เมื่อเสียงก้องกังวานนั้นดังขึ้น เหล่าจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นทั้งหลายต่างก็เริ่มออกไปจากปากประตูทางเชื่อมแล้วตรงไปยังลานประลองสวรรค์ประทานทันที
แต่เพราะค่ายกลเวทย์ที่ปรมาจารย์จิตศัสตราสร้างขึ้นมานี้ทำให้พวกเขาคล้ายกำลังตกอยู่ในภาพลวงตาระยะการมองเห็นของพวกเขาที่มีเพียงร้อยเมตรทำให้ไม่อาจมองเห็นรอบนอกได้ไกลนัก อีกทั้งรอบตัวของพวกเขาก็ซับซ้อนจนยากจะคาดเดา
แม้ว่าจะเป็นเพียงภาพลวงตาทว่าพวกเขาก็อาจจะได้รับบาดเจ็บจริงๆ ถึงขั้นนองเลือดหรืออาจถึงตาย!
เพียงชั่วพริบตากู่ฉิงก็กัดฟันแน่นก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม “ทุกคนอย่าใจร้อน ตามข้ามาจากที่ข้าเคยเข้าร่วมการประลองก็พบว่าภายในลานสวรรค์ประทานนี้จะมีสัตว์อสูรที่ระดับไม่สูงไปกว่าระดับสามฉะนั้นแล้วขอเพียงพวกเราทุกคนร่วมมือกันย่อมไม่มีทางรั้งท้ายเป็นแน่แต่ต้องระวังอย่าให้ผู้อื่นช่วงชิงจิตอสูรไปได้ เข้าใจหรือไม่?”
เมื่อนางพูดจบทุกคนก็พยักหน้ารับ ส่วนเมิ่งฝานที่ด้านหลังนั้นเขามองไปยังกู่ฉิงที่มีท่าทีหนักแน่นแล้วจึงหัวเราะออกมาเสียงเบาก่อนจะยอมรับว่าสตรีอารมณ์ร้ายผู้นี้มีประสบการณ์และความสามารถไม่น้อย
ต่อมาเหล่าจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นจึงพากันเดินหน้าไปเป็นกลุ่ม ท่ามกลางค่ายกลเวทย์ลวงตานี้มีทั้งผืนป่าทุ่งหญ้า และอีกหลากหลายสถานที่ ซึ่งบรรดาสัตว์อสูรทั้งหลายก็จะซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น
สัตว์อสูรที่กลุ่มกองกำลังของจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นพบเจอล้วนแต่ถูกพวกเขาสังหารทั้งสิ้นเวลาผ่านไปเพียงครึ่งก้านธูปพวกเขาก็ได้รับจิตอสูรระดับหนึ่งมาห้าดวงและระดับสองอีกหนึ่งดวง
การเผชิญหน้ากับสัตว์อสูรที่ไม่ได้อยู่ในระดับสูงเท่าใดนัก จอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นก็ยังสามารถจัดการได้อย่างไม่ยากเย็นนักทว่าขณะที่กู่ฉิงกำลังจะพาคนของอูเจิ้นมุ่งหน้าไปยังใจกลางของลานประลองพลันมีเงาร่างมนุษย์หลายคนปรากฏขึ้นรอบตัว
หัวคิ้วของนางขมวดเป็นปมก่อนจะพูดเสียงดังอย่างเยือกเย็น “เป็นพวกสองตระกูลวรยุทธ์แห่งเมืองเหยียนเฉิงและพรรควรยุทธ์เล็กๆที่อยู่รอบนอกของเมือง!”
เพียงชั่วพริบตาก็มีกองกำลังจอมยุทธ์น้อยถึงสามกลุ่มจ้องมองมายังกลุ่มจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นเห็นได้ชัดว่าพวกเขาล้วนแต่มาอย่างไม่เป็นมิตรทั้งสิ้นเมื่อเห็นเช่นนั้นนัยน์ตาของเมิ่งฝานจึงวาวโรจน์ขึ้นมาพร้อมทั้งกำหมัดแน่นเกรงว่าการล่าสัตว์ในครั้งนี้...คงจะต่างไปจากครั้งก่อนเป็นแน่!
กู่ฉิงก้าวออกไปด้านหน้าก่อนจะพูดเสียงดัง “พวกเจ้าคิดจะทำสิ่งใด? หึ หากคิดจะมาปล้นจิตอสูรไปจากพวกข้า อาศัยเพียงกำลังของพวกเจ้าข้าขอบอกเลยว่าไม่มีทาง!”
บุรุษผู้หนึ่งในจำนวนนั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ขออภัยด้วย แต่พวกข้าหาได้มาเพื่อปล้นพวกเจ้าไม่เมื่อได้รับเงินจากผู้อื่นมาก็จำต้องทำงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นพวกเจ้าจงอยู่ที่นี่อย่าได้ไปที่ใดเลย พี่น้องทั้งหลาย บุกเข้าไป!”
เมื่อเขาพูดจบหนุ่มน้อยด้านหลังทุกคนก็พากันกรูออกไปเบื้องหน้าแล้วจอมยุทธ์น้อยทั้งสามกลุ่มก็ล้อมจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นเอาไว้ทั้งหมด
สีหน้าของกู่ฉิงเปลี่ยนไปทันที แต่ถึงกระนั้นนางก็จำต้องนำจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นเข้าเผชิญหน้ากันในครั้งนี้อย่างไม่อาจเลี่ยงได้ขณะเดียวกันเหล่าผู้ชมทั้งหลายต่างก็มองไปที่พวกเขาด้วยนึกไม่ถึงว่าจะมีจอมยุทธ์น้อยถึงสามกลุ่มกรูกันเข้ามาปิดล้อมกลุ่มของจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นเช่นนี้
ความเงียบงันปกคลุมไปชั่วครู่ทุกคนต่างเข้าใจว่าการกระทำเช่นนี้ทำไปเพื่อถ่วงเวลาของจอมยุทธ์น้อยแห่งหมู่บ้านอูเจิ้นในการช่วงชิงจิตอสูร
เพราะถึงอย่างไรแล้วหากเสียงคำรามของสัตว์อสูรในครั้งต่อไปดังขึ้นย่อมหมายความว่าการประลองได้สิ้นสุดลงแล้วฉะนั้นแล้วเวลาทุกวินาทีจึงมีค่าเป็นอย่างยิ่ง การเผชิญหน้าหรือต่อสู้กับกลุ่มอื่นจึงนับว่าเป็นการกระทำที่มิได้ฉลาดหลักแหลมแต่อย่างใด
จอมยุทธ์น้อยเหล่านี้หาได้เข้ามาเพื่อช่วงชิงชัยชนะในการล่าสัตว์ในครั้งนี้ไม่แต่เข้ามาเพื่อขัดขวางจอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นโดยเฉพาะ!
บนแท่นปราการของแขกผู้ทรงเกียรติสีหน้าของกู่หยวนเปลี่ยนไปในชั่วพริบตาก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยออกมาด้วยเสียงอันเยือกเย็น“หึพวกเจ้าช่างวางแผนมาดีเลิศเสียจริง!”
