ลู่สิงได้ยินดังนั้น แววตาก็หม่นแสงลง ก้มหน้านิ่งไม่ตอบคำ
ซูหยุนที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ สมองหมุนติ้วทำงานเร็วรื๋อ ฟังจากน้ำเสียงแล้ว สองคนนี้มีใจให้กันชัวร์ๆ แต่ผู้าุโลู่ดันปอดแหก ไม่กล้าสู้หน้าสาว...
ดวงตาของเขาเป็ประกายวิบวับ แบบนี้ต้องให้ท่านปรมาจารย์ซูช่วยชี้แนะสักท่าสองท่า ไม่งั้นขืนปล่อยไว้แบบนี้ ได้กลายเป็ละครน้ำเน่าดราม่าเคล้าน้ำตาแหงๆ
ขณะที่ซูหยุนกำลังคิดแผนการฟุ้งซ่าน เสียงตวาดแฝงความโกรธเกรี้ยวของเสิ่นหรงก็ดังขึ้นขัดจังหวะ
"ทำไมการบำเพ็ญเพียรของท่านถึงก้าวหน้าเร็วขนาดนี้!"
ซูหยุนเงยหน้ามองลู่สิงอย่างงุนงง เห็นลู่สิงทำหน้าเหวอเหมือนไก่ตาแตก ไม่เข้าใจเจตนาของนางเช่นกัน
ลู่สิงถามอย่างซื่อบื้อ "เร็วก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ..."
เสิ่นหรงทำหน้าจริงจัง ขึงตาใส่ "เอาเป็ว่า... เ้าขอนไม้ ฟังข้าให้ดี! ท่านต้องควบคุมความเร็วในการฝึกฝนให้ได้ ห้ามทะลวงระดับเร็วเกินไปเด็ดขาด! จำใส่สมองไว้เลยนะ!"
ลู่สิงเข้าใจไปเองว่าเสิ่นหรงคงกลัวรากฐานพลังของเขาจะไม่มั่นคง จึงพยักหน้ารับคำ "ตกลง ข้าจะระวัง"
แต่ซูหยุนกลับรู้สึกตะหงิดๆ สัญชาตญาณบอกว่าคำเตือนของเสิ่นหรงต้องมีนัยลึกซึ้งกว่าแค่เื่รากฐานพลังแน่ๆ เขาจึงแอบจดจำคำพูดนี้ไว้ในใจเงียบๆ
พอเห็นลู่สิงรับปาก เสิ่นหรงก็กลับมาแย้มยิ้มสดใสเหมือนดอกไม้บาน เปลี่ยนอารมณ์ไวจนลู่สิงตามไม่ทัน นางกวาดจิตััตรวจสอบกลุ่มลูกศิษย์ของลู่สิง แล้วอุทานด้วยความประหลาดใจ
"เ้าขอนไม้ ศิษย์รุ่นนี้ของท่าน... ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ"
นางชี้มาที่ซูหยุน "โดยเฉพาะเ้าหนูคนนี้... ข้ายังไม่เคยเห็นใครใน ขั้นผลัดเปลี่ยนกายา ที่มีพลังเข้มข้นขนาดนี้มาก่อน!"
ซูหยุนยืดอกรับคำชมอย่างภาคภูมิใจ แหงล่ะ! คนมันเทพ อยู่ที่ไหนแสงก็พุ่งกระแทกตาชาวบ้านอยู่แล้ว ช่วยไม่ได้จริงๆ
เขารีบประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม "ขอบพระคุณผู้าุโเสิ่นที่กล่าวยกย่องขอรับ!"
เสิ่นหรงขมวดคิ้วสวยๆ ของนางทันที "เรียกผู้าุโอะไรกัน! เรียกซะข้าแก่หง่อมเลย แถมยังดูห่างเหินชะมัด!"
ลู่สิงลอบยิ้มแห้งๆ หน้าตาเ้าอาจจะดูสาวพริ้ง แต่จริงๆ อายุก็มากกว่าข้าตั้งเยอะ ให้เด็กมันเรียกผู้าุโก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ?
แต่ใครจะไปคิดว่าซูหยุนจะพลิกลิ้นได้ไวยิ่งกว่ากิ้งก่าเปลี่ยนสี
เขาปรับสีหน้าเป็สำนึกผิด แล้วเปลี่ยนคำเรียกขานทันควัน "ท่านน้าเสิ่นสอนสั่งได้ถูกต้อง เป็ข้าเองที่คิดน้อยไป ลืมคำสั่งสอนของ 'ท่านอาลู่' ที่พร่ำบอกอยู่เสมอ... หวังว่าท่านน้าเสิ่นโปรดอย่าได้ถือสาคนกันเองเลยนะขอรับ"
เฮือก!
กัวเลี่ยงที่ว่าชินกับความหน้าด้านของซูหยุนแล้ว ยังถึงกับอ้าปากค้าง ส่วนฟางเหวินและคนอื่นๆ ที่ยังไม่รู้อิทธิฤทธิ์ของซูหยุนดีพอ ถึงกับตาถลน สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ
ท่านอาลู่? ท่านน้าเสิ่น?
ไอ้หมอนี่... มันกล้าตีเนียนนับญาติกับระดับผู้าุโหน้าตาเฉย!
หางตาลู่สิงกระตุกยิกๆ มือไม้สั่นระริกอยู่ในแขนเสื้อ ไม่ใช่เพราะโกรธที่โดนเรียกว่าลุง แต่เขากลัวว่าเสิ่นหรงจะโมโหที่โดนเด็กเมื่อวานซืนปีนเกลียว ถึงแม้นางจะไว้หน้าเขา แต่ถ้าไปทำให้ยอดฝีมือต่างสำนักไม่พอใจ ซูหยุนอาจซวยได้
เขาจึงรีบตวาดแก้สถานการณ์ "ไอ้เด็กบ้า! พูดจาเพ้อเจ้ออะไรของเ้า!"
เสียงตวาดดังลั่นจนศิษย์ทั้งสองสำนักเงียบกริบ ไม่กล้าหายใจ
ซูหยุนแอบบ่นในใจ โธ่... ท่านอาลู่ ข้ากำลัง 'ชงเข้ม' ให้ท่านอยู่นะ! มาขัดจังหวะทำไมเนี่ย?
แต่ผิดคาด! พอเสิ่นหรงได้ยินคำว่า 'ท่านอาลู่' กับ 'ท่านน้าเสิ่น' หัวใจนางก็พองโตจนคับอก ไอ้เด็กนี่... มันพูดจาถูกใจแม่ยกจริงๆ!
นางชี้ไปที่ซูหยุนแล้วหัวเราะคิกคักอย่างชอบใจ "เ้าขอนไม้ ไปหาเด็กคนนี้มาจากไหนเนี่ย? ทำไมถึงได้ปากหวานน่าเอ็นดูขนาดนี้?"
ลู่สิงเห็นเสิ่นหรงไม่โกรธก็โล่งอก รีบส่งกระแสเสียงเล่าที่มาที่ไปของซูหยุนให้นางฟังคร่าวๆ
แววตาของเสิ่นหรงฉายแววประหลาดใจ "มิน่าล่ะ ท่านถึงได้ออกตัวปกป้องเขาขนาดนี้ ที่แท้ก็มีวาสนาต่อกันนี่เอง... ดูออกเลยว่าที่เขาเรียกท่านว่า 'ท่านอาลู่' น่ะ มาจากใจจริงล้วนๆ"
ลู่สิงแอบยืดอกด้วยความภูมิใจเล็กๆ เสิ่นหรงดูออก เขาก็ดูออกเหมือนกันว่าเด็กมันเคารพเขา
"เพียงแต่..." เสิ่นหรงพูดต่อด้วยแววตาเ้าเล่ห์ "ที่เขาเรียกข้าว่า 'ท่านน้าเสิ่น' ... ก็ดูเหมือนจะไม่ได้เสแสร้งเหมือนกันนะ"
ลู่สิงหน้าแดงซ่าน เข้าใจความนัยทันที แต่ก็พูดไม่ออก ได้แต่กระแอมไอแก้เขิน
ซูหยุนมองทั้งคู่ส่งสายตาวิบวับกันไปมาอย่างเอือมระอา จะจีบกันก็ไปเปิดห้องคุยกันดีๆ สิขอรับ! มาส่งกระแสจิตต่อหน้าธารกำนัลแบบนี้ บรรยากาศมันมาคุนะรู้ไหม!
เสิ่นหรงหันมาเห็นซูหยุนจ้องอยู่ ก็ยิ้มหวาน "เ้าชื่อซูหยุนสินะ? เดี๋ยวเข้าไปในแดนลับแล้ว ฝากดูแลเหล่าศิษย์น้องหญิงของข้าด้วยล่ะ"
ซูหยุนตบอามอกดังปึก ตอบเสียงดังฟังชัด "ท่านน้าเสิ่นไม่ต้องเกรงใจ! คนกันเองทั้งนั้น! เดี๋ยวข้าจะดูแลพวกนางให้ 'ถึงพริกถึงขิง' รับรองท่านน้าต้องพอใจแน่นอนขอรับ!"
ยังไม่ทันที่เสิ่นหรงจะตอบรับ เสียงหัวเราะเยือกเย็นน่าขนลุกก็ดังแทรกขึ้นมา
"คนกันเอง? เหอะ! ดูเหมือนสำนักเสวียนหยวนกับสำนักเพียวเหมี่ยว จะตกลงฮั้วกันเรียบร้อยแล้วสินะ?"
ซูหยุนหันขวับไปมองต้นเสียง เห็นชายร่างเตี้ยแคระหน้าตาอัปลักษณ์ รอบกายแผ่กลิ่นอายฆ่าฟันรุนแรง ร่อนลงมาจากฟ้าพร้อมกับกลุ่มลูกศิษย์หน้าตาย
สำนักเสวี่ยซา!
ซูหยุนหรี่ตามอง จ้องเขม็งไปยังเหล่าศิษย์ด้านหลังชายแคระ แสยะยิ้มเย็นในใจ ในที่สุด... ก็ได้เจอกันสักทีนะ พวกเดนตาย...
ชายแคระผู้นั้นััได้ถึงจิตสังหารจางๆ ที่พุ่งมาจากซูหยุน แววตาอำมหิตจึงตวัดกลับมามองจ้อง
ลู่สิงก้าวออกมาบังซูหยุนไว้ทันที กล่าวเสียงเรียบ "สหายเต๋าชิว เก็บลูกไม้สกปรกของเ้าไปซะ ถ้ามีปัญหาอะไร มาคุยกับข้านี่"
เสิ่นหรงก็ก้าวออกมายืนเคียงข้างลู่สิง แค่นเสียงเยาะเย้ย "ตาเฒ่าชิว รังแกเด็กตัวเล็กๆ ไม่อายฟ้าดินบ้างหรือไง!"
ผู้าุโชิว เห็นทั้งสองออกโรงปกป้องเด็ก ก็หัวเราะ ฮึๆ อย่างไม่ยี่หระ ก่อนจะพาลูกศิษย์เดินเลี่ยงไปอีกทาง
การมาถึงของตัวป่วนทำให้บรรยากาศครึกครื้นเมื่อครู่หายวับไป ทุกคนต่างเงียบกริบ รอเวลาแดนลับเปิดอย่างจดจ่อ
ไม่นานนัก คนของ สำนักเทียนเหยียน และ สำนักอวิ๋นหลาน ก็ทยอยมาถึง ผู้นำของทั้งสองสำนักเข้ามาทักทายลู่สิงและเสิ่นหรงตามมารยาท โดยเมินผู้าุโชิวไปอย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น ซูหยุนรู้สึกเหมือนมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงที่หลัง เขาเงยหน้ามอง ก็ปะทะสายตาอาฆาตแค้นของ อวิ๋นเฟิง บุตรชายเ้าสำนักอวิ๋นหลาน ที่กำลังกระซิบกระซาบวางแผนบางอย่างกับลูกสมุน
ซูหยุนลอบถอนหายใจ ์ช่างเมตตา... ส่งโจทก์เก่ามาให้เช็คบิลพร้อมหน้าพร้อมตาเลยแฮะ...
พวกกัวเลี่ยงไม่รู้จักอวิ๋นเฟิง และเื่ที่ซูหยุนซ้อมอวิ๋นเฟิงปางตายก็ถูกเย่จงปิดข่าวไว้ พวกเขาจึงงงว่าทำไมศิษย์สำนักอวิ๋นหลานถึงดูแค้นเคืองซูหยุนขนาดนั้น
ฟางเหวินสะกิดถามเบาๆ "ศิษย์น้อง หมอนั่นใคร? ทำไมมองเ้าเหมือนจะกินเืกินเนื้อแบบนั้น?"
ซูหยุนตอบหน้าตาย "อ๋อ... นั่นอวิ๋นเฟิง ลูกชายเ้าสำนักอวิ๋นหลาน คราวก่อนเขาตามพ่อมาที่สำนักเรา แล้วโดนข้าซ้อมจนปางตาย..."
พูดถึงตรงนี้ เขาก็ทำท่าเขินอายนิดๆ "แถมข้ายังเผลอปากพล่อย... บอกว่าเป็ 'พ่อ' ของมันอีกต่างหาก..."
"......"
ฟางเหวินสตั๊นท์ กัวเลี่ยงสตั๊นท์ ทุกคนสตั๊นท์ แม้แต่ลู่สิงยังคิ้วกระตุก
มีแต่เสิ่นหรงที่มองซูหยุนด้วยสายตาชื่นชม ไอ้เด็กนี่... พร์ในการหาเื่ชาวบ้านนี่ระดับปรมาจารย์จริงๆ
ลู่สิงอดถามไม่ได้ "ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?"
ซูหยุนจึงเล่าเื่ราววีรกรรมวันนั้นให้ฟัง (แบบย่อๆ) พอทุกคนได้ฟังก็ถึงบางอ้อ พร้อมกับทึ่งในความบ้าบิ่นของซูหยุน กล้ากระทืบลูกเ้าสำนักอื่นในบ้านตัวเอง... ช่างกล้าหาญชาญชัยยิ่งนัก!
ฟางเหวินตบไหล่ซูหยุน "ศิษย์น้อง... พี่ชายคนนี้ขอคารวะ! ใจเ้ามันได้!"
ซูหยุนรีบออกตัว "เื่นี้เป็ความแค้นส่วนตัว ข้าจะรับผิดชอบเอง พวกศิษย์พี่ไม่ต้องยื่นมือมาช่วยหรอก"
เขารู้ดีว่าสำนักเสวี่ยซาน่ะเป็ศัตรูถาวร ตีกันได้ไม่ผิดกติกา แต่กับสำนักอวิ๋นหลานนั้นสถานะก้ำกึ่ง แม้จะไม่ถูกกันแต่ก็ไม่ได้ประกาศา ขืนลากคนอื่นมารุมสกัมอวิ๋นเฟิง อาจจะกลายเป็เื่ระดับสำนักได้ เขาไม่อยากให้คนอื่นเดือดร้อนไปด้วย
แต่จ้าวเหยียนกลับแค่นเสียง "ศิษย์น้องซูดูถูกพวกเราเกินไปแล้ว ถึงพวกข้าจะเก่งไม่เท่าเ้า แต่ก็ไม่ได้กลัวหัวหดจนไม่กล้าสู้กับพวกอวิ๋นหลานหรอกนะ!"
กัวเลี่ยงได้ทีเหน็บแนม "ถ้าเก่งนักก็เข้าไปคนเดียวสิ! จะพาพวกเรามาทำไม?" (แต่ตาก็มองไปทางอวิ๋นเฟิงอย่างหาเื่)
ศิษย์พี่หญิงทั้งสามคนแผ่รังสีอำมหิต จ้องเขม็งไปที่กลุ่มอวิ๋นหลานราวกับจะฉีกเนื้อ... ใครกล้าแตะต้องศิษย์น้องสุดที่รักของพวกข้า แม่จะตบให้คว่ำ!
ฟางเหวินหัวเราะ "ถ้าพวกเรายืนดูเฉยๆ กลับไปคงไม่มีหน้าอยู่ในสำนักแล้วล่ะ"
ซูหยุนซาบซึ้งใจ ยิ่งพวกท่านดีกับข้าแบบนี้ ข้ายิ่งไม่อยากลากพวกท่านมาซวยด้วยเลย...
จู่ๆ ลู่สิงก็เอ่ยขึ้นเสียงเรียบ "ถ้าอวิ๋นเฟิงมันยังตามรังควานเ้าไม่เลิก... ก็ไม่ต้องออมมือ จัดการได้เลย"
เสิ่นหรงมองลู่สิงด้วยความแปลกใจ เ้าขอนไม้เปลี่ยนไปจริงๆ แฮะ...
นางยิ้มปลอบใจซูหยุน "ไม่ต้องกังวลไปหรอก ด้วยนิสัยของเ้าสำนักพวกเ้า ต่อให้เ้าฆ่าล้างบางสำนักอวิ๋นหลาน เขาก็มีปัญญาคุ้มกะลาหัวเ้าได้แน่นอน"
แต่ซูหยุนกลับยิ้มไม่ออก ในหัวเขามีแต่เื่ภารกิจเสี่ยงตายของเย่จง ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับเย่จงจริงๆ เกราะคุ้มกันของเขาก็จะหายไป... แล้วเย่ซวนล่ะ จะเสียใจแค่ไหน?
ขณะที่กำลังคิดหนัก ลู่สิงก็ประกาศก้อง
"ได้เวลาแล้ว!"
ทุกคนเงยหน้ามอง ััได้ถึงแรงสั่นะเืรุนแรงจากห้วงมิติเบื้องหน้า รอยแยกมิติบิดเบี้ยวอย่างบ้าคลั่ง ก่อนจะะเิออกกลายเป็ ประตูแสง ห้าสีขนาดมหึมา หมุนวนจนมองไม่เห็นภายใน
ลู่สิงสะบัดแขนเสื้อ ห่อหุ้มศิษย์ทุกคนแล้วพุ่งไปหน้าประตูแสงทันที ผู้นำอีกสี่สำนักก็ทำเช่นเดียวกัน
ผู้าุโสำนักเทียนเหยียนเอ่ยขึ้น "เอาตามกฎเดิม ตกลงไหม?"
ไม่มีใครคัดค้าน เขาจึงส่งสัญญาณให้ศิษย์สำนักตัวเองเข้าไปเป็กลุ่มแรก
ซูหยุนกระซิบถามฟางเหวิน "กฎอะไรหรือศิษย์พี่?"
ฟางเหวินอธิบาย "ลำดับการเข้าขึ้นอยู่กับผลงานครั้งที่แล้ว สำนักไหนได้ทรัพยากรออกมาเยอะสุด ก็ได้เข้าก่อน"
เมื่อก่อนแย่งกันเข้าแทบตาย แต่หลังๆ พบว่าเข้าไปก่อนก็ไม่ได้แปลว่าจะได้ของดี ถ้าฝีมือไม่ถึงก็ตายเปล่า เลยตกลงกันด้วยวิธีนี้เพื่อตัดปัญหา
หลังจากสำนักเทียนเหยียนเข้าไปหมด ก็ถึงคิวของ สำนักเสวียนหยวน
ลู่สิงสั่งเสียงเข้ม "ไปได้!"
ซูหยุนสูดหายใจลึก พยักหน้าให้พรรคพวก แล้วก้าวเท้าเข้าไปในประตูแสงเป็คนแรก...
......
ภายในแดนลับหลิงเสวียน
ณ โถงพระราชวังทองคำอันวิจิตรตระการตา เด็กน้อยวัยสามสี่ขวบ คนหนึ่งกำลังตบมือแปะๆ ด้วยความพอใจ
"สำเร็จ! เปิดประตูได้สวยงาม!"
แต่แล้วเขาก็ทำหน้าเศร้า คอตกเหมือนดอกไม้เหี่ยว ถอนหายใจยาว "เฮ้อ... ท่านตี้จวิน นี่มันเส้นตายครั้งสุดท้ายแล้วนะขอรับ ถ้าคนที่ท่านรอคอยยังไม่โผล่มาอีก ข้าจะทำยังไงดี... ท่านคำนวณผิดหรือเปล่า? โลกบ้านนอกคอกนาแบบนี้ จะมีผู้สืบทอดของท่านโผล่มาได้ยังไงกัน!"
เขาเดินลากเท้าอย่างหมดอาลัยตายอยากไปที่ประตูวัง ปีนธรณีประตูสูงลิบอย่างทุลักทุเล แล้วนั่งห้อยขาสั้นป้อมๆ เอามือเท้าคางมองเหม่อออกไปไกล
"พวกสำนักเทียนเหยียนนี่ก็ธรรมดาชะมัด... เสียดาย 'วารีหยกจือ' ของข้าจริงๆ!"
เขาติดแหง็กอยู่ที่นี่มาเป็หมื่นปี ความบันเทิงเดียวที่มีคือการนั่งวิจารณ์พวกลูกศิษย์ที่เข้ามาในแดนลับ (รองจากการดูพวกตาแก่ตีกันข้างนอก)
ทันใดนั้น สายตาของเขาก็สะดุดกึก
"โอ๊ะ? ชุดนี้ของสำนักเสวียนหยวนดูดีใช้ได้แฮะ อนาคตไกลแน่ๆ โดยเฉพาะไอ้หนุ่มนั่น..."
ดวงตาของเด็กน้อยเบิกโพลง จ้องมองไปที่ร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง
"เอ๊ะ!?"
เขาอุทานลั่นจนเสียหลักหงายหลังกลิ้งตกลงมาจากธรณีประตู ดัง ตุ้บ! นอนแอ้งแม้งสี่ขาชี้ฟ้า
แต่เขาไม่สนใจความเ็ปแม้แต่น้อย รีบตะกายลุกขึ้นมาด้วยอาการสั่นเทิ้มเหมือนคนบ้า ปากคอสั่นละล่ำละลัก
"เจอ... เจอแล้ว! ท่านตี้จวิน! ข้า... ข้าเจอเขาแล้ววววว!"