นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

ตอนที่ 198 สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

        ตอนที่ 198 สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป

         

         

        “ล้อกันเล่นรึไงวะ!” เสียงระเบิดกึกก้องดังก้องขึ้นในตัวตึกของหน่วยพิทักษ์เมือง จุดกำเนิดคือห้องชั้นบนห้องหนึ่งอันเป็นที่ทำงานของผู้นำสูงสุดแห่งหน่วยพิทักษ์เมือง

         

        ความร้อนแผดเผาพลันล้นทะลักออกมาจากตัวตึก แผดเผาทุกสิ่งรอบด้านหากเพียงพริบตาก็หยุดลง อุณหภูมิในที่นี้สูงอย่างน่ากลัว แม้จะไม่มีอันตรายแต่เจ้าหน้าที่ทุกคนรู้สึกราวกับสุริยันได้อุบัติขึ้นในตัวตึกของพวกเขา

         

        ร่างของหน่วยสนามนับร้อยนับพันที่ฝึกซ้อมอยู่ในลานฝึกล้มพับหมดสติไปในทันทีที่รัศมีพลังกระทบถูกร่างของพวกเขา

         

        หัวหน้าหน่วยระดับนักสลักสีหน้าซีดขาว พวกเขาเหงื่อไคลไหลโชก ความร้อนสูงนั้นทำให้พวกเขาไม่อาจตั้งตัว สุริยันที่ปรากฏขึ้นในชั่วพริบตานั้นไม่ใช่ใครอื่นนอกจากผู้พันลาลันตา หากไม่ทันทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของเธอก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าหายวับไป ทิ้งไว้เพียงความร้อนที่ยังคงหลงเหลือ

         

        ท้องฟ้ายามนี้กลายเป็นสีแดงฉานราวกับวันสิ้นโลก ทั้งนครรัตนะอุณหภูมิสูงขึ้นหลายองศา

         

        เพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ สุริยันยักษ์ก็มาปรากฏกายอยู่เหนือเรือนหลักของตระกูลอิสึกะ ปราการป้องกันอันแข็งแกร่งปรากฏขึ้นกลางเมือง ทั่วทั้งตระกูลอิสึกะต่างสั่นไหวภายใต้แรงกดดันของสุริยันนั้น

         

        ยามนี้ทั่วทั้งเมืองต่างสั่นสะท้านเมื่อมองไปบนท้องฟ้าแล้วพบว่ามีสุริยันถึงสองดวง เพียงแต่ดวงหนึ่งนั้นใกล้กับนครมากจนท้องฟ้านั้นถูกอาบย้อมด้วยสีแดงชาด

         

        ผู้แข็งแกร่งจากทั่วทุกทิศทุกทางจับจ้องมาทางสุริยันที่อยู่เหนือฟากฟ้าตระกูลอิสึกะ ภายในราชวังหลวง ยอดสุดของหอคอยแห่งเปลวเพลิง ไฟกัลป์ลืมตาขึ้นน้อย ๆ จับจ้องไปยังสุริยันดวงนั้นหากมิได้กระทำสิ่งใด ในห้องเบื้องล่างลงมา ชายหนุ่มหน้าตาคมคายจับจ้องสุริยันนั้นอย่างไม่วางตา องค์ชาย 2 เผยรอยยิ้มสนุกสนาน

         

        ขณะที่ม่านพลังที่ปกปักเรือนของตระกูลอิสึกะสั่นสะท้านจนน่าใจหาย ร่างของโฉมสะคราญในชุดผ้าลวดลายมังกรและมวลผกางามวิจิตรก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว

         

        อริยะวิญญาณครวญ!

         

        เธอมีสีหน้าซีดขาวกดดัน เธอไม่เอ่ยคำพูดใดให้มากความ เพียงปลดปราการลง ถ่ายทอดพลังไปยังข่ายอาคมเคลื่อนย้ายในเขตสวนบ้านของเธออย่างรีบร้อน เมื่อข่ายอาคมนั้นปรากฏแสงเริ่มการทำงาน สุริยันนั้นก็พุ่งทะยานผ่านตัวเขตแดนของตระกูลอิสึกะผู้เกรียงไกรอย่างไม่สนสิ่งใด หายวับไปในข่ายอาคมนั้น

         

        เมื่อสุริยันจากไป ทั้งหมดก็กลับคืนสู่ความสงบ มีเพียงไอความร้อนและกลิ่นอายน่าหวาดหวั่นเมื่อครู่เท่านั้นที่ยังติดคาอยู่ในใจของหลายผู้คน อริยะวิญญาณครวญมองไปยังม่านพลังที่เธอพึ่งปลดลง ยามนี้มันปรากฏรอยไหม้มากมายจวนเจียนใกล้แตกสลายเต็มที

         

        “อริยะตะวันจำแลง ลาลันตา..”

         

        —————————————————————————————————————————————————

         

        องค์หญิงไพลินมีสีหน้าเคร่งเครียด ยามนี้เธอและสมาชิกกลุ่มขุดค้นกำลังนั่งประชุมกันที่กองบัญชาการร่วมกันกับอารากะ แม้สถานการณ์จะฉุกเฉินถึงขั้นนี้หากพวกเขาทั้งหมดยังสามารถรักษาสภาวะอารมณ์ไว้ได้ ยิ่งกับตัวองค์หญิงไพลินเองด้วยแล้ว ในฐานะผู้ที่จะขึ้นปกครองคนนับล้านในอนาคต เธอไม่อาจสติแตกได้โดยง่าย

         

        “ไข่มุกอินทนิลถูกลบล้าง? เป็นไปไม่ได้ครับ นั่นเป็นพลังสายมิติระดับผู้แสวงวิถีเชียวนะ” อารากะพูดด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อหลังจากได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผ่านมาไม่กี่นาทีเท่านั้นหลังจากเหตุการณ์ที่นิทานหายตัวไป ยามนี้ทั้งอารากะแต่องค์หญิงไพลินนั้นรับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว

         

        เขาไม่อาจทำใจเชื่อได้ว่าไข่มุกอินทนิลนั้นถูกลบล้างด้วยพลังบางอย่าง นั่นคือพลังสายมิติจากผู้แสวงวิถี! จะให้ผู้แสวงวิถีด้วยกันเองมาต่อต้านยังเป็นไปได้ยากแต่กับดักนี่กลับสามารถลบล้างพลังนั้นได้!

         

        การที่องค์หญิงไพลินและอารากะนั้นรับทราบเรื่องราวได้รวดเร็วเช่นนี้ต้องยกความดีความชอบให้แก่กลุ่มขุดค้นที่เหลือ พวกเขาล้วนเป็นพวกเจนสนาม ในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้พวกเขาตัดสินใจถอนตัวทันทีเพื่อเรียกกำลังเสริม

         

        “ข่ายอาคมนั้นลบล้างผลของไข่มุกอินทนิลจริง ๆ ครับ” โฮโจกล่าวด้วยสีหน้าตึงเครียด พวกเขาทั้งหมดเห็นกับตาของตัวเองว่านิทานใช้งานไข่มุกอินทนิลได้ทันเวลาหากพลังสายมิติสีเขียวนั้นลบล้างพลังของไข่มุกอินทนิลไปสิ้น

         

        “เป็นไปได้มั้ยครับว่าอาจจะไม่ใช่กับดักร้ายแรง คุณนิทานอาจหาทางรอดออกมาเองได้” อารากะสีหน้าซีดขาว ตำพูดของเขายามนี้ไม่ได้มีท่าทีน่าเชื่อถือเช่นก่อนแม้แต่น้อย แม้แต่ตัวเขาเองยังไม่อยากจะเชื่อคำพูดของตนเอง กับดักที่ถึงขั้นสามารถลบล้างพลังสายมิติระดับผู้แสวงวิถีได้ไม่มีทางที่จะเป็นกับดักทั่ว ๆ ไป

         

        นิทานแม้จะเป็นอัจฉริยะเพียงไหน สุดท้ายแล้วเขาก็เป็นเพียงนักสลักเอกเท่านั้น สิ่งที่เขากำลังเผชิญคือกับดักของผู้แสวงวิถี

         

        “เพื่อความมั่นใจ เพชฌฆาตยังคงอยู่ในนั้นครับ เขาจะอยู่ที่ห้องกระจกนั้นเป็นเวลา 3วัน หากคุณนิทานและคีตายังไม่กลับมาเขาจึงจะใช้ไข่มุกอินทนิลของตน” โฮโจกล่าว พวกเขามีการจัดแจงในส่วนนี้ไว้แล้ว

         

        “เช่นนั้นเราก็ควรจะรอดูสถานการณ์ไปก่อนนะครับ ปิ่นปักผมวิหคสวรรค์ยังอยู่ดีหมายความว่าคุณนิทานยังไม่พบอันตรายถึงชีวิตใช่มั้ยครับองค์หญิง” อารากะหันไปถามองค์หญิงไพลิน ยามนี้องค์หญิงไพลินผู้มั่นคงมีท่าทีกังวลอย่างเห็นได้ชัด อริยะแปลงเพลิงปรากฏกายอยู่ไม่ห่างจากเธอ แม้แต่ตัวเธอเองยังมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

         

