ฮวาหลิ่งเหวินนั่งมองบุตรชายตัวน้อย ที่กำลังวิ่งเล่นว่าวอยู่ภายในสวนด้วยสายตาอาลัย นางได้กลับมาพบบุตรชายอีกครั้ง ตอนนี้เขาอายุสามหนาว ในอีกสองปีข้างหน้า บุตรชายของนางจะโดนเขานำไปเป็เบี้ยหมาก และต้องสละชีวิตตายแทนสตรีที่เขารักและชาวแคว้นเฉิน
ถึงแม้นางจะไม่เข้าใจในเหตุการณ์อัศจรรย์นี้ว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ในเมื่อ์ได้มอบโอกาสให้แล้ว นางก็จะทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องชีวิตของบุตรชาย ไม่ให้เขานำชีวิตบุตรชายนางไปอีกเป็อันขาด
“ท่านแม่ ท่านดูสิ ว่าวข้าลอยขึ้นไปฉูงมากเลย วู้ววววว”
เฉินหลิ่งอี้วิ่งเล่นในลานกว้างบริเวณสวนข้างตำหนักซือซิง อันเป็ตำหนักของพระชายาเอกแห่งชินหวาง ตำหนักแห่งนี้มีสวนูเาจำลองซึ่งตั้งอยู่ด้านข้างขนาดกว้างใหญ่ และภายในตำหนักยังมีลานสระน้ำอยู่ตรงกลาง มีหลังคาเปิดโล่งเพื่อไว้นั่งร่ำสุราชมดวงดาวในตอนกลางคืน จึงได้ชื่อว่าตำหนักซือซิง (ดวงดาวแห่งความสุข)
“ค่อยๆวิ่งนะอี้เอ๋อร์ เดี๋ยวจะหกล้มเอา”
ฮวาหลิ่งเหวินยกยิ้มเอ็นดู มองบุตรชายวิ่งเล่นไม่วางตา อยากมองให้แน่ใจ...ว่ามันไม่ใช่เพียงภาพฝัน นางได้กลับมาหาบุตรชายของนางจริงๆ
“พระชายาเพคะ มีสารด่วนมาแจ้งว่า วันพรุ่งนี้ท่านอ๋องจะเสด็จมาถึงที่เมืองหลวงเร็วกว่ากำหนดเพคะ”
สาวใช้ในตำหนักวิ่งถือม้วนสาร ซึ่งประทับตราพยัคฆ์ขาว อันเป็สัญลักษณ์ของชินหวาง นำมาถวายให้แด่ฮวาหลิ่งเหวิน นางหยิบม้วนสารขึ้นอ่านด้วยมืออันสั่นเทา
“ไม่ใช่กำหนดการคืออีกสิบห้าวันหรอกหรือ ไฉนจึงได้รวดเร็วเช่นนี้!!”
“ไม่ทราบเช่นกันเพคะ นายทหารนำสารมาส่ง แจ้งว่าท่านอ๋องเร่งรีบเดินทางทั้งวันทั้งคืน ให้นำสารมาส่งเพื่อแจ้งพระชายาล่วงหน้าและกำชับว่าครานี้เดินทางกลับมาก่อนกำหนดเวลา เป็การเดินทางมาอย่างเงียบๆ ให้ปิดข่าวไว้เป็ความลับก่อนเพคะ”
เขากลับมาแล้ว...กลับมาไวกว่ากำหนดเสียด้วย ไม่ให้นางได้ทันตั้งตัวอันใดเลย จะรับมือวางแผนกับเขายังไง แปลกจริง ไฉนจึงกลับมาไวเช่นนี้ หรือว่าเขาาเ็ต้องกลับมารักษาตัวด่วนเช่นนั้นหรือ
ฮวาหลิ่งเหวินรีบเปิดม้วนสารอ่านด้วยความรวดเร็ว ข้อความเพียงแจ้งมาประโยคสั้นๆ
‘อาชากำลังหวนกลับคืนทุ่งหญ้าและสายลม’
หมายความว่าอย่างไรกัน อาชาหวนกลับคืนอันใด ไม่เห็นเข้าใจสักนิด
ฮวาหลิ่งเหวินม้วนคืนสารเก็บไว้ และเอ่ยสั่งสาวใช้ที่นำสารมาส่ง
“แจ้งพลทหารนำสารว่าข้าทราบแล้ว และไปเรียกพ่อบ้านถังมาพบข้าที่ตำหนักด้วย และนี่...นำไปตกรางวัลแก่พลทหารนำสาร”
เอ่ยพลางยื่นถุงแพรซึ่งบรรจุก้อนทองขนาดนิ้วโป้งจำนวนสองก้อนให้แก่สาวใช้เพื่อเป็การตกรางวัลให้แก่พลทหารนำส่งสาร พร้อมเดินเข้าตำหนักด้านใน รอหารือกับพ่อบ้านถัง ซึ่งเป็พ่อบ้านประจำวังชินหวางแห่งนี้
“กระหม่อมพ่อบ้านถัง ถวายบังคมพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องมากพิธี ลุกขึ้นเถิด ข้าเรียกท่านมาวันนี้เพราะมีเื่จะสั่ง และต้องทำการนี้อย่างลับๆ ไม่ให้เอิกเกริกจนเกินไป”
“เชิญพระชายารับสั่งมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“มีสารด่วนแจ้งมาว่าท่านอ๋องจะเร่งเดินกลับมาเร็วกว่ากำหนด ข้าเองก็ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือมีเหตุด่วนอันไรจึงต้องเร่งเดินทาง ท่านจงเร่งจัดเตรียมที่พักและหมอให้พร้อม เพราะเดินทางเร็วกว่ากำหนดเยี่ยงนี้ ไม่ทราบว่าเขาจะาเ็หนักจนต้องรักษาตัวหรือไม่ หากเป็เช่นนั้นจริงจะได้เตรียมพร้อมไว้ และจำไว้ด้วยว่าการนี้ต้องกระทำอย่างเงียบเชียบที่สุด เข้าใจหรือไม่”
“น้อมรับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
พ่อบ้านถังล่าถอยออกไปแล้ว แต่ฮวาหลิ่งเวิ่นยังนั่งขบคิดบางอย่างอยู่บนตั่งภายในตำหนัก เขากลับมาเร็วเช่นนี้ จะมีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงหรือไม่
นางจำได้ว่าในชาติก่อน วันที่เขากลับมาจากรบชนะเผ่าต๋า มีการจัดงานเฉลิมฉลองอย่างยิ่งใหญ่ จัดขบวนต้อนรับอย่างเอิกเกริก พร้อมทั้งจัดงานเลี้ยงภายในวังหลวง เพื่อเป็การเฉลิมฉลองให้แก่จอมทัพผู้ยิ่งใหญ่ พ่วงด้วยพระอนุชาแสนรักของฮ่องเต้
และในวันนั้นเอง...เป็วันที่นางได้พบกับภาพบาดตาบาดใจและจดจำไม่เคยลืม
เขาลอบพบกับ ‘เหนียนฟางหรง’ บุตรีเ้ากรมคลัง ซึ่งเป็คนรักเก่าของเขา เหนียนฟางหรงเป็แค่บุตรของอนุภรรยา หากแต่ก็ไม่ทราบเช่นกันว่านางเข้ามาในงานเลี้ยงของเหล่าขุนนางและเชื้อพระวงศ์ชนชั้นสูงได้อย่างไร
แต่มันก็ไม่บาดตาบาดใจนางเท่ากับสิ่งที่สองคนนั้นกระทำ!! ตะกองกอดกันอยู่ริมสระบัวในอุทยานวังหลวง
ในวันนั้นที่นางพาบุตรชายไปร่วมงานเลี้ยง บุตรชายร่ำร้องอยากไปชมปลาหลี่แปดร้อยแปดสิบแปดตัวซึ่งอยู่ในสระอุทยานวังหลวง หากแต่ก็ไม่คิดว่าเมื่อไปถึงที่นั่น...จะได้พบเห็นกับภาพบาดตาตนเองเช่นนี้
‘ท่านแม่ พวกเขาสองคนเป็ใครกัน เหตุใดมายืนกอดกันตรงนี้เล่า’
ฮวาหลิ่งเหวินกลืนก้อนสะอื้นลงคอก่อนที่จะเอ่ยตอบบุตรชาย
‘แม่ว่าเราเข้าไปที่งานเลี้ยงก่อนดีกว่า สายมากแล้ว หากไปช้าจะเสียมารยาทได้ ไว้วันหลังแม่จะพาอี้เอ๋อร์มาเฝ้าเสด็จป้าฮองเฮา และพามาดูปลาหลี่อีกทีนะ’
‘ได้ขอยับ ท่านแม่ต้องพาข้ามานะ’
‘ได้จ๊ะ รีบไปกันเถอะ’
นางรีบจับจูงมือบุตรชายออกไปจากบริเวณนั้นทันที เพื่อไม่ให้เขาได้เห็นว่า บิดาของตนเองเหตุใดจึงไปกอดกับหญิงอื่น
เฉินหนิงอันได้ยินเสียงแปลกประหลาดจึงผละจากอ้อมกอดเหนียนฟางหรงทันที เมื่อหันไปมองจึงพบแค่แผ่นหลังของสตรีนางหนึ่งกำลังจับจูงมือเด็กชายเดินออกไปเท่านั้น หากแต่เงาหลังของสตรีนางนั้นช่างคุ้นตายิ่งนัก
ฮวาหลิ่งเหวินจูงมือบุตรชายออกมาพลางกลั้นน้ำตาไว้ ั้แ่เขากลับมาก็ไม่ได้แวะไปที่วังชินหวาง หากแต่พำนักอยู่ในวังหลวงจนถึงวันจัดงานเลี้ยง นางซึ่งตั้งใจจัดงานต้อนรับเขาที่กลับมาจากรบในแดนใต้ก็ได้แต่รอคอยเก้อ จึงพาบุตรชายรอไปพบเขาที่งานในวังหลวงเลย เพราะทั้งสองยังไม่เคยได้พบหน้ากัน ั้แ่อี้เอ๋อร์ได้เกิดมาจนอายุสามหนาว
ที่แท้แล้ว...เขาก็มาลอบพบกับสตรีในดวงใจอยู่ที่นี่เอง
แม้แต่ในงานเลี้ยงวังหลวง เขาก็หาได้เฉียดมาใกล้นางกับบุตรชายซึ่งนั่งอยู่ที่ประจำโต๊ะตำแหน่งวังชินหวาง นางได้แต่กุมมือบุตรชายไว้ เมื่อเขาชะเง้อคอหาบิดา
‘ท่านแม่ ท่านพ่อข้าคือคนไหนหยือขอยับ ข้าอยากเห็นหน้าท่านพ่อ...’
‘บิดาเ้าคือท่านชินหวาง ผู้สวมอาภรณ์สีดำที่นั่งข้างฮ่องเต้อย่างไรเล่า เขาสง่างามหรือไม่’
‘สง่างามมากเลยขอยับ ข้าอยากเติบโตเป็บุรุษที่สง่างามเช่นท่านพ่อ’
‘เช่นนั้นอี้เอ๋อร์เมื่อถึงวัยเข้าสำนักศึกษาแล้วต้องตั้งใจเรียน ห้ามเกียจคร้าน เข้าใจหรือไม่’
‘เข้าใจแย้วขอยับ โตขึ้นลูกจะตั้งใจเล่าเรียน และฝึกฝนให้เก่งกาจเหมือนท่านพ่อ’
เหตุที่บุตรชายนางชื่นชมและเคารพบิดา แม้ไม่เคยพบหน้ากันเยี่ยงนี้ เป็เพราะนางหมั่นเล่าเื่ของบิดาให้เขาฟัง ไม่ว่าจะเป็เื่ความเก่งกาจ และสง่างาม เล่าแต่สิ่งดีดีให้บุตรชายรับรู้ ด้วยหวังว่าเมื่อทั้งสองพบหน้ากันคราแรก อี้เอ๋อร์จะได้มีแต่ความรัก เคารพชื่นชมในตัวบิดา ไม่ได้มีความหวาดกลัวหากได้พบหน้ากัน
หากแต่ในตอนนี้เล่า...บิดานั้นหาได้สนใจเขาไม่ เอาแต่นั่งสนทนากับฮ่องเต้ และองค์ไทเฮา จนเมื่อไทเฮาหันมาเห็นนางและบุตรชาย จึงได้ให้ขันทีมาแจ้งเพื่อไปเข้าเฝ้าหน้าพระพักต์
‘ถวายพระพรองค์ไทเฮาทรงพระเจริญเพคะ ถวายพระพรฮ่องเต้และฮองเฮา ทรงพระเจริญเพคะ’
ทั้งฮวาหลิ่งเหวินและบุตรชายต่างก้มคำนับไทเฮา ฮ่องเต้ และฮองเฮา ผู้ซึ่งเป็พี่สาวของนางเอง
‘ข้าขอดูหน้าหลานชายข้าหน่อยสิว่าเติบโตแค่ไหนแล้ว อี้เอ๋อร์มาใกล้ๆย่าหน่อย’
‘พ่ะย่ะค่ะ ท่านย่า’
เฉินหลิ่งอี้เดินเข้าไปใกล้องค์ไทเฮาให้ได้ยลโฉมใกล้ๆ ไทเฮาทรงโอบกอดหลานชายพลางหยิกแก้มกลมเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
‘ช่างเหมือนอันเอ๋อร์เมื่อตอนเด็กน้อยยิ่งนัก เ้าว่าไหมฮ่องเต้ ?’