ที่ข้างกายเขานั้นซีเหมินสยงและตงฟางลี่ต่างก็กระตุกยิ้มออกมาอย่างเยือกเย็น
“ไม่ว่าพวกเขาจะเข้าไปต่อสู้กับผู้ใดหรือด้วยวิธีใดก็หาได้เกี่ยวกับพวกข้าไม่แต่คล้ายว่า...ก่อนหน้านี้ข้าเคยได้ยินเรื่องการเดิมพันบางอย่างของเด็กพวกนั้นฮ่าฮ่าฮ่า...สิ่งชดเชยในการประลองครั้งนี้ได้มอบให้กับพวกเขาแล้วแต่คล้ายว่าร้านค้าทั้งสามแห่งในเมืองเหยียนเฉิงนี้จะเป็นเสมือนรากฐานอูเจิ้นของเจ้าสินะมันจะต้องได้กำไรงามเป็นแน่ ฮ่าฮ่าฮ่า”
เมื่อเสียงที่หยิ่งทะนงของซีเหมินสยงจบลงแววตาของกู่หยวนก็วาวโรจน์ขึ้นมาพร้อมทั้งกำหมัดแน่นในทันใดหากมีกลุ่มจอมยุทธ์น้อยทั้งสามถ่วงเวลาเอาไว้เช่นนี้กู่ฉิงและพวกจะต้องไม่อาจไปล่าจิตอสูรได้อีกเป็นแน่เกรงว่าการประลองในครั้งนี้พวกเขาคงจะต้องพ่ายแพ้เสียแล้ว
ยามนี้กู่หยวนไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดเหยียนหยางจึงได้มั่นใจถึงเพียงนี้แม้จะเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นแต่กู่หยวนก็จนปัญญาเพราะเมื่อใดที่การประลองเริ่มขึ้นแล้วคนนอกก็ห้ามเข้าไปยุ่งเกี่ยว
เวลานี้สีหน้าของเถิงซงและสือหนานเองก็เปลี่ยนไปเช่นกัน พวกเขาอยากจะเอ่ยปากพูดสิ่งใดออกไปแต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงส่ายหน้าอย่างจนปัญญาเท่านั้นหากสูญเสียร้านค้าทั้งสามที่เป็นเสมือนรากฐานของหมู่บ้านไปเกรงว่าหมู่บ้านอูเจิ้นก็คงจะเกิดการสูญเสียไม่ใช่น้อยๆถึงแม้ว่าในขณะนี้เหยียนหยางจะมีสีหน้าเรียบเฉย แต่ทุกคนต่างก็รู้กันดีว่าผู้บงการทุกอย่างจะต้องเป็นเขาแน่นอนช่างเป็น...ช่างเป็นผู้ที่เหี้ยมโหดเสียจริง!
ปัง!
ในการประลอง เมื่อกู่ฉิงและคนอื่นๆ ถูกจอมยุทธ์น้อยเหล่านั้นล้อมโจมตีก็ไม่อาจสนใจสิ่งอื่นใดได้และในยามนี้จอมยุทธ์น้อยแห่งอูเจิ้นหลายคนเริ่มได้รับบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ บ้างแล้ว
“ให้ตายเถอะ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ไปได้!”
หลังจากที่ใช้เท้าถีบหนุ่มน้อยแห่งพรรควรยุทธ์ออกไป กู่ฉิงที่แม้ว่าเส้นผมจะสะบัดไปมาอย่างสวยงามแต่นางกลับมีสีหน้าที่ยากจะอธิบาย
กู่ฉิงและคนอื่นๆ ต่างก็รู้ถึงสิ่งที่อูเจิ้นและเมืองเหยียนเฉิงใช้ในการเดิมพันเป็นอย่างดีจึงรู้ดีว่าตนเองจะต้องทำคะแนนในการประลองให้ได้โดดเด่นที่สุดแต่พวกเขาก็คาดไม่ถึงว่ามันจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือนอกเหนือจากพวกนี้ก็ยังมีกลุ่มจอมยุทธ์น้อยของอีกสองตระกูลที่เจอร่องรอยของพวกเขาและกำลังตามมา
นัยน์ตาของเมิ่งฝานวาวโรจน์ขึ้นในชั่วพริบตา เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น“หากเป็นเช่นนี้ต่อไปต่อให้จัดการจนพวกมันจนล่าถอยก็คงไม่ไหว เพราะพวกเราไม่ได้มีเวลามากมายถึงเพียงนั้น!”
กู่ฉิงที่อยู่ข้างกายเขาจึงเอ่ยขึ้น “ถ้าเช่นนั้นเจ้าว่าพวกเราควรทำเช่นไรเล่า!หึ เจ้าไม่ควรพูดเพียงอย่างเดียว หากมีหนทางใดก็รีบเอ่ยออกมาจะหนทางใดก็ได้ทั้งนั้น!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็กระตุกยิ้ม แล้วเอ่ยขึ้นอย่างมีความนัย“อย่างไรก็ได้จริงๆหรือ? ไม่ว่าเงื่อนไขใดเจ้าก็พร้อมที่จะรับปากข้า?”
เมื่อได้ยินดังนั้นกู่ฉิงก็ชะงักงันไปชั่วครู่นางมองเมิ่งฝานอย่างลังเลก่อนจะลอบสบถในใจด้วยไม่คิดว่าตนเองจะปล่อยให้อีกฝ่ายมีโอกาสได้ถือไพ่เหนือกว่าแต่หลังจากนั้นนางก็ยักไหล่อย่างไม่สนใจแล้วยืดอกเอ่ยว่า “หากเจ้ามีหนทางที่สามารถฝ่าวงล้อมออกไปได้ไม่ว่าสิ่งใดข้าก็รับปากทั้งสิ้น!”
เมื่อได้ยินการรับประกันจากปากของกู่ฉิงเมิ่งฝานก็ไม่ได้พูดอันใดอีกกลับกันเขามองออกไปเบื้องหน้าก่อนที่ร่างกายจะเริ่มเคลื่อนไหว
“คุ้มกันข้า!”
พริบตาต่อมาเมิ่งฝานเดินออกไปรอบนอกด้วยความเร็ว มีจอมยุทธ์หนุ่มแห่งพรรควรยุทธ์สองคนเข้ามาขัดขวางในทันใดทว่าในเสี้ยววินาทีต่อมาเมิ่งฝานก็ตอบสนองด้วยการพุ่งขึ้นในอากาศแล้วปล่อยหมัดที่แข็งแกร่งออกไปทั้งสองข้าง
พลั่ก!พลั่ก!
หากอิงตามความเร็วของการเป็นจอมยุทธ์ขั้นฝึกกายาระดับเก้าหมัดทั้งสองข้างที่ปล่อยออกไปนั้นก็หาได้ต่างจากก้อนหินที่พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงไม่เมื่อมันปะทะเข้ากับร่างของจอมยุทธ์หนุ่มน้อยทั้งสองจึงทำให้พวกเขาลอยกระเด็นออกไปไกลก่อนจะร่วงหล่นลงบนพื้น
ส่วนเมิ่งฝานที่อยู่กลางอากาศก็มิได้ลังเลแต่อย่างใดแต่กลับกระโดดออกไปรอบนอกอย่างรวดเร็ว บรรดาจอมยุทธ์น้อยแห่งพรรควรยุทธ์ที่อยู่โดยรอบต่างก็พยายามเข้ามาขัดขวางทว่าเพียงไม่กี่อึดใจต่อมาร่างของเมิ่งฝานก็กระโดดหายเข้าไปในภาพลวงตาแล้ว
“ให้ตายสิ หนีไปได้หนึ่งคน!”
สีหน้าของจอมยุทธ์น้อยที่เป็นผู้นำกลุ่มของพรรควรยุทธ์เปลี่ยนไปทันทีเมื่อมองเมิ่งฝานที่จากไปด้วยความเร็วและรู้ว่าตนเองไม่อาจตามทันจึงสบถออกมาอย่างเดือดดาล“ทุกคนล้อมเอาไว้ให้ดีต่อให้ต้องบาดเจ็บก็อย่าให้ผู้ใดหนีออกไปได้!”
เมื่อเห็นว่าเมิ่งฝานหายไปสีหน้าของกู่ฉิงพลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เจ้าคนผู้นี้คิดหาหนทางได้จริงๆ เช่นนั้นหรือ? ในยามนี้คนของอูเจิ้นต่างก็ถูกล้อมเอาไว้หมดแล้วเขาจะคิดหาหนทางใดได้อีก?
