ราชันหมื่นอักขระ

    จารึกที่ 51 : หอตำราศักดิ์สิทธิ์

    จารึกที่ 51 : หอตำราศักดิ์สิทธิ์ : กลิ่นอายแห่งบรรพกาล


    ราตีกาลช่างเงียบสงัดและเยือกเย็น ดวงจันทร์เสี้ยวลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว สาดแสงสีเงินยวลงมาชโลมหลังคากระเบื้องเคลือบสีเขียวมรกตของ "หอตำราศักดิ์สิทธิ์"


    อาคารไม้โบราณสูงเจ็ดชั้นตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาเร้นลับที่ถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดปี กลิ่นอายของมันมิใช่เพียงความเก่าแก่ของไม้ที่ผ่านกาลเวลา แต่เป็นความขลังระดับจิตวิญญาณที่กดดันให้ผู้มาเยือนต้องก้มศีรษะลงด้วยความยำเกรงโดยสัญชาตญาณ


    อาเจียยืนนิ่งอยู่หน้าประตูไม้บานใหญ่ที่สลักลวดลายสัตว์เทพพิทักษ์ทิศทั้งสี่ เบื้องหลังของเขาคือ "เจ้าถุงเงิน" แมงมุมกลไกคู่ใจที่เพิ่งผ่านศึกในป่าหมอกทมิฬมาหมาดๆ มันหมอบนิ่งพรางตัวไปกับเงามืด ส่วนในอกเสื้อของเขา พู่กันนิรันดร์ 永恒之笔 (หย่งเหิงจือปี่) เริ่มสั่นไหวและแผ่ไออุ่นวาบหวามออกมา


    "ท่านอาจารย์..." อาเจียส่งกระแสจิตถาม "ท่านรู้สึกเหมือนข้าหรือไม่? กลิ่นอายที่นี่... มันคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด ราวกับตอนที่ข้าเขียนอักขระ 'หลิง' ครั้งแรก"


    [ข้าสัมผัสได้...] เสียงของ มู่เฉิน ดังขึ้นในห้วงจิตอย่างแผ่วเบาเจือความโหยหา [มันคือกลิ่นอายของ 'ต้นกำเนิด' ที่เจือจาง... หอตำราแห่งนี้มิได้เก็บเพียงกระดาษและหมึก แต่มันเก็บ 'เจตจำนง' ของผู้จารึกในอดีตกาลเอาไว้]


    อาเจียสูดหายใจลึกรวบรวมสมาธิ ก่อนจะผลักบานประตูไม้ที่หนักอึ้งให้เปิดออก


    ครืด...


    เสียงบานพับฝืดเคืองดังสะท้อนก้องกังวาน ทันทีที่ก้าวเท้าข้ามธรณีประตู บรรยากาศรอบตัวพลันเปลี่ยนไป เสียงหวีดหวิวของสายลมด้านนอกเงียบหาย ถูกแทนที่ด้วยกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกเก่าและกระดาษสา


    ภายในโถงชั้นแรก เต็มไปด้วยชั้นวางตำราสูงเสียดฟ้าที่เรียงรายสลับซับซ้อนดั่งค่ายกลเขาวงกต ตำราบางเล่มลอยคว้างอยู่กลางอากาศด้วยพลังปราณ บางเล่มมีแสงเรืองรองคล้ายหิงห้อยบินวนเวียน


    "ว้าว..." อาเจียตาโตเป็นประกาย "ถ้าเอาไปชั่งกิโลขาย..."


    [อาเจีย!] มู่เฉินดุเสียงเข้ม [ตั้งสติ! ภารกิจของเราคือเฝ้าระวังผู้บุกรุก ตามเบาะแสจากศพมือขวากงซูหลิง อย่าให้กิเลสบังตา!]


    อาเจียหัวเราะแห้งๆ พยักหน้ารับคำ เขาเริ่มเดินสำรวจไปตามชั้นหนังสือ แต่ไม่ได้ใช้สายตาปกติมอง เขาค่อยๆ ปรือตาลง กระตุ้น "เนตรมรรคาบรรพกาล" ให้ทำงาน


