ตอนที่ 38
เตรียมการ
ลู่หานมุ่งตรงออกจากหมู่บ้านบริเวณตีนเขาหวนหลงตรงทิศใต้ ด้วยระยะทางที่อยู่ห่างประมาณ 100 ลี้ การเดินทางด้วยม้าในระยะทาง 100 ลี้เขาใช้เวลาเพียงแค่ไม่กี่ชั่วยามก็สามารถเดินทางไปถึงได้
แต่ว่าลู่หานนั้นต้องหยุดเตรียมการบางอย่างก่อน หลังจากที่ควบอาชาออกไปได้ประมาณครึ่งทางก็พบเข้ากับหมู่บ้านเล็กๆแห่งหนึ่งที่มีขนาดใหญ่และมีผู้คนมากกว่าหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บริเวณตีนเขาของเขาประมาณ 1 เท่าตัว
เมื่อดูแล้วสถานที่แห่งนี้น่าจะมีสิ่งที่เขาต้องการอยู่นั่นก็คือยาถอนพิษของตะขาบพันปีและของหลายอย่างที่เขาต้องการใช้ในการกำจัดเจ้าตะขาบพันปี
หมู่บ้านที่ถือว่ามีขนาดกลางๆมีถนนประมาณ 3-4 เส้นตัดผ่านใจกลางหมู่บ้านดูแล้วสถานที่แห่งนี้น่าจะมีผู้คนมากมายใช้เดินทางผ่านไปยังเมืองหรือหมู่บ้านต่างๆ ลู่หานสังเกตได้จากการที่เขานั้นขี่อาชาผ่านเข้ามาภายในเมืองแล้วไม่มีชาวบ้านผู้ใดตื่นตระหนกหรือปรายตามองเขาเลยสักคน
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมควบม้ามุ่งตรงเข้าไปที่ถนนเส้นหลักของเมืองด้วยท่าทางองอาจสง่างาม นี้เป็นการขี่ม้าครั้งแรกของลู่หานแต่เขาก็สามารถทำมันได้อย่างดี
มันเป็นอย่างที่เขานั้นคาดคิดไว้ไม่มีผิดเพราะว่าทักษะบ่มเพาะรากฐานภายในร่างกายของเขามันเพิ่มสูงขึ้นทำให้สมดุลของร่างกายเวลาทำอันใดที่มันจะต้องใช้สมดุลของร่างกายจะกลายเป็นว่าเขานั้นสามารถทำมันได้อย่างดีโดยแทบจะไม่ต้องฝึกฝน
ลู่หานควบม้ามุ่งตรงไปกลางหมู่บ้านก่อนที่เขาจะโน้มกายลงมาจากหลังม้าแล้วใช้เป็นการจูงมันเพื่อเดินเท้าแทน ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องการมันคือยาถอนพิษและอุปกรณ์ที่ต้องใช้เตรียมการ
เขาลองสอบถามชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ทำให้รู้ที่ตั้งของร้านยามันอยู่ไม่ไกลจากใจกลางหมู่บ้านนักลู่หานเลยเร่งที่จะเดินทางไปร้านขายยาประจำหมู่บ้านทันที
เมื่อไปถึงเขาก็ผูกอาชาของตนเองเอาไว้หน้าร้านก่อนจะย่างกายเข้าไปด้านในร้าน พอเข้าไปด้านในมันก็เป็นร้านขายยาที่มีขนาดไม่ใหญ่แต่ก็ไม่ได้เล็ก ด้านในมีชายชราผู้หนึ่งที่น่าจะเป็นท่านหมอเจ้าของร้านยาผู้นี้กำลังยืนจัดเตรียมยาอันใดสักอย่างอยู่
ลู่หานเดินเข้าไปหาท่านหมอผู้นั้นที่กำลังขะมักเขม้นกับยาตรงหน้าของตนเอง แต่เมื่อพบเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามาภายในร้านชายชราผู้นั้นก็ละทิ้งสิ่งที่ตนเองกำลังกระทำอยู่แล้วมาต้อนรับลู่หาน
“ ท่านจอมยุทธท่านมาที่ร้านยาของข้าต้องการยาอันใด ” ท่านหมอเจ้าของร้านกล่าวต้อนรับด้วยเสียงนอบน้อม