“หึในเมื่อเจ้าอยากอวดเก่งข้าก็จะยอมให้เจ้าอวดเก่งต่อไปข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเจ้าจะคิดหาหนทางใดได้!”
กู่ฉิงกระตุกยิ้ม ต่อมาจึงคุ้มกันคนของอูเจิ้นเอาไว้ส่วนทางฝั่งของเมิ่งฝานนั้น แม้ด้านหลังจะยังคงมีการต่อสู้จนฝุ่นตลบแต่เขาก็ออกไปจากการปิดล้อมได้แล้วยามนี้นัยน์ตาของเมิ่งฝานพลันวาวโรจน์ขึ้นมาในทันใดก่อนจะมุ่งตรงไปยังเบื้องหน้า
ท่ามกลางค่ายกลเวทย์ลวงตานั้นมีสัตว์อสูรจำนวนไม่น้อยเดินเพ่นพ่านไปมาทว่าเมิ่งฝานหาได้สนใจสิ่งเหล่านี้ไม่ เวลานี้เมิ่งฝานยกยิ้มขึ้นมาจากมุมปากด้วยท่าทีที่น่าสะพรึง“หากทำถึงเพียงนี้แล้วยังไม่สนองกลับก็คงจะไร้ซึ่งมารยาทถึงเวลา...ที่การจู่โจมและการป้องกันจะต้องสับเปลี่ยนกันแล้ว!”
ในจุดที่สายตาของเมิ่งฝานจ้องมองคือกลุ่มคนที่อยู่ไม่ไกลนั่นเอง!
ภายในลานประลองสวรรค์ประทานแห่งนี้นอกจากคนของหมู่บ้านอูเจิ้นที่ถูกปิดล้อมแล้วนั้น จอมยุทธ์น้อยกลุ่มอื่นก็ล้วนแต่กำลังสังหารสัตว์อสูรเพื่อช่วงชิงจิตอสูรมาไว้ในครอบครองทั้งสิ้น
ขณะนี้กลุ่มจอมยุทธ์น้อยของซีเหมินหานก็กำลังล่าสัตว์อสูรอย่างไม่หยุดยั้งใบหน้าของซีเหมินหานมีความหยิ่งผยองปรากฏ ด้วยเพราะเวลาในการประลองดำเนินไปกว่าครึ่งแล้วฉะนั้นกลุ่มจอมยุทธ์ของอูเจิ้นคงไม่มีทางทำได้ดีเป็นแน่
“หึหึ เมื่อใดที่อูเจิ้นแพ้พ่ายจนไม่เหลือชิ้นดี ข้าจะต้องแย่งสตรีทั้งสองนั้นมาครอบครองแล้วลิ้มรสอย่างใจเย็น!”
ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มที่แปลกประหลาดปรากฏ เมื่อซีเหมินหานคิดถึงความงามของกู่ซินเอ๋อร์และรูปร่างอรชรของกู่ฉิงก็ทำให้เลือดลมในตัวพลุ่งพล่านขึ้นมาในทันใด
พลันหนุ่มน้อยของตระกูลซีเหมินผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขาพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นเสียงเข้ม“นายน้อยขอรับตอนนี้พวกเรามีจิตอสูรถึงห้าสิบกว่าดวงแล้วล่ะขอรับ!”