    ฉับพลัน... ภาพหอสมุดอันวิจิตรตระการตาก็เลือนหายไป


    สิ่งที่ปรากฏแทนในคลองจักษุคือ "โครงข่ายเส้นแสงสีทอง" นับล้านเส้นที่ถักทอไขว้กันไปมาอยู่ทั่วทั้งหอคอย มันคือ "กฎเกณฑ์" ของค่ายกลป้องกันที่ค้ำจุนสถานที่แห่งนี้เอาไว้ แต่ทว่า... ท่ามกลางเส้นแสงสีทองที่สมบูรณ์แบบ อาเจียกลับเห็น "รอยด่างสีดำ" เล็กๆ จุดหนึ่งที่ชั้นสาม... มันคือจุดที่กฎเกณฑ์ตรงนั้นถูก "บิดเบือน" และฉีกขาดอย่างผิดธรรมชาติ


    "เจอแล้ว..." อาเจียแสยะยิ้มมุมปาก "มีหนูสกปรกแอบเข้ามาเจาะรูชีสของข้าจริงๆ ด้วย"


    อาเจียกระโดดแผ่วเบา ไต่ขึ้นไปตามบันไดวนมุ่งสู่ชั้นสามอย่างรวดเร็ว โดยมีเจ้าถุงเงินไต่ตามผนังไปด้วยความเงียบเชียบดุจวิญญาณร้าย

    ...


    ชั้นที่ 3 : หมวดอักขระต้องห้าม


    ที่มุมมืดด้านในสุด บุรุษชุดดำปกปิดใบหน้าผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่หน้าแท่นบูชาหินอ่อน มือของมันกำลังถือ "ลิ่มตอกวิญญาณ"พยายามจะงัดแงะกล่องศิลาโบราณที่วางอยู่บนแท่นด้วยความร้อนรน


    แครก... แครก...


    "เปิดสิ... เร็วเข้า..." มันพึมพำเสียงสั่น


    "พี่ชาย..."


    เสียงทักทายที่ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้นักบุกรุกสะดุ้งสุดตัว มันหันขวับกลับมาพร้อมซัด "เข็มพิษสลายโลหิต" ออกไปทันทีโดยไม่ต้องเล็ง!


    ฟึ่บ! ฟึ่บ! ฟึ่บ!


    เข็มพิษสามเล่มพุ่งแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง หมายปลิดชีพผู้มาใหม่ อาเจียยืนนิ่งไม่ขยับหนี เพียงแค่สะบัดปลาย พู่กันนิรันดร์ เบาๆ วาดเส้นโค้งบรรจบกันเป็นวงกลมกลางอากาศ


    "วงล้อแห่งความว่างเปล่า : กฎแห่งระยะทาง - ยืดขยาย"


    แม้มองด้วยตาเปล่าจะเป็นเพียงเส้นหมึกสีดำที่วาดเป็นวงกลมเรียบง่าย แต่ในสายตาของผู้รู้แจ้ง มันคือรูปลักษณ์ของ "อักขระสูญตา (O)" ที่ไร้จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด ตัวแทนแห่ง "ความว่างเปล่า" ที่พร้อมจะดูดกลืนและบิดเบือนกฎเกณฑ์ทั้งมวล


    ทันทีที่วงล้อหมุนวน มันมิได้สร้างโล่ป้องกัน แต่กลับ "แก้ไข" ความจริงตรงหน้า ทำให้ระยะห่างระหว่างเข็มพิษกับตัวเขาที่ห่างกันเพียง 3 ก้าว ถูกกฎแห่งความว่างเปล่าแทรกแซงจนยืดขยายกลายเป็นไกลโพ้นดั่ง 300 ลี้!


    เข็มพิษที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูง จู่ๆ ก็หมดแรงร่วงหล่นลงพื้นดัง เคร้ง! ก่อนจะถึงตัวอาเจียเพียงคืบ ราวกับมันบินมาไกลจนสิ้นฤทธิ์


    "เป็นไปไม่ได้!" ผู้บุกรุกเบิกตากว้างจนแทบถลน "วิชาย่อระยะมิติระดับปรมาจารย์!?"


    "ผิดแล้ว..." อาเจียยิ้มเย็น ย่างสามขุมเข้าไปหา "ข้าแค่เพิ่ม 'ค่าธรรมเนียมการเดินทาง' ให้เข็มของเจ้า... และดูเหมือนมันจะจ่ายไม่ไหว"

    นักบุกรุกกัดฟันกรอด ทิ้งลิ่มตอกวิญญาณแล้วชักดาบสั้นออกมา เตรียมพุ่งเข้าแลกชีวิต


    แต่ในวินาทีนั้นเอง... กล่องศิลาโบราณบนแท่นบูชาที่ถูกงัดแงะจนผนึกคลายตัว กลับสั่นสะเทือนรุนแรง และฝากล่องก็เปิดผัวะออกเอง!


