ตอนที่ 20
ท่ามกลางกลุ่มควันสีเทาหม่นที่พวยพุ่งออกมาจากปล่องไฟมหึมาของเมืองอิกนิเซีย เสียงคำรามลั่นของเครื่องยนต์ไอพ่นเวทมนตร์ก็แผดสนั่นฉีกกระชากความเงียบงัน
การ์เน็ตร่อนลงจากฟากฟ้าด้วยสกายบอร์ดโลหะสภาพเขรอะขระ ที่ดูเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ ทว่ากลับทรงพลังอย่างเหลือเชื่อ
ร่างเพรียวบางของเธอสวมใส่เพียงบิกินีช่างกลหนังสีดำขลับตัวจิ๋วที่เน้นส่วนเว้าส่วนโค้งของสรีระอย่างชัดเจน รอบเอวบางประดับด้วยเข็มขัดอุปกรณ์ชุดใหญ่ที่เต็มไปด้วยประแจ คีม และขวดน้ำยาเวทมนตร์ที่สั่นกะทบกันดัง กริ่งกร้าง!!
เรือนผมสีฟ้าสดที่ถักเป็เปียหนาสองเส้นสะบัดไหวไปตามจังหวะการเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง โดยปลายเปียนั้นยาวทิ้งตัวลงมาถึงน่องพอดี
ใบหน้าเรียวเล็กประดับด้วยดวงตาสีแดงที่วาวโรจน์ ขอบตาที่คล้ำจางๆ และรอยยิ้มแสยะที่ดูเหมือนตุ๊กตาเสียกะโหลกทำให้เธอดูโดดเด่นและอันตราย
“ฮี่ๆ ถึงซะที เมืองแห่งกลิ่นสนิมและเขม่า!!”
เธอตบถุงเงินที่จิ๊กมาจากจิณจนเสียงเหรียญทองกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง!! น้ำหนักของทองหนึ่งหมื่นเหรียญคือตั๋วสู่ความบันเทิงชั้นยอดของการ์เน็ตในวันนี้
เป้าหมายเดียวของเธอคือ ‘ยางพฤกษาอัคนี’ วัตถุดิบระดับตำนานที่ขึ้นชื่อว่าทนความร้อนสูงและยืดหยุ่นจนะุเวทมนตร์ยังต้องกระดอนกลับ
ทว่าเมื่อรองเท้าบูทหนักๆ ของเธอกระแทกลงบนพื้นถนนศิลาคราม การ์เน็ตกลับต้องขมวดคิ้ว
อิกนิเซียควรจะเป็เมืองที่กึกก้องด้วยเสียงค้อนกระแทกทั่ง และคลาคล่ำด้วยฝูงชนที่สัญจรไปมาจนถนนแทบแตก มันควรเป็ศูนย์กลางที่เหล่าช่างฝีมือและเหล่านักผจญภัยมาเบียดเสียด ถกเถียงราคาสินค้ากันอย่างบ้าคลั่งจนหาความสงบไม่ได้
ทว่าภาพที่ปรากฏกลับเป็เพียงเมืองโรงถลุงเหล็กที่เงียบงันดุจสุสานร้าง ถนนหนทางว่างเปล่าไร้เงาผู้คนเดินขวักไขว่จนผิดสังเกต มีเพียงเขม่าสีดำที่โปรยปรายลงมาปกคลุมความอ้างว้างดุจหิมะแห่งความตาย
“ลุง…เฮ้!! ลุงหัวโล้นตรงนั้นน่ะ!!”
