ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 312 : ประตูสู่แดนสวรรค์

จารึกที่ 312 : ประตูสู่แดนสวรรค์ : กลหมากแห่งการชำระล้าง


ความมืดมิดของทะเลแห่งความว่างเปล่า คล้ายถูกฉีกกระชากด้วยรัศมีสีทองศักดิ์สิทธิ์ที่สาดส่องออกมาจากเกาะศิลาลอยฟ้าขนาดมหึมา วิหารเทพอนันตกาลตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้ามหานาวาปราณสูญตา ราวกับสัตว์ประหลาดบรรพกาลที่หมอบซุ่มรอคอยเหยื่อ กลิ่นอายแห่งการกดขี่แผ่ซ่านครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง สายโซ่โลหิตนับหมื่นเส้นที่หยั่งรากลงสู่ความมืดเบื้องล่าง เต้นตุบๆ เป็นจังหวะเดียวกับความสิ้นหวังของทวีป


อาเจียยืนอยู่บนหัวเรือ สองมือไพล่หลัง ลมพายุมิติพัดผ้าคลุมสีเทาเข้มสะบัดอย่างรุนแรง ดวงตาแห่งความว่างเปล่าที่ดำสนิทไร้ตาขาว จ้องมองความวิจิตรตระการตาอันโสมมนั้นอย่างเงียบเชียบ ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนนั่งขัดสมาธิ อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬโคจรอยู่รอบกายอย่างเชื่องช้าทว่าทรงพลัง


“ภาพมายาอันงดงาม ที่สร้างขึ้นบนกองกระดูกและหยาดน้ำตา” เสียงทุ้มต่ำของมู่เฉินดังขึ้นเบื้องหลัง อดีตมหาปรมาจารย์แห่งสำนักหมื่นอักขระก้าวเดินขึ้นมายืนเคียงข้างศิษย์รัก ร่างเนื้ออักขระบรรพกาลของเขาสะท้อนแสงสีทองม่วงจากวิหารเทพ ดวงตาที่ผ่านกาลเวลามานับพันปีหรี่ลงเล็กน้อย “อาเจีย... สถานที่แห่งนี้ มิใช่สมรภูมิที่ใช้กำลังเข้าหักโค่น เจ้าสัมผัสได้ถึงกระแสปราณที่บิดเบี้ยวรอบๆ เกาะศิลานั่นหรือไม่?”


อาเจียพยักหน้าช้าๆ “ค่ายกลปฐพีพันลี้... ผสานกับค่ายกลกักวิญญาณสวรรค์ ผู้อาวุโสของวิหารเทพคงเตรียมต้อนรับพวกเราอย่างสมเกียรติ ทันทีที่มหานาวาล่วงล้ำเข้าไปในรัศมีร้อยลี้ ค่ายกลจะทำงาน บดขยี้เรือลำนี้และสกัดวิญญาณของพวกเราไปหล่อเลี้ยงสายโซ่โลหิตเหล่านั้น”


“แล้วเจ้ามีแผนการเช่นไร?” มู่เฉินถามน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงความคาดหวัง “พุ่งชนมันด้วยความบ้าบิ่น หรือจะใช้ความ 'หน้าเงิน' ของเจ้าไปเจรจาต่อรองขอซื้อทางผ่านเล่า?”


อาเจียหันมองอาจารย์ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนริมฝีปาก “ท่านอาจารย์... ความหน้าเงินของข้า เป็นเพียงเปลือกนอกที่ใช้หลอกล่อคนเขลา ทว่าต่อหน้าผู้ที่ตั้งตนเป็นสวรรค์ ข้าจะใช้ 'กฎ' ที่เหนือกว่า ย้อนศรตอกหน้าพวกมัน”


เขาหันกลับไปเผชิญหน้ากับวิหารเทพ พู่กันนิรันดร์ 永恒笔 (หย่งเหิงปี่) ปรากฏขึ้นในมือขวา ด้ามพู่กันสีดำทะมึนแผ่กลิ่นอายแห่งมหาภาวะซวี


“ชิงเสวี่ย ปิงอวิ๋น อี้หราน มู่หลาง!” อาเจียตวาดก้อง เสียงของเขาผสานด้วยปราณเซียนแท้ สั่นสะเทือนไปทั่วลำเรือ “ถ่ายทอดพลังปราณทั้งหมดของพวกเจ้า เข้าสู่ 'ศิลาพิทักษ์สูญตา' ทันที! ห้ามมีผู้ใดเก็บงำพลังไว้แม้แต่หยดเดียว!”