    วูบ!!!


    แสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งออกมาจากกล่อง สว่างเจิดจ้าจนอาเจียต้องยกมือบังตา ท่ามกลางแสงนั้น... "ม้วนตำราเก่าคร่ำครึ" ที่ทำจากหนังสัตว์อสูรบรรพกาลลอยตัวขึ้นมา มันแผ่กลิ่นอายที่เก่าแก่ยิ่งกว่าหอตำรา ยิ่งกว่าสำนัก และอาจจะยิ่งกว่ายุคสมัยนี้


    [นั่นมัน...] เสียงของมู่เฉินสั่นเครือ [อาเจีย! ระวัง! นั่นคือ 'คัมภีร์ต้นกำเนิด : บทที่ 1' !]


    ม้วนตำรามิได้ลอยอยู่นิ่งๆ แต่มันหมุนคว้างและปลดปล่อย "อักขระโบราณ" ตัวหนึ่งออกมาลอยเด่นกลางอากาศ


    อักขระตัวนั้นคือ "ซาน (ภูเขา - 山)"


    ทันทีที่อักขระ "ภูเขา" ปรากฏขึ้น อากาศในหอตำราก็หนักอึ้งขึ้นนับหมื่นเท่า! พื้นไม้ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด โครงสร้างอาคารเริ่มบิดเบี้ยว ราวกับว่ามีขุนเขาไท่ซานจริงๆ ถูกยัดเข้ามาในห้องเล็กๆ นี้!


    "อ๊ากกกก!"


    นักบุกรุกชุดดำที่อยู่ใกล้ที่สุด ร้องโหยหวนเมื่อร่างกายถูกแรงกดดันที่มองไม่เห็นบดขยี้ กระดูกทั่วร่างส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะก่อนจะทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในพริบตา


    อาเจียเองก็เข่าทรุด กระแทกพื้นดังตึง เลือดลมในกายตีกลับ


    "หนัก... หนักชิบหาย!" อาเจียกัดฟันกรอด มือข้างหนึ่งยันพื้น อีกมือพยายามกำพู่กันไว้แน่น "นี่มันอักษรบ้าอะไร แค่ตัวเดียวทำเอาจะตายหมู่!"


    [มันคือ 'ความจริงแห่งขุนเขา'!] มู่เฉินตะโกน [มันไม่ใช่แค่น้ำหนัก แต่มันคือกฎเกณฑ์! เจ้าต้องใช้พู่กันนิรันดร์ 'เขียนทับ' นิยามของมันเดี๋ยวนี้!]


    "เขียนทับ... ภูเขาเนี่ยนะ?"


    อาเจียรวบรวมแรงเฮือกสุดท้าย แทงปลายพู่กันขึ้นไปกลางอากาศ ตรงไปยังอักขระยักษ์นั่น


    'ภูเขาหนักเพราะมันคือหิน... ถ้าข้าเปลี่ยนนิยามของมันล่ะ?'


    "ข้าขอสั่งในนามแห่งผู้ถือพู่กัน..."


    เส้นหมึกสีดำทมิฬพุ่งออกจากปลายพู่กัน เข้าไปพันธนาการอักขระ "ซาน" ไว้แน่น แล้วอาเจียก็ตวัดเพิ่ม "เส้นขีด" และ "อักขระประกอบ" ลงไป

    จาก "ภูเขา (ซาน)" ... ถูกเขียนทับและบิดผันกลายเป็น "หมอก (อู้ - 雾)" !


    วิ้ง...


    แรงกดดันมหาศาลหายวับไปในพริบตา! ภาพลักษณ์ของขุนเขาที่มองไม่เห็นพลันสลายกลายเป็นละอองหมอกสีขาวฟุ้งกระจายไปทั่วห้อง

    "แฮ่ก... แฮ่ก..." อาเจียทรุดลงนั่งกับพื้น เหงื่อท่วมตัวราวกับอาบน้ำ


    ม้วนตำราต้นกำเนิดค่อยๆ ลอยลงมาตกลงในมือของอาเจีย เขาก้มมองมันแต่กลับไม่พบตัวอักษรใดๆ นอกจากรอยประทับตราสีแดงจางๆ ที่มุมม้วน


    รอยประทับตรานั้นเป็นรูป... "พู่กันไขว้กับดวงดาว" และมีตัวเลขอายุระบุไว้จางๆ ว่า "หนึ่งพันปี"


