“พี่ลู่ซือ เครื่องปั้นดินเผาพวกนี้เป็นท่านทำเองทั้งหมดเลยหรือขอรับ” โจวหยวนเฉิงหยิบถ้วยชามดินเผาที่ไฉลู่ซือทำขึ้นมาดูอย่างสนใจ
ไฉลู่ซือเคยไปเรียนทำเครื่องปั้นดินเผามาจากอาจารย์ซึ่งเป็นชาวบ้านที่มีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาขาย เพราะไฉลู่ซือเป็นคนชอบงานด้านศิลปะโดยเฉพาะการปั้น แต่เพราะยุคนี้เครื่องปั้นดินเผาจะเป็นเพียงเครื่องปั้นดินเผาแบบธรรมดา และอาจารย์ที่สอนการปั้นให้กับไฉลู่ซือก็ไม่ได้มีความชำนาญในการสร้างลวดลาย ดังนั้นถ้วยชามที่ไฉลู่ซือทำออกมาจึงเป็นเพียงภาชนะพื้นๆ ที่ไม่มีลวดลาย แต่ฝีมือการปั้นของไฉลู่ซือนั้นนับว่าดีมาก ถ้วยชามที่เขาทำออกมานั้น ทุกใบล้วนมีผิวที่เนียนเรียบ ซึ่งเขาทำภาชนะออกมาได้น่าใช้กว่าอาจารย์ที่สอนเขามาเสียอีก
“อืม ข้าทำเองทั้งหมดเลย” ไฉลู่ซือตอบอย่างเขินๆ
“ชามใบนี้เนื้อละเอียดและรูปทรงสวยได้สัดส่วนมากเลยนะขอรับ เพียงแต่ยังขาดลวดลายไปบ้าง ภาชนะของท่านจึงดูไม่ค่อยน่าสนใจสักเท่าไหร่” โจวหลี่เฉียงบอก
“อาจารย์สอนข้าเกี่ยวกับวิธีการเลือกดิน วิธีปั้น วิธีขึ้นรูป แล้วก็วิธีการเผาเท่านั้น ส่วนการวาดลวดลาย อาจารย์ทำไม่เป็น ท่านก็เลยไม่ได้สอนข้าน่ะ” ไฉลู่ซืออธิบาย
วันนี้โจวหยวนเฉิงนำกล่องไม้ใบใหญ่มาด้วย ตอนนี้กล่องใบนั้นยังตั้งอยู่กลางห้อง เริ่มแรกไฉลู่ซืออยากถามโจวหยวนเฉิงอยู่เหมือนกันว่ากล่องไม้นี้คือสิ่งใด หากจะบอกว่าเป็นของขวัญสำหรับการมาเยี่ยมบ้านครั้งแรก มันก็ดูจะเป็นของมีค่ามากเกินไป และหากเขาถามออกไป เขาก็กลัวว่าโจวหยวนเฉิงจะคิดว่าเขาอยากจะได้สิ่งของที่อยู่ใน ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ถามโจวหยวนเฉิง
โจวหยวนเฉิงเดินไปเปิดกล่องไม้ ข้างในมีภาชนะเซรามิกทั้งชามหลายขนาด แก้วน้ำทั้งแบบมีหูจับและไม่มีหูจับ ช้อน และแจกัน ภาชนะเหล่านั้นล้วนแต่มีสีสันสดใส นอกจากนี้ยังมีจานสีขาวลายดอกไม้สีสวยสด และจานบางใบยังวาดลายดอกไม้ด้วยขอบสีทองทำให้จานใบนั้นดูหรูหรายิ่งนัก
“พี่ลูซือ ท่านลองมาดูภาชนะพวกนี้สิขอรับ สิ่งนี้เรียกว่าภาชนะเซรามิก” โจวหยวนเฉิงเรียกให้ไฉลู่ซือมาดูของที่อยู่ในกล่องไม้
“จานชามพวกนี้ เหตุใดจึงได้สวยงามอย่างนี้เล่า” ไฉลู่ซือถามอย่างตื่นเต้น “ถ้วยชามของข้าที่ทำออกมาเทียบสิ่งนี้ไม่ติดเลยแม้แต่น้อย”
“ขั้นตอนการทำเครื่องปั้นดินเผาของท่านกับภาชนะเซรามิกนี้มีความคล้ายกันอยู่มากนะขอรับ เครื่องปั้นดินเผาส่วนใหญ่จะใช้ดินเหนียวธรรมดามาปั้นแล้วก็ขึ้นรูป หลังจากนั้นก็จะนำไปเผาในเตาเผาใช่หรือไม่ขอรับ” โจวหยวนเฉิงถาม
“อืม...วิธีการทำของข้าเป็นเช่นนั้น”
“เช่นนั้นข้าขอถามท่านต่อนะขอรับ ข้ามองดูแล้วเครื่องปั้นดินเผาของท่านจะมีสีที่แตกต่างจากเครื่องปั้นดินเผาของชาวบ้านทั่วไป นั่นเพราะท่านใช้ดินที่ไม่เหมือนคนอื่นใช่หรือไม่ขอรับ”
“ใช่แล้วล่ะ อย่างที่ข้าได้บอกเจ้าไป อาจารย์ได้สอนวิธีการเลือกดินให้ข้า และยังเคยพาข้าไปเอาดินมาจากที่นั่น ท่านอาจารย์เรียกมันว่าดินขาว ดินชนิดนี้จะทนความร้อนได้สูงกว่าดินเหนียวทั่วไป ดังนั้นถ้วยชามของข้าก็จะไม่เปราะแตกง่ายเหมือนของช่างปั้นคนอื่น”
“เช่นนั้นก็เหมาะมากเลยขอรับ เพราะการทำภาชนะเซรามิกก็เหมือนกับที่ท่านทำอยู่ตอนนี้นั่นล่ะขอรับ แต่ขั้นตอนการทำเซรามิกจะไม่ได้จบอยู่แค่ขั้นตอนการเผารอบเดียวเหมือนเครื่องปั้นดินเผาธรรมดา เพราะหลังจากที่ท่านทำการเผาภาชนะรอบแรกเสร็จแล้ว เมื่อภาชนะเหล่านั้นเย็นลง ท่านต้องนำภาชนะเหล่านั้นมาลงสีหรือวาดลวดลายลงไป เมื่อทาสีและลงลวดลายเสร็จ ท่านก็เอาทั้งหมดกลับเข้าเตาเผาอีกรอบ เท่านี้ท่านก็จะได้ภาชนะเซรามิกสีสันสดใสและลวดลายสวยงามออกมาแล้วล่ะขอรับ” โจวหยวนเฉิงอธิบาย
“จริงหรือ! ข้าสามารถทำถ้วยชามที่สวยงามอย่างนี้ออกมาได้จริงๆ หรือ” ไฉลู่ซือถามอย่างดีใจ
“จริงสิขอรับ” โจวหยวนเฉิงชี้ไปที่กล่องไม้อีกครั้ง “ของในกล่องไม้ทั้งหมดนี้ข้ายกให้ท่านนะขอรับ และในกล่องไม้นี้ยังมีคู่มือและขั้นตอนการทำเซรามิกอย่างละเอียด และข้ายังได้นำสีมาให้ท่านทดลองใช้ด้วย”
“เจ้าจะให้ข้าทั้งหมดเลยหรือ สิ่งของมีค่าเหล่านี้คงมีราคาแพงมาก ข้ารับไว้เฉยๆ ไม่ได้หรอก เจ้าคิดเป็นเงินออกมาให้ข้าดูเถอะนะ ข้าจะได้ไปขอเบิกเงินกับท่านพ่อมาให้เจ้า” ไฉลู่ซือพูดอย่างเกรงใจ
“พี่ลู่ซือ นี่เป็นแค่ตัวอย่างที่ข้ามอบให้ท่านใช้ทดลองทำเท่านั้น แต่ถ้าต่อไปท่านเปิดกิจการเป็นของตัวเองแล้ว สีพวกนี้อย่างไรมันก็คือวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิต ถึงเวลานั้นข้าค่อยคิดเงินกับท่าน และข้าต้องบอกท่านไว้ก่อนว่าสีของข้าล้วนเป็นของหายากและคุณภาพดี เมื่อท่านได้ลองใช้แล้ว ท่านจะต้องติดใจและจะกลายมาเป็นลูกค้าของข้าอย่างแน่นอนขอรับ”
“อย่างนั้นก็ยิ่งดีเข้าไปใหญ่น่ะสิ ของที่เจ้าหามาขายล้วนแล้วแต่เป็นของคุณภาพดีทั้งนั้น ข้ายังอยากจะบอกกับเจ้าอยู่เลยว่าให้ขายสีพวกนี้ให้ข้าเพียงคนเดียว ห้ามให้เจ้าขายให้ใครอีก” ไฉลู่ซือพูดเล่นพร้อมกับหัวเราะเสียงดัง
แต่ไม่นึกว่าโจวหยวนเฉิงกลับเห็นด้วย “ได้สิขอรับ ข้าจะขายสีพวกนี้ให้ท่านเพียงผู้เดียว ท่านต้องปิดเรื่องนี้ให้ดีและห้ามบอกใครเด็ดขาดเลยนะขอรับ เพราะคนที่มาขายสีชนิดนี้ให้ข้าก็กำชับข้าไว้อย่างนี้เหมือนกัน เขาบอกว่าวิชาการผลิตสีนี้เป็นความรู้ที่สืบทอดกันมาของครอบครัวเขา หากมีคนรู้เรื่องนี้มากไป เขากลัวว่าตัวเขาจะไม่ปลอดภัย” โจวหยวนเฉิงแสร้งทำท่าทางจริงจัง
“แล้วเจ้าเอาสีของเขามาขายให้ข้าเช่นนี้ หากคนๆ นั้นรู้เข้าเล่า เจ้าจะไม่เดือดร้อนหรือ” ไฉลู่ซือตกใจ
“ข้ารู้จักคนนั้นตอนที่ข้าไปตรวจงานที่โกดังท่าเรือขอรับ เขาเข้ามาคุยกับข้าและพี่ใหญ่อย่างลับๆ และสีพวกนี้ก็เป็นสีตัวอย่างที่เขาเอามาให้ข้าลองใช้ แต่กิจการของข้าไม่มีความจำเป็นต้องใช้สีพวกนี้เลย มันเหมาะกับงานของท่านมากกว่าขอรับ” โจวหยวนเฉิงยังพูดต่ออย่างหน้าตาย
“ได้ ข้าจะเก็บเรื่องนี้ไว้อย่างดี” ไฉลู่ซือรับปากจริงจัง
“เช่นนั้นวันนี้ข้ากับพี่ใหญ่ต้องขอตัวกลับก่อน วันหลังข้าจะมาดูตัวอย่างที่ท่านทำเสร็จแล้วนะขอรับ”
“ไม่ต้องลำบากพวกเจ้าหรอก หากวันใดข้าทำของตัวอย่างเสร็จ ข้าจะไปหาพวกเจ้าที่บ้านเอง”
“พี่หลี่เฉียง โจวหยวนเฉิง พวกท่านหยุดก่อน” เสียงเรียกให้สองพี่น้องโจวหยุดดังมาแต่ไกล
“เจ้าคิดที่จะมาหาเรื่องข้าอีกหรือเจียวเหิง” โจวหยวนเฉิงหรี่ตาถาม
“ไม่ๆ ไม่ใช่ ไม่ใช่นะ ข้าไม่ได้มาหาเรื่อง” เจียวเหิงรีบตอบ พร้อมกับโบกมือไปมาเป็นพัลวัน “ข้ามีธุระอย่างคุยกับพวกเจ้าเท่านั้น”
“ธุระอะไร สำคัญมากเลยหรือ แต่ข้าจำได้ว่าเราไม่มีธุระอะไรกับเจ้านะ” โจวหลี่เฉียงถามอย่างไม่ไว้ใจ
“พี่หลี่เฉียง ท่านพอจะมีเวลาให้ข้าสักนิดหรือไม่ขอรับ คือ....คือว่าข้าอยากปรึกษาเรื่องธุรกิจกับพวกท่านสักหน่อย”
“ธุรกิจอะไร เราไม่คิดที่จะใช้บริการจากสำนักคุ้มภัยของเจ้าหรอกนำ พวกเราใช้บริการแค่ของท่านอาเจียวตงเท่านั้น” โจวหลี่เฉียงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด
“ไม่ใช่เรื่องการขนส่งขอรับ แต่เป็นเรื่องอื่น”
เมื่อเห็นว่าโจวหลี่เฉียงกำลังจะปฏิเสธ โจวหยวนเฉิงจึงรีบดึงพี่ชายไว้ “ไปคุยกันที่โรงน้ำชาข้างหน้าก่อนก็แล้วกัน”
“เจ้าไม่กลัวว่าเขาจะซ้อนแผนคิดทำร้ายพวกเราหรือ” โจวหลี่เฉียงกระซิบถามน้องชาย
“ดูจากท่าทางของเขาแล้ว เขาคงไม่กล้าหรอกขอรับ”
“เจ้าว่าธุระของเจ้ามาได้เลย” โจวหลี่เฉียงถามขึ้นก่อน “ธุรกิจที่เจ้าอยากพูดคือเรื่องใด”
“คือ...ข้าเห็นว่าร้านค้าของพวกท่านน่าสนใจมาก สินค้าที่นำมาขายล้วนแปลกใหม่และเป็นของดี แต่ร้านค้าของพวกท่านกลับเปิดอยู่ที่ฝั่งใต้ที่เดียว ดังนั้นข้าจึงอยากรับสินค้าของพวกท่านมาขายที่เมืองฝั่งเหนือบ้าง ท่านคิดว่าอย่างไรขอรับพี่หลี่เฉียง”
โจวหยวนเฉิงมองไปที่เจียวเหิงอย่างคาดไม่ถึง ‘คุณชายเจียว เจ้าก็ไม่ใช่พวกไร้สมองนี่ รู้วิธีทำเงินเสียด้วย’
“เจ้าอยากรับสินค้าของเรามาขายแล้วเปิดร้านเป็นชื่อของเจ้าเองอย่างนั้นหรือ ข้าไม่มีความคิดที่จะทำอย่างนั้น” โจวหยวนเฉิงเป็นคนตอบ เมื่อเห็นเจียวเหิงห่อไหล่อย่างหมดหวัง เขาก็พูดต่อ “แต่ข้ากำลังคิดที่จะเปิดร้านสาขา เจ้าอยากจะฟังรายละเอียดหรือไม่”
เจียวเหิงตาเป็นประกายด้วยความดีใจ “อยากสิ เจ้าเล่ารายละเอียดมาได้เลย”
โจวหยวนเฉิงพูดรายละเอียดของธุรกิจแฟรนไชส์สกุลโจวให้เจียวเหิงฟังอย่างละเอียด โดยร้านค้าที่เขาจะนำมาทำเป็นแฟรนไชส์ก็คือร้านเครื่องเขียน ร้านเครื่องประทินผิว ร้านอาหารว่าง และโรงน้ำชา ซึ่งก็คือร้านค้าเกือบทั้งหมด แต่ที่เขาไม่คิดที่จะนำร้านผลไม้มาทำแฟรนไชส์ด้วย ก็เพราะหากในอนาคตเมืองที่อยู่ไกลออกไปอยากจะซื้อแฟรนไชส์ขึ้นมาบ้าง ผลไม้จะเป็นตัวเลือกที่ลำบากในการขนส่งมากที่สุด เขาจึงทำใจตัดร้านผลไม้ออกไป