การ์เน็ตกระโจนเข้าไปหาร้านขายเครื่องเหล็กที่ดูซอมซ่อ พลางทุบโต๊ะหน้าร้านจนน้ำมันเวทมนตร์ในถังกระเซ็นเปรอะไปทั่ว พ่อค้าวัยกลางคนที่มีใบหน้าซูบตอบและแววตาหวาดระแวงเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างเชื่องช้า
“ยางพฤกษาอัคนี…มีไหม? เอาแบบเกรดพรีเมียมที่ใส่แล้ววิ่งผ่านลาวาได้น่ะ!!” เธอถามพลางแสยะยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวเรียบ
ชายแก่ส่ายหัวช้าๆ “ไม่มี…ที่นี่ไม่มีของพรรค์นั้นหรอกแม่หนู ไปที่อื่นซะ…”
“ใจร้ายจัง!!” เธอเบ้ปาก ก่อนจะเดินสะบัดก้นไปร้านถัดไป ร้านที่สอง…ร้านที่สาม…ไม่ว่าจะเป็ช่างตีเหล็กร่างกำยำหรือพ่อค้าขายอะไหล่เวทมนตร์ ทุกคนต่างให้คำตอบเดียวกันคือ ‘ไม่มี’
และที่แปลกไปกว่านั้นคือ ทุกคนดูอยากจะรีบไล่เธอออกไปให้พ้นหน้า ราวกับว่าการมีอยู่ของเธอมันช่างขัดหูขัดตาในเมืองที่ใกล้ตายแห่งนี้
ผ่านไปกว่าชั่วโมงครึ่ง การ์เน็ตเริ่มหัวเสีย เธอถอนหายใจทิ้งพลางพิงหลังกับผนังอิฐสีเืนกที่เย็นเยียบ ั์ตาสีแดงกวาดมองไปรอบๆ อย่างพินิจพิจารณา และในวินาทีนั้นเองที่สัญชาตญาณสัตว์ร้ายในตัวเธอก็ทำงาน
“แปลก…แปลกเกินไปแล้ว…”
หญิงสาวพึมพำกับตัวเอง พลางนึกย้อนถึงใบหน้าของทุกคนที่เธอเพิ่งคุยด้วย ทั้งในตรอกมืดหรือริมถนนใหญ่ ในเมืองอิกนิเซียแห่งนี้…ั้แ่เธอเหยียบเท้าก้าวแรกจนถึงตอนนี้ เธอไม่เห็น ‘ผู้หญิง’ เลยแม้แต่คนเดียว
มีเพียงผู้ชายที่มีแววตาหมองหม่นเดินขวักไขว่อยู่ในเงาของโรงถลุงเหล็ก ความเงียบที่ปกคลุมเมืองเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความอึดอัดที่มองไม่เห็น ราวกับว่าเมืองทั้งเมืองกำลังกลั้นหายใจเพื่อรอคอยอะไรบางอย่าง…
ในขณะที่ความเงียบงัดกำลังกัดกินเมืองอิกนิเซีย บนยอดเขาใจกลางป่าลูมิเนียกลับราวกับวันสิ้นโลก เสียงโครมครามดังกัมปนาทสะท้อนไปทั่วหุบเขา เมื่อเซเวียร์ในสภาพเปลือยเปล่าโจนทะยานเข้าใส่หมู่บ้านไลแคนด้วยพละกำลังดิบเถื่อน
เขากำลังคัดกรองเผ่าพันธุ์ในแบบที่โเี้ที่สุด เมื่อไลแคนนักรบตัวเขื่องพุ่งเข้าใส่ด้วยกรงเล็บหวังจะขย้ำร่างมนุษย์ที่บังอาจบุกรุก
เซเวียร์เพียงแค่เบี่ยงตัวหลบด้วยความเร็วที่มองไม่ทัน ก่อนจะวาดวงสวิงลูกเตะที่หนักหน่วงประดุจค้อนปอนด์เหล็กจามเข้าใส่จุดยุทธศาสตร์อย่างแม่นยำ
เปรี้ยง!! กร๊อบ!!
เสียงวัตถุบางอย่างที่ควรจะนุ่มนิ่ม แตกสลายดังสนั่นหวั่นไหวไปพร้อมกับเสียงร้องโหยหวนแหลมสูงที่ขัดกับร่างมหึมาของพวกหมาป่า ร่างของไลแคนผู้โชคร้ายกระเด็นไปกระแทกกระท่อมศิลาจนถล่มลงมาทับซากตัวเอง
แต่นั่นยังไม่ใช่จุดจบ เซเวียร์ร่ายรำท่ามกลางพายุฝุ่น ทุกย่างก้าวที่เขาเหยียบลงไปคือการพังทลายของสิ่งก่อสร้าง และทุกหมัดที่เขาชกออกไปคือการปิดฉากตำนาน 'ชายชาตรี' ของเผ่าพันธุ์หมาป่า
“ตัวต่อไป…” เขากระซิบด้วยรอยยิ้มเ็า ขณะที่มือหนึ่งคว้าเสาหินทุ่มใส่โรงนา อีกเท้าหนึ่งก็ดีดสะบัดเข้าเป้าของไลแคนตัวที่สิบสามจนมันลอยคว้างกลางอากาศในสภาพตาเหลือกค้าง
ยอดเนินเขาสั่นะเืเลื่อนลั่นจนหน้าผาเริ่มพังทลายลงสู่เบื้องล่าง ทว่าสิ่งที่สั่นคลอนยิ่งกว่ากลับเป็ขวัญกำลังใจของพวกหมาป่า ที่บัดนี้ต่างพากันลงไปนอนกุมเป้าเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นดิน ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นที่เต็มไปด้วยความเวทนา
[เซเวียร์…เกิดอะไรขึ้น!?]
เสียงโทรจิตอันร้อนรนของจิณดังขึ้นในโสตประสาทของราชันแวมไพร์ เธอที่เฝ้ามองอยู่จากตีนเขาถึงกับหน้าถอดสี เมื่อเห็นเนินเขาที่เคยยิ่งใหญ่กำลังพังทลายลงมา พร้อมกับเสียงร้องแหลมสูงที่ฟังดูไม่เหมือนเสียงคำรามของสัตว์ร้ายแม้แต่นิดเดียว
[เจอพวกผู้หญิงที่ถูกจับมาไหม? แล้วนั่นเ้าทำอะไรของเ้า? ทำไมถึงมีแต่เสียงร้อง…ที่ฟังดูทรมานพิกลแบบนั้น?]
ในจังหวะที่เซเวียร์กำลังจะเหยียบซ้ำลงบนพวง์ของไลแคนที่นอนดิ้นพล่านอยู่อีกราย เขาพลันชะงักฝ่าเท้า เนตรสีแดงฉานดุจโลหิตตวัดมองไปรอบซากปรักหักพัง ที่บัดนี้เต็มไปด้วยเหล่า ‘อดีตบุรุษผู้กล้า’ ซึ่งไร้สิ้นทั้งเขี้ยวเล็บและศักดิ์ศรี
[ข้าก็แค่…ช่วยลดประชากรสายพันธุ์ขยะให้โลกน่ะ]
เขากระซิบตอบกลับผ่านโทรจิต ก่อนจะกระทบซ้ำเป้าหมายและขยี้มันอย่างสะใจ
เซเวียร์เริ่มอาละวาดต่อ เขาไล่กระชากพวกไข่หมาป่าบูด ไม่ก็กระชากไส้กรอกเกรดต่ำออกมาจากเบ้าทีละตัวอย่างไม่ปรานี จนบัดนี้ซากเศษเนื้อเ่าั้กองพะเนิน…พร้อมสำหรับเอาไปทำเป็โฮมรันเบรกฟาสต์มื้อใหญ่แล้ว
“ข้าว่าผืนป่าทมิฬและตำนานที่เ้าเล่ามา…คงเหลือเวลาให้จดจำอีกเพียงไม่กี่อึดใจแล้วล่ะ”
โฮมูระเปรยขึ้นพลางปรายตาไปทางอริสา
ทว่าก่อนที่หญิงสาวเ้าของดวงตาสีมรกตจะได้ทันเอื้อนเอ่ยสิ่งใด เนินเขายอดราบทรงโต๊ะกลมเบื้องหน้าก็พังครืนลงมาอย่างน่าใจหาย ต่อหน้าต่อตาของสามสาวที่เฝ้ามองความวินาศนั้นอยู่ห่างๆ จากเบื้องล่าง
เสียงกัมปนาทจากการล่มสลายของเนินเขาดังกึกก้องกัมปนาทราวกับแผ่นดินจะแยกออกเป็เสี่ยงๆ
แรงสั่นะเืมหาศาลแผ่กระจายออกมาจนทั่วบริเวณโดยรอบสั่นไหว มวลอากาศถูกอัดแน่นด้วยฝุ่นควันและเศษซากหมู่บ้านที่กลายเป็ผุยผง ม้วนตัวตลบอบอวลขึ้นสู่ท้องฟ้าจนบดบังแสงตะวันให้มืดมิดลงในพริบตา
สามสาวที่ยืนอยู่เบื้องล่างทำได้เพียงยืนแข็งค้าง ลมพายุที่หอบเอาเขม่าและกลิ่นคาวเืจางๆ พัดผ่านร่างของพวกเธอไปอย่างน่าสยดสยอง
ท่ามกลางความเงียบงันชวนขนพองสยองเกล้าที่ตามมาหลังการพังพินาศ…พลันเกิดแรงกดดันิญญาที่หนักอึ้งจนแทบจะหายใจไม่ออก
ท่ามกลางม่านฝุ่นหนาทึบที่ยังไม่ทันจางหาย แสงสว่างอันวิปริตสีดำสนิทปนม่วงเข้มเริ่มเรืองรองออกมาจากใจกลางความพินาศ แสงนั้นช่างดูเยือกเย็นและทรงพลังจนดูเหมือนจะกลืนกินทุกสิ่งรอบข้าง
จากนั้นร่างเปลือยเปล่าอันสมบูรณ์แบบของเซเวียร์ก็ก้าวเดินออกมาอย่างช้าๆ
ตามผิวกายที่ขาวซีดของเขาประดับไปด้วยออร่าปีศาจสีดำม่วงที่เต้นเร่าดุจเปลวเพลิงโลกันตร์ แววตาแดงฉานดุจโลหิตของเขาส่องประกายวาววับทะลุม่านหมอกควัน ทุกย่างก้าวที่เขาััลงบนพื้นดินที่แตกร้าวล้วนทิ้งรอยไหม้สีดำไว้เป็ทาง
เขายืนตระหง่านอยู่บนซากปรักหักพัง เหมือนมหาเทพแห่งการทำลายล้างที่เพิ่งจุติขึ้นมาจากขุมนรกเพื่อพิพากษาทุกชีวิตที่ริอาจขวางทาง
