ทันย่าไม่รู้เลยว่าเมื่อตนได้ออกเดินทางกับเจ้าดำไปสักพักนึง มันจะมีกองกำลังนักสู้พันธุกรรมที่แข็งแกร่งปรากฏตัวขึ้นมา
ไม่รู้ว่านี่เป็นความบังเอิญหรือมีอะไรมาดลใจให้ทันย่าต้องออกจากเมืองแห่งนี้ไป แต่ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ถ้าเกิดว่าทันย่าไม่ได้ตัดสินใจไปเช่นนั้น
ตัวเขาจะต้องถูกสังหารลงอย่างแน่นอน เพราะการได้มาเผชิญหน้ากับนักสู้แห่งดาวเคราะห์ในเวลานี้ มันก็ไม่ต่างไปจากฝันร้ายที่น่าสะพรึงกลัว ต่อให้เขาจะเป็นถึงเบฮีมอท ทว่าความแตกต่างของทั้งสองก็ยังคงมากมายอยู่ดี
หลังจากที่ทั้งสองได้เดินทางกันมาอยู่สักพักใหญ่ๆ ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงอาณาเขตหลักที่ตั้งอยู่ในทวีปมืด ดาวาลได้มองหาโพรงกว้างขนาดใหญ่และเอาห้องทดลองของตนเองออกมา ใช้มันเป็นฐานบัญชาการหลักเพื่อศึกษาและพักผ่อน
ห้องทดลองนี้แน่นอนว่าย่อมเชื่อมต่อกับโพรงใต้ดินเส้นอื่นๆ แตกแขนงแยกย่อยกันออกไปหลายร้อยทิศทาง แทบไปโผล่ได้ทั่วทุกโลกเลยด้วยซ้ำ ขอเพียงแค่มีห้องทดลองลับแห่งนี้ตั้งอยู่ในส่วนลึก พวกเขาก็จะสามารถเดินทางเข้าออกและขึ้นไปยังบริเวณด้านบนได้อย่างอิสระ
ส่วนเจ้าตัวในเวลาน่ี้ แน่นอนว่าเขากำลังเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ เริ่มฝึกฝนบางสิ่งที่พวกเขาต้องการมันอย่างเร่งด่วน
***
ภายในห้องทดลองที่มืดสลัวและเต็มไปด้วยบรรยากาศอันเยียบเย็น ร่างเบฮีมอทเหมือนกำลังนั่งขัดสมาธิเฉกเช่นมนุษย์ ขณะที่ทั้งร่างกายเองก็มีประกายแสงของอณูสสาร ส่องสว่างขึ้นมาอย่างวูบวาบ แสงเหล่านี้คล้ายคลึงกับการโคจรของดวงดาว โดยที่มีตัวเขาเป็นจุดศูนย์กลาง
“เทคนิควิชาคริสตัลจิตดาวฤกษ์ หลอมรวมพลังจิต ควบแน่นจิตแปรเปลี่ยนเป็นภาพจินตนาการ สร้างการมองเห็นทั่วทุกสารทิศ”
ทันย่าได้เคลื่อนไหวพลังจิตในร่างกายไปตามกระบวนการที่เกิดขึ้น พลังอันไร้รูปร่างถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างพลังจิตที่หลบซ่อนอยู่ในส่วนลึก ลักษณะของมันคล้ายคลึงกับทันย่าในร่างมนุษย์ และมีรูปร่างโปร่งแสง อัดแน่นไปด้วยแสงสว่างที่เหมือนกับดวงดาวบนฟากฟ้า
หลังจากที่ทันย่าได้ฝึกฝนเทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาวรวมถึงคริสตัลจิตดาวฤกษ์ กระบวนท่าดังกล่าวก็ได้ถูกสลักลงไปในยีนพันธุกรรมของเบฮีมอทอย่างสมบูรณ์ การเคลื่อนไหวของร่างกายและการเสริมสร้างพละกำลังที่ได้รับมาจากเทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาว
แน่นอนว่าเขาได้บรรลุระดับที่ 1 ไปเป็นที่เรียบร้อย รอเพียงแค่เวลาที่จะบรรลุขึ้นไปยังระดับที่ 2 และยกระดับไปยังขั้นถัดไป
ทว่าคริสตัลจิตดาวฤกษ์นั้นไม่ใช่ ถึงเขาจะสร้างจิตวิญญาณของตนขึ้นมาแล้วก็ตาม
ชายหนุ่มก็ยังไม่ได้ควบคุมหรือเคยใช้พลังของมันได้อย่างสมบูรณ์ ต่อให้จะมีพลังจิตก่อตัวขึ้นในร่างกาย แต่ถ้าเขาไม่ได้ใช้พลังของพวกมัน สิ่งเหล่านี้ก็จะเป็นอะไรที่เสียเปล่าอย่างแท้จริง
ที่ทันย่าต้องการพลังจิตในการเสริมพลังของตน ไม่ใช่เป็นเพราะพลังในการควบคุมวัตถุได้อย่างอิสระ แต่เขาต้องการพลังจิตที่สามารถมองเห็นได้รอบทิศ พลังในการตรวจจับกระแสคลื่นพลังชีวิต สามารถมองเห็นได้ไกลทั่วทุกสารทิศ ทุกสิ่งไม่สามารถปิดซ่อนได้
ตราบใดที่พวกมันยังคงอยู่ในรัศมีพลังจิตของทันย่า ต่อให้จะเป็นนักสู้แห่งดาวเคราะห์ก็ไม่อาจหลบหนีพวกเขาได้พ้น
“อีกนิดนึงน่ะครับท่านอาจารย์”
“การควบคุมพลังจิตไม่ง่ายเลย!”
ในตอนนั้นท่าทางของทันย่าดูเคร่งเครียด แววตาทั้งหกสั่นไหว เหมือนกำลังพยายามทำบางสิ่งให้บรรลุประสบผลสำเร็จ โดยที่ด้านข้างก็มีเด็กสาวเช่นอาจารย์ลอยอยู่ไม่ไกล นัยน์ตาของเธอเบิกกว้างเมื่อได้เห็นวิชาคริสตัลจิตดาวฤกษ์ พยายามจ้องมองมันอย่างไม่ละสายตา
[ใจเย็นทันย่า ตอนนี้เจ้ากำลังมีความคิดฟุ้งซ่านอยู่ อย่าลืมแนวทางของการใช้พลังจิต ควบคุมอารมณ์ให้มั่นคงประหนึ่งเป็นขุนเขาซะ]
คำพูดของดาวาลได้ทำให้ทันย่าเริ่มสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นเขาก็ได้ลืมตาและเอ่ยถามกับผู้เป็นอาจารย์
“ฉันสงบใจไม่ได้เลยท่านอาจารย์ ภาพในการใช้พลังจิตของผู้หญิงคนนั้นยังคงฝักอยู่ในห้วงสมองอะ”
“ก่อนหน้านี้ฉันก็ได้เห็นถึงพลังจิตที่นักสู้พันธุกรรมหญิงสาวใช้แล้ว มันร้ายกาจซะจนทำให้เจ้าหมาโง่ต้องเกือบตายเลย”
“เธอได้ใช้พลังในการควบคุมวัตถุ นำพามีดบินทั้งห้าเล่มพุ่งเข้ามาโจมตีประหนึ่งเป็นแสงสว่างวาบที่รวดเร็วและรุนแรง”
“ในด้านของพลังและความเร็ว แน่นอนว่าต้องเหนือกว่านักสู้พันธุกรรมโดยปกติไปอย่างมหาศาล มันทำให้ฉันสนใจเป็นอย่างมาก”
“ลองนึกภาพที่เบฮีมอทได้เปิดใช้พลังจิตในการต่อสู้ เข้าควบคุมวัตถุนับสิบโจมตีทั่วทุกสารทิศ เป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย”
ดาวาลได้ยินประโยคดังกล่าวก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างดูแคลน ใบหน้าเล็กๆของเธอเชิดขึ้นด้วยความเย้ยหยัน
[ไอ้การควบคุมวัตถุอะไรนั่นยังไม่จำเป็นซักเท่าไหร่นัก ตราบใดที่เจ้ายังเป็นเบฮีมอท พลังในการเคลื่อนย้ายวัตถุก็ไม่จำเป็นเลยซักนิด]
[เจ้าจะสนใจพลังของมันไปทำไม? เมื่อทั้งพลังและความเร็วในการโจมตีของเบฮีมอทอยู่เหนือยิ่งกว่า นอกจากว่าเจ้าจะมีร่างกายเป็นมนุษย์เหมือนเช่นที่ผ่านมา เมื่อนั้นพวกเราค่อยแสร้งทำเป็นผู้ใช้พลังจิต ทำตัวเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์และแทรกแซงเข้าไปยังโลกของมนุษย์แบบนี้ก็ได้]
[อย่าไปคิดฟุ้งซ่านในเรื่องการควบคุมวัตถุ วิธีการเหล่านี้มันง่ายดายยิ่งกว่าการใช้พลังจิตในการมองเห็นซะอีก]
[เพียงแค่เจ้าใช้การมองเห็นด้วยพลังจิตได้ การเคลื่อนย้ายวัตถุก็จะสามารถทำได้อย่างง่ายดายเหมือนพลิกฝ่ามือ]
ทันย่าได้ฟังแบบนั้นก็เห็นด้วยอยู่นิดๆ นัยน์ตาของเขาเริ่มส่องประกาย เขาเองก็คาดหวังเอาไว้อยู่ไม่มากก็น้อย
หลังจากที่ยีนพันธุกรรมได้ยกระดับไปสู่ขั้นดาวเคราะห์ เบฮีมอทจะสามารถสร้างร่างกายมนุษย์ได้เหมือนเช่นเดิม เขาจะสามารถมีรูปลักษณ์ภายนอกได้อยู่สองแบบ ร่างของเบฮีมอทและร่างกายของมนุษย์ที่สมบูรณ์ สลับกันไปมาได้อย่างอิสระ และจะไม่มีใครสามารถมาตรวจสอบได้
ถ้าเขาเป็นมนุษย์และสามารถใช้พลังจิตได้ การจะแทรกซึมเข้าไปในโลกมนุษย์มันก็ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ
ลองนึกภาพผู้ใช้พลังจิตในระดับดาวเคราะห์ สถานะของทันย่าในตอนนั้นคงอยู่ในระดับที่สูงมากอย่างแน่นอน
ไม่นานทันย่าก็ได้เริ่มสำแดงพลังจิตของตน ร่างมนุษย์โปร่งแสงของทันย่าได้กำลังเคลื่อนไหวไปมาตามแนวทางคริสตัลจิตดาวฤกษ์
ในจังหวะนั้นเอง ร่างโปร่งแสงก็ได้ยกมือของตนเองขึ้นมาอย่างช้าๆ พลางปลดปล่อยอณูแสงพลังจิตที่ก่อตัวขึ้นในส่วนลึก พวกมันเริ่มเคลื่อนไหวประหนึ่งเป็นมังกรที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า และผสานเข้าไปในบริเวณหว่างคิ้วของชายหนุ่ม เริ่มปลดปล่อยการมองเห็นด้วยพลังจิต
“คริสตัลจิตดาวฤกษ์ ควบแน่นพลังจิต เปิดการมองเห็นอย่างสมบูรณ์แบบ”
เมื่อทันย่าได้เปิดการใช้งานพลังจิต พริบตานั้นมุมมองในการมองเห็นของเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาล พลังจิตที่ไร้รูปร่างได้แพร่กระจายออกไปโดยที่มีเขาเป็นจุดศูนย์กลาง พลังจิตที่มองไม่เห็นได้เริ่มขยายใหญ่เป็นรูปลักษณ์ของวงกลม เป็นเหมือนโดมล่องหนขนาดยักษ์
[1 เมตร, 2 เมตร, 4 เมตร, 10 เมตร, 20 เมตร, 30 เมตร ..... ]
[เร็วมาก! เพียงแค่เปิดใช้พลังจิตก็ร้ายกาจมากถึงเพียงนี้]
ดาวาลที่สัมผัสได้ถึงกระแสพลังจิตก็เบิกตากว้าง พยายามจะตรวจสอบรัศมีในการมองเห็นที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากร่างของทันย่า
โดยปกติ นักสู้พันธุกรรมที่มีพลังจิตจะมีระดับพื้นฐานมาจากดัชนีพลังที่อยู่ในร่างกาย
การจะสร้างสนามพลังที่มองไม่เห็นได้รอบทิศและกว้างไกลได้นั้น พวกเขาจำเป็นต้องใช้พลังจิตในจำนวนที่เป็นปริมาณมหาศาล
ยิ่งระดับขั้นของยีนพันธุกรรมแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ พลังจิตในร่างกายก็ยิ่งทรงพลัง รัศมีอาณาเขตก็จะกว้างใหญ่มากขึ้น ซึ่งพวกมันทั้งหมดก็มีรากฐานมาจากยีนพันธุกรรมภายในร่างกาย เหมือนเป็นแหล่งพลังของจุดเริ่มต้นทั้งหมด
ยกตัวอย่างนักสู้พันธุกรรมที่มีชื่อว่าฟางลู่ เธอเป็นนักสู้พันธุกรรมระดับที่ 6 และมีการมองเห็นเพียงแค่ 60 เมตร ทว่าทันย่านั้นไม่ใช่ ตัวของเขามีรากฐานมาจากยีนที่แข็งแกร่งอย่างเบฮีมอท ทั้งสองต่างส่งเสริมซึ่งกันและกัน จนทำให้พลังจิตของเขาตอนนี้ขยายออกเป็นวงกว้าง
ในเวลานี้ทันย่าได้สัมผัสถึงการมองเห็นที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน เขาได้มองเห็นทุกสิ่งในรัศมีพลังจิตที่ได้ปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง
“รัศมีการมองเห็นอยู่ที่ 180 เมตร?!!”
“พลังจิตอยู่เหนือกว่าระดับเดียวกันไป 3 เท่า และนี่ก็ยังเป็นเพียงแค่ขั้นแรกของเทคนิคคริสตัลจิตดาวฤกษ์เท่านั้นเองนะ”