สหายทั้งสี่ไม่มีการลังเล พวกเขารู้ดีว่า ในสมรภูมิระดับนี้ การเชื่อใจผู้นำคือหนทางเดียวสู่รอดชีวิต


หลินชิงเสวี่ย เย่ปิงอวิ๋น เฟิงอี้หราน และฉินมู่หลาง พุ่งตัวไปล้อมรอบร่างสูงใหญ่ของหุ่นกลศิลา พวกเขาวางฝ่ามือลงบนเกราะศิลาทมิฬ ปลดปล่อยตบะทั้งหมดที่มีไหลทะลักเข้าสู่แกนปราณขับเคลื่อนอย่างบ้าคลั่ง!


ศิลาพิทักษ์สูญตาส่งเสียงครางกระหึ่ม เส้นชีพจรกลไกบนตัวมันสว่างวาบเจิดจ้า แกนปราณหมุนวนด้วยความเร็วสูงสุดจนเกิดประกายไฟแลบปลาบ


“นายท่าน! พลังงานเกินขีดจำกัด! โครงสร้างของข้าน้อยกำลังจะระเบิด!” หุ่นกลศิลาส่งกระแสจิตรายงานอย่างร้อนรน


“จงทนไว้!” อาเจียสั่งการเด็ดขาด เขาไม่หันไปมอง ทว่าตวัดพู่กันนิรันดร์กลางอากาศธาตุอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า!


เส้นสายอักขระสีเงินยวงนับหมื่นเส้นพุ่งทะยานออกจากปลายพู่กัน ถักทอกันเป็นสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขนาดยักษ์ครอบคลุมตัวเรือทั้งลำ ลึกลงไปในความกลวงเปล่า อักขระหลิง (零) ปรากฏขึ้น มันมิได้ทำหน้าที่กลืนกิน ทว่ามันทำหน้าที่ 'ดูดซับและจัดเรียง' พลังปราณที่เอ่อล้นจากศิลาพิทักษ์สูญตา


“ค่ายกลหมื่นอักขระ... ย้ายมวลสาร!”


อาเจียกระแทกฝ่ามือซ้ายลงบนดาดฟ้าเรือ พลังปราณมหาศาลที่ถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด ถูกส่งผ่านค่ายกลย้ายมวลสาร พุ่งตรงทะลวงแหวกมิติแห่งความว่างเปล่า!


เปรี้ยงงงง!


ลำแสงสีเงินยวงพุ่งทะยานดุจดาวหาง ตัดผ่านความมืดมิด พุ่งตรงเข้าใส่ค่ายกลปฐพีพันลี้ของวิหารเทพอนันตกาลอย่างจัง!


ทว่า... มันมิใช่การโจมตีเพื่อทำลาย!


ทันทีที่ลำแสงสีเงินสัมผัสกับม่านพลังของค่ายกล มันแตกกระจายออกเป็นอักขระนับล้านตัว แทรกซึมเข้าไปในโครงสร้างของค่ายกลศัตรูอย่างรวดเร็ว อาเจียใช้พลังปราณที่เอ่อล้นของสหาย เป็น 'เชื้อเพลิง' ในการแทรกแซงและ 'เขียนทับ' สมการอักขระของวิหารเทพ!


“บ้าบิ่นยิ่งนัก...” มู่เฉินพึมพำ ดวงตาสาดประกายชื่นชม “ใช้พลังของผู้อื่นเป็นสื่อนำ แทรกแซงค่ายกลระดับสวรรค์... อาเจีย เจ้ากำลังจะทำสิ่งใดกันแน่?”


“ข้ากำลัง 'เปิดประตู' ขอรับ ท่านอาจารย์” อาเจียตอบเสียงเรียบ ใบหน้าซีดเซียวลงเล็กน้อยจากการฝืนใช้พลังวิญญาณ “พวกมันคิดจะกักขังพวกเราด้วยค่ายกล ข้าก็จะเปลี่ยนค่ายกลของพวกมัน ให้กลายเป็นทางเดินที่ปูด้วยพรมทองคำ!”


บนเกาะศิลาลอยฟ้า ภายในวิหารทองคำม่วง


เหล่าผู้อาวุโสชุดขาวขลิบทองนับสิบคน ที่กำลังนั่งขัดสมาธิควบคุมค่ายกล ต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึง!


“เกิดอะไรขึ้น! ค่ายกลปฐพีพันลี้ไม่ตอบสนอง!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งตะโกนลั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น “มีพลังปราณแปลกปลอมแทรกซึมเข้ามา โครงสร้างอักขระกำลังถูกบิดเบือน!”


“เป็นไปไม่ได้! นี่คือค่ายกลระดับหลอมความว่างเปล่าขั้นสูงสุด ผู้บุกรุกมีตบะเพียงวิญญาณแรกเริ่ม จะแทรกแซงมันได้อย่างไร!” อีกคนค้านเสียงแข็ง


ทว่า ความจริงปรากฏอยู่เบื้องหน้า ม่านพลังสีทองที่เคยปกป้องเกาะศิลา ค่อยๆ คลายตัวออกอย่างเชื่องช้า เปลี่ยนสีจากทองคำศักดิ์สิทธิ์ กลายเป็นสีเงินยวงลึกลับ มันแยกออกเป็นสองฝั่ง สร้างช่องทางขนาดใหญ่ให้มหานาวาปราณสูญตาเคลื่อนผ่านเข้าไปได้อย่างง่ายดาย!


“จงดูสิ...” อาเจียยืนตระหง่านอยู่บนหัวเรือ ทอดสายตามองวิหารเทพที่อยู่เบื้องหน้า “เมื่อสัจธรรมของพวกมันถูกรื้อถอน สวรรค์ที่พวกมันภูมิใจนักหนา ก็เป็นเพียงสถานที่ที่เปิดอ้าซ่า รอให้ผู้มีปัญญาเดินเข้าไปชำระแค้น”


มหานาวาปราณสูญตาเคลื่อนผ่านช่องว่างของค่ายกลอย่างช้าๆ ทะลวงเข้าสู่อาณาเขตของวิหารเทพอนันตกาล


กลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์จอมปลอมพัดผ่านใบหน้า อาเจียไม่แยแสต่อความวิจิตรตระการตารอบด้าน ทว่าสายตาของเขาจับจ้องไปยังใจกลางวิหาร ที่ซึ่งมี 'เสาแสงสีโลหิต' ขนาดมหึมาพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มันคือจุดศูนย์รวมของสายโซ่โลหิตทั้งหมด!


“เราเข้าถึงแกนกลางแล้ว” ฉินมู่หลางก้าวมายืนเคียงข้างอาเจีย กระบี่นิรันดร์ในมือสั่นสะท้านด้วยเจตจำนงแห่งการต่อสู้ “ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่านับสิบคน... และมีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านั้น ซ่อนเร้นอยู่ในส่วนลึก”


“เซียนสวรรค์ที่เคยกวาดจิตสัมผัสผ่านพวกเรา...” หลินชิงเสวี่ยเอ่ยเสียงเครียด “เขาอยู่ที่นี่”


“สหายเอ๋ย” อาเจียหันมามองทุกคน แววตาของเขาปราศจากความหวาดกลัว มีเพียงความเด็ดขาดของผู้ที่พร้อมจะท้าทายสวรรค์ “การต่อสู้หลังจากนี้ จะไม่มีพื้นที่ให้พวกเจ้าได้พักหายใจ จงใช้สิ่งที่พวกเจ้าได้เรียนรู้จากหุบเหวแห่งกาลเวลาให้เต็มที่... มู่หลาง อี้หราน ปิงอวิ๋น พวกเจ้าสามคน รับหน้าที่สกัดกั้นผู้อาวุโสระดับหลอมความว่างเปล่า! ชิงเสวี่ย เจ้าคอยระวังหลังและใช้โสตสวรรค์ค้นหาจุดอ่อนของค่ายกลภายในวิหาร!”


“แล้วเจ้าเล่า?” เฟิงอี้หรานถาม


อาเจียหันกลับไปมองเสาแสงสีโลหิต “ข้าจะไปชำระบัญชีหนี้เลือด ตัดสายโซ่สัจธรรมที่พวกมันภูมิใจนักหนา... และเผชิญหน้ากับ 'สวรรค์' ตัวจริงของที่นี่”


“เจ้าจะบ้าหรือ!” เย่ปิงอวิ๋นร้องเสียงหลง “ตบะของเจ้ายังเป็นเพียงวิญญาณแรกเริ่ม! การเผชิญหน้ากับเซียนสวรรค์ คือการรนหาที่ตาย!”


“เต๋าของข้า คือวิถีแห่งสูญตา” อาเจียแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่งดงามทว่าแฝงความโศกเศร้า “สรรพสิ่งเกิดจากความว่างเปล่า หากข้าไม่สามารถทำความเข้าใจและเผชิญหน้ากับจุดสูงสุดของสัจธรรม ข้าก็ไม่มีวันก้าวข้ามมันไปได้... นี่คือมรรคาที่ข้าเลือกเดิน มิใช่เพื่อผลกำไร ทว่าเพื่อความชอบธรรมของวัฏสงสาร!”


สิ้นคำกล่าว อาเจียทะยานร่างขึ้นสู่ท้องฟ้า ทิ้งมหานาวาปราณสูญตาไว้เบื้องหลัง พุ่งตรงเข้าสู่วิหารทองคำม่วงดุจดาวตกสีเทา!


ทว่า... วิหารเทพอนันตกาล ย่อมมิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะเดินเข้าออกได้ตามใจชอบ


“บังอาจนัก! มดปลวกชั้นต่ำ บังอาจเหยียบย่ำดินแดนศักดิ์สิทธิ์!”


เสียงคำรามกึกก้องดุจฟ้าผ่า ดังมาจากภายในวิหาร ร่างของผู้บำเพ็ญเพียรระดับหลอมความว่างเปล่านับสิบคน พุ่งทะยานออกมาขวางทางอาเจีย พวกเขาสวมชุดคลุมสีขาวขลิบทอง แผ่กลิ่นอายแห่งการกดขี่และสังหาร


“สังหารมัน!” ผู้อาวุโสคนนำหน้าตวาดก้อง ปล่อยปราณแท้ก่อตัวเป็น 'หัตถ์เทวะสยบมาร' ขนาดยักษ์ พุ่งเข้าบดขยี้อาเจีย!


อาเจียไม่หยุดความเร็ว ทว่าเขากลับตวัดพู่กันนิรันดร์กลางอากาศ


“มู่หลาง!”


เปรี้ยงงงง!


รังสีกระบี่สีเงินที่แฝงเจตจำนงแห่งความว่างเปล่า พุ่งทะยานมาจากมหานาวา ตัดผ่านหัตถ์เทวะสยบมารจนขาดสะบั้น! ฉินมู่หลางพุ่งตามรังสีกระบี่นั้นมา ร่างของยอดกระบี่แปรเปลี่ยนเป็นเส้นแสง พุ่งเข้าปะทะกับผู้อาวุโสวิหารเทพอย่างดุเดือด!


“ผู้ใดขวางทางสหายข้า... ดาบนี้จะส่งมันไปปรโลก!” ฉินมู่หลางประกาศกร้าว


เฟิงอี้หรานและเย่ปิงอวิ๋นพุ่งตามมาติดๆ เพลิงอัคคีบรรพกาลและปราณพฤกษาผสานกัน ก่อเกิดเป็นพายุทำลายล้างและฟื้นฟูในเวลาเดียวกัน สกัดกั้นผู้อาวุโสที่เหลือไว้ได้อย่างอยู่หมัด!


อาเจียไม่ได้หันมองการต่อสู้เบื้องหลัง เขาเชื่อมั่นในมิตรสหายอย่างหมดใจ ร่างของเขาพุ่งทะลวงเข้าสู่ประตูวิหารทองคำม่วง


ทัศนียภาพภายในวิหาร กว้างใหญ่ไพศาลราวกับเป็นอีกโลกหนึ่ง เสาหินสีทองอร่ามค้ำยันเพดานที่วาดลวดลายสวรรค์ ทว่ากลิ่นอายคาวเลือดกลับคละคลุ้งรุนแรงยิ่งกว่าภายนอก


ที่ใจกลางวิหาร แท่นบูชาขนาดยักษ์ที่สร้างจากหยกโลหิต ตั้งตระหง่านอยู่ เสาแสงสีแดงฉานพุ่งขึ้นจากแท่นบูชานั้น ทะลุเพดานวิหารออกไป มันคือแกนกลางของสายโซ่โลหิตทั้งหมด!


และเหนือแท่นบูชา... ร่างของบุรุษผู้หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่กลางอากาศธาตุ


เขาสวมชุดคลุมสีทองอร่าม ใบหน้างดงามราวกับเทพบุตร ทว่าดวงตากลับว่างเปล่าและเย็นเยียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ของมนุษย์ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา... คือเซียนสวรรค์อย่างแท้จริง!


“เจ้าคือผู้ล่วงล้ำที่ทำลายค่ายกลของข้าสินะ” เสียงของเซียนสวรรค์ดังกังวาน ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยว ทว่ามันคือเสียงของเบื้องบนที่มองลงมายังมดปลวก “ตบะวิญญาณแรกเริ่ม ทว่ากลับมีความเข้าใจในโครงสร้างอักขระที่น่าสนใจ... ยอมคุกเข่าสวามิภักดิ์ มอบความรู้ของเจ้าให้แก่วิหารเทพ แล้วข้าจะประทานความตายที่ไร้ความเจ็บปวดให้”


อาเจียค่อยๆ ร่อนลงยืนบนพื้นหยกโลหิต พู่กันนิรันดร์ในมือทอประกายสีดำทมิฬ ดวงตาแห่งความว่างเปล่าจับจ้องไปที่เซียนสวรรค์


“สวรรค์ที่ต้องขโมยพลังของดินแดนเบื้องล่างเพื่อดำรงอยู่... ช่างเป็นสวรรค์ที่น่าอดสูยิ่งนัก” อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำเสียดแทงลึกลงไปในสัจธรรมจอมปลอม “ข้ามิได้มาที่นี่เพื่อสวามิภักดิ์ หรือแสวงหาความตายที่สุขสบาย ทว่าข้ามาเพื่อ 'ชำระล้าง' โครงสร้างที่เน่าเฟะของพวกเจ้า!”


“โอหังนัก!” เซียนสวรรค์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ความเยือกเย็นเริ่มสั่นคลอน “วาจาสามหาว! เจ้าคิดว่าวิถีอักขระเล็กๆ น้อยๆ ของเจ้า จะเทียบชั้นกับกฎเกณฑ์แห่งเซียนได้งั้นหรือ!”


เซียนสวรรค์สะบัดมือขวาเบาๆ คลื่นปราณเซียนบริสุทธิ์สีทอง พุ่งทะยานออกมาราวกับคลื่นสึนามิ! มันมิใช่การโจมตีทางกายภาพ ทว่ามันคือ 'กฎเกณฑ์แห่งการกดขี่' ที่จะบดขยี้จิตวิญญาณของผู้ที่อ่อนแอกว่าให้แหลกสลาย!


แรงกดดันมหาศาลกระแทกเข้าใส่อาเจีย ร่างของเด็กหนุ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง กระดูกในร่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ เลือดไหลซึมออกจากมุมปากและจมูก ทารกวิญญาณสูญตาในจุดตันเถียนต้องหดตัวเพื่อต้านทานพลังเซียนที่แท้จริง!


ทว่า... อาเจียไม่ยอมคุกเข่า!