‘ใช่พ่ะย่ะค่ะ เหมือนกันยิ่งนัก หากแต่ข้าว่าอันเอ๋อร์น่าจะซุกซนกว่าเป็หลายเท่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดูบิดาเ้าสิ ทำสีหน้าตกตะลึงเหมือนไม่เคยทราบว่าตนเองมีบุตรไปได้’
ฮวาหลิ่งเหวินหันมามองเฉินหนิงอัน ชินหวาง ผู้เป็สวามีพลางยิ้มเย้ยหยันตนเองเล็กน้อย ดูแค่นี้นางก็รู้แล้วล่ะ ว่าเขาไม่เคยรับรู้การมีตัวตนของบุตรชาย จดหมายที่นางส่งไป คงไม่เคยได้เปิดอ่านเลยสินะ
‘บุตรชายของข้า....จริงหรือเสด็จพี่?’
เฉินหนิงอันทำสีหน้างุนงงก่อนที่จะเอ่ยถามฮ่องเต้ที่นั่งอยู่ข้างกาย
‘ดูทำหน้าเข้า ก็จริงนะสิ หน้าถอดแบบมาจากเ้าเยี่ยงนี้ ไม่ใช่บุตรชายเ้าแล้วจะเป็บุตรชายใคร เ้านี่ถามแปลกเสียจริง’
ฮ่องเต้เฉินหนิงหลงกล่าวตอบอนุชาตนพลางหัวเราะออกมาเล็กน้อย
‘อี้เอ๋อร์ยังไม่เคยเจอหน้าท่านพ่อใช่หรือไม่ ไปหาเขาเสียสิ นั่นน่ะท่านพ่อเ้าชินหวาง เฉินหนิงอัน อย่างไรเล่า’
ไทเฮาทรงกล่าวกับหลานชาย พลางปล่อยให้เขาเดินเข้าไปหาบิดา
‘ทะ...ท่านพ่อ’
เฉินหนิงอันยื่นมือมาจับไหล่บุตรชายทั้งสองข้างพลางดึงเข้าหาตัว
‘เ้า...บุตรชายข้า เ้าชื่อว่าอะไรรึ?’
‘ข้าชื่อหลิ่งอี้ขอยับ เฉินหลิ่งอี้’
‘หลิ่งอี้...’
เฉินหนิงอันสบตากับฮวาหลิ่งเหวินด้วยแววตายากคาดเดา นางเองส่งสายตาตัดพ้อให้แก่เขาหากแต่เพียงแค่แวบเดียวและกลับมายิ้มแย้มดังเดิม
‘พวกเ้ามาแล้วก็นั่งอยู่เสียตรงนี้แหละ ยังไงก็ครอบครัวเดียวกัน หวังกงกง ไปนำโต๊ะและอาหารมาจัดวางใกล้กับชินหวางเพิ่มด้วยนะ’
ไทเฮาเอ่ยรับสั่งแก่กงกงคนสนิทที่คอยยืนรับใช้ ฮวาหลิ่งเหวินและลูกจึงได้ย้ายโต๊ะมานั่งอยู่ข้างกันกับเฉินหนิงอัน ไทเฮาทรงเรียกเฉินหลิ่งอี้ไปนั่งใกล้พระนางอีกครั้ง เมื่อสบโอกาสเฉินหนิงอันจึงเอ่ยถามฮวาหลิ่งเวินที่นั่งอยู่ข้างกายตน
‘เมื่อตอนหัวค่ำที่ตรงอุทยานสระบัว ใช่เ้ากับอี้เอ๋อร์หรือไม่ที่ไปที่นั่น’
เขารู้สึกคุ้นเคยกับเงาหลังสตรีนางนั้น และเมื่อมาพบกับฮวาหลิ่งเหวินและบุตรชายตอนนี้ เขาก็จำได้ทันทีว่าสตรีและเด็กชายที่เห็นนั้นต้องเป็นางและบุตรชายของเขาแน่ เพราะสีอาภรณ์และการแต่งกายเหมือนกันยิ่งนัก
‘ใช่เพคะ เป็หม่อมฉันกับลูกเอง...’
นางหันมาสบตาเขาและเอ่ยตอบ
‘เ้าเห็นตอนที่ข้าและฟางหรงอยู่ด้วยกันหรือไม่’
‘ตอนที่ท่านทั้งสองยืนกอดพลอดรักอยู่ริมสระหรือเพคะ เห็นสิเพคะ...อี้เออร์ก็เห็นเช่นกัน’
‘พวกเ้า....’
‘ท่านอ๋องวางใจได้ อี้เอ๋อร์ยังไม่ทันได้ทราบว่านั่นคือบิดาของเขา ไม่ต้องทรงกังวลว่าลูกจะสงสัยว่าเหตุใดบิดาของเขาจึงมากอดพลอดรักกันกับสตรีอื่น หม่อมฉันสั่งสอนอี้เอ๋อร์ให้รักและเคารพท่านอ๋อง สั่งสอนแต่สิ่งดีงามของท่านให้เขารับรู้’
นางมองปราดเดียวก็ทราบแล้วว่าเขาจะถามสิ่งใด แม้จะพบหน้ากันครั้งแรก นางก็มองออกว่านอกจากความตกตะลึงที่ได้รับรู้ว่าตนมีบุตร ในใจลึกๆของเขาก็มีแววตารักใคร่ดีใจด้วยที่ได้เจอกับบุตรชาย ถึงแม้ว่าจะเป็บุตรชายที่เขาเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมาก็ตาม หากแต่แววตานั้น...มอบให้แต่แค่เพียงบุตรชายผู้เดียว หาใช่ผู้เป็มารดาด้วยไม่
เป็นางเองที่ผิด...คิดพรากคู่ยวนยางและกระทำตามใจตนเอง หากเขาจะคิดรังเกียจก็ถูกต้องแล้ว แม้ว่าฉากหน้าจะทำเป็รักใคร่อาทรให้แก่กัน แต่นางทราบดีว่าเพราะเขา้ารวบอำนาจตระกูลฮวาไว้ ไม่ให้คิดแปรพักตร์ จึงยังคงปฏิบัติต่อนางดีเช่นนี้ ทำเหมือนใส่ใจ หากแต่ที่จริงกลับไม่ได้ใส่ใจ
มิเช่นนั้นเขาคงทราบไปนานแล้วว่าตนเองมีบุตรชาย เพราะนางเขียนจดหมายไปแจ้งั้แ่ที่ทราบว่าตั้งครรภ์แล้ว นางเฝ้ารอจดหมายตอบกลับจากเขา คิดหมายว่าเขาคงจะดีใจที่นางตั้งครรภ์ แต่เฝ้ารอแล้วรอเล่าก็ไม่มีจดหมายตอบกลับมา นางต้องคลอดบุตรโดยลำพัง จดหมายส่งไปแจ้ง ก็ไม่เคยได้รับการตอบกลับ เลี้ยงดูบุตรชายจนเติบโตมาเพียงลำพังโดยที่บิดาเขาไม่เคยรับรู้การมีตัวตน...
ย้อนกลับมาที่ปัจจุบัน หลังคิดทบทวนเื่ราวในอดีตเมื่อคราที่เขากลับมา ตอนนั้นนางสั่งสอนบุตรชายเกี่ยวกับเขาให้รับทราบแต่เื่ดีงาม ให้เขามองบิดาเป็ที่รักและเคารพ บุตรชายของนางจึงเทิดทูนและเชื่อฟังเขายิ่งนัก จนเขานำความรักและเชื่อใจของบุตรชายไปเป็เบี้ยหมากของตนเอง หวนกลับมาครานี้ข้าจะทำให้บุตรชายได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของบิดาเช่นท่านเอง บุตรชายของข้าต้องไม่สังเวยชีวิตให้บิดาใจร้ายเช่นท่านอีก ‘เฉินหนิงอัน’