ยามเช้าตรู่ของวันถัดมา สายหมอกหนาทึบและเยือกเย็นโอบคลุมแคมป์ก่อสร้างชานเมืองสระบุรีจนแลดูมัวซัวหม่นหมองเหมือนจิตใจของหัวหน้าวิศวกรหนุ่ม เอกตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าด้วยความกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ศีรษะของเขาหนักอึ้งและปวดร้าวระบมจากการดื่มเหล้าดับเบิ้ลช็อตวิสกี้และไวน์แดงเมื่อคืนสะสมในร่างกาย ชายหนุ่มวิศวกรพลิกตัวไปมาบนเตียงแคบสายตาว่างเปล่าจ้องมองโครงหลังคาสังกะสีแคมป์ชั่วคราวที่มีหยดน้ำค้างเกาะพราว ชายหนุ่มรู้สึกถึงความเหงาและขื่นขมขัดแย้งในอกจนไม่อาจกลืนกินอาหารเช้าใดๆ ลงคอ เอกเดินไปที่ห้องน้ำส่องกระจกเงาบานเก่าสะท้อนใบหน้าซูบเซียวคิ้วเข้มขมวดมุ่น หนวดเคราขึ้นครึ้มจางๆ รอบมุมปาก ชายหนุ่มมองย้อนแบบแปลนสะพานคอนกรีตบนโต๊ะไม้แบบแปลน ชายหนุ่มคิดถึงทฤษฎีตัวเลขคำนวณกำลังต้านทานคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าความปลอดภัยหรือเซฟตี้แฟคเตอร์ของสะพานอยู่ที่ค่าสองจุดห้า ซึ่งแข็งแกร่งรับน้ำหนักรถพ่วงได้สบาย แต่ทว่าค่าความปลอดภัยทางจิตใจของครอบครัวเขากลับเป็นศูนย์ล้มเหลวพังทะลายลงคามือ ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขายังคงรู้สึกผิดต่อรินเช่นกัน เพราะเขาเพียงใช้เนื้ออุ่นของหล่อนเพื่อเป็นที่หลบภัยชั่วคราวหลีกหนีภาพความจริงของเมียรักและพ่อบังเกิดเกล้า ชายหนุ่มจัดการล้างหน้าแปรงฟัน สวมเสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนส์ตัวเก่า ชายหนุ่มตัดสินใจไม่ขับรถยนต์กระบะตราสัญลักษณ์ของบริษัทรับเหมาออกคุมไซต์สะพาน แต่กลับเลือกสตาร์ทรถเก๋งส่วนตัวสีบรอนซ์ทองรุ่นเก่าเพื่อขับย้อนกลับไปคอยซุ่มดูพ่อชาญและสะใภ้แก้มที่ไซต์ก่อสร้างวัสดุโมเดิร์นเทรดชานเมืองอีกครั้ง เพื่อต้องการยืนยันภาพทรมานใจเมื่อวานให้ประจักษ์แก่สายตาช้ำ
ชายหนุ่มประคองพวงมาลัยรถเก๋งเก่าขยับพ่นควันจางๆ ออกตัวแล่นผ่านสถานีรถไฟสระบุรี เส้นทางคดเคี้ยวพาดผ่านบ้านเรือนไม้เก่าและร้านค้าขายวัสดุก่อสร้าง ตึกรามบ้านช่องสองข้างทางดูเก่าคร่ำคร่าสะท้อนวิถีชีวิตคนทำงานก่อสร้าง ดินเหนียวสีแดงริมถนนเปียกน้ำค้างส่งกลิ่นไอดินดิบผสมปนกลิ่นก๊าซคาร์บอนไอเสียรถสิบล้อ ชายหนุ่มขับรถยนต์เข้าจอดแอบซุ่มอยู่ใต้ร่มเงาของต้นมะขามใหญ่ริมทางรถไฟฝั่งตรงข้ามไซต์งานก่อสร้าง ใบมะขามสีเขียวปนแห้งร่วงหล่นหล่นแปะลงบนฝากระโปรงรถยนต์ที่เปรอะฝุ่น เอกจำต้นมะขามใหญ่ต้นนี้ได้ดี มันทำให้นึกถึงวัยเด็กยามพ่อชาญเคยปีนขึ้นไปเก็บฝักมะขามเปรี้ยวมาต้มน้ำพริกผักต้มให้เขากินประทังความยากจนในเพิงสังกะสี เอกเอื้อมมือไปลดกระจกรถยนต์ลงเล็กน้อยพอให้กระแสลมร้อนระอุและละอองฝุ่นปูนซีเมนต์ลอยผ่าน ภายในรถเก๋งเก่าค่อนข้างร้อนเนื่องจากระบบคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศเริ่มเสื่อมสภาพ พ่นลมร้อนผสมไอเย็นบางเบา ชายหนุ่มดึงแว่นกันแดดสีดำลงมาสบสายตาสอดส่องเพ่งมองผ่านม่านฝุ่นดินเหนียวแดงอย่างเงียบงัน
สายตาของวิศวกรหนุ่มจับจ้องมองอดีตภรรยาแก้มเป็นคนแรก หล่อนเพิ่งเดินก้าวออกจากตู้คอนเทนเนอร์เก็บเครื่องมือก่อสร้าง แก้มที่เคยมีเนื้อผิวขาวใสเนียนนุ่มละเอียดดุจปุยฝ้ายยามสวมชุดนอนผ้าซาตินบางเบาและใช้ครีมบำรุงราคาแพงประทินผิว บัดนี้ผิวพรรณสะพานล่มหมองคล้ำ ไหม้เกรียมแดดจนขึ้นรอยแดงก่ำลอกล่อนน่าเวทนา หล่อนสวมหมวกฟางใบกว้างปิดบังใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอาง มีคราบฝุ่นละอองปูนและเขม่าควันดำเปรอะปื้นตามพวงแก้มและลำคอระหง แก้มเดินก้าวไปที่คูลเลอร์น้ำดื่มพลาสติกสีน้ำเงินกลางไซต์งาน หล่อนประคองแก้วกระดาษดื่มน้ำเย็นลูบคอกระเส่าไอบางเบาเพราะฝุ่นปูนรบเร้า แก้มพยายามออกแรงดันรถเข็นสองล้อเหล็กหนักหน่วงที่บรรทุกทรายแม่น้ำหยาบเปียกชื้นกองโต สะโพกผายและต้นขาเรียวของหล่อนสั่นเทิ้มระริกตามน้ำหนักกดดัน ข้อมือบางเล็กแห้งเกร็งพยายามประคองดันล้อเข็นฝ่าพื้นทรายเปียกแฉะลื่นโคลน ล้อรถเข็นขึ้นสนิมเขรอะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นไซต์งาน ล้อเหล็กดันสะดุดหลุมหินทรายจนเอียงวูบ แก้มพยายามดึงเหนี่ยวรั้งรถเข็นไว้จนหล่อนเสียหลักล้มคว่ำหัวเข่ากระแทกพื้นทรายโคลนอย่างแรง กางเกงขายาวเปียกซึมน้ำปูนกัดผิวเข่าถลอกแดงก่ำมีเลือดซึมบางเบา หล่อนลนลานหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดหัวเข่าลนลานพลางฝืนตัวลุกขึ้นเข็นต่อ เอกจำได้ดีว่าแก้มเคยจับต้องเพียงช้อนส้อมพลาสติกและกระเป๋าถือแบรนด์เนมหรูหรา ทว่าบัดนี้สองมือของหล่อนกลับหยาบด้านแห้งกรังนิ้วแตกสะเก็ดจากปูนซีเมนต์กัดกร่อนทรมาน แหวนแต่งงานเพชรน้ำงามที่เขาเคยสวมให้หล่อนบัดนี้ไม่มีหลงเหลืออยู่บนนิ้วมือนั้นอีกแล้ว เอกหวนระลึกถึงอดีตยามที่ทั้งสองชวนกันไปเดินห้างเพื่อเลือกซื้อกระเบื้องห้องครัวอิตาเลียนลายสวย หล่อนลูบไล้แผ่นกระเบื้องอย่างทะนุถนอมและยิ้มร่าเริงปรุงอาหารรสชาติดีคอยต้อนรับเขากลับบ้าน แต่ตอนนี้หล่อนต้องมาล้มกองกับพื้นทรายหยาบเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นดินโคลน แววตาของแก้มดูหม่นแสงอิดโรยไร้ชีวิตชีวาอย่างแสนสาหัส
ถัดไปไม่ไกล เอกเบนสายตาปวดร้าวหันไปมองพ่อชาญ ชายชราวัยห้าสิบสองปีที่เนื้อตัวเปื้อนคราบฝุ่นแดงควันไอเสียรถบรรทุก ชาญกำลังก้มหลังยกกระสอบปูนยี่ห้อดังหนักห้าสิบกิโลกรัมจากแท่นวางไม้พาเลทเก่า ชาญใช้บ่าชรากว้างรองรับกระสอบปูนหนาพาดขึ้น คอของเขาหักเกร็งสั่นระรัวด้วยแรงต้านทาน ชาญสืบเท้าก้าวปีนขึ้นนั่งร้านเหล็กโยนตัวขึ้นปูกล่องปูนชั้นสอง ท่ามกลางเสียงกระดูกข้อต่อเข่าและสันหลังที่ลั่นดังแก๊กๆ ในความรู้สึกของเอก ชาญหยุดสืบเท้าหยิบหลอดน้ำยาหม่นยาหม่องตลับทองเหลืองเล็กๆ จากกระเป๋าเสื้อกั๊กกรรมกรมาทาถูนวดต้นคอและข้อศอกอย่างเมื่อยล้าสะท้าน ชายชราต้องสะดุดเกือบล้มหัวทิ่มบนกองเหล็กเนื่องจากเสียการทรงตัว โชคดีที่ชาญยังคว้านั่งร้านประคองตัวไว้ทันท่วงที แต่กลับถูกหัวหน้าคนงานหนุ่มรุ่นคราวลูกสวมหมวกนิรภัยสีส้มตัวเสื้อกั๊กสะท้อนแสงใหม่เอี่ยม ถือแผ่นกระดานคลิปบอร์ดคอยจดแบบงาน ตะโกนด่าทอดดุดันลั่นไซต์งานด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามคนงานชรา: "เฮ้ย! ไอ้แก่ชาญ! ขยับแข้งขยับขาเร็วๆ หน่อยสิวะ! อย่ามัวแต่กินแรงคนอื่น! แบกปูนช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้งานจะเสร็จเมื่อไหร่ฮะ! ถ้าทำไม่ไหวก็ไสหัวกลับบ้านนอนไปเลยไป!"
เอกหวนรำลึกถึงสมัยแม่ของเขาป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิต พ่อชาญรับงานแบกปูนลากทรายควบสามกะจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน พ่อชาญถึงกับนอนหนุนกระสอบปูนแห้งต่างหมอนเพื่อเฝ้าเวรหาเงินเศษร้อยมาซื้อยาประคองลมหายใจแม่ พ่อเคยใช้มือหยาบหนาอุ่นโอบกอดเอกยามเป็นเด็กและบอกว่า: "พ่อสร้างกำแพงกู้ชีวิตแม่เอ็งไว้ไม่ได้ แต่พ่อจะสร้างกู้ชีวิตเอ็งให้สบายให้ได้นะเอก" คำพูดนั้นกระตุ้นหัวใจวิศวกรหนุ่มจนแทบแตกสลาย
เอกที่เฝ้ามองในรถเก๋งกำพวงมาลัยรถยนต์แน่นจนข้อข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าคมคายเครียดเกร็งสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นและโมโหโกรธา ชายหนุ่มทุบพวงมาลัยและหน้าปัดคอนโซลรถเสียงดังปังๆ ด้วยความอึดอัดระทมขื่นขม ชายหนุ่มรู้สึกอยากก้าวลงจากรถเก๋งเก่าเดินตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อและชกหน้าหัวหน้าไซต์งานปัญญาอ่อนคนนั้นที่กล้ามาด่าทอข่มเหงบิดาบังเกิดเกล้าของเขา แต่พอนึกขึ้นได้ว่า สาเหตุที่พ่อชราต้องมาเผชิญชะตากรรมกรรมกรตกต่ำโดนคนหนุ่มหัวโจกข่มเหงด่าทอแบบนี้ ก็เป็นเพราะตัวเอกเองที่เป็นคนขับไสส่งทั้งสองออกจากบ้านหรูหราด้วยความอำมหิตไร้เยื่อใย ชายหนุ่มวิศวกรจึงรู้สึกสะอึกสมเพชผิดหวังในตัวเองแสนสาหัส น้ำตาใสค่อยๆ เอ่อไหลซึมทะลักเปียกแก้มปนความเสียใจสะท้อนอก เหงื่อไคลและคราบน้ำตาไหลย้อยเปียกชุ่มปกคอเสื้อเชิ้ตของเขา ชายหนุ่มรู้สึกแน่นหน้าอกจนหายใจลำบาก ดวงตาแดงก่ำบวมช้ำไร้หนทางระบาย
ภาพแววตาช้ำชอกของแก้มที่ก้มหน้าผสมปูนตากแดดจนเหงื่อหยดลงทราย และแผ่นหลังคดก้มยกปูนของพ่อชาญที่สู้ชีวิตเพื่อปกป้องกู้หน้าภรรยาเก่าของเอก เป็นภาพสลักแน่นบีบรัดหลอดลมเอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง ชายหนุ่มวิศวกรสะอื้นไห้เงียบงันปาดน้ำตากับฝ่ามือกร้าว ชายหนุ่มทนดูความทรมานของคนที่รักที่สุดทั้งสองต่อไปไม่ไหวแล้ว ชายหนุ่มเอื้อมมือบิดกุญแจสตาร์ทรถเก๋งเสียงเครื่องยนต์เก่าดังกระหึ่มครางสั่นระริก ชายหนุ่มรีบเข้าเกียร์ถอยหลังและเหยียบคันเร่งเลี้ยวรถขยับพุ่งยานหนีจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยคราบน้ำตาร้าวระบมคลอเบ้าตราบชั่วชีวิต ชายหนุ่มขับรถเก๋งมุ่งหน้าสู่เส้นทางเลี่ยงเมืองเพื่อกลับแคมป์งานก่อสร้างของตนเองพร้อมก้อนความเศ้าแน่นในอกที่ไม่มีวันจางคลาย ชายหนุ่มประคองรถเก๋งเก่าแล่นเข้าสู่ถนนหลวงแผ่นดินด้วยสองมือที่สั่นเทา ชายหนุ่มแล่นผ่านไร่อ้อยและโรงงานปูนขาวที่ขนาบข้าง แดดบ่ายยิ่งสูงยิ่งร้อนแรงแผดเผาพื้นปฐพีจนแตกระแหง เอกรู้สึกว่าชีวิตของตนเองตอนนี้ประหนึ่งทะเลทรายที่แห้งแล้งและเวิ้งว้าง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปบิดเปิดวิทยุอีกครั้ง ทว่าเสียงคลื่นซ่าๆ รบกวนกลับยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดระคายหู ชายหนุ่มจึงบิดปิดวิทยุปล่อยให้ความเงียบงันปนความโศกเศร้าอบอวลอยู่รอบตัว เอกเพิ่งตระหนักรู้ว่า ทิฐิและความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีที่ตนเคยคิดว่ามันเป็นโล่เกราะปกป้องความสุข แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นดาบคมเหล็กกล้าที่ย้อนกลับมาฟาดฟันทำลายรากฐานครอบครัวของตนเองจนย่อยยับพังพินาศอย่างไม่อาจย้อนคืนชีวิตเดิมได้อีกตลอดกาล
ยามเช้าตรู่ของวันถัดมา สายหมอกหนาทึบและเยือกเย็นโอบคลุมแคมป์ก่อสร้างชานเมืองสระบุรีจนแลดูมัวซัวหม่นหมองเหมือนจิตใจของหัวหน้าวิศวกรหนุ่ม เอกตื่นนอนตั้งแต่ตีห้าด้วยความกระสับกระส่ายนอนไม่หลับ ศีรษะของเขาหนักอึ้งและปวดร้าวระบมจากการดื่มเหล้าดับเบิ้ลช็อตวิสกี้และไวน์แดงเมื่อคืนสะสมในร่างกาย ชายหนุ่มวิศวกรพลิกตัวไปมาบนเตียงแคบสายตาว่างเปล่าจ้องมองโครงหลังคาสังกะสีแคมป์ชั่วคราวที่มีหยดน้ำค้างเกาะพราว ชายหนุ่มรู้สึกถึงความเหงาและขื่นขมขัดแย้งในอกจนไม่อาจกลืนกินอาหารเช้าใดๆ ลงคอ เอกเดินไปที่ห้องน้ำส่องกระจกเงาบานเก่าสะท้อนใบหน้าซูบเซียวคิ้วเข้มขมวดมุ่น หนวดเคราขึ้นครึ้มจางๆ รอบมุมปาก ชายหนุ่มมองย้อนแบบแปลนสะพานคอนกรีตบนโต๊ะไม้แบบแปลน ชายหนุ่มคิดถึงทฤษฎีตัวเลขคำนวณกำลังต้านทานคอนกรีตเสริมเหล็ก ค่าความปลอดภัยหรือเซฟตี้แฟคเตอร์ของสะพานอยู่ที่ค่าสองจุดห้า ซึ่งแข็งแกร่งรับน้ำหนักรถพ่วงได้สบาย แต่ทว่าค่าความปลอดภัยทางจิตใจของครอบครัวเขากลับเป็นศูนย์ล้มเหลวพังทะลายลงคามือ ชายหนุ่มรู้ดีว่าเขายังคงรู้สึกผิดต่อรินเช่นกัน เพราะเขาเพียงใช้เนื้ออุ่นของหล่อนเพื่อเป็นที่หลบภัยชั่วคราวหลีกหนีภาพความจริงของเมียรักและพ่อบังเกิดเกล้า ชายหนุ่มจัดการล้างหน้าแปรงฟัน สวมเสื้อยืดสีดำและกางเกงยีนส์ตัวเก่า ชายหนุ่มตัดสินใจไม่ขับรถยนต์กระบะตราสัญลักษณ์ของบริษัทรับเหมาออกคุมไซต์สะพาน แต่กลับเลือกสตาร์ทรถเก๋งส่วนตัวสีบรอนซ์ทองรุ่นเก่าเพื่อขับย้อนกลับไปคอยซุ่มดูพ่อชาญและสะใภ้แก้มที่ไซต์ก่อสร้างวัสดุโมเดิร์นเทรดชานเมืองอีกครั้ง เพื่อต้องการยืนยันภาพทรมานใจเมื่อวานให้ประจักษ์แก่สายตาช้ำ
ชายหนุ่มประคองพวงมาลัยรถเก๋งเก่าขยับพ่นควันจางๆ ออกตัวแล่นผ่านสถานีรถไฟสระบุรี เส้นทางคดเคี้ยวพาดผ่านบ้านเรือนไม้เก่าและร้านค้าขายวัสดุก่อสร้าง ตึกรามบ้านช่องสองข้างทางดูเก่าคร่ำคร่าสะท้อนวิถีชีวิตคนทำงานก่อสร้าง ดินเหนียวสีแดงริมถนนเปียกน้ำค้างส่งกลิ่นไอดินดิบผสมปนกลิ่นก๊าซคาร์บอนไอเสียรถสิบล้อ ชายหนุ่มขับรถยนต์เข้าจอดแอบซุ่มอยู่ใต้ร่มเงาของต้นมะขามใหญ่ริมทางรถไฟฝั่งตรงข้ามไซต์งานก่อสร้าง ใบมะขามสีเขียวปนแห้งร่วงหล่นหล่นแปะลงบนฝากระโปรงรถยนต์ที่เปรอะฝุ่น เอกจำต้นมะขามใหญ่ต้นนี้ได้ดี มันทำให้นึกถึงวัยเด็กยามพ่อชาญเคยปีนขึ้นไปเก็บฝักมะขามเปรี้ยวมาต้มน้ำพริกผักต้มให้เขากินประทังความยากจนในเพิงสังกะสี เอกเอื้อมมือไปลดกระจกรถยนต์ลงเล็กน้อยพอให้กระแสลมร้อนระอุและละอองฝุ่นปูนซีเมนต์ลอยผ่าน ภายในรถเก๋งเก่าค่อนข้างร้อนเนื่องจากระบบคอมเพรสเซอร์เครื่องปรับอากาศเริ่มเสื่อมสภาพ พ่นลมร้อนผสมไอเย็นบางเบา ชายหนุ่มดึงแว่นกันแดดสีดำลงมาสบสายตาสอดส่องเพ่งมองผ่านม่านฝุ่นดินเหนียวแดงอย่างเงียบงัน
สายตาของวิศวกรหนุ่มจับจ้องมองอดีตภรรยาแก้มเป็นคนแรก หล่อนเพิ่งเดินก้าวออกจากตู้คอนเทนเนอร์เก็บเครื่องมือก่อสร้าง แก้มที่เคยมีเนื้อผิวขาวใสเนียนนุ่มละเอียดดุจปุยฝ้ายยามสวมชุดนอนผ้าซาตินบางเบาและใช้ครีมบำรุงราคาแพงประทินผิว บัดนี้ผิวพรรณสะพานล่มหมองคล้ำ ไหม้เกรียมแดดจนขึ้นรอยแดงก่ำลอกล่อนน่าเวทนา หล่อนสวมหมวกฟางใบกว้างปิดบังใบหน้าที่ไร้เครื่องสำอาง มีคราบฝุ่นละอองปูนและเขม่าควันดำเปรอะปื้นตามพวงแก้มและลำคอระหง แก้มเดินก้าวไปที่คูลเลอร์น้ำดื่มพลาสติกสีน้ำเงินกลางไซต์งาน หล่อนประคองแก้วกระดาษดื่มน้ำเย็นลูบคอกระเส่าไอบางเบาเพราะฝุ่นปูนรบเร้า แก้มพยายามออกแรงดันรถเข็นสองล้อเหล็กหนักหน่วงที่บรรทุกทรายแม่น้ำหยาบเปียกชื้นกองโต สะโพกผายและต้นขาเรียวของหล่อนสั่นเทิ้มระริกตามน้ำหนักกดดัน ข้อมือบางเล็กแห้งเกร็งพยายามประคองดันล้อเข็นฝ่าพื้นทรายเปียกแฉะลื่นโคลน ล้อรถเข็นขึ้นสนิมเขรอะส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดลั่นไซต์งาน ล้อเหล็กดันสะดุดหลุมหินทรายจนเอียงวูบ แก้มพยายามดึงเหนี่ยวรั้งรถเข็นไว้จนหล่อนเสียหลักล้มคว่ำหัวเข่ากระแทกพื้นทรายโคลนอย่างแรง กางเกงขายาวเปียกซึมน้ำปูนกัดผิวเข่าถลอกแดงก่ำมีเลือดซึมบางเบา หล่อนลนลานหยิบผ้าขี้ริ้วมาเช็ดหัวเข่าลนลานพลางฝืนตัวลุกขึ้นเข็นต่อ เอกจำได้ดีว่าแก้มเคยจับต้องเพียงช้อนส้อมพลาสติกและกระเป๋าถือแบรนด์เนมหรูหรา ทว่าบัดนี้สองมือของหล่อนกลับหยาบด้านแห้งกรังนิ้วแตกสะเก็ดจากปูนซีเมนต์กัดกร่อนทรมาน แหวนแต่งงานเพชรน้ำงามที่เขาเคยสวมให้หล่อนบัดนี้ไม่มีหลงเหลืออยู่บนนิ้วมือนั้นอีกแล้ว เอกหวนระลึกถึงอดีตยามที่ทั้งสองชวนกันไปเดินห้างเพื่อเลือกซื้อกระเบื้องห้องครัวอิตาเลียนลายสวย หล่อนลูบไล้แผ่นกระเบื้องอย่างทะนุถนอมและยิ้มร่าเริงปรุงอาหารรสชาติดีคอยต้อนรับเขากลับบ้าน แต่ตอนนี้หล่อนต้องมาล้มกองกับพื้นทรายหยาบเนื้อตัวเปื้อนฝุ่นดินโคลน แววตาของแก้มดูหม่นแสงอิดโรยไร้ชีวิตชีวาอย่างแสนสาหัส
ถัดไปไม่ไกล เอกเบนสายตาปวดร้าวหันไปมองพ่อชาญ ชายชราวัยห้าสิบสองปีที่เนื้อตัวเปื้อนคราบฝุ่นแดงควันไอเสียรถบรรทุก ชาญกำลังก้มหลังยกกระสอบปูนยี่ห้อดังหนักห้าสิบกิโลกรัมจากแท่นวางไม้พาเลทเก่า ชาญใช้บ่าชรากว้างรองรับกระสอบปูนหนาพาดขึ้น คอของเขาหักเกร็งสั่นระรัวด้วยแรงต้านทาน ชาญสืบเท้าก้าวปีนขึ้นนั่งร้านเหล็กโยนตัวขึ้นปูกล่องปูนชั้นสอง ท่ามกลางเสียงกระดูกข้อต่อเข่าและสันหลังที่ลั่นดังแก๊กๆ ในความรู้สึกของเอก ชาญหยุดสืบเท้าหยิบหลอดน้ำยาหม่นยาหม่องตลับทองเหลืองเล็กๆ จากกระเป๋าเสื้อกั๊กกรรมกรมาทาถูนวดต้นคอและข้อศอกอย่างเมื่อยล้าสะท้าน ชายชราต้องสะดุดเกือบล้มหัวทิ่มบนกองเหล็กเนื่องจากเสียการทรงตัว โชคดีที่ชาญยังคว้านั่งร้านประคองตัวไว้ทันท่วงที แต่กลับถูกหัวหน้าคนงานหนุ่มรุ่นคราวลูกสวมหมวกนิรภัยสีส้มตัวเสื้อกั๊กสะท้อนแสงใหม่เอี่ยม ถือแผ่นกระดานคลิปบอร์ดคอยจดแบบงาน ตะโกนด่าทอดดุดันลั่นไซต์งานด้วยถ้อยคำดูถูกเหยียดหยามคนงานชรา: "เฮ้ย! ไอ้แก่ชาญ! ขยับแข้งขยับขาเร็วๆ หน่อยสิวะ! อย่ามัวแต่กินแรงคนอื่น! แบกปูนช้าเป็นเต่าคลานแบบนี้งานจะเสร็จเมื่อไหร่ฮะ! ถ้าทำไม่ไหวก็ไสหัวกลับบ้านนอนไปเลยไป!"
เอกหวนรำลึกถึงสมัยแม่ของเขาป่วยหนักก่อนจะเสียชีวิต พ่อชาญรับงานแบกปูนลากทรายควบสามกะจนไม่ได้หลับไม่ได้นอน พ่อชาญถึงกับนอนหนุนกระสอบปูนแห้งต่างหมอนเพื่อเฝ้าเวรหาเงินเศษร้อยมาซื้อยาประคองลมหายใจแม่ พ่อเคยใช้มือหยาบหนาอุ่นโอบกอดเอกยามเป็นเด็กและบอกว่า: "พ่อสร้างกำแพงกู้ชีวิตแม่เอ็งไว้ไม่ได้ แต่พ่อจะสร้างกู้ชีวิตเอ็งให้สบายให้ได้นะเอก" คำพูดนั้นกระตุ้นหัวใจวิศวกรหนุ่มจนแทบแตกสลาย
เอกที่เฝ้ามองในรถเก๋งกำพวงมาลัยรถยนต์แน่นจนข้อข้อนิ้วขาวซีด ใบหน้าคมคายเครียดเกร็งสั่นเทิ้มด้วยความโกรธแค้นและโมโหโกรธา ชายหนุ่มทุบพวงมาลัยและหน้าปัดคอนโซลรถเสียงดังปังๆ ด้วยความอึดอัดระทมขื่นขม ชายหนุ่มรู้สึกอยากก้าวลงจากรถเก๋งเก่าเดินตรงเข้าไปกระชากคอเสื้อและชกหน้าหัวหน้าไซต์งานปัญญาอ่อนคนนั้นที่กล้ามาด่าทอข่มเหงบิดาบังเกิดเกล้าของเขา แต่พอนึกขึ้นได้ว่า สาเหตุที่พ่อชราต้องมาเผชิญชะตากรรมกรรมกรตกต่ำโดนคนหนุ่มหัวโจกข่มเหงด่าทอแบบนี้ ก็เป็นเพราะตัวเอกเองที่เป็นคนขับไสส่งทั้งสองออกจากบ้านหรูหราด้วยความอำมหิตไร้เยื่อใย ชายหนุ่มวิศวกรจึงรู้สึกสะอึกสมเพชผิดหวังในตัวเองแสนสาหัส น้ำตาใสค่อยๆ เอ่อไหลซึมทะลักเปียกแก้มปนความเสียใจสะท้อนอก เหงื่อไคลและคราบน้ำตาไหลย้อยเปียกชุ่มปกคอเสื้อเชิ้ตของเขา ชายหนุ่มรู้สึกแน่นหน้าอกจนหายใจลำบาก ดวงตาแดงก่ำบวมช้ำไร้หนทางระบาย
ภาพแววตาช้ำชอกของแก้มที่ก้มหน้าผสมปูนตากแดดจนเหงื่อหยดลงทราย และแผ่นหลังคดก้มยกปูนของพ่อชาญที่สู้ชีวิตเพื่อปกป้องกู้หน้าภรรยาเก่าของเอก เป็นภาพสลักแน่นบีบรัดหลอดลมเอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง ชายหนุ่มวิศวกรสะอื้นไห้เงียบงันปาดน้ำตากับฝ่ามือกร้าว ชายหนุ่มทนดูความทรมานของคนที่รักที่สุดทั้งสองต่อไปไม่ไหวแล้ว ชายหนุ่มเอื้อมมือบิดกุญแจสตาร์ทรถเก๋งเสียงเครื่องยนต์เก่าดังกระหึ่มครางสั่นระริก ชายหนุ่มรีบเข้าเกียร์ถอยหลังและเหยียบคันเร่งเลี้ยวรถขยับพุ่งยานหนีจากไปอย่างรวดเร็ว ปล่อยคราบน้ำตาร้าวระบมคลอเบ้าตราบชั่วชีวิต ชายหนุ่มขับรถเก๋งมุ่งหน้าสู่เส้นทางเลี่ยงเมืองเพื่อกลับแคมป์งานก่อสร้างของตนเองพร้อมก้อนความเศ้าแน่นในอกที่ไม่มีวันจางคลาย ชายหนุ่มประคองรถเก๋งเก่าแล่นเข้าสู่ถนนหลวงแผ่นดินด้วยสองมือที่สั่นเทา ชายหนุ่มแล่นผ่านไร่อ้อยและโรงงานปูนขาวที่ขนาบข้าง แดดบ่ายยิ่งสูงยิ่งร้อนแรงแผดเผาพื้นปฐพีจนแตกระแหง เอกรู้สึกว่าชีวิตของตนเองตอนนี้ประหนึ่งทะเลทรายที่แห้งแล้งและเวิ้งว้าง ชายหนุ่มเอื้อมมือไปบิดเปิดวิทยุอีกครั้ง ทว่าเสียงคลื่นซ่าๆ รบกวนกลับยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดระคายหู ชายหนุ่มจึงบิดปิดวิทยุปล่อยให้ความเงียบงันปนความโศกเศร้าอบอวลอยู่รอบตัว เอกเพิ่งตระหนักรู้ว่า ทิฐิและความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีที่ตนเคยคิดว่ามันเป็นโล่เกราะปกป้องความสุข แท้จริงแล้วกลับกลายเป็นดาบคมเหล็กกล้าที่ย้อนกลับมาฟาดฟันทำลายรากฐานครอบครัวของตนเองจนย่อยยับพังพินาศอย่างไม่อาจย้อนคืนชีวิตเดิมได้อีกตลอดกาล