เขากัดฟันแน่น ดวงตาแห่งความว่างเปล่าเบิกกว้าง เจตจำนงแห่งมหาภาวะซวีปะทุขึ้นถึงขีดสุด!


“กฎเกณฑ์ของเจ้า... ก็แค่ภาพลวงตา!”


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ท่ามกลางแรงกดดันที่บดขยี้! รอยหมึกสีดำสนิทถูกลากวาดกลางอากาศธาตุ


“มรรคาแห่งสูญตา... วิถีแห่งการย้อนศร!”


เขาวาดสัญลักษณ์วงกลม ( ⦾ ) ขึ้นเบื้องหน้า ลึกลงไปในความกลวงเปล่า อักขระหลิง (零) สีดำทมิฬปรากฏขึ้น มันมิได้เข้าปะทะกับคลื่นสีทอง ทว่ามันหมุนวนด้วยความถี่ที่สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ของเซียนสวรรค์!


ในเสี้ยววินาทีนั้น คลื่นปราณเซียนสีทองที่พุ่งเข้าใส่ กลับถูกดูดกลืนเข้าไปในสัญลักษณ์วงกลมอย่างนุ่มนวล ราวกับสายน้ำที่ไหลลงสู่ทะเลสาบที่ไร้ก้นบึ้ง!


“อะไรกัน!?” เซียนสวรรค์เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด “เจ้าดูดกลืนปราณเซียนของข้าได้อย่างไร! เป็นไปไม่ได้!”


“ข้ามิได้ดูดกลืน...” อาเจียแสยะยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดุดันและตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรม “ข้าเพียงแต่ 'เปิดทาง' ให้สัจธรรมจอมปลอมของเจ้า ได้กลับคืนสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์ต่างหาก!”


อาเจียพลิกฝ่ามือ กระแทกปลายพู่กันนิรันดร์ลงบนพื้นหยกโลหิต!


“ค่ายกลสะท้อนกลับ... คืนสนอง!”


พลังปราณเซียนสีทองที่ถูกกักเก็บไว้ในมหาภาวะซวี ระเบิดสวนกลับออกไปด้วยความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ! ลำแสงสีทองม่วงพุ่งทะยานเข้าใส่เซียนสวรรค์อย่างจัง!


ตูมมมมม!!!


เสียงระเบิดกัมปนาทสั่นสะเทือนวิหารเทพอนันตกาลจนแทบจะถล่มทลาย! เซียนสวรรค์ผู้สูงส่ง ถูกพลังของตนเองกระแทกจนร่างกระเด็นไปกระแทกกับเสาหินสีทอง เลือดสีทองคำพุ่งกระฉอกออกจากปาก!


การย้อนศรด้วยกฎที่เหนือกว่า! อาเจียพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า วิถีแห่งหมื่นอักขระของเขา ไม่ใช่เพียงวิชาบ่มเพาะ ทว่ามันคือ 'มหาวิถี' ที่สามารถรื้อถอนและบิดเบือนกฎเกณฑ์ของเซียนได้อย่างแท้จริง!


“เจ้า... เจ้าเป็นตัวประหลาดอันใดกันแน่!” เซียนสวรรค์เค้นเสียงอย่างเคียดแค้น ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว


อาเจียยืดตัวตรง ท่ามกลางฝุ่นควันและเศษซากของวิหาร พู่กันนิรันดร์ในมือทอประกายแห่งชัยชนะ


“ข้ามิใช่ตัวประหลาด...” อาเจียก้าวเดินไปข้างหน้า เสียงของเขาดังกังวานก้องวิหาร “ข้าคือ 'อาเจีย' ศิษย์แห่งสำนักหมื่นอักขระ... และวันนี้ ข้าจะใช้พู่กันเล่มนี้ ชำระล้างความโสมมของพวกเจ้าให้หมดสิ้น!”


การเผชิญหน้าระหว่างวิถีแห่งสูญตาและเซียนสวรรค์ ได้เปิดฉากขึ้นแล้วอย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางความตระการตาที่พังทลาย ราชันหมื่นอักขระกำลังจะจารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ลงบนแผ่นฟ้าของทวีป!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน