สภาพในคุกใต้ดินยังคงเหมือนเดิม ตะเกียงน้ำมันส่องแสงริบหรี่จวนเจียนจะดับมอด ภายใต้แสงสลัว มีร่างนักโทษห้าคนนอนระเกะระกะอยู่บนพื้น
อวี๋เย่นอนตะแคงขดตัวอยู่มุมห้อง ดวงตาหลับพริ้มทว่าคิ้วกลับขมวดมุ่นฟ้องว่าไม่ได้หลับสนิท
สาเหตุไม่ใช่เพราะเสียงกรนของเฝิงเหลาชีหรือความหิวโหย แต่เป็เพราะความอึดอัดและข้อสงสัยที่ยังอัดแน่นเต็มอก
ยามที่หลูไคแย่งแผ่นแป้งของเขาไป เฝิงเหลาชีเอาแต่นิ่งเฉย เฝิงเอ้อร์ลอบสะใจ ส่วนเจียงสยงทำหน้าตายไม่รู้ไม่ชี้ ไอ้อันธพาลทั้งสี่คนนี้รวมหัวกันรังแกเขาอยู่ฝ่ายเดียว
แม้จะไม่มีอะไรตกถึงท้อง แต่เขากลับไม่ได้หิวจนทนไม่ไหว อาจเป็เพราะฤทธิ์ของผลโสมม่วง
เพราะจนถึงตอนนี้ แค่พรูลมหายใจเบาๆ เขายังคงััได้ถึงรสหอมหวานที่เจืออยู่ในปาก
ผลวิเศษแห่งแดนเซียนงั้นหรือ?
ในเมื่อเป็ผลไม้วิเศษ คนธรรมดาย่อมไร้วาสนา หากกินสุ่มสี่สุ่มห้า ดีไม่ดีอาจถึงฆาตเอาได้!
คนธรรมดา... ก็คงหมายถึงมนุษย์เดินดินอย่างเขานี่แหละ
ทว่าเขากลืนผลโสมม่วงเข้าไปเป็สิบลูก ไม่เพียงร่างกายจะปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน กลับยังรู้สึกปลอดโปร่งเบาสบาย รสชาติยังติดตรึงอยู่ในคอ
ผู้นำตระกูลเยี่ยนโกหก?
หรือเป็เพราะพิษัเจียวในร่างเรามันร้ายกาจกว่า จนกลบฤทธิ์ยาของผลโสมม่วงไปจนหมด?
ไม่ว่าจะหาสาเหตุที่สุสานถล่มหรือผลโสมม่วงหายไปได้หรือไม่ ผู้นำตระกูลเยี่ยนจอมอารมณ์ร้ายย่อมไม่มีทางปล่อยพวกโจรขุดสุสานไปง่ายๆ
หรือว่าเขาจะต้องถูกขังลืมอยู่ในคุกใต้ดินแห่งนี้ แล้วตายไปอย่างปริศนา?
คุกแห่งนี้คงอยู่ลึกลงไปใต้ดิน ไม่ได้ยินเสียงไก่ขัน ไร้เสียงตีกลองบอกยาม และมองไม่เห็นแสงตะวันภายนอก จึงไม่อาจแยกแยะกลางวันกลางคืน
เวลาล่วงเลยไปราวสองสามชั่วยาม ประตูไม้ก็ถูกกระชากเปิดออกเสียงดัง ปัง!
ชายฉกรรจ์สองคนเดิมพุ่งพรวดเข้ามา ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็กระชากคอเสื้อหลูไคลากตัวออกไปทันที
เสียงกรีดร้องโหยหวนของหลูไคดังแว่วมา เจียงสยงถึงกับยกมือขึ้นกุมหัว ร่างสั่นสะท้านราวกับโดนทรมานเสียเอง เฝิงเอ้อร์เบิกตากว้างใบหน้าซีดเผือด
มีเพียงเฝิงเหลาชีคนเดียวที่ยังคงเอนกายนอนบนกองฟางอย่างไม่ยี่หระ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
อวี๋เย่เองก็สงบนิ่งไม่แพ้กัน เขานั่งขัดสมาธิ เงยหน้ามองตะเกียงน้ำมันบนผนังหิน ั์ตาสะท้อนแสงไฟที่เต้นเร่า
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ร่างอาบเืของหลูไคถูกโยนกลับมากระแทกพื้นดัง ตุบ!
จากนั้นเฝิงเอ้อร์ก็ถูกหิ้วปีกออกไป เสียงร้องโหยหวนดังระงมขึ้นอีกระลอก
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วยาม เฝิงเอ้อร์ก็ถูกลากกลับมาในสภาพไม่ต่างกัน
คราวนี้ไม่รอให้คนของตระกูลเยี่ยนลงมือ เฝิงเหลาชีลุกขึ้นเดินออกจากคุกไปเอง ทว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนาน กลับไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนจากเขาสักแอะ
กระทั่งตอนถูกหิ้วตัวกลับมา บนใบหน้าของเฝิงเหลาชียังคงประดับด้วยรอยยิ้ม แม้เืจะทะลักออกทั้งจมูกและปาก โหนกแก้มปริแตก เดินขากะเผลกไปมา บ่งบอกชัดเจนว่าเจ็บหนักเอาการ
"ไอ้ลูกหมา ถึงตาเอ็งแล้ว!"
อวี๋เย่ไม่คิดขัดขืน ปล่อยให้ชายฉกรรจ์ตระกูลเยี่ยนทั้งสองกระชากแขนลากตัวออกไป
สภาพปางตายของพวกเจียงสยงทำให้เขาใจสั่นสะท้าน ในเมื่อจับพลัดจับผลูกลายมาเป็พรรคพวกโจร ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องรับชะตากรรมเดียวกัน
ทว่าพอนึกถึงพิษัเจียวในร่างกาย จิตใจเขาก็ค่อยๆ สงบลง
คนที่กำลังจะตายอยู่รอมร่อ มีอะไรต้องกลัวอีกล่ะ
ออกจากประตูเลี้ยวขวาเป็อุโมงค์แคบยาว สุดทางเดินราวสิบกว่าจั้งมีตะเกียงน้ำมันแขวนอยู่ อุโมงค์แยกออกเป็สองฝั่ง ฝั่งขวาเป็บันไดหิน ส่วนฝั่งซ้ายเชื่อมไปยังถ้ำอีกแห่ง
ภายในห้องกว้างราวสองสามจั้ง มีตะเกียงน้ำมัน ม้านั่ง เสาไม้ กระบอง แส้ และเชือกวางระเกะระกะเต็มไปหมด อีกด้านยังมีเตาถ่านที่ไฟกำลังลุกโชน
อวี๋เย่ถูกลากไปขึงพืดติดกับเสาไม้ด้วยเชือกเส้นหนา
จากนั้นพายุหมัดและเท้าก็ซัดกระหน่ำลงมาไม่ยั้ง เขาสะดุ้งเฮือก แขนขาเกร็งกระตุกด้วยความเ็ป เืสดไหลทะลักออกจากจมูกและมุมปาก
เพียะ! เพียะ!
หลังจากรุมกระทืบจนพอใจ ชายคนหนึ่งก็ตวัดมือตบหน้าเขาอีกสองฉาด ก่อนก้าวถอยหลังพลางตะคอกดุดัน
"ใครบงการให้พวกแกไปขุดสุสาน! มีความแค้นอะไรกับตระกูลเยี่ยนของข้าฮะ!"
อวี๋เย่ถูกตบจนตาลาย เขากัดฟันส่ายหน้าปฏิเสธ
ชายที่ลงมือตะคอกถามต่อ "แล้วรู้รึเปล่าว่าผลโสมม่วงอยู่ที่ไหน!"
"อ้อ..." อวี๋เย่พยายามดึงสติกลับมา ก่อนแค่นเสียงตอบ "ผลไม้นั่น... ข้ากินเข้าไปแล้ว..."
ทว่าสิ้นเสียง แส้เส้นเขื่องก็ตวัดฟาดเข้าที่ใบหน้าดัง เพียะ!