ราชันแวมไพร์เยื้องกรายออกมาจากม่านฝุ่นอย่างเนิบนาบ มือข้างหนึ่งกระชากลำคอของเฟนริร์…ร่างมหึมาที่บัดนี้ขดตัวงอเป็กุ้งด้วยความเ็ปแสนสาหัสมาตามพื้นดิน ก่อนจะเหวี่ยงซากจ่าฝูงผู้สิ้นสภาพลงแทบเท้าของสามสาวที่ยังคงยืนตะลึงค้างอยู่ ณ จุดเดิมอย่างไม่ใยดี
“ข้อมูลที่เ้าอยากรู้…ก็เค้นเอาจากมันเองแล้วกัน”
เซเวียร์กล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ทว่าเปี่ยมไปด้วยอำนาจข่มขวัญ สายตาแดงฉานปรายมองซากที่อยู่แทบเท้าเหมือนเป็เพียงเศษขยะชิ้นหนึ่ง
เฟนริร์…จ่าฝูงผู้เคยน่าเกรงขามจนป่าทั้งป่าต้องก้มหัวให้ บัดนี้กลับนอนสั่นเทาไม่ต่างจากลูกสุนัขขี้เรื้อนเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าเซเวียร์
ความเ็ปที่ยังคงเต้นเร่าจากการถูกทำลายพวง์จนป่นปี้นั้น เป็ดั่งเครื่องย้ำเตือนถึงความพ่ายแพ้อันน่าอเนจอนาถที่สุดในชีวิต ซึ่งได้พรากเอาทั้งศักดิ์ศรีและตัวตนของความเป็ชายให้มอดไหม้ไปในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
จิณก้าวเข้าไปยืนประจันหน้ากับจ่าฝูงที่สิ้นสภาพด้วยท่วงท่าที่เด็ดเดี่ยวและสุขุม สายตาคมกริบของเธอจ้องกดดันลงไปที่ร่างที่สั่นเทาของเฟนริร์ ดุจดั่งจะฉายแสงลงไปในหลุมดำของจิตใจเพื่อกระชากความสัตย์จริงออกมา
“บอกมาให้หมด…พวกผู้หญิงที่พวกแกจับมาอยู่ที่ไหน?” เธอเค้นถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเย็นเยียบ
ทว่าเฟนริร์กลับละล่ำละลักตอบพลางส่ายหัวจนสุดแรง
“ฝูงข้า…ไม่ได้ลักพาตัวผู้หญิงคนไหนมานานนับสิบปีแล้ว…จริงๆ นะ…”
เขาพยายามรวบรวมกำลังที่เหลือเพียงน้อยนิด เพื่อสาบานด้วยเกียรติและหยดเืของพงศ์พันธุ์หมาป่า
ความสัตย์จริงที่ปนมากับน้ำเสียงสะอึกสะอื้นและแววตาที่หวาดกลัวจนถึงขีดสุดนั้น ทำให้จิณเริ่มััได้ถึงความไม่ชอบมาพากลในข้อมูลนี้ทันที
“เ้าช่างดื้อรั้นนัก”
ทว่าความเมตตานั้นไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเซเวียร์
“การปิดบังความจริง…อาจทำให้เ้าได้เป็เ้าของสถิติ ‘คนพิการซ้ำซ้อน’ คนแรกเอานะ”
ราชันแวมไพร์ย่อตัวลงพลางแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม เขาชูนิ้วชี้และนิ้วกลางขึ้นกางออกเป็รูปกรรไกรพลางขยับไปมาอย่างน่าสยดสยองตรงหน้าจ่าฝูงที่สิ้นสภาพ
“ยะ…อย่าทำข้าอีกเลย!! ไม่ใช่พวกข้าจริงๆ”
เฟนริร์ละล่ำละลักร้องขอชีวิตด้วยเสียงที่แทบจะไม่เป็ภาษา ก่อนที่น้ำสีเหลืองขุ่นจะไหลทะลักนองออกมาจากหว่างขาด้วยความหวาดกลัวสุดขีดจนไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป
เซเวียร์ไม่ได้เปลี่ยนสีหน้า เขาเพียงขยับปลายนิ้วฉึบฉับกลางอากาศสองจังหวะ เป็สัญลักษณ์ของการปลิดชีพสิ่งที่เหลืออยู่
“อ๊ากกก…!!”
เฟนริร์แผดเสียงร้องโหยหวนลั่นป่าจนสุดเสียง เมื่อบางสิ่งในร่างกายหลุดร่วงพ้นจากร่างลงสู่พื้น พร้อมกับสีแดงฉานของเืที่พุ่งกระเซ็นผสมปนเปไปกับน้ำปัสสาวะเหม็นฉุนจนดูน่าอเนจอนาถถึงขีดสุด
“คายข้อมูลที่มีประโยชน์ออกมาหน่อยสิ…แม่สาวน้อย” เซเวียร์แค่นยิ้มหยันด้วยแววตาดูแคลนถึงขีดสุด
บัดนี้จ่าฝูงผู้ยิ่งใหญ่ไม่หลงเหลือแม้แต่เศษเสี้ยวความภาคภูมิใจของ ‘เพศผู้’ ให้ต้องไว้หน้าอีกต่อไป
ท่ามกลางเสียงสะอึกสะอื้นและคราบน้ำตาที่ปนเปไปกับความหวาดกลัว เฟนริร์ละล่ำละลักพ่นข้อมูลออกมาด้วยร่างกายที่สั่นเทิ้มจนฟันกะทบกัน
“ถ้าจะมีใครทำ…มันต้องเป็ไอ้ ‘วอล์ฟกัง’ แน่ๆ มันคือไอ้สุนัขลอบกัดที่มีสันดานวิปริตจนเกินกว่าที่ฝูงของข้าจะยอมรับไหว!! พวกเราเนรเทศมันออกไปั้แ่หลายปีก่อนแล้ว!!”
จิณขมวดคิ้วแน่น มือของเธอกระชับดาบศักดิ์สิทธิ์ด้วยความรู้สึกรังเกียจ
“แล้วตอนนี้มันอยู่ที่ไหน?”
“ข้าได้ยินมา…เมื่อเดือนที่แล้ว มีคนเห็นมันปรากฏตัวที่หมู่บ้านโรงถลุงเหล็กทางทิศตะวันออกเฉียงใต้…ที่นั่นถูกปกคลุมด้วยเขม่าควันและความร้อนจากเตาหลอมที่ไม่มีวันดับ”
เฟนริร์หมอบกราบอยู่แทบเท้าด้วยความขลาดเขลา
เซเวียร์ที่ยืนฟังอยู่พลันแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงเนตรสีเืวาวโรจน์ขึ้น
“โรงถลุงเหล็กงั้นหรือ? หึ…เป็รังที่เหมาะกับพวกสุนัขขยะจริงๆ นะ”
ทว่าในขณะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียด อริสาที่ยืนนิ่งฟังอยู่ทางด้านหลังกลับเบิกตากว้างจนเห็นสีมรกตชัดเจน ใบหน้าของเธอซีดเผือดลงทันควัน
“ทางตะวันออกเฉียงใต้…หมู่บ้านที่มีเตาหลอมไม่มีวันดับ…”
เธอพึมพำด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“นั่นมันอิกนิเซียนี่!! เมืองที่การ์เน็ตมุ่งหน้าไปหาซื้อยางชุดใหม่!!”