ลู่หานไม่ต้องเอ่ยปากพูดชื่อสิ่งที่ตนเองต้องการเขานั้นหยิบกระดาษแผ่นนึงออกมาแล้วส่งให้ท่านหมอที่อยู่ด้านหน้าของตนเอง ชายชราผู้นั้นรับกระดาษแผ่นนั้นเอาไว้ในมือก่อนที่จะเปิดมันแล้วใช้สองตากวาดมองสิ่งที่เขียนอยู่ด้านใน
อีกฝ่ายพยักหน้าขึ้นลงขณะที่กำลังใช้สองตากวาดมองสิ่งที่เขียนอยู่ด้านในกระดาษทำให้ลู่หานรู้ว่าสถานที่แห่งนี้มีสิ่งที่เขานั้นต้องการ
หลังจากนั้นไม่นานนักท่านหมอร้านขายยาก็ได้เดินเข้าไปด้านหลังร้านก่อนจะนำบางอย่างออกมาให้กับลู่หาน มันเป็นยาถอนพิษ 3 ชนิด ยาถอนพิษตะขาบ ยาถอนพิษงูเห่า และยาถอนพิษแมงมุมพิษ
ยาถอนพิษถูกจัดแยกตามขวดสีขาวเล็กๆเอาไว้ก่อนที่ท่านหมอผู้นั้นจะส่งมอบมันให้กับลู่หาน มือทั้งสองข้างของลู่หานรับมันเอาไว้ก่อนที่เขาจะจ่ายเงินให้กับท่านหมอไป
“ ท่านกินเพียงแค่หยดเดียวก็พอนะขอรับ ” ท่านหมอที่อยู่ด้านหน้าเมื่อรับเงินจากมือของลู่หานเขาก็แนะนำวิธีการใช้ยาทั้ง 3 ออกมาให้ลู่หานฟัง
ลู่หานพยักหน้าตอบรับกลับไปก่อนที่เขานั้นจะเดินออกจากร้าน
ยาถอนพิษทั้ง 3 ชนิดมันเป็นเพียงยาถอนพิษสัตว์มีพิษธรรมดาเท่านั้นแต่ว่าการที่มันจะแก้พิษของเจ้าตะขาบพิษปีได้มันต้องนำพวกมันทั้ง 3 มาผสมรวมกันก่อนที่จะเริ่มแฝงพลังบ่มเพาะเข้าไปภายในยาถอนพิษ และปริมาณในการกินมันก็ไม่ใช่เพียงแค่ 1 หยดอย่างที่ท่านหมอร้านขายยาบอกแต่มันต้องกินต่อหนึ่งครั้งถึงครึ่งขวด
เมื่อได้ยาถอนพิษมาแล้วเขาก็เดินทางไปที่ร้านขายของประจำหมู่บ้านต่อทันที มีหลายอย่างที่ลู่หานนั้นซื้อติดตัวมาตั้งแต่เชือก น้ำมันดิบ และไม้ขีดไฟ
หลังจากได้ของทุกอย่างมาครบหมดแล้วลู่หานก็นั่งพักอยู่อีกสักพักนึงก่อนที่จะออกเดินทางต่อด้วยอาชาของตนเองที่ยืมมาจากชาวบ้านทันที
อาชาตัวนี้มันคงจะเป็นอาชาที่ยังหนุ่มและมีพละกำลังมากอยู่มันเลยทำให้ฝีเท้าของมันรวดเร็วพาให้ลู่หานเดินทางไปถึงหมู่บ้าน ที่น่าจะเป็นหมู่บ้านที่เกิดเรื่องได้ในตอนยามบ่าย
เพราะว่าในยุคนี้ไม่มีทั้งรูปถ่ายยืนยันหรือว่าแผนที่ที่แน่นอนทำให้ลู่หานนั้นไม่สามารถแน่ใจได้ว่าเขานั้นมาถึงแน่ชัดหรือเปล่าอีกอย่างก็คือเขาไม่ใช่คนยุคนี้ที่คุ้นเคยกับเส้นทาง แต่ว่ามีสิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจว่ามันน่าจะใช่หมู่บ้านแห่งนี้นั่นก็เพราะว่าที่หมู่บ้านแห่งนี้มันเป็นหมู่บ้านเล็กๆที่เงียบงันราวกับไร้ผู้คนและดูเหมือนว่าจะมีร่องรอยสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอยู่ใต้พื้นดินคงเหลืออยู่ตามพื้นของหมู่บ้าน
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มควบอาชาเข้ามาด้านในหมู่บ้านที่มีขนาดเท่าๆกับหมู่บ้านที่อยู่บริเวณตีนเขาหวนหลงของเขา เมื่อเข้ามาสถานที่แห่งนี้ก็เงียบงันไร้ซึ่งผู้คนราวกับเป็นหมู่บ้านร้าง
อาชาสีน้ำตาลเข้มที่เคยวิ่งด้วยความเร็วตอนนี้ก็เริ่มลดความเร็วลงเรื่อยๆจนอยู่ในระดับที่เรียกว่าการเดิน
ดวงตาทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นทุนเดิมของบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังอาชาที่เพิ่งผ่านเข้ามาภายในหมู่บ้านกวาดมองรอบกายของตนเองอย่างสงสัย
ไม่นานนักลู่หานเองก็โน้มกายของตนเองลงมาจากหลังของอาชา ด้วยความเงียบแล้วความสามารถของทักษะบ่มเพาะต่างๆภายในร่างกายของเขามันทำให้การได้ยินของลู่หานสามารถเสียงของฝีเท้าที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในบ้านเรือนรอบๆได้
ลู่หานได้นำเชือกม้วนใหญ่ที่เขาสะพายเอาไว้อยู่ที่แขนด้านซ้ายออกแล้วนำไปเก็บไว้ที่อาชาตัวสีน้ำตาลเข้ม ก่อนที่เขานั้นจะนำมันไปผูกที่ต้นไม้ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักที่ตั้งอยู่ภายในหมู่บ้าน แล้วเริ่มกลับมาสนใจกับบ้านเล็กๆที่เมื่อครู่หูของเขาได้ยินเสียงฝีเท้าของผู้ใดสักคนอยู่ด้านใน
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มยื่นมือไปหวังจะเปิดมันเข้าไปด้านในแต่เมื่อออกแรงดันก็ดูเหมือนว่ามันจะมีบางอย่างที่ผลักดันประตูจากด้านในเอาไว้
“ ข้ามาช่วยพวกท่านช่วยเปิดประตูให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ ” ลู่หานเริ่มทำการเจรจากับคนที่อยู่ด้านในเขามั่นใจแน่นอนแล้วว่าด้านในมีคนอยู่
แต่เมื่อพูดออกไปสิ่งที่ตอบกลับมามันก็มีแต่เพียงความเงียบเท่านั้น
“ เฮ้อ!!! ” ลู่หานถอนหายใจออกมาด้วยความหนักใจก่อนที่เขาจะพูดออกมาด้วยเสียงอันแผ่วเบา “ งั้นข้าก็ขออภัยด้วย ”
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามง้างหมัดของตนเองออกแล้วซัดเข้าไปที่ประตูด้วยแรงเพียงแค่3 ใน 10 ส่วน
ตึง!!! ประตูบานใหญ่เบื้องหน้าของลู่หานหลุดออกไปในครั้งเดียว เผยให้เห็นว่าด้านในมีก้อนหินขนาดใหญ่ผลักดันประตูเอาไว้เป็นสาเหตุทำให้เขาไม่สามารถออกแรงเปิดเข้าไปได้
ดวงตาอันเฉียบคมที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นทุนเดิมมองเข้าไปด้านในก็พบเห็นเข้ากับร่างของสตรีชาวบ้านผู้หนึ่งที่กำลังโอบกอดลูกน้อยชายและหญิงทั้งสองของนางอยู่ในอ้อมแขนด้วยท่าทางสั่นกลัว
ลู่หานย่างกายเข้าไปด้านในพร้อมกับเข้าไปทักทายด้วยท่าทางเป็นมิตร “ ขออภัยจริงๆขอรับที่ท่านต้องทำอย่างนี้ แต่ว่าข้าต้องการคนที่จะสนทนาด้วยเพื่อถามเรื่องหลายๆอย่าง ”
“ ข้าคือศิษย์ของสำนักอักษรสวรรค์ที่ถูกส่งมาเพื่อจัดการกับตะขาบพันปี ”