ความเ็ปแสบร้อนแล่นปลาบจนใบหน้าบิดเบี้ยว ทรมานจนแทบอยากแหกปากร้องออกมา
ชายฉกรรจ์ทั้งสองเดือดดาล คนหนึ่งเงื้อหมัดขึ้นสูง ส่วนอีกคนตวัดแส้เตรียมฟาดซ้ำ
"ถุย! ถ้าเอ็งกินผลโสมม่วงเข้าไปจริงๆ จะรอดตายมาถึงป่านนี้ได้ยังไงวะ!"
"ไอ้ลูกหมานี่ตอแหลไม่เลิก ตีมัน!"
อวี๋เย่ได้แต่กลืนเืลงคอ ไร้หนทางโต้แย้ง เขาอุตส่าห์ยึดคติลูกผู้ชายกล้าทำกล้ารับ ยอมพูดความจริงเพื่อไม่ให้คนอื่นพลอยซวย และหวังว่าจะรอดจากการถูกทรมาน
แต่ดันกลายเป็ว่าไม่มีหน้าไหนเชื่อคำพูดเขาสักคน อย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด!
เพียะ! เพียะ!
แส้หวดกระหน่ำใส่หน้าและลำตัวอย่างโเี้ ความเ็ปแสบร้อนแล่นพล่าน อวี๋เย่ทำได้เพียงขบกรามแน่น ฝืนรับความทรมานอย่างถึงที่สุด
ชั่วอึดใจ เสื้อคลุมหนังสัตว์ก็ถูกเฆี่ยนจนขาดวิ่น ิัปริแตก เืสดไหลทะลักเข้าตาจนพร่ามัว ชโลมแผงอกจนเป็สีแดงฉาน ทว่าแส้อำมหิตยังคงฟาดกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ร่างของเขากระตุกสั่น ดิ้นทุรนทุราย ใบหน้าบิดเบี้ยวเหยเกด้วยความเ็ป
ทว่านานเข้า ร่างนั้นก็ค่อยๆ หยุดนิ่ง กระทั่งดวงตาที่เบิกโพลงด้วยความแค้นก็แปรเปลี่ยนเป็เลื่อนลอยและไร้แวว...
ผ่านไปกว่าครึ่งก้านธูป ในที่สุดชายฉกรรจ์ทั้งสองก็หยุดมือ
"ไอ้เด็กนี่มันยังอายุน้อย ข้าเกรงว่าจะทนมือทนตีนไม่ไหวน่ะสิ"
"ถ้าท่านผู้นำไม่กำชับไว้ ข้าคงกระทืบพวกระยำนี่ตายคาตีนไปแล้ว ช่างเถอะ ปล่อยให้มันรอดไปอีกสักสองสามวันก็แล้วกัน"
คงเพราะหวดจนหมดแรง ชายทั้งสองจึงโยนแส้ทิ้ง ปลดเชือกออก ก่อนหิ้วปีกร่างปวกเปียกของอวี๋เย่กลับไปโยนโครมลงในคุกใต้ดิน
ตุบ!
ร่างของอวี๋เย่กระแทกพื้นอย่างแรง เขานอนหงายแผ่หลา เส้นผมยุ่งเหยิง เสื้อคลุมขาดรุ่งริ่งชุ่มไปด้วยเืสด โดยเฉพาะใบหน้าและหน้าอกที่ถูกเฆี่ยนจนเละเทะ เืและเนื้อผสมปนเปกันดูน่าเวทนาสุดขีด
ไม่ไกลออกไป พรรคพวกโจรของเขากำลังยืนมุงดู เจียงสยงเอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ
"โอ๊ะ ยังลืมตาหายใจพะงาบๆ อยู่ด้วยโว้ย ไอ้เด็กนี่มันยังไม่ตายรึเนี่ย?"
หลูไคส่ายหน้า "โดนหนักขนาดนั้น ต่อให้รอดก็คงเหลือแค่ครึ่งชีวิตแล้วล่ะวะ!"
เฝิงเอ้อร์ทำตัวอวดรู้เอ่ยเยาะหยัน "ใครใช้ให้มันทำเก่งไม่ยอมคุกเข่าร้องขอชีวิตเล่า สมน้ำหน้ามันแล้ว..."
เฝิงเหลาชีนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนพยักพเยิดหน้าสั่ง
"หลูไค เฝิงเอ้อร์ พวกเอ็งสองคนลากมันไปดูอาการหน่อย ระวังอย่าให้มันตายขึ้นมาล่ะ เดี๋ยวพวกเราจะพลอยซวยไปด้วย!"
หลูไคกับเฝิงเอ้อร์ทำหน้าไม่ค่อยเต็มใจ แต่ก็กลัวความซวยมาเยือน จึงช่วยกันลากร่างอวี๋เย่ไปหลบมุม ก่อนรีบสะบัดมือเดินหนีไปคนละทาง
อวี๋เย่ปรือตาครึ่งหลับครึ่งตื่น ภายนอกดูเหมือนคนหมดสติ ทว่าเขากลับได้ยินบทสนทนาของพวกเจียงสยงชัดเจนทุกถ้อยคำ รวมไปถึงเสียงฝีเท้าของคนตระกูลเยี่ยนที่เดินห่างออกไป
ตอนนี้เขาแค่อยากนอนแน่นิ่งอยู่อย่างนี้ หลีกหนีจากใบหน้าอันธพาลของไอ้พวกเวรนั่น ปล่อยให้ความมืดครอบงำทุกสิ่ง เพื่อซึมซับความสงบจอมปลอมใน่เวลาสั้นๆ เพียงลำพัง
ทว่าความมืดที่ว่า กลับเจือด้วยสีแดงฉาน... เพราะเืที่อาบหน้ากำลังบดบังการมองเห็น
การลงทัณฑ์เมื่อครู่มันโเี้จริงๆ แส้แต่ละเส้นที่ตวัดลงมาสร้างความเ็ปแสบร้อนลึกถึงกระดูก ผสมผสานกับความรู้สึกยามิัถูกฉีกทึ้ง ทรมานจนอยากจะแหกปากร้องขอชีวิต
แต่ระหว่างที่กำลังกัดฟันกลืนเืฝืนทน ท้องน้อยกลับปวดมวนขึ้นมาอย่างรุนแรง... คล้ายลางบอกเหตุว่าพิษัเจียวกำลังจะกำเริบ!
หากพิษกำเริบเอาตอนนี้ เขาคงมีแต่ตายกับตายสถานเดียว
ทว่าในเสี้ยววินาทีที่สติกำลังจะแตกสลาย ความเ็ปบิดมวนในท้องกลับค่อยๆ จางหาย แทนที่ด้วยกระแสความร้อนสายหนึ่งที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ชะล้างความเ็ปจากรอยแส้ให้ทุเลาลงอย่างน่าประหลาด
ไม่ผิดแน่... อย่างเช่นตอนนี้ แม้เขาจะนอนจมกองเือยู่บนพื้นในสภาพปางตาย ทว่าความเ็ปบนิักลับค่อยๆ ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกคันยุบยิบ
ความเบาสบายอันไร้ที่มานี้ทำให้เขาตื่นตระหนกปนอัศจรรย์ใจ
หากเป็เมื่อก่อน คงคิดว่าเป็แค่อาการประสาทหลอนก่อนสลบเหมือด แต่ตอนนี้สติเขายังแจ่มใสครบถ้วน ไม่มีทางคิดไปเองเด็ดขาด
บางที... อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงบางอย่างขึ้นภายในร่างกาย เป็การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หรือจะเป็เพราะพิษัเจียว?
แต่ความทรมานตอนพิษกำเริบมันโหดร้ายกว่าการโดนแส้ฟาดตั้งหลายเท่านี่นา
หรือว่า... จะเป็เพราะผลโสมม่วง?
แต่กินผลไม้วิเศษสุ่มสี่สุ่มห้าก็ทำให้ตายได้เหมือนกันไม่ใช่หรือไง? ยิ่งขบคิด เขาก็ยิ่งสับสน...
อวี๋เย่เฝ้าสังเกตความเปลี่ยนแปลงในร่างกาย พยายามขบคิดไขปริศนาที่ยากจะเข้าใจนี้
ทว่าสำหรับเด็กหนุ่มยากจนจากหลังเขา โลกใบใหม่ที่เพิ่งเปิดออกช่างกว้างใหญ่เกินจินตนาการนัก ต่อให้รีดเค้นความอยากรู้อยากเห็นออกมาจนหมด ก็ไม่อาจทำความเข้าใจได้แม้แต่เสี้ยวเดียว
ตึง!
ประตูไม้ถูกกระชากเปิด พร้อมกับไหใส่น้ำและแผ่นแป้งหยาบสองสามแผ่นที่ถูกโยนโครมเข้ามา
คุกแห่งนี้จะส่งอาหารให้วันละหนึ่งมื้อ ปริมาณไม่พอให้อิ่มท้อง แต่ก็ไม่น้อยจนถึงขั้นอดตาย
อวี๋เย่ยังคงนอนนิ่งอยู่กับที่ รอยเืบนใบหน้าและลำตัวแห้งกรังเกาะเป็ก้อน สะเก็ดเืสีแดงคล้ำยิ่งขับเน้นให้สภาพาแดูสยดสยองขึ้นไปอีกขั้น
"ไอ้หนู?" ใครบางคนเดินมาหยุดข้างๆ ก่อนใช้เท้าเขี่ยร่างเขาเบาๆ
หน้าอกของอวี๋เย่กระเพื่อมไหว เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ค่อยๆ ยกมือขึ้นขยี้ตา เมื่อก้อนเืหลุดลอก ทัศนียภาพสลัวรางของคุกใต้ดินก็ปรากฏสู่สายตาอีกครั้ง พร้อมกับเงาร่างของคนที่กำลังก้มมองเขาสายตาั้แ่หัวจรดเท้า
เฝิงเหลาชี?
เฝิงเหลาชีจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ไม่รู้ว่าสังเกตเห็นอะไร ชายวัยกลางคนทิ้งสายตาประหลาดใจไว้แวบหนึ่ง ก่อนลากโซ่ตรวนเดินกะเผลกจากไป
อวี๋เย่ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง บนพื้นตรงหน้ามีแผ่นแป้งหยาบชิ้นหนึ่งวางอยู่
"กินซะ!" เฝิงเหลาชีที่กลับไปทิ้งตัวลงบนกองฟางสบถเสียงเบา "มารดามันเถอะ! จะให้หิ้วท้องไส้กิ่วไปรับตีนรึไงวะ!"
ส่วนเจียงสยง หลูไค และเฝิงเอ้อร์ ไม่ว่าจะนอนหรือนั่ง ต่างก็มีสีหน้าอมทุกข์เหมือนญาติเสียกันหมด
อวี๋เย่หยิบแผ่นแป้งขึ้นมากัด แผ่นแป้งทั้งแข็งกระด้างและหยาบสากจนแทบกลืนไม่ลง
หรือว่าวันนี้จะต้องโดนลากไปทรมานอีกรอบ?
อวี๋เย่หวนนึกถึงคำพูดของเฝิงเหลาชี พลางก้มหน้าแทะแผ่นแป้งรสบัดซบนั่นต่อไป
เสื้อคลุมหนังสัตว์บนร่างถูกแส้เฆี่ยนจนกลายเป็เศษผ้าขาดรุ่งริ่ง หากโดนฟาดอีกรอบ เกรงว่าคงไม่มีอะไรเหลือให้ปกปิดร่างกายอีกแล้ว
บนท่อนแขนและแผงอกที่เปลือยเปล่าเต็มไปด้วยาแเหวอะหวะ ทว่าภายใต้สะเก็ดเืหนาเตอะ าแปริแตกกลับคล้ายกำลังสมานตัวเข้าหากันอย่างช้าๆ...
ความรู้สึกคันยุบยิบที่อธิบายไม่ถูกนั้นยังคงดำเนินต่อไปไม่หยุดหย่อน...
และก็เป็ไปตามคาด เมื่อประตูไม้ถูกกระชากเปิดออก เจียงสยงก็ถูกลากตัวออกไป ก่อนที่เสียงกรีดร้องโหยหวนราวกับหมูถูกเชือดจะดังก้องสะท้อนไปทั่วถ้ำอีกครั้ง
ทว่าหลังจากหลูไคและเฝิงเอ้อร์ถูกหิ้วปีกออกไปตามลำดับ พวกเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย
กระทั่งเฝิงเหลาชีถูกโยนกลับเข้ามาในสภาพเือาบท่วมตัว ก็ยังคงไร้เงาของไอ้สองคนนั้น
ที่น่าแปลกคือ หากเรียงตามลำดับของเมื่อวาน ตอนนี้ควรถึงรอบของอวี๋เย่ที่ต้องออกไปรับตีน ทว่าคนที่ถูกลากออกไปซ้ำสองกลับกลายเป็เจียงสยง
"อ๊าก—!"
เสียงกรีดร้องของเจียงสยงดังแว่วมาจากที่ไกลๆ ดังกระท่อนกระแท่น ขาดห้วง เดี๋ยวสูงเดี๋ยวต่ำ บางทีการถูกทรมานอย่างหนักคงสูบเรี่ยวแรงของมันไปจนแทบไม่เหลือเสียงจะแหกปาก
ภายในคุกใต้ดินตอนนี้เหลือเพียงพวกเขาสองคน อวี๋เย่ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ลองขยับแข้งขยับขาดู
แขนขาไม่ได้าเ็หนักหนาอะไร มีเพียงความคันยุบยิบที่แล่นพล่านไปทั่วร่างซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนอยากยกมือขึ้นเกาให้รู้แล้วรู้รอด แต่ต้องอดกลั้นไว้เพราะกลัวแผลปริแตก
เฝิงเหลาชีนอนคว่ำหน้าแผ่หลาอยู่บนพื้น สภาพของเขาในวันนี้ช่างแตกต่างจากท่าทีสบายๆ เมื่อวานลิบลับ
ั้แ่ถูกโยนกลับเข้ามาในคุก เขาก็เอาแต่นอนแน่นิ่งไม่ไหวติง
อวี๋เย่ก้าวเท้าอย่างแ่เบา ลูกกรงและประตูล้วนสร้างจากท่อนซุง ซ้ำยังมีโซ่ตรวนเส้นเขื่องคล้องลงกลอนไว้อีกชั้น ทำให้คุกแห่งนี้แข็งแกร่งดุจป้อมปราการ
ต่อให้ใช้ดาบฟันหรือเอาขวานจาม ก็คงเจาะออกไปไม่ได้ในเวลาสั้นๆ แน่
เมื่อมองลอดผ่านช่องว่างระหว่างท่อนไม้ จะเห็นแสงสลัวริบหรี่อยู่ไกลๆ เสียงกรีดร้องของเจียงสยงยังคงดังกระท่อนกระแท่นเป็จังหวะ
อวี๋เย่เดินวนสำรวจรอบหนึ่ง ก่อนปรายตามองเฝิงเหลาชีบนพื้น มือเท้าของชายวัยกลางคนถูกล่ามด้วยโซ่ตรวน
ร่างนั้นนอนคว่ำหน้าแน่นิ่งจมกองเื ภายใต้เสื้อคลุมขาดวิ่น เผยให้เห็นรอยแผลถูกเฆี่ยนจนเนื้อปริแตกเหวอะหวะไปทั้งตัว
อวี๋เย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยื่นมือออกไปพลิกร่างอีกฝ่ายให้นอนหงาย ลมหายใจยังรวยริน... เขายังไม่ตาย
อวี๋เย่โกยหญ้าแห้งมากำหนึ่งเพื่อรองศีรษะให้เฝิงเหลาชี จากนั้นคว้าไหขึ้นมาหมายจะป้อนน้ำ
ทว่าเฝิงเหลาชีที่น่าจะหมดสติไปแล้ว กลับพุ่งมือตะปบหมับเข้าที่ข้อมือของเขาอย่างแรง!
พร้อมกับรอยยิ้มแสยะกว้างสุดสยอง และเปลือกตาที่ค่อยๆ เบิกโพลงขึ้น...