        “ใช่ค่ะ ถึงกระนั้นการเฝ้ารอดูสถานการณ์ก็ไม่ใช่เรื่องที่สมควรเลย เราต้องรีบจัดกลุ่มช่วยเหลือถึงจะถูกต้องค่ะ” องค์หญิงไพลินพูดอย่างจริงจัง ด้วยความเชื่อมโยงระหว่างปิ่นปักผมวิหคสวรรค์และตัวเธอ เธอรับรู้ได้ว่าตัวนิทานยังมีชีวิตอยู่และยังไม่ได้มีการเปิดใช้งานปิ่นแต่อย่างใด เขาสมควรยังปลอดภัยดี

         

        “องค์หญิงคะ ท่านไลล่าทราบเรื่องแล้วค่ะ ศาสนจักรยินดีให้หยิบยืมวัตถุศักดิ์สิทธิ์สำหรับช่วยเหลือค่ะ” เลโอพูดขึ้นด้วยสีหน้าที่ดูดีขึ้นมาเล็กน้อยหลังจากที่เธอวางศิลาส่งผ่านในมือลง

         

        องค์หญิงไพลินพยักหน้า หันกลับไปมองอริยะแปลงเพลิงทางด้านหลังพร้อมทั้งเอ่ยอย่างจริงจัง “ท่านป้าคะ ท่านติดต่อคลังหลวงขอใช้งานอาญาสิทธิ์แห่งไฟ ไพลินจะติดต่อกับมหาตระกูลทมิฬมัจฉาเพื่อขอกำลังเสริมระดับนักสลักเอก”

         

        อริยะแปลงเพลิงไม่มีท่าทีอิดออด เธอเพียงพยักหน้าแผ่วเบา สร้อยคอของเธอเรืองแสงแผ่วบาง

         

        “คุณตาอารากะคะ ไพลินขอหยิบยืมใช้สมบัติระดับผู้แสวงวิถีของกลุ่มการค้าอิสึกะสาขานครรัตนะด้วยค่ะ คงไม่ปฏิเสธใช่มั้ยคะ” เธอมองไปยังอารากะด้วยสายตาดุดัน

         

        อารากะสีหน้าสั่นไหว เขาเป็นถึงอริยะ หากยามนี้ที่แรกเกิดธรรมดา ๆ กลับทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันอันหนักหน่วง ท่าทีและสายตาของเธอบอกแก่อารากะชัดเจนว่าเธอคาดโทษเขาแค่ไหนที่ไข่มุกอินทนิลไม่อาจใช้งานได้ตามที่เขาสัญญาไว้

         

        “จะจัดการทันทีครับ” อารากะกัดฟันตอบ เขากัดฟันน้อย ๆ เขานั้นรู้ตัวเองดีว่าหากต้องหาผู้รับผิดขึ้นมาจริง ๆ เขาที่เป็นคนจัดเตรียมไข่มุกอินทนิลย่อมต้องรับไป

         

        “ขอบคุณค่ะ กลุ่มขุดค้นให้รีบเตรียมตัวและพักฟื้นค่ะ ภารกิจช่วยเหลือจะเริ่มในอีก 10นาทีหลังจากได้รับสมบัติแล้ว” องค์หญิงไพลินจัดแจงอย่างรวดเร็ว

         

        ทั้งหมดพยักหน้ารับ พวกเขารับรู้ถึงความอันตรายของงานนี้ดี ในทุกนาทีที่ผ่านไปคือโอกาสที่สูงขึ้นที่นิทานจะเผชิญกับอันตราย พวกเขาจะต้องเข้าช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด

         

        ครั้งนี้พวกเขามีสมบัติระดับผู้แสวงวิถีถึง 3 ชิ้นที่พร้อมใช้งานได้อย่างเต็มที่ พวกเขาสามารถทะลวงฝ่าทุกสิ่งไปถึงจุดเดิมได้ทันที

         

        ช่วงเวลานี้เองที่บรรยากาศรอบด้านพลันปรากฏความผันผวนขึ้น ร่างของผู้แสวงวิถีจูเลียสปรากฏกายขึ้นบนฟากฟ้า เขาจับจ้องไปยังทิศทางของสุสาน คิ้วเข้มของเขาขมวดลงเล็กน้อย เพียงไม่นาน พื้นดินก็สะท้านไหวอย่างรุนแรง

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสแผ่พลังออก ในมือของเขาปรากฏปากกาด้ามหนึ่งที่ทำขึ้นจากศิลาทั้งแท่ง อักษรที่ไม่อาจอ่านออกปรากฏเหนือศีรษะของเขา เพียงการตวัดปากกาครั้งเดียว ร่างของเขาขยายขนาดขึ้น เทียบชั้นได้กับภูเขาใหญ่ทางด้านหน้า ศิลาจำนวนมหาศาลเข้าปกคลุมร่าง สองตาทอประกายแข็งแกร่ง เพียงพริบตาเขากลายเป็นตุ๊กตาหินแกร่งขนาดยักษ์

         

        หน้าที่ของเขาคือการปกปักฐานบัญชาการแห่งนี้!

         

        หากภัยอันตรายกลับไม่ได้ปรากฏขึ้น ตัวการที่ทำให้เกิดความผันผวนคือตัวสุสานเอง กระแสพลังแพร่กระจายออกจากตัวสุสานอย่างรวดเร็ว ม่านพลังนั้นควบแน่น แล้วจึงแปรผันรูปร่างของมันไปเป็นตัวอักษรหนึ่ง

         

        พันธุ์ผสม!

         

        อักษรขนาดยักษ์พลันปรากฏขึ้นบนพื้นดิน ทาบทับไปกับทุกสิ่งราวกับสรวงสวรรค์ได้ประทับตราลงมายังพื้นโลก ม่านพลังก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว โอบล้อมพื้นที่เขตหนึ่งอันเป็นที่ตั้งของสุสาน

         

        อักษรขนาดยักษ์นั้นปิดกั้นทุกทางเข้าออกของสุสาน ผนึกปิดตายสุสานนี้โดยสมบูรณ์

         

        กลุ่มขุดค้นที่ออกมาจากเต็นท์ร่างกายสั่นสะท้านเมื่อเห็นว่าสุสานที่เพื่อนของเขายังติดอยู่ในนั้นยามนี้ถูกปิดตาย และที่น่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านั้นคือการที่สิ่งนี้สมควรเป็นการปิดตายโดยตัวสุสานเอง

         

        ร่างของเพชฌฆาตปรากฏขึ้นที่ฐานบัญชาการ ดูเหมือนว่าความผันผวนภายในสุสานทำให้เขาตัดสินใจใช้งานไข่มุกอินทนิล เขามีสีหน้าตึงเครียด สายตาจับจ้องไปยังม่านแสงที่โผล่ขึ้นมา

         

        แสงหลายสายทะยานออกมาจากปลายม่านพลังได้อย่างทันท่วงที ก่อนจะร่วงหล่นลงในกองบัญชาการ ในก้อนแสงนั้นคือชายหญิงหลายคนที่สะบักสะบอมไปทั่วทั้งตัว เครื่องแบบหรูหรางดงามของพวกเขายามนี้ขาดลุ่ยไม่มีชิ้นดี

         

        กลุ่มขุดค้นของตระกูลเชียนเป่า!

         

        ร่างของอริยะกายาทองมุ่งหน้าออกมาจากเต็นท์ของตน เขาจับจ้องสภาพไม่สู้ดีของกลุ่มขุดค้นของตน แม้จะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บหนักหากแต่ละคนก็อยู่ในสภาพอ่อนล้าและหวาดกลัว

         

        “หลานหลง เกิดอะไรขึ้น?” อริยะกายาทองขมวดคิ้ว

         

        เชียนเป่า หลานหลงหอบหายใจอย่างหนัก ตัวสั่นสะท้านไปด้วยความหวาดกลัว เขาต้องใช้เวลาสักครู่กว่าจะรวบรวมสติตอบอริยะกายาทองได้

         

        “ท่านซอเด็ต…ท่านซอเด็ต เอเทลถูกกับดักสายมิติย้ายร่างหายไปครับ!”

         

        บทสนทนานี้แม้แต่ฝั่งขององค์หญิงไพลินเองก็ยังได้ยิน เธอขมวดคิ้วจนใบหน้ายับย่น สถานการณ์บานปลายไปจนเกินความควบคุมแล้ว

         

        ผู้แสวงวิถีจูเลียสในร่างของตุ๊กตาหินแกร่งนำมือวางทาบกับม่านพลังนั้น ยามเขาสัมผัสมัน ฝ่ามือของเขาเริ่มเปลี่ยนรูปไปอย่างช้า ๆ จากฝ่ามือ 5 นิ้วกลับกลายเป็นกีบของลา

         

        เขาสลายมือศิลาข้างนั้นทิ้ง กลับคืนสู่ร่างของเผ่าไร้หางดังเดิม มือคืนสู่สภาวะปกติ

         

        “ม่านพลังที่อัดแน่นไว้ด้วยพลังเต็มกำลังของขุนนางพันธุ์ผสม” เขาขมวดคิ้วแน่น ม่านพลังนี้ไม่อาจทำลายได้โดยง่ายเลย ตัวเขาเองมิอาจทำได้ เขาไม่ใช่ผู้แสวงวิถีที่เป็นเอกด้านการโจมตี

         

        สองยอดอัจฉริยะของมหาทวีปถูกกักขังอยู่ในสุสานของผู้แสวงวิถี สุสานถูกปิดตายไม่อาจเข้าสำรวจได้อีก หน่วยช่วยเหลือไม่อาจทำงาน ม่านพลังที่ขวางกั้นไว้คือการเตรียมการของขุนนางพันธุ์ผสมเอง

         

        “เกิดบ้าอะไรขึ้นวะเนี่ย” องค์หญิงไพลินสบถ


คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน