บทที่ 25 มือสังหาร
“เซี่ยงจวิน! ไปตายซะ!”
เมิ่งจิงเตะชายอ้วนไปด้านข้าง
“ข้า้าจัดการกับคู่ต่อสู้ของข้าด้วยตัวเอง เจียงผิงอัน ชักดาบของเ้าออกมา!”
"ข้าไม่้า…"
ขณะที่เจียงผิงอันกำลังจะพูดนั้น จู่ ๆ เขาก็สังเกตเห็นบางอย่าง จึงรีบวิ่งไปหาเมิ่งจิง แล้วอุ้มนางะโออกไป
“เ้าทำอะไรน่ะ? รีบปล่อยข้านะ!”
ใบหน้าของเมิ่งจิงพลันเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำ นางะโลั่น พลางนึกเขินอายยิ่งที่ถูกคนนอกอุ้มเป็ครั้งแรก
อย่างไรก็ตาม ทันใดนั้นนางก็สังเกตเห็นบางอย่างเช่นกัน ใบหน้าของนางจึงเปลี่ยนสีอีกหน
มีลูกธนูตกลงไปยังจุดนางอยู่ก่อนหน้านี้
ในเวลาเดียวกัน จู่ ๆ แสงสีทองก็ปรากฏขึ้น และเข้าปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
มีร่างสี่ร่างพุ่งมาจากสี่ทิศ โดยพวกเขาต่างตรงเข้าสู่แสงสีทองพร้อมกัน
"ปราการปราณิญญา!!"
ชายอ้วนตัวน้อย เซี่ยงจวิน ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมหันต์ ก่อนจะรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ปราการปราณิญญามีไว้ใช้ดักจับศัตรู ครั้นลูกธนูและสิ่งเหล่านี้ปรากฏขึ้น จึงเห็นได้ชัดว่าผู้โจมตีมีเจตนาชั่วร้าย!
ปฏิกิริยาของเซี่ยงจวินยังคงช้าไป ร่างกายของเขาชนปราการปราณิญญาแล้วกระเด้งกลับอย่างแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้ทั้งสามรู้สึกหวาดหวั่น
“ฮ่า ๆ ข้าช่างโชคดีนักที่ได้พบเป้าหมายพร้อมกันทีเดียวสามคน คราวนี้ข้าทำเงินได้มหาศาลแล้ว!”
ชายในชุดคลุมสีดำพูดอย่างนึกยินดี
“หยุดพูดเื่ไร้สาระแล้วรีบฆ่าพวกมันซะ!”
ชายในชุดคลุมสีดำอีกคนเอ่ยสั่ง ทั้งสี่จึงตรงเข้าสังหารเด็กทั้งสามในทันใด
“มือสังหาร!” เซี่ยงจวินใมาก ขณะยกมือขึ้นเพื่อร่ายคาถา โดยเตรียมใช้วิชาเปลวไฟโจมตี
แต่ในขณะนี้เอง จู่ ๆ ปราณชั่วร้ายที่น่าสยดสยองและน่าสะพรึงกลัวก็ะเิออกมาจากทั้งสี่คน ก่อนเงาร่างของผู้ฝึกตนที่ตายอย่างอเนจอนาถจะปรากฏขึ้นในความว่างเปล่า
ปราณนี้เป็ดังอสรพิษอันเย็นเยียบแทงตรงเข้าไปในหัวใจของเซี่ยงจวิน ทำให้ร่างกายของเขาแข็งทื่อ ราวกับอยู่ในฤดูหนาวอันเย็นะเื
ความกลัวที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล่นเข้ามาในหัวใจของเขา ร่างกายสั่นเทาจนไม่สามารถขยับตัวได้ และการร่ายคาถาก็ถูกขัดจังหวะ
เมิ่งจิงยังคิดยกดาบขึ้นเพื่อต่อสู้ หากแต่ปราณชั่วร้ายอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ร่างกายของนางแข็งทื่อและส่งผลต่อการเคลื่อนไหว
"เคล็ดเทียนซา… มือสังหารจากหอเทียนซา..."
ความสิ้นหวังปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งจิง ท่านพ่อของนางเคยถูกโจมตีโดยนักฆ่าเหล่านี้มาก่อน ดังนั้นนางจึงจดจำตัวตนของอีกฝ่ายได้
หอเทียนซาเป็สมาคมนักฆ่าที่แข็งแกร่งที่สุด โดยนักฆ่ามือฉมังทุกคนที่นั่นล้วนฝึกฝน ‘เคล็ดเทียนซา’ กัน
เคล็ดเทียนซาเป็คาถาที่บ่มเพาะปราณชั่วร้ายผ่านการสังหาร หลังจากใช้มันแล้ว จะสามารถเพิ่มจิติญญาแห่งการต่อสู้และส่งผลต่อพลังิญญาของผู้ฝึกตนคนอื่น ๆ
ยิ่งมีคนถูกฆ่ามากเท่าไร ปราณชั่วร้ายของคนกลุ่มนี้ก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น และผลกระทบที่มีต่อผู้คนเองก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้น
คนทั้งสี่นี้น่าจะอยู่ขอบเขตก่อปราณขั้นหกหรือเจ็ดแล้ว ประกอบกับปราณชั่วร้ายนี้ พลังต่อสู้ของพวกเขาจึงน่าพรั่นพรึงยิ่งกว่าเดิม
เมื่อชายอ้วนตัวน้อย เซี่ยงจวิน ได้ยินคำว่า ‘หอเทียนซา’ สีหน้าของเขาก็พลันหม่นครึ้ม และเลิกต่อต้านเตรียมพร้อมรับความตาย
ไม่ต้องพูดถึงว่ามือสังหารมาพร้อมกันสี่คนเลย แม้มือสังหารของหอเทียนซาจะมาแค่คนเดียว พวกนางก็ไม่สามารถหยุดอีกฝ่ายได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีปราการปราณิญญาปิดกั้นการหลบหนีด้วย
พวกเขาทั้งสี่เหวี่ยงดาบไปที่คอของเด็กหนุ่มสาวทั้งสามอย่างพร้อมเพรียง โดยใบหน้าที่อยู่ภายใต้ชุดคลุมสีดำของพวกเขาต่างเต็มไปด้วยความโลภ
เดิมที พวกเขารับเพียงภารกิจลอบสังหารเจียงผิงอันมา แต่พวกเขาไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้มาพบพานกับทั้งสามคนพร้อมกัน
เด็กทั้งสามนี้ล้วนแต่อยู่ในรายชื่อภารกิจค่าหัว ต่างเป็อัจฉริยะที่หลายฝ่ายมุ่งสังหาร
หึ อัจฉริยะบ้าบออันใดกัน ไม่ว่าจะมีพร์เพียงใด หากเผชิญหน้ากับความแข็งแกร่งที่แท้จริงแล้ว พวกมันย่อมต้องตกตายกันทั้งสิ้น!
แสงเย็นวูบไหว ก่อนจะมีเืสาดกระเซ็น
ฉับพลัน ปราณชั่วร้ายที่น่าสะพรึงกลัวกับเงาร่างของผู้ฝึกตนที่เสียชีวิตอย่างน่าอนาถก็ได้หายไป
พวกเขาทั้งสี่คนกุมคอของตนพลางมองดูเจียงผิงอันด้วยความไม่อยากเชื่อ
“เ้า… เ้าไม่ได้อยู่ขอบเขตก่อปราณขั้นห้า...”
ภารกิจที่พวกเขาได้รับกล่าวว่าการฝึกตนของเจียงผิงอันอยู่ที่ขอบเขตก่อปราณขั้นห้า
เดิมพวกเขาเป็ผู้บำเพ็ญขอบเขตก่อปราณขั้นหกและเจ็ด ดังนั้นการจะฆ่าใครสักคนขอบเขตก่อปราณขั้นห้าจึงเพียงเื่ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ
แต่มันกลับกลายเป็พวกเขาที่ถูกสังหารในพริบตาแทน
“ตอนนี้ข้าอยู่ขอบเขตก่อปราณขั้นหกแล้ว”
เจียงผิงอันเหวี่ยงดาบอีกครั้งเพื่อสังหารทั้งสี่ในพริบตา
มันอันตรายเกินไปที่จะปล่อยให้พวกเขาพูดต่อไป
หากทั้งสี่เกิดปล่อยท่าสังหารก่อนตายออกมาเล่า?
การจะฆ่าคนสี่คนในคราวเดียวมันยังลำบากอยู่เล็กน้อย ดังนั้นคราวหน้าเขาระวังให้มากกว่านี้
เจียงผิงอันลอบสรุปข้อบกพร่องของตน เก็บดาบอักขระไป แล้วเริ่มทำสิ่งที่เขาชมชอบอย่างยิ่ง
เด็กหนุ่มยอบกายลงแล้วคลำไปตามร่างของทั้งสี่อย่างชำนาญ
ปราณชั่วร้ายหายไปแล้ว อีกสองคนจึงกลับมาเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
ครั้นมองดูศพทั้งสี่บนพื้น แล้วเลื่อนไปมองเจียงผิงอันที่กำลังค้นศพด้วยท่าทีสงบ ทั้งสองคนก็หนังศีรษะชาวาบ
อีกฝ่ายสังหารนักฆ่าสี่คนในกระบวนท่าเดียว! แข็งแกร่งมาก!
ตอนที่พวกเขาเผชิญหน้ากับเคล็ดเทียนซา พวกเขาต่างไม่สามารถขยับตัวได้เลย แต่เหตุใดอีกฝ่ายจึงไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลยเล่า?
“ฮือ! ช่างน่ากลัวอะไรอย่างนี้ โลกภายนอกช่างน่ากลัวนัก ข้าอยากกลับบ้านแล้ว!”
พอปราการปราณิญญาหายไป เซี่ยงจวินก็ร้องไห้วิ่งหนีไป โดยกางเกงของเขาดูเหมือนจะเปียกชื้นเป็วงกว้าง
เขาคิดว่าตนทรงพลังมากเพราะติดอันดับที่สิบเอ็ดในการแข่งขันคัดเลือกอัจฉริยะ แต่หลังจากประสบกับเหตุการณ์เฉียดตาย เขาก็ตระหนักชัดว่าตนเองอ่อนแอเพียงใด
เขาไม่สนใจที่จะจีบหญิงงามแล้ว ตอนนี้เขาแค่อยากกลับบ้านไปซ่อนตัว
เมิ่งจิงยังดี ด้วยนางมักออกไปต่อสู้ในแนวหน้า ดังนั้นนางจึงมีท่าทางค่อนข้างสงบ
ครั้นมองดูใบหน้าเ็าและสงบนิ่งของเจียงผิงอัน แล้วมองไปทางเซี่ยงจวินที่ร้องไห้วิ่งหนีไป เมิ่งจิงก็ตระหนักได้ว่าเด็กหนุ่มคนนี้ดูเหมือนจะเปล่งประกาย ทุกสิ่งรอบตัวราวกับสูญเสียสีสันไป
“ตอนนี้เ้าอยู่ในขั้นใดกัน?”
ั้แ่ต้นจนจบเด็กหนุ่มผู้นี้ไม่ตื่นตระหนกเลยสักนิด
เดิมทีเมิ่งจิง้าท้าทายอีกฝ่ายเพื่อพิสูจน์ว่านางเก่งกว่า
แต่การลอบสังหารที่เกิดขึ้นกะทันหันทำให้นางตระหนักว่าตัวนางกับเจียงผิงอันไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกันเลย
ระหว่างพวกนาง มีช่องว่างขนาดใหญ่อยู่
“ขอบเขตก่อปราณขั้นหก”
เจียงผิงอันไม่ได้บอกเื่ระดับการฝึกกายาของตน
เพราะนี่คือไพ่เด็ดซึ่งอาจทำให้ศัตรูตัดสินระดับของเขาผิดจนนำไปสู่ข้อผิดพลาดอย่างมหันต์
เมิ่งจิงรู้สึกอึดอัดนักเมื่อเห็นท่าทีเ็าของอีกฝ่าย ในอดีต ไม่ว่าใครก็ตามที่พบนางจะต้องให้ความเคารพหรือทุ่มกำลังเต็มที่เพื่อทำให้นางพอใจ
มีเพียงชายผู้นี้เท่านั้นที่ปฏิบัติต่อนางเหมือนท่อนไม้
“เ้าไปรายงานเื่นี้เถอะ ข้ายังอยากฝึกฝนต่อ”
เจียงผิงอันเจอโอสถสามขวด ยันต์สองแผ่น ตำราวิชายุทธ์ที่เหมือนกันสามเล่ม อาวุธสี่ชิ้น และหินิญญาสองก้อน
คนกลุ่มนี้ไม่มีแม้แต่อุปกรณ์เก็บของ ช่างยากจนนัก
เขาแบกสิ่งเหล่านี้กลับไปที่ลาน โดยไม่แยแสต่อศพที่อยู่บนพื้นหรือเด็กสาวที่อยู่ข้างหลังแม้แต่น้อย
“เ้าคิดว่าข้าเป็คนรับใช้หรือไร!” เมิ่งจิงะโไล่หลัง “รอก่อนเถอะ ไม่ช้าก็เร็ว ข้าจะเอาชนะเ้าให้ได้!”
ปัง!
ประตูห้องปิดลง
เด็กสาวผู้นี้ช่างเสียงดังจริง ๆ
น้องหู่นิวยังดีเสียกว่า
หลังเจียงผิงอันวางของไว้บนโต๊ะ สีหน้าของเขาก็ดูเคร่งขรึม
มือสังหารครั้งนี้มุ่งเป้ามาที่เขาแน่นอน
เหตุผลที่มั่นใจถึงเพียงนี้ก็เพราะก่อนที่จะตาย อีกฝ่ายได้เปิดเผยระดับพลังยุทธ์ในอดีตของเขาออกมา
มันจึงไม่จำเป็ต้องเดาเลยว่าผู้ใดเป็คนส่งนักฆ่ามา
สวีเทา แม่ทัพแห่งอำเภอผิงสุ่ย
เขาเป็คนฆ่าสวีฮ่าว บุตรชายของสวีเทาไป ดังนั้นจึงเป็ไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะปล่อยให้เขาเติบโตต่อ
“สวีเทา ยังเหลือเวลาอีกสองเดือน เ้าไม่ต้องกังวลไป ข้าได้จดทุกอย่างไว้แล้ว!”
เจียงผิงอันพยายามอย่างหนักเพื่อระงับจิตสังหารของตน
เขาััตาขวา ซึ่งมันมีประโยชน์อย่างยิ่งในการเผชิญกับการลอบสังหารเมื่อครู่นี้
เพราะตาขวานี้ค้นพบวิกฤตล่วงหน้า เขาจึงรักษาชีวิตของเมิ่งจิงไว้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็ตาขวาข้างนี้ที่ปลดปล่อยพลังออกมาต่อต้านปราณชั่วร้ายอันแปลกประหลาดนั่น
ถ้าไม่ใช่เพราะตาข้างนี้ แม้เขาจะรอดไปได้ แต่ก็คงไม่ง่ายแน่
เขาไม่รู้ว่าดวงตาข้างนี้เป็ของผู้ใด แต่ดูเหมือนว่ามันจะยังมีพลังอยู่ทั้งที่ถูกควักออกมาแล้ว
เจียงผิงอันเก็บหินิญญาทั้งสองก้อนไป เขาไม่ได้รีบเปิดโอสถเพื่อตรวจสอบ เพราะมันไม่ได้ระบุว่าข้างในขวดเป็โอสถประเภทใด ซึ่งมันคงอันตรายยิ่งหากโอสถด้านในเป็ยาพิษ
คิดถึงเื่ที่เขาเคยดมกลิ่นโอสถก่อนหน้านี้ เจียงผิงอันก็รู้สึกว่าตัวเองช่างโง่เขลานัก
ในที่สุด สายตาของเขาก็ตกลงไปที่ตำราสีเขียวที่เขาพบ
"เคล็ดเทียนซา"
นี่ควรเป็เคล็ดวิชาที่นักฆ่าเ่าั้ใช้ ปราณที่พวกเขาปล่อยออกมาสามารถปลุกความหวาดกลัวให้กับผู้คนและทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถเคลื่อนไหวได้
เจียงผิงอันเปิดตำราออก ก่อนจะเริ่มอ่านอย่างตั้งใจ