    อาเจียขมวดคิ้ว เขามองตราประทับนั้น แล้วนึกถึงคำพูดของอาจารย์ที่บอกว่าตนเป็น "จ้าวบรรพกาล"


    "เดี๋ยวนะท่านอาจารย์..." อาเจียเอ่ยขึ้นพลางหรี่ตามองพู่กันในมือ "ตราประทับนี้มันของสำนักหมื่นอักขระดาราเมื่อ 'หนึ่งพันปีก่อน' ... แล้วที่ท่านเคยบอกว่าท่านเป็นจ้าวบรรพกาลผู้สร้างโลก... อย่าบอกนะว่า..."


    มู่เฉินเงียบไปครู่หนึ่ง บรรยากาศขี้เล่นเมื่อครู่พลันจางหายไป ถูกแทนที่ด้วยความเงียบสงัดที่หนักอึ้งและโศกเศร้า


    [เจ้าเด็กโง่... เจ้าคิดว่าทำไมข้าถึงต้องนำวิญญาณมาหลบซ่อนอยู่ที่นี่?]


    เสียงของมู่เฉินเปลี่ยนไป มันมิใช่เสียงตวาด แต่เป็นน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ วิญญาณโปร่งแสงของเขาลอยขึ้นเหนือหอตำรา มองทะลุเพดานออกไปยั่งผืนแผ่นดินเบื้องล่าง


    [อาเจียเอ๋ย... เจ้าจงมองดู สำนักหมึกวารี ที่ทรุดโทรมนี้ให้ดี... เมื่อ หนึ่งพันปีก่อน ณ ที่แห่งนี้ มันเคยถูกเรียกว่า 'สำนักหมื่นอักขระ' อันเกรียงไกร!]


    "อะไรนะ..." อาเจียเบิกตากว้าง "สำนักยาจกนี่น่ะหรือ... คือสำนักในตำนาน?"


    [ถูกต้อง... สงครามและความโลภได้กัดกินรากฐานของมัน] มู่เฉินกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงขมขื่น [เคล็ดวิชาอักขระขั้นสูงที่เคยสยบฟ้าดินได้สาบสูญไปจากยอดเขานี้... สมบัติวิเศษที่เคยมีมากมายเหลือเพียงซากปรักหักพัง... บัดนี้ศิษย์รุ่นหลังทำได้เพียงใช้น้ำหมึกวาดภาพเลียนแบบความยิ่งใหญ่ในอดีต แย่งชิงกันแม้กระทั่งเศษทรัพยากร]


    แสงจาก พู่กันนิรันดร์ ที่เหน็บเอวอาเจียสว่างวาบขึ้นราวกับตอบรับความเศร้านั้น


    [แต่ด้วย คัมภีร์ต้นกำเนิด ในมือเจ้านี้... เราจะนำความยิ่งใหญ่ในอดีตกลับคืนมา! เราจะรื้อฟื้นกฎเกณฑ์ที่แท้จริง และทำให้ชื่อ 'หมื่นอักขระ' กลับมากระฉ่อนยุทธภพอีกครา!]


    อาเจียก้มมองคัมภีร์ในมือ ความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างแล่นเข้ามาในอก มันไม่ใช่ความหนักทางกายภาพ แต่เป็น "น้ำหนักของชะตากรรม"


    "เฮ้อ... ฟังดูแล้วงานช้างแถมไม่ได้ตังค์เพิ่มแน่ๆ" อาเจียถอนหายใจ แต่แววตาของเขากลับฉายแววมุ่งมั่น "แต่เอาเถอะ... ถ้ามันทำให้ข้าเหาะข้ามหัวคนอื่นได้ ข้าก็จะลองดู!"


    ตึง! ตึง! ตึง!


    ในจังหวะนั้นเอง เสียงระฆังเตือนภัยของสำนักก็ดังรัวเร็วแทรกบทสนทนา พร้อมกับเปลวเพลิงสีเขียวมรกตที่ลุกไหม้ล้อมรอบหอคอยจากฝีมือพรรคพวกของนักฆ่าที่เหลือ


    "ชิ... ค่อยคุยเรื่องกู้โลกทีหลัง ตอนนี้กู้ชีพก่อน!" อาเจียกัดฟัน เก็บตำราเข้าอกเสื้อ "เจ้าถุงเงิน! เก็บของ! เราต้องฝ่าวงล้อมออกไป!"

    คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน