ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 397 : คลื่นใต้น้ำแห่งบูรพาทิศ

จารึกที่ 397 : คลื่นใต้น้ำแห่งบูรพาทิศ : อักขระสยบฟ้าและการเชื้อเชิญแห่งวิถี


ภายในห้องรับรองพิเศษของหอสุวรรณดารา กลิ่นอายของไม้หอมวิญญาณที่เคยสงบนิ่ง บัดนี้ถูกรบกวนด้วยความปั่นป่วนของปราณฟ้าดินที่แผ่ซ่านออกมาจากกระบี่สั้นบนโต๊ะหยก


หยุนเต้าหมิง ผู้ก้าวล่วงถึงสภาวะแยกวิญญาณขั้นสมบูรณ์ ยืนนิ่งงันราวกับรูปสลัก ดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับร้อยปีของเขาเบิกกว้าง จับจ้องไปยังเส้นสายอักขระสีเงินยวงเพียงหนึ่งเส้นที่พลิ้วไหวอยู่บนใบกระบี่ มันมิได้ส่องแสงเจิดจ้าบาดตา ทว่ามันกลับกลมกลืนไปกับกระแสลมที่ไหลเวียนอยู่ในห้อง ราวกับว่ากระบี่เล่มนี้มีลมหายใจเป็นของตนเอง


"วิถีแห่งการเชิญชวน... มิใช่การกักขัง..." หยุนเต้าหมิงพึมพำ น้ำเสียงของเขาสั่นสะท้านด้วยความปีติที่ได้ประจักษ์ถึงสัจธรรมอันลึกล้ำ "ศัสตราวิเศษทั่วไป ล้วนใช้แกนอสูรหรือศิลาปราณฝังลงไปเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน จากนั้นใช้อักขระบีบอัดและบังคับให้ปราณเหล่านั้นปลดปล่อยอำนาจออกมา ทว่ากระบี่เล่มนี้... อักขระของท่านเปลี่ยนโครงสร้างโลหะให้กลายเป็นเสมือนเส้นชีพจรของฟ้าดิน เมื่อตวัดกระบี่ กระแสลมรอบข้างจะถูกดึงดูดเข้ามาเสริมพลังด้วยความเต็มใจ... นี่มันก้าวล่วงศาสตร์การหลอมศัสตราของแดนบูรพาไปไกลลิบนัก!"


อาเจียนั่งพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่วงท่าสงบ นัยน์ตาสีดำขลับทอดมองชายชราตรงหน้าโดยไม่แสดงอารมณ์ใดๆ "สิ่งที่วิหารศัสตราสวรรค์ทำ คือการใช้เจตจำนงที่แข็งกร้าวข่มเหงวัสดุ พวกเขามองว่าตนเองคือผู้ควบคุม ทว่าลืมไปว่าสรรพสิ่งล้วนมีวิถีเต๋าเป็นของตนเอง การบีบบังคับย่อมก่อให้เกิดแรงต้าน กระบี่ของพวกเขายิ่งทรงพลัง ผู้ใช้ก็ยิ่งต้องสูญเสียปราณเซียนไปกับการกดข่มแรงต้านเหล่านั้น... สิ่งที่ข้าทำ ก็เพียงแค่คืนความสมดุลให้แก่มัน"


"คืนความสมดุล..." หยุนเต้าหมิงทวนคำ คำพูดที่ดูเรียบง่ายนี้ กลับแฝงไว้ด้วยปรัชญาที่หนักอึ้งประดุจขุนเขา ชายชราสูดลมหายใจลึก ก่อนจะค้อมศีรษะลงประสานมือคารวะอาเจียอย่างเป็นทางการ "นายท่าน หอสุวรรณดาราของพวกเราทำการค้ามาเนิ่นนาน พวกเราประเมินมูลค่าของสรรพสิ่งจากกฎเกณฑ์ ทว่าสิ่งที่ท่านนำมาในวันนี้ มูลค่าของมันมิอาจประเมินเป็นศิลาปราณได้... หากข่าวเรื่องกระบี่เล่มนี้แพร่งพรายออกไป วิหารศัสตราสวรรค์จะต้องคลุ้มคลั่งเป็นแน่แท้"


"พวกท่านเกรงกลัวความคลุ้มคลั่งของพวกมัน หรือเกรงกลัวที่จะสูญเสียผลกำไรเล่า?" ปิงอวิ๋นที่นั่งอยู่เบื้องหลังอาเจียเอ่ยถามขึ้น น้ำเสียงของนางเยือกเย็นและแหลมคมประดุจเข็มน้ำแข็ง นางมองทะลุถึงแก่นแท้ของพ่อค้าเสมอ


หยุนเต้าหมิงชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ "แม่นางช่างมีวาจาคมคาย หอสุวรรณดาราไม่เคยเกรงกลัวผู้ใดในแง่ของการค้า พวกเราวางตัวเป็นกลางเสมอ ทว่าความเป็นกลางนั้นก็แลกมาด้วยการรักษาสมดุลของขั้วอำนาจ หากพวกเรารับจัดงานประมูลกระบี่เล่มนี้ เท่ากับเป็นการประกาศตัวเป็นปรปักษ์ทางอ้อมกับวิหารศัสตราสวรรค์"


"ความเป็นกลางที่แท้จริง ไม่มีอยู่ในโลกเซียนหรอกผู้อาวุโสหยุน" อาเจียกล่าวแทรกขึ้น เสียงของเขาเรียบสนิททว่าทรงพลัง "ยามใดที่ผลประโยชน์เอนเอียง ความเป็นกลางย่อมถูกพัดพาไปตามกระแสลม วิหารศัสตราสวรรค์ผูกขาดตลาดมานานจนเย่อหยิ่ง พวกมันกดราคารับซื้อวัตถุดิบจากพวกท่าน และโก่งราคาขายศัสตราจนสูงลิ่ว ข้าเชื่อว่าหอสุวรรณดาราเองก็กล้ำกลืนฝืนทนมาไม่น้อย... การประมูลครั้งนี้ มิใช่เพียงการขายกระบี่ ทว่ามันคือการปลดแอกวิถีการค้าของพวกท่านเอง"


ชายชรานิ่งอึ้งไป แววตาของเขาฉายแววครุ่นคิดอย่างหนัก คำพูดของอาเจียแทงทะลุจุดอ่อนของหอสุวรรณดาราได้อย่างแม่นยำ หลายร้อยปีที่ผ่านมา แม้สมาคมการค้าจะมั่งคั่ง ทว่าก็ต้องสูญเสียผลกำไรมหาศาลให้แก่การผูกขาดของวิหารศัสตราสวรรค์


"ท่านต้องการสิ่งใดเป็นการแลกเปลี่ยน?" หยุนเต้าหมิงเงยหน้าขึ้น สบตากับบุรุษหนุ่มเบื้องหน้า เขาตระหนักแล้วว่าคนผู้นี้มิใช่เพียงผู้แสวงมรรคาธรรมดา ทว่าคือพญามังกรที่กำลังจะพลิกผืนมหาสมุทรแห่งบูรพาทิศ


"ข้าไม่ต้องการศิลาปราณ" อาเจียตอบชัดเจน "สิ่งที่ข้าต้องการ คือทรัพยากรระดับบรรพกาล... แก่นวิญญาณธาตุลมบริสุทธิ์ที่ก่อกำเนิดจากพายุข้ามทวีป, หินอุกกาบาตเพลิงดาราที่หล่นร่วงจากสวรรค์ชั้นเก้า, และน้ำพุปรมัตถ์ที่ซ่อนอยู่ในแกนโลก ข้าทราบดีว่าหอสุวรรณดารามีเครือข่ายกว้างไกลเพียงใด หากพวกท่านสามารถจัดหาวัตถุดิบเหล่านี้มาให้ข้าได้ ข้าจะมอบกระบี่เล่มนี้ให้พวกท่านนำไปประมูล และในอนาคต ข้าจะมอบสิทธิ์ขาดในการจำหน่ายศัสตราที่ผ่านการจารึกจากพู่กันของข้าแต่เพียงผู้เดียว"


ฉินมู่หลางและเฟิงอี้หรานลอบสบตากัน พวกเขาทราบดีว่าวัตถุดิบที่อาเจียเอ่ยมานั้น ล้วนเป็นสิ่งของล้ำค่าที่หาได้ยากยิ่งในวัฏจักร มันคือองค์ประกอบสำคัญที่อาเจียต้องการนำมาหล่อหลอมและทำความเข้าใจ เพื่อก้าวเข้าสู่การผสานอักขระระดับที่ห้า 'จตุรธาตุบรรพกาล'


หยุนเต้าหมิงสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ของเหล่านั้นจะประเมินค่ามิได้และถูกเก็บรักษาไว้ในคลังลับสุดยอดของสมาคม ทว่าเมื่อเทียบกับสิทธิ์ขาดในการถือครองวิถีการสร้างศัสตรารูปแบบใหม่ที่สามารถสยบวิหารศัสตราสวรรค์ได้ มันย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามหาศาล


"ตกลง" หยุนเต้าหมิงกระแทกเสียงหนักแน่น "หอสุวรรณดารายินดีรับความเสี่ยงนี้ งานประมูลครั้งใหญ่แห่งบูรพาทิศจะถูกจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า ข้าจะใช้เครือข่ายทั้งหมดส่งเทียบเชิญไปยังทุกขั้วอำนาจในดินแดน รวมถึงยอดคนบำเพ็ญอิสระที่เร้นกายอยู่ ให้พวกเขามาเป็นประจักษ์พยานถึงการกำเนิดใหม่ของวิถีแห่งศัสตรา"


"ประเสริฐ" อาเจียแย้มรอยยิ้ม "เช่นนั้นในระหว่างเจ็ดวันนี้ ข้าและสหายขอพำนักอยู่ในเรือนรับรองของพวกท่าน หวังว่าคงไม่รบกวนจนเกินไป"


"ย่อมได้ นายท่านถือเป็นแขกผู้ทรงเกียรติที่สุดของพวกเรา" ชายชราค้อมศีรษะ ก่อนจะสั่งให้ผู้ดูแลนำทางกลุ่มของอาเจียไปยังเรือนรับรองที่หรูหราและมีการป้องกันแน่นหนาที่สุดของสมาคม


เมื่อประตูปิดลงและเหลือเพียงพวกเขา อาเจียก็ทรุดตัวลงนั่งบนเตียงหยกเหมันต์ ใบหน้าที่เคยสงบเยือกเย็นซีดเผือดลงเล็กน้อย เขากระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำเล็ก ทารกวิญญาณสูญตาในตันเถียนสั่นสะท้าน


"อาเจีย!" ชิงเสวี่ยถลันเข้ามาประคองร่างของเขา ปราณพฤกษาสีเขียวมรกตที่บริสุทธิ์ที่สุดถูกถ่ายทอดเข้าสู่เส้นชีพจรของบุรุษหนุ่มเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด


"ปฏิกิริยาสะท้อนกลับกำเริบอีกแล้วหรือ?" หลินชิงเสวี่ยขมวดคิ้วด้วยความกังวล นางรู้ดีว่าการฝืนใช้อักขระสูญตาแทรกแซงวัฏจักรความทรงจำของศัตรูนับสิบชีวิต มิใช่เรื่องที่ร่างกายเนื้อจะทนรับได้ง่ายๆ


"ข้าไม่เป็นไร" อาเจียส่ายหน้า ฝืนกลืนคาวเลือดที่ตีตื้นขึ้นมา "กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินที่ถูกบิดเบือนกำลังพยายามจัดเรียงตัวมันเองใหม่ แรงต้านทานนี้หนักหน่วงกว่าที่ข้าประเมินไว้เล็กน้อย แต่ด้วยปราณพฤกษาของเจ้า มันช่วยประคองรากฐานของข้าได้มาก"


"เจ้าไม่ควรฝืนแสดงละครต่อหน้าตาเฒ่านั่นเลย หากเขาจับสัมผัสได้ว่าพลังปราณของเจ้ากำลังปั่นป่วน ข้อตกลงเมื่อครู่อาจไม่ราบรื่นเช่นนี้" มู่หลางกล่าวพลางยืนพิงกรอบหน้าต่าง สายตาทอดมองออกไปยังทัศนียภาพของเมืองหน้าด่าน


"ในโลกของการค้าและมรรคา ผู้ที่แสดงความอ่อนแอคือผู้ที่ถูกกลืนกิน" อาเจียหลับตาลง รวบรวมสมาธิเพื่อชักนำไตรอักขระวัฏจักรให้หมุนเวียนสลายแรงต้านทานต่อไป "อีกอย่าง... พวกเราไม่มีเวลาให้พักผ่อนอย่างสงบหรอก วิหารศัสตราสวรรค์ไม่ใช่ลูกแกะที่รอให้ถูกเชือด พวกมันต้องส่งคนมาตรวจสอบแน่"


มู่เฉินที่นิ่งเงียบมาตลอด ปรากฏกายขึ้นในรูปแบบของร่างโปร่งแสง ท่านลูบเครายาวและเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกล้ำ "สิ่งที่เจ้ากังวลถูกต้องแล้ว อาเจีย... ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความโกรธเกรี้ยวที่กำลังพุ่งตรงมายังหอสุวรรณดารา ระดับพลังของมันอยู่ไม่ห่างจากสภาวะแยกวิญญาณขั้นสมบูรณ์... ดูเหมือนพวกมันจะตอบสนองรวดเร็วกว่าที่คาดคิด"


สิ้นคำกล่าวของอาจารย์ เงาดำมุมห้องพลันกระเพื่อมไหว เจ้าถุงเงินปรากฏตัวขึ้นจากมิติเงา มันไต่ขึ้นมาบนโต๊ะอย่างเงียบเชียบ ดวงตาทั้งแปดของมันจ้องมองไปยังทิศทางเดียวกับที่มู่เฉินสัมผัสได้ มันส่งเสียงขู่ฟ่อเบาๆ ผ่านสายสัมพันธ์ทางวิญญาณ มันแจ้งแก่อาเจียว่า มีผู้ฝึกตนระดับสูงหลายคนกำลังปิดล้อมเส้นทางรอบนอกของหอสุวรรณดาราอย่างลับๆ


"มาเร็วกว่าที่คิด" ปิงอวิ๋นหรี่ตาลง "พวกมันคงใช้วิชาลับบางอย่างตรวจจับการแตกสลายของแผ่นหยกชะตา และตามรอยเศษเสี้ยวปราณของพวกนักฆ่ามาถึงเมืองนี้"


"พวกมันไม่กล้าบุกเข้ามาในหอสุวรรณดาราโดยตรงหรอก" อาเจียลืมตาขึ้น ประกายแห่งความรอบรู้พาดผ่านดวงตา "สมาคมการค้านี้มีเบื้องหลังที่ลึกซึ้ง วิหารศัสตราสวรรค์ย่อมรู้ดีว่าการก่อสงครามกลางเมืองหน้าด่าน จะทำให้ขั้วอำนาจอื่นฉวยโอกาสแทรกแซง พวกมันจะใช้วิธี 'กดดัน' ทางอ้อม"


ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ใบหน้าจะยังซีดเซียว ทว่าเจตจำนงกลับตั้งมั่นดุจขุนเขา "เจ้าถุงเงิน ซ่อนตัวในเงาของข้าและจับตาดูกระแสปราณของพวกมันให้ดี... มู่หลาง อี้หราน พวกเจ้าเตรียมตัวให้พร้อม แต่อย่าเพิ่งลงมือจนกว่าข้าจะให้สัญญาณ เราจะไปดูการเจรจาระหว่างสุนัขจิ้งจอกเฒ่าทั้งสองกัน"


---


ณ ลานโถงกว้างใหญ่ชั้นล่างของหอสุวรรณดารา บรรยากาศที่เคยพลุกพล่านด้วยผู้คนซื้อขาย บัดนี้เงียบสงัดจนน่าอึดอัด ผู้ฝึกตนและพ่อค้าต่างถอยร่นไปยืนชิดกำแพงด้วยความหวาดหวั่น เมื่อเบื้องหน้าของพวกเขาปรากฏร่างของชายชราในชุดคลุมสีแดงเพลิงที่ปักลวดลายเตาหลอมสีทอง


เขาคือ 'ผู้อาวุโสเลี่ยฮั่ว' (เพลิงพิโรธ) หนึ่งในผู้คุมกฎระดับสูงแห่งวิหารศัสตราสวรรค์!


กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาดุดันและบ้าคลั่งประดุจภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุ ความร้อนแรงนั้นทำให้หยกและศิลาประดับภายในโถงเริ่มมีรอยร้าว ทว่าก่อนที่ความร้อนนั้นจะทำลายสิ่งของไปมากกว่านี้ กระแสปราณที่เยือกเย็นและลึกล้ำประดุจสายน้ำก็เข้าปะทะและสลายความบ้าคลั่งนั้นจนหมดสิ้น


หยุนเต้าหมิงก้าวเดินลงมาจากบันไดหยก รอยยิ้มการค้ายังคงประดับอยู่บนใบหน้า ทว่าดวงตากลับเย็นเยียบ "ผู้อาวุโสเลี่ยฮั่ว สายลมใดพัดพาท่านมาเยือนหอสุวรรณดาราของข้าในยามนี้? หากท่านต้องการหาซื้อวัตถุดิบหลอมศัสตรา เกรงว่าคลังสินค้าของเราเพิ่งจะถูกจับจองไปจนหมดสิ้นแล้ว"


เลี่ยฮั่วแค่นเสียงเย็นชา ดวงตาสีเพลิงจ้องเขม็งไปยังผู้ประเมินระดับสูงสุด "หยุนเต้าหมิง อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า! ข่าวลือที่ว่ามีผู้ฝึกตนลึกลับนำศัสตราที่อ้างว่าสยบอักขระของวิหารเราได้ มาประเมินที่นี่ เป็นความจริงหรือไม่? และเจ้ายังกล้าหาญถึงขั้นรับจัดงานประมูลสิ่งของหลอกลวงเช่นนั้น... เจ้าคิดจะท้าทายอำนาจของวิหารศัสตราสวรรค์หรืออย่างไร!"


"หลอกลวงหรือไม่ ผู้แสวงมรรคาในแดนบูรพาย่อมมีดวงตาแห่งสัจธรรมในการตัดสิน" หยุนเต้าหมิงตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน "หอสุวรรณดาราทำหน้าที่เป็นเพียงคนกลาง หากของสิ่งนั้นไร้ค่า ย่อมไม่มีผู้ใดประมูล ทว่าหากมันเป็นของล้ำค่า... การที่ท่านผู้อาวุโสบุกมาข่มขู่ถึงที่นี่ มิใช่เป็นการแสดงให้เห็นว่าวิหารศัสตราสวรรค์กำลังหวาดกลัวความจริงหรอกหรือ?"


"สามหาว!" เลี่ยฮั่วตวาดลั่น ปราณเพลิงสีชาดระเบิดออกจากร่าง ก่อตัวเป็นรูปเงาของเตาหลอมขนาดยักษ์เหนือศีรษะ เจตจำนงแห่งไฟที่เกรี้ยวกราดกดทับลงมายังหยุนเต้าหมิงหมายจะสั่งสอนให้รู้สำนึก


ทว่าในวินาทีที่เตาหลอมปราณกำลังจะกระแทกพื้น อาเจียที่ยืนสังเกตการณ์อยู่บนระเบียงชั้นสองผ่านม่านไข่มุก ก็เพ่งกระแสจิตสัมผัสไปยังโครงสร้างของวิชาเตาหลอมนั้น!


นัยน์ตาของอาเจียสะท้อนภาพเส้นสายอักขระนับหมื่นที่ประกอบกันเป็นเงาเตาหลอม ด้วยสายตาของผู้ที่เข้าถึงไตรอักขระวัฏจักร เขามองทะลุถึงรากฐานวิถีเต๋าของผู้อาวุโสเลี่ยฮั่วได้อย่างทะลุปรุโปร่ง


"ช่างเป็นวิถีไฟที่น่าเวทนา..." อาเจียรำพึงในใจ


สิ่งที่เขาเห็น มิใช่เปลวเพลิงที่เกิดจากการเกื้อกูลของฟ้าดิน ทว่ามันคือเปลวเพลิงที่ถูกจุดขึ้นด้วยความเคียดแค้น! วิหารศัสตราสวรรค์ใช้ค่ายกลดึงชีพจรเพลิงจากใต้พิภพ บังคับและกดขี่มันด้วยความรุนแรงเพื่อนำมาหลอมศัสตรา เปลวเพลิงของเลี่ยฮั่วจึงเจือปนไปด้วยความอาฆาตของแผ่นดินที่ถูกสูบพลัง โครงสร้างอักขระของเขาดูแข็งแกร่งภายนอก แต่ภายในกลับเปราะบางและเต็มไปด้วยแรงต้านทานที่รอวันปะทุกลับ


อาเจียยกนิ้วชี้ขึ้นวาดเบาๆ ในอากาศ สร้าง 'อักขระวารีลบเลือน' ขนาดเท่าเม็ดทราย ผสานมันเข้ากับกระแสลม และส่งมันพุ่งทะลวงผ่านม่านไข่มุก ลงไปปะทะกับจุดบอดที่สุดในโครงสร้างของเตาหลอมปราณด้านล่าง!


*เป๊าะ!*


เสียงแตกร้าวเบาๆ ที่แทบไม่มีผู้ใดได้ยินดังขึ้น ทว่าผลลัพธ์กลับสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!


เงาเตาหลอมขนาดยักษ์ของเลี่ยฮั่วที่กำลังจะกดทับหยุนเต้าหมิง พลันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เปลวเพลิงที่เคยเชื่อฟังคำสั่งกลับปะทุออกอย่างควบคุมไม่ได้ มันตีกลับเข้าใส่เส้นชีพจรของผู้เป็นนายประดุจสัตว์ร้ายที่แว้งกัด!


"อั่ก!" เลี่ยฮั่วกระอักเลือดสีแดงฉานออกมา ร่างของเขากระเด็นถอยหลังไปสามก้าว ดวงตาสีเพลิงเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึงและหวาดกลัว เขามองไม่เห็นการโจมตี สัมผัสไม่ได้ถึงศัตรู ทว่ากฎเกณฑ์วิถีเต๋าที่เขาฝึกฝนมานับร้อยปี กลับล่มสลายลงเพียงชั่วพริบตา!


หยุนเต้าหมิงที่เตรียมจะลงมือป้องกันถึงกับชะงัก ชายชราเงยหน้าขึ้นมองไปยังระเบียงชั้นสองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความยำเกรงอันลึกซึ้ง เขารู้ดีว่าปรากฏการณ์เมื่อครู่ มิใช่ความบังเอิญ ทว่าคืออำนาจของบุรุษหนุ่มลึกลับผู้นั้น! อำนาจที่สามารถรื้อโครงสร้างวิชาของยอดฝีมือระดับแยกวิญญาณได้โดยไม่ต้องเผยตัว!


เลี่ยฮั่วฝืนหยัดกายขึ้นเช็ดเลือดที่มุมปาก ความเย่อหยิ่งของเขาถูกทำลายป่นปี้ เขาตระหนักได้ทันทีว่า สถานที่แห่งนี้มีตัวตนระดับสัตว์ประหลาดที่ก้าวล่วงสัจธรรมซ่อนอยู่!


"ฝากไว้ก่อนเถิด หยุนเต้าหมิง... ในงานประมูลอีกเจ็ดวันข้างหน้า วิหารศัสตราสวรรค์จะไม่ปล่อยให้พวกเจ้าเล่นตลกแน่!" เลี่ยฮั่วกล่าวทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อและทะยานร่างหนีออกจากหอสุวรรณดาราไปอย่างรวดเร็ว


ความเงียบสงบกลับคืนสู่โถงกว้างอีกครั้ง ทว่าในใจของผู้คนกลับเต็มไปด้วยคลื่นพายุที่บ้าคลั่ง ข่าวการพ่ายแพ้อย่างไร้เหตุผลของผู้อาวุโสแห่งวิหารศัสตราสวรรค์ จะต้องแพร่สะพัดไปทั่วแดนบูรพาภายในชั่วข้ามคืน


บนระเบียงชั้นสอง อาเจียลดมือลง นัยน์ตาสีดำสนิทยังคงความเยือกเย็นประดุจบ่อน้ำลึกไร้ก้น "พวกมันใช้ไฟที่เกิดจากการกดขี่... หากถึงวันประมูล ข้าจะนำเสนอศัสตราที่ผสานด้วยวารีบริสุทธิ์แห่งความว่างเปล่า น้ำที่ไม่ได้เกิดจากการแย่งชิง ทว่าเกิดจากการหลอมรวม... ข้าจะดับเปลวเพลิงความเชื่อมั่นของพวกมันให้มอดไหม้จนไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี"


"กระดานหมากของเจ้ายิ่งใหญ่ขึ้นทุกที ศิษย์รัก" มู่เฉินลูบเคราพร้อมรอยยิ้ม "ทว่าเจ้าต้องระวังให้ดี การที่เลี่ยฮั่วพ่ายแพ้กลับไป ย่อมดึงดูดสายตาของ 'ตัวตนที่แท้จริง' ในแดนบูรพา พวกตาเฒ่าที่หลับใหล หรือแม้แต่ยอดคนบำเพ็ญอิสระที่เร้นกาย พวกเขาย่อมไม่ยอมให้มีตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้มาเพ่นพ่านในดินแดนของตน"


"หากพวกเขาต้องการสืบหาความจริง ข้าก็จะเปิดประตูต้อนรับ" อาเจียตอบด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว "วิถีแห่งหมื่นอักขระ มิใช่วิถีที่ต้องหลบซ่อนในความมืดอีกต่อไป ถึงเวลาที่โลกเซียนจะต้องเรียนรู้กฎเกณฑ์ใหม่แล้ว"


ไกลออกไป ณ หุบเขาศิลาจารึก เจ้าสัวที่ฝังร่างอยู่ใต้ดินเพื่อค้ำจุนมิติ ได้รับรู้ถึงเจตจำนงที่แน่วแน่ของผู้เป็นนาย ดวงตาโลหะของมันส่องแสงเรืองรอง เปล่งพลังปราณมหาศาลเพื่อปกป้องรากฐานให้มั่นคงยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกัน เจ้าถุงเงินที่ซ่อนอยู่ในเงาของอาเจีย ก็ลอบเลียเขี้ยวของมันอย่างเงียบงัน รอคอยเวลาที่ความมั่งคั่งมหาศาลจะไหลหลากเข้าสู่งานประมูล


พายุแห่งสัจธรรมกำลังก่อตัวขึ้นเหนือแดนบูรพา และงานประมูลในอีกเจ็ดวันข้างหน้า จะเป็นสมรภูมิที่ชี้ชะตาความอยู่รอดของขั้วอำนาจโบราณ!