เมื่อลู่หานกล่าวออกมาเช่นนั้นใบหน้าของสตรีที่กำลังนั่งสั่นกลัวอยู่เบื้องหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที แววตาของเขามองมาที่ลู่หานด้วยสายตาเปล่งประกายแสงแห่งความหวังออกมา
“ สำนักอักษรสวรรค์งั้นรึ..ท่านคือคนที่จะมาช่วยพวกเราหรือเจ้าคะ!!!! ” นางรีบลุกขึ้นแล้วเข้ามาสนทนากับลู่หาน
บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มที่มีใบหน้าหล่อเหลาเป็นทุนเดิมก็พยักหน้าตอบรับกลับไป
หลังจากนั้นนางก็พาตัวของลู่หานไปพบกับหัวหน้าหมู่บ้านที่กำลังหลบซ่อนตัวอยู่ภายในบ้านของตนเองเช่นกัน เมื่อรู้ว่าคนของสำนักอักษรสวรรค์ได้ถูกส่งมาแล้วชาวบ้านหลายคนที่กำลังหลบซ่อนอยู่ในเรือนของตัวเองก็ทยอยกันออกมาเพื่อพบหน้ากับลู่หาน
เมื่อได้เห็นเหล่าชาวบ้านก็พบว่าพวกเขานั้นมีร่างกายที่ผอมแห้งราวกับคนขาดสารอาหาร ลู่หานคิดว่ามันน่าจะเป็นเพราะว่าความหวาดกลัวที่มีต่อตะขาบพันปีเลยไม่มีผู้ใดกล้าออกไปหาอาหารมาประทังชีวิตพวกเขาเลยมีร่างกายเช่นนี้
คนพวกนี้เป็นชาวบ้านธรรมดาคงจะไม่รู้เกี่ยวกับนิสัยของเจ้าตะขาบพันปีที่มันมักจะออกมาในยามราตรีเท่านั้น พวกเขาเลยหวาดกลัวจนในยามกลางวันก็ไม่กล้าออกมาจากบ้านของตนเอง
ลู่หานและเหล่าชาวบ้านต่างเรื่องแนะนำตัวและทำความรู้จักกัน ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่ชาวบ้านเองก็ยังคงมีความหวาดกลัวกับการปรากฏกายของตะขาบพันปี ลู่หานเลยอธิบายให้พวกเขาฟังว่าเจ้าตะขาบพันปีมันจะปรากฏกายออกมาในยามราตรีเท่านั้น
พอได้ฟังเรื่องนั้นจากปากของศิษย์ของสำนักอักษรสวรรค์มันก็ทำให้เหล่าชาวบ้านพอคลายความกังวลลงไปได้บ้าง
เมื่ออีกฝ่ายกลับมาอยู่ในท่าทางปกติลู่หานเองก็เริ่มซักถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับพวกเขาอย่างละเอียด เพื่อเป็นความรู้ที่จะเอาไว้ใช้รับมือกับเจ้าตะขาบพันปี
เมื่อได้นั่งอธิบายกันอย่างละเอียดแล้วลู่หานก็ได้ทำความเข้าใจทุกอย่างแล้วพยักหน้าขึ้นลง ราวกับว่าแผนการภายในสมองของเขาถูกจัดเตรียมเอาไว้อย่างดิบดีเรียบร้อยแล้ว
“ ท่านผู้ฝึกยุทธ์แล้วพวกเราจะต้องทำเช่นไรต่อล่ะขอรับ ” หัวหน้าหมู่บ้านที่มีร่างกายอ้วนท้วนเอ่ยถามลู่หานที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดไปแล้ว
พวกเขานั้นเป็นกังวลมากกับเรื่องที่เกิดขึ้นสถานที่แห่งนี้ก็เปรียบเสมือนบ้านจะให้ละทิ้งมันไปแล้วไปอยู่ที่อื่นเพื่อตั้งรากฐานใหม่ก็เกรงว่าจะไม่มีที่ไปเพราะเช่นนั้นเลยส่งจดหมายไปที่สํานักอักษรสวรรค์เพื่อขอความช่วยเหลือ ตอนนี้ลู่หานเลยกลายเป็นความหวังเดียวให้กับพวกเขา
“ พวกท่านไม่ต้องกังวลราตรีนี้พวกเราจะจัดการเจ้าตะขาบพันปีกัน ” ลู่หานที่ได้ฟังเรื่องทั้งหมดเขาก็เริ่มมองเห็นทางในการจะกำจัดเจ้าตะขาบพันปีแล้ว
จบตอน