ซีเหมินหานปัดไม้ปัดมือบอกไปด้วยน้ำเสียงแสดงถึงความไม่ชอบใจ “ข้ารู้แล้ว ไม่ต้องห่วง ขอเพียงแค่พวกหมู่บ้านอูเจิ้นไม่ได้อยู่ในสามอันดับแรกพวกเราก็ถือว่าเป็นผู้ชนะแล้วล่ะ พอถึงเวลานั้น...หึหึ”
เมื่อเห็นสีหน้าของซีเหมินหานหนุ่มน้อยของตระกูลซีเหมิผู้นั้นก็ถอยหลังออกไปแม้ว่าในใจจะอัดแน่นไปด้วยความไม่ชอบใจและความสะอิดสะเอียน ทว่าเขาก็จำต้องแสดงสีหน้าเคารพยำเกรงออกมาเพราะถึงอย่างไรซีเหมินหานก็เป็นถึงบุตรชายคนโตของตระกูลซีเหมินคือผู้ที่จะก้าวขึ้นไปนั่งตำแหน่งประมุขในภายภาคหน้า!
ทว่าในชั่วพริบตาต่อมากลับมีเสียงราบเรียบดังขึ้นที่ข้างกายของซีเหมินหาน
“จิตอสูรทั้งห้าสิบดวงนั่น ท่านไม่รับไว้หรอกหรือ!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซีเหมินหานจึงเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยด้วยความเดือดดาล“ไม่ต้องหยุดรบกวนเหล่าจื่อเสียที! ตอนนี้เหล่าจื่อยังต้องคิดอีกว่าจะฉวยโอกาสในยามคับขันเช่นนี้ช่วงชิงตัวกู่ซินเอ๋อร์มาได้อย่างไรส่วนเจ้าก็...หืม เจ้าคือ!”
ชั่วพริบตาสีหน้าเดือดดาลของซีเหมินหานพลันแข็งทื่อ กลับกลายเป็นความกังวลใจในทันใด
เพราะในจุดที่ห่างจากเขาไปเพียงไม่เท่าใดหาใช่หนุ่มน้อยของตระกูลซีเหมินผู้นั้นไม่แต่เจ้าของรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสนี้เป็นผู้ที่ซีเหมินหานจำได้ดีเขาคือผู้ที่ตนเคยพบในหอมหาสมบัติครั้งก่อน...เมิ่งฝาน
แล้วเจ้าของยิ้มกว้างอย่างเมิ่งฝานก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “อืม...ดูท่าเจ้าคงจะคิดถึงซินเอ๋อร์มานานแล้วสินะแม้ว่านางจะเป็นน้องสาวของข้า แต่ข้าก็ขอบอกไว้ก่อนเลยว่าข้ามิใช่คนใจกว้างแต่อย่างใดและยามนี้ข้าก็กำลังรู้สึกเดือดดาลและอยากระบายมันออกมา!”
เมื่อถูกเมิ่งฝานจ้องมองอย่างเดือดดาลซีเหมินหานจึงล่าถอยออกไปหลายก้าวเขากลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ก่อนจะพยายามเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบไม่ลนลาน “เจ้าคิดจะทำสิ่งใด!”
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า!”
เมิ่งฝานขยับร่างกายอย่างเกียจคร้านต่อมาจึงก้าวเดินออกไปข้างหน้าแล้วปล่อยโทสะออกมาประดุจสัตว์ร้ายที่กำลังเกรี้ยวโกรธ
เมื่อครู่นั้น เมิ่งฝานสามารถลักลอบเข้ามาปะปนกับคนของตระกูลซีเหมินได้อย่างไม่ยากเย็นในชั่วพริบตาถึงอย่างไรเขาก็มีอายุไม่มากจึงทำให้คนของตระกูลซีเหมินไม่ทันได้สังเกต และในยามนี้เมิ่งฝานก็กางนิ้วทั้งห้าออกแล้วพุ่งเข้าไปจับที่ศีรษะของซีเหมินหานอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็ลอยตัวขึ้นกลางอากาศก่อนจะมีเสียงคล้ายระเบิดดังขึ้นใบหน้าของซีเหมินหานแนบชิดกับหัวเข่าของเมิ่งฝาน เพียงชั่วพริบตาพลันมีเลือดจำนวนมากสาดกระเซ็นพร้อมด้วยความตกตะลึงที่ปกคลุมไปทั่วบริเวณ!