากนัก “หืม…นี่มันกลิ่นอายวิชามรรค ห้าจักรพรรดิสี่ทิศ” เอ่ยจบเจ้าของเสียงได้หายไปจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว